นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ

“ณัฐพงษ์” ไล่บี้ถามนายกฯ สอยพิพัฒน์พ้นครม

วันนี้เรามาพูดถึงประเด็นร้อนในสภาไทยกันเลยครับ “ณัฐพงษ์” ไล่บี้ถามบรรทัดฐานนายกฯ สอย “พิพัฒน์” พ้นครม. เหน็บอย่า 2 มาตรฐาน เป็นข่าวที่หลายคนจับตา เพราะโยงเรื่องกักตุนน้ำมัน ทุนเทา สแกมเมอร์ และบุคคลระดับสูงในรัฐบาล เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อ 30 เมษายน 2569 ที่รัฐสภา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ส.ส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน ยิงคำถามสดใส่นายกรัฐมนตรีเรื่องนี้ แต่นายกฯ ส่งนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รมว.คมนาคม มาแทน แต่พิพัฒน์ติดภารกิจ ส่งนายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รมช.คมนาคม มาชี้แจงแทน สร้างดราม่าต่อเนื่อง!

“ณัฐพงษ์” ไล่บี้ถามบรรทัดฐานนายกฯ สอย “พิพัฒน์” พ้นครม. เหน็บอย่า 2 มาตรฐาน

นายณัฐพงษ์ย้ำชัดว่ากระทู้ถามสดนี้ต้องตอบโดยนายกฯ หรือพิพัฒน์โดยตรง เพราะเรื่องใหญ่โต เกี่ยวกับการกักตุนน้ำมันของ “เสี่ยตือ” ที่อ่างทอง ซึ่งโยงใยกับกลุ่มทุนเทา แก๊งสแกมเมอร์ และคนใหญ่คนโตในรัฐบาล เขาตั้งคำถามว่าเป็นแค่ “เหตุบังเอิญ” หรือมีอะไรลึกกว่านั้น? และทำไมรัฐบาลยังเงียบ ไม่ให้คำตอบชัดเจนต่อสังคมไทย

5 เหตุผลตั้งข้อสงสัยที่นายณัฐพงษ์ชี้

นายณัฐพงษ์รวบรวม 5 เหตุบังเอิญที่น่าสงสัยมาให้ฟัง ดังนี้ครับ:

  • 1. เสี่ยตือเจ้าของคลังน้ำมันเพชรบุรี – ขายให้ BCPG บริษัทลูกบางจาก ปี 2566 มูลค่าสูงเกินจริง 9,000 ล้าน จากประเมิน 5,000 ล้าน ซื้อแพงขนาดนี้เพื่ออะไร?
  • 2. เจ้าของคาสิโนกัมพูชา – อาจโยงทุนเทา สแกมเมอร์ ที่จะฮุบหุ้นบางจาก
  • 3. พ่อของลูกชายที่ถูกหมายจับฟอกเงินเว็บพนัน – เลขาฯพรรคภูมิใจไทยยืนยัน ลูกชายพยายามติดสินบน 40 ล้านเพื่อยุติคดี
  • 4. พ่อของลูกสาวถือหุ้นบริษัทน้ำมันอ่างทอง – ที่ DSI กำลังสอบลักลอบกักตุน
  • 5. เพื่อนสนิทรองนายกฯ พิพัฒน์ – พิพัฒน์ยอมรับต่อสื่อ และปล่อยกู้เครือข่ายเสี่ยตือ 100 ล้านบาท แต่ตอบเลี่ยงประเด็น

นายณัฐพงษ์บอกว่านี่ไม่ใช่บังเอิญธรรมดา แต่เป็น “เหตุบังเอิญพลัส” ที่บ่งชี้เครือข่ายไอ้โม่ง อาชญากรข้ามชาติ โยงบุคคลระดับสูง สังคมรอคำตอบจากนายกฯ และพิพัฒน์มานาน!

ฟาดสองมาตรฐาน และดราม่าตอบกระทู้สด

เด็ดสุดคือ นายณัฐพงษ์เหน็บนายกฯ ว่าตอนโทรหาวรภัค อดีตอังคมนตรีช่วยคลัง ให้ลาออกเพราะโยงทุนเทา แต่กรณีพิพัฒน์ที่ยอมรับเป็นเพื่อนเสี่ยตือ จะทำยังไง? หรือสองมาตรฐานเพราะพิพัฒน์เป็นหัวจ่ายเงินพรรคภูมิใจไทย? นายสิริพงศ์ชี้แจงแทน บอกไม่เกี่ยวกับคมนาคม เรื่องอยู่ใน DSI ถามรมว.ยุติธรรมดีกว่า

ต่อมา นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ประท้วงหนัก! ชี้ว่ากระทู้สดต้องนายกฯ-รัฐมนตรีมาตอบเอง เว้นมีเหตุจำเป็นแจ้งหนังสือต่อประธานสภา (โสภณ ซารัมย์) แต่ครั้งนี้ไม่มี! อย่าปล่อยให้นายกฯ-รมต.หนีสภาแบบนี้ สร้างความไม่โปร่งใส นายโสภณโต้ตามแนวปฏิบัติเก่า แต่นายอภิสิทธิ์ยืนกรานต้องมีหลักฐานเหตุจำเป็นเผยแพร่ นายกรวีร์ วิปรัฐบาล ขอฝ่ายค้านแจ้งล่วงหน้า แต่นายพริษฐ์แย้งต้องยึดข้อบังคับ 151 หนังสือต้องมา!

ประเด็นนี้สะท้อนปัญหาการเมืองไทยที่หลายคนกังวล ความโปร่งใสในสภา บรรทัดฐานการเมือง และการตรวจสอบรัฐบาลเรื่องทุนเทา สังคมไทยสมควรได้คำตอบชัดเจน ไม่ใช่บังเอิญซ้ำๆ “ณัฐพงษ์” ไล่บี้ถามบรรทัดฐานนายกฯ สอย “พิพัฒน์” พ้นครม. เหน็บอย่า 2 มาตรฐาน ทำให้เห็นว่าฝ่ายค้านสู้เต็มที่เพื่อประชาชน

ในมุมผมคิดว่ารัฐบาลควรตอบคำถามตรงๆ เพื่อสร้างความเชื่อมั่น หากพิพัฒน์ไม่มีส่วน เปิดข้อมูลให้ชัด จะได้ไม่โดนเหน็บสองมาตรฐาน คุณคิดยังไง? คอมเมนต์บอกกันหน่อยครับ หรือแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ อ่าน ติดตามข่าวการเมืองอัปเดตที่นี่เลย!

ที่มา – “ณัฐพงษ์” ไล่บี้ถามบรรทัดฐานนายกฯ สอย “พิพัฒน์” พ้นครม. เหน็บอย่า 2 มาตรฐาน

“โรม” แฉเครือข่าย “เสี่ยตือ” กักตุนน้ำมันโยงบิ๊กการเมือง

สภาผู้แทนราษฎรเดือดพล่านอีกครั้ง เมื่อ “รังสิมันต์ โรม” ส.ส.พรรคประชาชน ออกมาโรม แฉเครือข่าย เสี่ยตือ กักตุนน้ำมันกลางที่ประชุม จี้รัฐบาลล้างบางมาเฟียน้ำมันที่โยงใยไปถึงนักการเมืองระดับสูงและธุรกิจผิดกฎหมายชายแดน ปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ครั้งนี้มีหลักฐานชัดเจนที่ทำให้ทุกคนตื่นตัว โดยเฉพาะในช่วงที่ราคาน้ำมันผันผวน กระทบค่าครองชีพประชาชนโดยตรง

โรม แฉเครือข่าย เสี่ยตือ กักตุนน้ำมัน

เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2569 นายรังสิมันต์ โรม ได้ตั้งกระทู้ถามรัฐบาลถึงความคืบหน้าการปราบปรามการกักตุนน้ำมัน โดยพุ่งเป้าไปที่ “เสี่ยตือ” หรือนาย XYZ (ชื่อจริงตามข่าว) ซึ่งถูกกล่าวหาว่ามีพฤติกรรมกักตุนน้ำมันกว่า 3 แสนลิตรที่ จ.อ่างทอง นอกจากนี้ยังเชื่อมโยงกับธุรกิจสีเทา เช่น คาสิโนและแก๊งสแกมเมอร์ที่กัมพูชา ทำให้ดูเหมือนเป็นเครือข่ายมาเฟียครบวงจรที่ไม่ใช่แค่เก็งกำไรน้ำมันเท่านั้น

โรมทิ้งบอมบ์ ความสัมพันธ์โยงบิ๊กการเมือง

จุดเดือดสุดคือการเปิดโปงความสัมพันธ์ทางการเมือง นายรังสิมันต์ระบุว่า “เสี่ยตือ” เป็นลูกหนี้ของนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี กว่า 100 ล้านบาท และยังบริจาคเงินให้พรรคภูมิใจไทยถึง 1 ล้านบาท คำถามที่ดังก้องสภา คือ รัฐบาลกล้าแตะต้องคนใกล้ชิดคณะรัฐมนตรีหรือไม่? นี่คือการท้าทายอำนาจโดยตรงที่ทำให้บรรยากาศตึงเครียด

  • กักตุนน้ำมันกว่า 3 แสนลิตร จ.อ่างทอง
  • เชื่อมโยงธุรกิจคาสิโนชายแดน
  • เกี่ยวข้องกับสแกมเมอร์กัมพูชา
  • ลูกหนี้บิ๊กการเมือง 100 ล้านบาท
  • บริจาคพรรคการเมือง 1 ล้านบาท

“เอกนัฏ” ลั่นจับหมดไม่สนพรรคใคร

ด้านนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ตอบกระทู้อย่างหนักแน่น ยืนยันว่าได้ส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ตรวจสอบคลังน้ำมันของเครือข่ายเสี่ยตือ พบความผิดทั้งการกักตุน ปลอมปนน้ำมันไม่ได้มาตรฐาน ปัจจุบันกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ได้รับเป็นคดีพิเศษแล้ว และสั่งขยายผลตรวจสอบคลังน้ำมันทั้งหมด 92 แห่งทั่วประเทศ ย้อนหลังไปถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2569 หากพบการเก็งกำไรจะดำเนินคดีอาญาและเรียกคืนทุกหยด

“ผมไม่สนและไม่รู้จักเสี่ยตือ ต่อให้รู้จักก็ไม่สนใจ ใครผิดต้องถูกจับ ไม่ว่าจะพรรคตัวเองหรือพรรคอื่น ผมจับหมดแน่นอน” คำพูดเด็ดของนายเอกนัฏนี้ สร้างความฮือฮาและได้รับการชื่นชมจากหลายฝ่าย แต่หลายคนยังตั้งคำถามว่าปฏิบัติได้จริงหรือไม่

นอกจากนี้ นายรังสิมันต์ยังตั้งข้อสังเกตถึงการซื้อขายคลังน้ำมันมูลค่า 9,000 ล้านบาท ระหว่างบริษัทใหญ่กับเครือข่ายเสี่ยตือ ว่าอาจเป็นการไซฟ่อนเงินหรือฟอกเงิน จึงเรียกร้องให้สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เข้าอายัดทรัพย์สินก่อนหลบหนี ซึ่งนายเอกนัฏรับปากว่าจะติดตามคดีใกล้ชิดและดำเนินการทุกฐานความผิด

ผลกระทบจากการกักตุนน้ำมันและความคาดหวังจากรัฐบาล

ปัญหาโรม แฉเครือข่าย เสี่ยตือ กักตุนน้ำมันนี้ สะท้อนถึงโครงสร้างมาเฟียน้ำมันที่ฝังรากลึกในไทยมานาน ทำให้ราคาน้ำมันในท้องตลาดไม่สมดุล ผู้ประกอบการรายย่อยเดือดร้อน ประชาชนต้องจ่ายแพงขึ้น ส่งผลต่อเศรษฐกิจโดยรวม หากรัฐบาลสามารถล้างบางได้จริง จะเป็นสัญญาณดีในการฟื้นฟูความเชื่อมั่น

ในมุมกว้าง ปัญหาน้ำมันไม่ใช่แค่เก็งกำไร แต่โยงไปถึงการคอร์รัปชันและธุรกิจผิดกฎหมาย การตรวจสอบ 92 คลังทั่วประเทศหากทำจริง จะเป็นก้าวสำคัญในการปราบปราม แต่ต้องโปร่งใสและไม่เลือกปฏิบัติ

ส่วนตัวมองว่า การที่นายเอกนัฏประกาศจับหมดไม่สนพรรคใคร เป็นท่าทีที่ถูกต้อง แต่ต้องพิสูจน์ด้วยผลงานจริง หากสำเร็จจะเป็นชัยชนะของประชาชน คุณคิดเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้? เชื่อว่ารัฐบาลจะล้างมาเฟียได้หรือไม่? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความเพื่อให้ข้อมูลแพร่กระจาย สนับสนุนการตรวจสอบ权力

ที่มา – “โรม” แฉเครือข่าย “เสี่ยตือ” กักตุนน้ำมันโยงบิ๊กการเมือง “เอกนัฏ” ลั่นจับหมดไม่สนพรรคใคร

พริษฐ์เรียกร้องนายกฯเปลี่ยนพิพัฒน์เคลียร์ผลทับซ้อน

ประเด็นร้อนทางการเมืองที่กำลังเป็นที่พูดถึงอย่างกว้างขวางคือ “พริษฐ์” เรียกร้อง นายกฯ เปลี่ยนตัว “พิพัฒน์” เคลียร์ข้อครหาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน ในช่วงวิกฤตพลังงานที่ประชาชนกำลังเผชิญความเดือดร้อนจากราคาน้ำมันแพง นายพริษฐ์ วัชรสินธุ โฆษกพรรคประชาชน ได้ออกมาแสดงจุดยืนชัดเจนหลังจากติดตามการสัมภาษณ์ของนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในรายการกรรมกรข่าว คุยนอกจอ เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2567

“พริษฐ์” เรียกร้อง นายกฯ เปลี่ยนตัว “พิพัฒน์” เคลียร์ข้อครหาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน

นายพริษฐ์ยืนยันความเห็นเดิมที่เคยอภิปรายในสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2567 โดยเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีเปลี่ยนตัวผู้รับผิดชอบหลักเรื่องวิกฤตพลังงาน จากนายพิพัฒน์เป็นบุคคลอื่น เพื่อล้างข้อครหาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนที่กำลังเป็นประเด็นร้อน สาเหตุหลักมาจากคำให้สัมภาษณ์ของนายพิพัฒน์เอง ที่เล่าว่านายกรัฐมนตรีเคยเรียกประชุมกลุ่มย่อยเรื่องการขึ้นราคาน้ำมัน โดยไม่มีผู้ประกอบการเข้าร่วม เพราะกลัวว่าผู้ประกอบการจะรู้ข้อมูลล่วงหน้าแล้วปิดปั๊มหรือกักตุนน้ำมัน

แต่ปัญหาคือ “ช้างในห้อง” หรือตัวนายพิพัฒน์เองที่ยังคงมีความเชื่อมโยงกับธุรกิจน้ำมัน โดยเฉพาะบริษัท PTG Energy Public Company Limited ซึ่งเป็นเครือข่ายธุรกิจของครอบครัว นี่คือเหตุผลหลักที่นายพริษฐ์ชี้ให้เห็น:

ความเชื่อมโยงทางธุรกิจของนายพิพัฒน์กับ PTG Energy

  • นายพิพัฒน์ยังถือหุ้น 5% ในบริษัท รัชกิจ โฮลดิ้ง จำกัด ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ 25% ใน PTG Energy โดยมีน้องชายเป็นกรรมการและผู้บริหาร
  • ตลอดการสัมภาษณ์ นายพิพัฒน์ใช้คำว่า “เรา” หรือ “พวกเรา” เมื่อพูดถึงการดำเนินงานของ PTG Energy แม้จะพยายามปฏิเสธความเกี่ยวข้องในการบริหาร
  • PTG Energy ถือครองห่วงโซ่อุปทานน้ำมันแทบทุกขั้นตอน แม้ไม่มีโรงกลั่นเอง แต่มีหุ้นในบริษัทต่างๆ ดังนี้

การถือหุ้นในผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่หรือคลังน้ำมัน (มาตรา 7):

  • บริษัท 1: PTG ถือหุ้น 70.50%
  • บริษัท 2: PTG ถือหุ้น 40%

ผู้ค้าน้ำมันรายย่อยหรือจ็อบเบอร์ (มาตรา 10): อย่างน้อย 6 บริษัท

  • บริษัท 1: PTG ถือหุ้น 100%
  • บริษัท 2: PTG ถือหุ้น 99.98%
  • บริษัท 3: PTG ถือหุ้น 99.98%
  • บริษัท 4: PTG ถือหุ้น 99.98%
  • บริษัท 5: PTG ถือหุ้น 99.97%
  • บริษัท 6: PTG ถือหุ้น 99.97%

ผู้ขนส่งน้ำมัน (มาตรา 12): อย่างน้อย 4 บริษัท

  • บริษัท 1: PTG ถือหุ้น 100%
  • บริษัท 2: รัชกิจ โฮลดิ้ง ถือหุ้น 25%
  • บริษัท 3: รัชกิจ โฮลดิ้ง ถือหุ้นทางอ้อม 25%
  • บริษัท 4: รัชกิจ โฮลดิ้ง ถือหุ้นทางอ้อม 19%

ยิ่งไปกว่านั้น หนึ่งในบริษัทผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่ที่ PTG ถือหุ้น เป็นโรงกลั่นน้ำมันไบโอดีเซล ซึ่งจะได้รับประโยชน์โดยตรงจากนโยบายรัฐบาลที่เสนอเพิ่มสัดส่วนไบโอดีเซล เช่น B10 หรือ B20

ทำไมต้องเปลี่ยนตัวผู้รับผิดชอบ?

นายพริษฐ์ย้ำว่าไม่ได้กล่าวหาว่ามีการกระทำผิดจริง แต่สถานการณ์นี้เปิดช่องให้เก็งกำไรได้มหาศาล หากผู้กำหนดนโยบายรู้ข้อมูลล่วงหน้าและมีเครือข่ายธุรกิจกว้างขวางในอุตสาหกรรมน้ำมัน สิ่งนี้ทำให้ประชาชนขาดความเชื่อมั่นในความโปร่งใสของรัฐบาล โดยเฉพาะในวิกฤตพลังงานที่ราคาน้ำมันผันผวน กองทุนน้ำมันขาดแคลน และประชาชนต้องแบกรับภาระ

วิกฤตพลังงานครั้งนี้เกิดจากปัจจัยหลายประการ เช่น ราคาน้ำมันดิบโลกสูงขึ้น สงครามยูเครน-รัสเซีย และนโยบายภายในที่ยังไม่ชัดเจน การที่ผู้รับผิดชอบหลักอย่างนายพิพัฒน์ ซึ่งเป็นประธานศูนย์บัญชาการแก้ไขปัญหาพลังงาน (ศบก.) มีผลประโยชน์ทับซ้อน ยิ่งทำให้เกิดคำถามถึงความเป็นกลาง นายพริษฐ์เสนอทางออกชัดเจนว่า นายกรัฐมนตรีควรเปลี่ยนผู้รับผิดชอบ หรือนายพิพัฒน์ถอนตัวเองเพื่อเคลียร์ข้อครหา

ประเด็น “พริษฐ์” เรียกร้อง นายกฯ เปลี่ยนตัว “พิพัฒน์” เคลียร์ข้อครหาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน สะท้อนปัญหาใหญ่ของการเมืองไทย คือการป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อนเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน หากรัฐบาลไม่ดำเนินการ อาจนำไปสู่การขาดความน่าเชื่อถือและการประท้วงจากประชาชนที่เดือดร้อน

ในมุมมองของผู้เขียน การเคลียร์ข้อครหาแบบนี้เป็นสิ่งจำเป็น เพื่อให้การแก้ไขวิกฤตพลังงานเดินหน้าอย่างโปร่งใสและมีประสิทธิภาพ คุณคิดว่ารัฐบาลควรเปลี่ยนตัวจริงหรือไม่? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และติดตามข่าวสารการเมืองอัปเดตเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ของเรา!

ที่มา – “พริษฐ์” เรียกร้อง นายกฯ เปลี่ยนตัว “พิพัฒน์” เคลียร์ข้อครหาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน

4 สส.นครศรีธรรมราช เร่งรัฐบาลแก้ปัญหาน้ำมันในระดับพื้นที่

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เรามาคุยกันเรื่องที่กำลังเป็นปัญหาใหญ่ในจังหวัดนครศรีธรรมราชกันดีกว่า นั่นคือ 4 สส.นครศรีธรรมราช เร่งรัฐบาลแก้ปัญหาน้ำมันในระดับพื้นที่ เพราะราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นกำลังทำลายเศรษฐกิจฐานรากของชาวบ้านอย่างหนักเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นเกษตรกร ประมง หรือผู้ประกอบการรายย่อย ทุกคนกำลังเดือดร้อนหนัก

4 สส.นครศรีธรรมราช เร่งรัฐบาลแก้ปัญหาน้ำมันในระดับพื้นที่

เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2569 หลังจากการลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีที่รัฐสภาเสร็จสิ้น สส.นครศรีธรรมราชจากพรรคภูมิใจไทยทั้ง 4 ท่าน ได้แก่ นางสาวพิมพ์ภัทรา วิชัยกุล, นางสาวอวยพรศรี เชาวลิต, นางสาวนันทวัน วิเชียร และนายอภินันท์ สโมสร ได้รวมตัวกันยื่นหนังสือถึงนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บริหารสถานการณ์ราคาน้ำมัน (ศบก.) เพื่อเร่งรัดให้รัฐบาลเข้าแทรกแซงช่วยเหลือในระดับพื้นที่ทันที

ทำไมถึงเร่งรัดขนาดนี้? เพราะนครศรีธรรมราชเป็นจังหวัดที่มีภูมิประเทศหลากหลาย มีทั้ง “เขา ป่า นาเล” ซึ่งหมายถึงพื้นที่ภูเขา ป่าไม้ ที่ราบนา และชายฝั่งทะเล แต่ละโซนมีอาชีพหลักที่พึ่งพาน้ำมันในการดำเนินงานทั้งสิ้น เมื่อราคาน้ำมัน โดยเฉพาะน้ำมันเขียวสำหรับอุตสาหกรรม พุ่งขึ้นสูงถึง 10.40 บาทต่อลิตรในคราวเดียว ทุกอย่างก็สะดุดหมด

กลุ่มอาชีพที่ได้รับผลกระทบหนักจากปัญหาน้ำมัน

  • ผู้ประกอบการประมงชายฝั่งและประมงพาณิชย์: เรือประมงต้องหยุดจอดเพราะเติมน้ำมันเขียวไม่ได้ ราคาแพงเกินไป ส่งผลให้ห่วงโซ่อุปทานอาหารทะเลทั้งหมดชะงัก ชาวประมงรายย่อยเดือดร้อนหนักเพราะรายได้หายวับ
  • อุตสาหกรรมไม้ยางพาราและเกี่ยวข้อง: เครื่องจักรกลหนักไม่สามารถซื้อน้ำมันได้ตามปริมาณที่กำหนด สถานีบริการจำกัดการซื้อต่อครั้ง ทำให้การผลิตหยุดชะงัก
  • ผู้ประกอบการขนส่งรายใหญ่และรายย่อย: รถบรรทุก รถส่งของ เติมน้ำมันไม่พอต่อวัน ทำให้การขนส่งสินค้าในพื้นที่ล่าช้า สินค้าอาหารและวัตถุดิบราคาขึ้นตาม
  • เครื่องจักรกลเกษตรรายย่อยถึงรายใหญ่: รถไถ รถเกี่ยวข้าว รถขุด รถเกรด รถดัน และเครื่องจักรอื่นๆ ในไร่ นา สวนยาง ทุกอย่างต้องหยุดทำงานเพราะน้ำมันแพงและซื้อไม่ได้

ทั้งหมดนี้กระจายอยู่ทุกมุมของนครศรีธรรมราช ตั้งแต่ชายฝั่งทะเลไปจนถึงพื้นที่ภูเขา ถ้าฐานรากเศรษฐกิจพัง ปัญหาจะลามไปถึงระดับจังหวัดและประเทศแน่นอน สส.ทั้ง 4 ท่านจึงยืนยันว่าต้องแก้ไขเร่งด่วน โดยจัดการเรื่องการจัดสรรน้ำมันให้เหมาะสมกับความต้องการในพื้นที่

ความสำคัญของการแก้ปัญหาน้ำมันในระดับท้องถิ่น

ปัญหาน้ำมันแพงไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ครั้งนี้กระทบหนักเพราะเกิดขึ้นพร้อมๆ กับค่าครองชีพที่สูงขึ้นอยู่แล้ว ชาวบ้านในนครศรีธรรมราชซึ่งส่วนใหญ่ทำเกษตรและประมง กำลังเผชิญวิกฤตจริงๆ การที่ สส.ท้องถิ่นอย่างพรรคภูมิใจไทยออกมาเคลื่อนไหวแบบนี้ เป็นสัญญาณดีว่าพวกเขายังใส่ใจประชาชนในพื้นที่ ไม่ใช่แค่นั่งในสภาเฉยๆ ถ้ารัฐบาลตอบสนองเร็ว ปัญหาน่าจะคลี่คลายได้ไม่ยาก

จากที่ติดตามมา เรามองว่าการบริหารจัดการน้ำมันต้องเน้นที่ระดับจังหวัดมากขึ้น เช่น เพิ่มโควตาน้ำมันสำหรับอาชีพฐานราก ลดข้อจำกัดการซื้อต่อครั้ง และอาจมีมาตรการ补贴ชั่วคราวเพื่อประคองราคา นอกจากนี้ ยังควรส่งเสริมพลังงานทางเลือกในระยะยาว เช่น ไบโอดีเซลจากยางพาราที่นครศรีฯ มีศักยภาพสูง

สุดท้ายนี้ เราเชื่อว่าการที่ 4 สส.นครศรีธรรมราช เร่งรัฐบาลแก้ปัญหาน้ำมันในระดับพื้นที่ แบบนี้ จะช่วยให้เศรษฐกิจฐานรากฟื้นตัวได้เร็ว ถ้าคุณเป็นชาวนครศรี หรือรู้จักคนที่เดือดร้อน ลองติดต่อ สส.ท่านเหล่านี้ดูนะครับ หรือคอมเมนต์แชร์ประสบการณ์ด้านล่างนี้เลย เราจะได้ช่วยกันผลักดันให้รัฐบาลแก้ปัญหาจริงจัง!

ที่มา – 4 สส.นครศรีธรรมราช เร่งรัฐบาลแก้ปัญหาน้ำมันในระดับพื้นที่ หลังเศรษฐกิจฐานรากได้รับผลกระทบหนัก

โผ อนุทิน 2 จัดเต็ม 35 ชื่อ ดึงมืออาชีพ

สวัสดีเพื่อนๆ ชาวข่าวการเมืองทุกคน! วันนี้เรามีข่าวฮอตฮิตมาอัพเดทกันแบบเป็นกันเองเลยนะ เรื่อง โผ อนุทิน 2 ที่กำลังเป็นกระแสแรงมากๆ ในวงการเมืองไทย พรรคภูมิใจไทยภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล จัดหนักจัดเต็ม กวาดไป 14 กระทรวง รวมถึง 26 ตำแหน่งใหญ่โต นี่คือโผครม.ชุดใหม่ที่ทุกคนรอคอย วันที่ 12 มีนาคม 2569 ข่าวลือเริ่มชัดเจนแล้วล่ะ!

โผ อนุทิน 2 สะเด็ดน้ำ ดึงมืออาชีพคุมกระทรวงสำคัญ

ไฮไลท์ของ โผ อนุทิน 2 เลยคือการดึงตัวแม่เหล้ามืออาชีพมาคุมตำแหน่งเศรษฐกิจหลักๆ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน ไม่มีรัฐมนตรีช่วยมารบกวนด้วยนะ มาดูกัน:

  • นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ – รองนายกฯ และ รมว.คลัง
  • นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ – รองนายกฯ และ รมว.พาณิชย์
  • นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว – รองนายกฯ และ รมว.ต่างประเทศ (บัวแก้ว)
  • นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ – รองนายกฯ

ส่วนนายอนุทินเองก็รับบทนายกรัฐมนตรี ควบตำแหน่ง รมว.มหาดไทย แถมมีรัฐมนตรีช่วยมหาดไทยอีก 4 คนด้วยกัน ได้แก่ นายทรงศักดิ์ ทองศรี, นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์, นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ และนายพลพีร์ สุวรรณฉวี ทีมเวิร์คแน่นเปรี๊ยะ!

โผ อนุทิน 2 ในส่วนความมั่นคงและคมนาคม

มาดูฝั่งความมั่นคงกันบ้าง พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ หรือ “บิ๊กดุล” ขยับขึ้นเป็น รมว.กลาโหม ส่วน พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ หรือ “บิ๊กรุทธ” ต่อยอดใน รมว.ยุติธรรม กระทรวงคมนาคมยังคงเป็นของนายพิพัฒน์ รัชกิจประการเหมือนเดิม มีรัฐมนตรีช่วยอย่างนายสรรเพชญ บุญญามณี (ส.ส.สงขลา) เพื่อโควตาภาคใต้ นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ และนายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์

รายชื่อรัฐมนตรีกระทรวงอื่นๆ ในโผ อนุทิน 2

นอกจากนี้ยังมีตัวเด่นอีกเพียบ:

  • กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม: นายไชยนก ชิดชอบ (รมว.) และนางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย (รมช.)
  • กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา: นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล
  • กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม: นายสุชาติ ชมกลิ่น
  • กระทรวงพลังงาน: นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์
  • กระทรวงวัฒนธรรม: นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์
  • กระทรวงสาธารณสุข: นายพัฒนา พร้อมพัฒน์
  • กระทรวงอุตสาหกรรม: นายวราวุธ ศิลปอาชา

รวมๆ แล้วมีรายชื่อเสนอมากกว่า 35 ชื่อเลย เพื่อสำรองกรณีใครไม่ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติจาก 18 หน่วยงาน รอประกาศอย่างเป็นทางการได้เลย!

พิเศษสุดทางฝ่ายนิติบัญญัติ นายโสภณ ซารัมย์ กำลังจะผงาดเป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร นางสาวมัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช เป็นรองประธานคนที่ 1 นายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล (เพื่อไทย) รองคนที่ 2 และนายกรวีร์ ปริศนานันทกุล เป็นวิปรัฐบาล โผนี้ครบเครื่องจริงๆ

ส่วนตัวผมมองว่า โผ อนุทิน 2 ชุดนี้เน้นคุณภาพสูง ดึงมือโปรมาคุมจุดยุทธศาสตร์ คงช่วยให้รัฐบาลใหม่เดินหน้าได้แข็งแกร่ง ลุ้นผ่านด่านตรวจสอบทุกขั้นตอนนะเพื่อนๆ คุณคิดเห็นยังไงกับโผนี้? คอมเมนต์มาบอกกันหน่อยสิ แล้วอย่าลืมแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ อ่านด้วย!

ที่มา – โผ “อนุทิน 2” จัดเต็ม 35 ชื่อ ดึงมืออาชีพคุมคลัง-พาณิชย์-บัวแก้ว “โสภณ” ผงาดประธานสภาฯ

บ้านใหญ่ตรัง ซบ ภท. เปิดตัว สส. 2 พ.ย.นี้!

บ้านใหญ่ตรัง ทิ้ง ปชป. ซบ ภูมิใจไทย! เตรียมเปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร สส. วันที่ 2 พฤศจิกายนนี้อย่างยิ่งใหญ่

เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมา นายสมชาย โล่สถาพรพิพิธ หรือที่รู้จักกันในนาม “โกหน่อ” อดีต สส.ตรัง และบิดาของ น.ส.สุณัฐชา โล่สถาพรพิพิธ สส.ประชาธิปัตย์ ได้ออกมาเปิดเผยถึงการตัดสินใจครั้งสำคัญของตระกูลโล่สถาพรพิพิธ นั่นคือการย้ายออกจากพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อไปร่วมงานทางการเมืองกับพรรคภูมิใจไทย การตัดสินใจครั้งนี้เกิดขึ้นจากคำมั่นสัญญาที่เคยให้ไว้ว่า หากนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ยังคงมีตำแหน่งในพรรคประชาธิปัตย์ นายสมชายก็จะไม่ขอร่วมงานกับพรรคอีกต่อไป

บ้านใหญ่ตรัง ย้ายพรรค!

นายสมชายกล่าวเพิ่มเติมว่า ในวันที่ 2 พฤศจิกายน เวลา 11.00 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย จะเดินทางมายังบ้านโล่สถาพรพิพิธ ในอำเภอย่านตาขาว จังหวัดตรัง เพื่อร่วมรับประทานอาหาร พร้อมด้วยนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ แกนนำภาคใต้ของพรรค การเดินทางมาในครั้งนี้ถือเป็นการเปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร สส.ตรัง ในนามพรรคภูมิใจไทยอย่างเป็นทางการ

ทำไมบ้านใหญ่ตรังถึงเลือกภูมิใจไทย?

การย้ายพรรคของบ้านใหญ่ตรังในครั้งนี้ สร้างความฮือฮาและความสนใจให้กับวงการการเมืองเป็นอย่างมาก หลายคนตั้งคำถามถึงเหตุผลเบื้องหลังการตัดสินใจครั้งนี้ แม้ว่านายสมชายจะให้เหตุผลถึงเรื่องความขัดแย้งภายในพรรคประชาธิปัตย์ แต่นักวิเคราะห์หลายรายเชื่อว่า มีปัจจัยอื่นๆ ที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจในครั้งนี้ด้วย

หนึ่งในปัจจัยที่ถูกพูดถึงมากที่สุดคือความนิยมของพรรคภูมิใจไทยในภาคใต้ที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา พรรคภูมิใจไทยภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้แสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการบริหารประเทศ และได้รับความไว้วางใจจากประชาชนในหลายพื้นที่ การที่บ้านใหญ่ตรังตัดสินใจเข้าร่วมงานกับพรรคภูมิใจไทย จึงอาจเป็นการมองการณ์ไกลถึงอนาคตทางการเมือง และโอกาสในการที่จะมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาจังหวัดตรังต่อไป

นอกจากนี้ การที่นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ ซึ่งเป็นแกนนำคนสำคัญของพรรคภูมิใจไทยในภาคใต้ มีความสัมพันธ์อันดีกับตระกูลโล่สถาพรพิพิธ ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ทำให้การย้ายพรรคในครั้งนี้เกิดขึ้นได้

การย้ายพรรคของบ้านใหญ่ตรัง ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในการเมืองระดับท้องถิ่นของจังหวัดตรังอย่างแน่นอน การตัดสินใจครั้งนี้จะส่งผลกระทบต่อการแข่งขันในการเลือกตั้งครั้งหน้าอย่างไร และพรรคภูมิใจไทยจะสามารถใช้ความนิยมของบ้านใหญ่แห่งนี้ในการขยายฐานเสียงในจังหวัดตรังได้มากน้อยแค่ไหน คงต้องติดตามดูกันต่อไป

การเปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร สส.ตรัง ในนามพรรคภูมิใจไทยในวันที่ 2 พฤศจิกายนนี้ จะเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งสำคัญในจังหวัดตรังหรือไม่ คงต้องรอติดตามความเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างใกล้ชิดต่อไป

การเมืองมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ การตัดสินใจของนักการเมืองแต่ละคนย่อมมีเหตุผลเบื้องหลังที่ซับซ้อน การวิเคราะห์และทำความเข้าใจถึงปัจจัยต่างๆ ที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจเหล่านั้น จะช่วยให้เราเข้าใจถึงพลวัตทางการเมืองได้ดียิ่งขึ้น

ที่มา – “บ้านใหญ่ตรัง” ทิ้ง ปชป. ซบ “ภูมิใจไทย” เตรียมเปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร สส. 2 พ.ย.

Scroll to top