นายภูมิธรรม เวชยชัย

ภูมิธรรม ร่วมยินดีครบรอบ 105 ปี พรรคคอมมิวนิสต์จีนกระชับสัมพันธ์ไทย-จีนทุกมิติ

ในบรรยากาศแห่งมิตรภาพอันยาวนาน นายภูมิธรรม เวชยชัย พร้อมด้วยตัวแทนจากพรรคเพื่อไทย ได้เข้าร่วมแสดงความยินดีในวาระสำคัญยิ่ง นั่นคือการที่ ภูมิธรรม ร่วมยินดีครบรอบ 105 ปี พรรคคอมมิวนิสต์จีนกระชับสัมพันธ์ไทย-จีนทุกมิติ ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญที่สะท้อนถึงสายสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างสองประเทศที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องยาวนานมากกว่าครึ่งศตวรรษ

ภูมิธรรม ร่วมยินดีครบรอบ 105 ปี พรรคคอมมิวนิสต์จีนกระชับสัมพันธ์ไทย-จีนทุกมิติ

การพบปะครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการเฉลิมฉลองโอกาสครบรอบการก่อตั้งพรรคคอมมิวนิสต์จีนเท่านั้น แต่ยังเป็นการเน้นย้ำถึงความสำคัญของคำกล่าวที่ว่า “ไทยจีนใช่อื่นไกล พี่น้องกัน” โดยนายภูมิธรรมได้ชี้ให้เห็นถึงความสำเร็จของจีนในการพัฒนาประเทศอย่างก้าวกระโดด ทั้งในมิติเศรษฐกิจ วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี ซึ่งส่งผลต่อบทบาทของจีนในเวทีโลกอย่างมีนัยสำคัญ

ก้าวต่อไปของความร่วมมือระดับพรรคการเมือง

ท่ามกลางความท้าทายของโลกในศตวรรษที่ 21 ภูมิธรรม ร่วมยินดีครบรอบ 105 ปี พรรคคอมมิวนิสต์จีนกระชับสัมพันธ์ไทย-จีนทุกมิติ โดยมุ่งเน้นการยกระดับความร่วมมือผ่านกลไก “Party-to-Party Relations” หรือการทูตแบบ Track 2 เพื่อให้เกิดความร่วมมือที่เป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น โดยมีประเด็นสำคัญที่พรรคเพื่อไทยให้ความสนใจดังนี้:

  • เศรษฐกิจดิจิทัลและเทคโนโลยี: การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) และโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูล
  • พลังงานสะอาด: ความร่วมมือด้านนโยบายพลังงานยั่งยืนเพื่อตอบโจทย์สิ่งแวดล้อม
  • การเกษตรสมัยใหม่และการท่องเที่ยว: การนำนวัตกรรมมาประยุกต์ใช้เพื่อการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และคุณภาพชีวิตของประชาชน

นายภูมิธรรมยังได้เน้นย้ำว่า นโยบายต่างประเทศของไทยภายใต้การทำงานของพรรคเพื่อไทยนั้น ยึดถือความสมดุล การเปิดกว้าง และให้ผลประโยชน์ของประชาชนเป็นศูนย์กลาง ความสัมพันธ์กับจีนในครั้งนี้จึงเปรียบเสมือนรากฐานที่มั่นคงสำหรับการพัฒนาเศรษฐกิจและความมั่นคงของภูมิภาคในอนาคต

ในมุมมองของเรา นี่ถือเป็นยุทธศาสตร์ที่ชาญฉลาดในการสร้างโอกาสใหม่ให้กับประเทศ การดึงเอาศักยภาพด้านเทคโนโลยีของจีนมาผสมผสานกับนโยบายของไทย จะเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้เราสามารถแข่งขันในตลาดโลกได้อย่างแข็งแกร่งยิ่งขึ้น หวังเป็นอย่างยิ่งว่าความร่วมมือนี้จะเกิดผลลัพธ์ที่จับต้องได้และสร้างประโยชน์สุขให้แก่ประชาชนทั้งสองประเทศอย่างยั่งยืน

ที่มา – “ภูมิธรรม” ร่วมยินดีครบรอบ 105 ปี พรรคคอมมิวนิสต์จีนกระชับสัมพันธ์ไทย-จีนทุกมิติ

“ภูมิธรรม” อวยพร รบ.ใหม่ พร้อมทำหน้าที่ฝ่ายค้าน

“ภูมิธรรม” ยอมรับขึ้นได้ก็ลงได้ พร้อมอวยพรรัฐบาลใหม่ทำงานเต็มที่นำประเทศหลุดจากปัญหา ลั่นเพื่อไทยจะเป็นฝ่ายค้านอย่างสมศักดิ์ศรี

วันที่ 9 กันยายน 2568 นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะแกนนำพรรคเพื่อไทย ได้กล่าวแสดงความยินดีกับรัฐบาลใหม่ พร้อมยืนยันว่าพรรคเพื่อไทยจะทำหน้าที่ฝ่ายค้านอย่างเต็มที่และสมศักดิ์ศรีในการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล

นายภูมิธรรมกล่าวว่า อย่าคิดอะไรมากเป็นแบบนี้ตามสภาพขึ้นได้ก็สามารถลงได้ และขออวยพรให้นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ทำหน้าที่อย่างเต็มที่ หวังว่าจะนำพาประเทศหลุดพ้นจากปัญหาเดิมๆ ที่เคยเกิดขึ้น

นอกจากนี้ นายภูมิธรรมยังแสดงความมั่นใจในศักยภาพของพรรคเพื่อไทย โดยระบุว่าพรรคยังมีต้นทุนที่แข็งแรง มี สส. ในพื้นที่ที่เข้มแข็งสมาชิกพรรคส่วนใหญ่จะไม่มีการไหลออกไปไหน และพรรคจะทำหน้าที่ฝ่ายค้านอย่างเข้มแข็งและตรวจสอบประเด็นสำคัญที่เกี่ยวข้องกับประเทศชาติ เช่น การแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมในคดีต่างๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่ประชาชนเฝ้าจับตามองอยู่

“ภูมิธรรม” อวยพรรัฐบาลใหม่ พร้อมทำหน้าที่ฝ่ายค้านอย่างสมศักดิ์ศรี

สถานการณ์ทางการเมืองไทยยังคงเป็นที่จับตามองอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะบทบาทของพรรคเพื่อไทยในการทำหน้าที่ฝ่ายค้าน หลังจากที่ได้ส่งมอบอำนาจให้แก่รัฐบาลชุดใหม่ ล่าสุด นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงทิศทางและจุดยืนของพรรคเพื่อไทยในอนาคต โดยเน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นที่จะทำหน้าที่ตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลอย่างตรงไปตรงมาและสร้างสรรค์

นายภูมิธรรมได้กล่าวถึงการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่เกิดขึ้นว่าเป็นเรื่องปกติธรรมดา “อย่าคิดอะไรมากเป็นแบบนี้ตามสภาพขึ้นได้ก็สามารถลงได้” เขากล่าว พร้อมทั้งอวยพรให้รัฐบาลใหม่สามารถนำพาประเทศชาติให้หลุดพ้นจากปัญหาต่างๆ ที่สะสมมานาน “ขออวยพรให้นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ทำหน้าที่อย่างเต็มที่ หวังว่าจะนำพาประเทศหลุดพ้นจากปัญหาเดิมๆ ที่เคยเกิดขึ้น”

ความมั่นใจในศักยภาพของพรรคเพื่อไทย

แม้จะเปลี่ยนบทบาทมาเป็นฝ่ายค้าน แต่นายภูมิธรรม ยังคงแสดงความเชื่อมั่นในศักยภาพของพรรคเพื่อไทย โดยกล่าวว่า “พรรคยังมีต้นทุนที่แข็งแรง มี สส. ในพื้นที่ที่เข้มแข็ง สมาชิกพรรคส่วนใหญ่จะไม่มีการไหลออกไปไหน” เขายังเน้นย้ำว่าพรรคจะทำหน้าที่ฝ่ายค้านอย่างเข้มแข็งและตรวจสอบประเด็นสำคัญที่เกี่ยวข้องกับประเทศชาติอย่างใกล้ชิด

ประเด็นสำคัญที่พรรคเพื่อไทยจะจับตามองเป็นพิเศษคือ การแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมในคดีต่างๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่ประชาชนให้ความสนใจเป็นอย่างมาก พรรคเพื่อไทยจะทำหน้าที่ตรวจสอบและให้ข้อมูลแก่ประชาชนอย่างตรงไปตรงมา เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและความเป็นธรรมในสังคม

การทำหน้าที่ฝ่ายค้านของพรรคเพื่อไทยในครั้งนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการสร้างสมดุลทางการเมืองและการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ พรรคเพื่อไทยจะต้องแสดงให้เห็นถึงความเป็นมืออาชีพและความรับผิดชอบในการทำหน้าที่ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและเป็นปากเสียงให้กับผู้ที่ต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น

นายภูมิธรรม ได้กล่าวทิ้งท้ายถึงความมุ่งมั่นของพรรคเพื่อไทยที่จะทำหน้าที่ฝ่ายค้านอย่างสมศักดิ์ศรี โดยยืนยันว่าจะยึดมั่นในหลักการและอุดมการณ์ของพรรค พร้อมทั้งรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและนำไปปรับปรุงการทำงานให้ดียิ่งขึ้น

พรรคเพื่อไทยภายใต้การนำของนายภูมิธรรม จะสามารถอวยพรรัฐบาลใหม่ พร้อมทั้งทำหน้าที่ฝ่ายค้านอย่างสมศักดิ์ศรีได้อย่างไร คงต้องติดตามดูกันต่อไป แต่ที่แน่ๆ การเมืองไทยในยุคนี้เต็มไปด้วยความท้าทายและการเปลี่ยนแปลงที่ไม่หยุดนิ่ง

การที่“ภูมิธรรม” อวยพรรัฐบาลใหม่ พร้อมทำหน้าที่ฝ่ายค้านอย่างสมศักดิ์ศรีนั้น ถือเป็นสัญญาณที่ดีของการเมืองไทย ที่แสดงให้เห็นถึงความปรารถนาที่จะเห็นประเทศชาติพัฒนาไปในทิศทางที่ดีขึ้น แม้จะมีความเห็นต่างทางการเมือง แต่ทุกฝ่ายก็ควรที่จะร่วมมือกันเพื่อประโยชน์ส่วนรวมของประเทศชาติ

ที่มา – “ภูมิธรรม” อวยพรรัฐบาลใหม่ พร้อมทำหน้าที่ฝ่ายค้านอย่างสมศักดิ์ศรี ยัน ส.ส. พรรคเพื่อไทยไม่ไหลออก

ก.ตร. ถกโผแต่งตั้งนายพลตำรวจ เช็กรายชื่อที่นี่

ก.ตร.ถกเครียด 7 ชม. ทำโผแต่งตั้งนายพลตำรวจ หลัง “ภูมิธรรม” ติดภารกิจสำคัญเร่งด่วน มอบ ผบ.ตร. เป็นประธานการประชุม ก.ตร.

วันที่ 31 ส.ค. 66 ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เวลา 15.00 น. นายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการนายกรัฐมนตรี มอบ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. เป็นประธานการประชุม ก.ตร. เพื่อพิจารณาวาระแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรวจระดับ รองผบ.ตร. จนถึง ผบก.ทั่วประเทศ ซึ่งนายภูมิธรรม เลื่อนการประชุมจากวันที่ 28 ส.ค. มาเป็นวันที่ 31 ส.ค. ซึ่งเป็นตามข้อกฎหมายของกฎหมาย พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ 2565

โดยวันนี้ นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรี ส่งหนังสือด่วนที่สุด ถึงเลขานุการคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ ใจความว่า ข้าพเจ้าติดภารกิจสำคัญเร่งด่วน จึงไม่สามารถเข้าร่วมประชุมดังกล่าวได้ ขอให้ที่ประชุมยึดถือปฏิบัติตามข้อบังคับ ก.ตร. ว่าด้วยการประชุมและการลงมติของ ก.ตร. และของคณะอนุกรรมการ ก.ตร. พ.ศ.2565 อย่างเคร่งครัด จึงเรียนมาเพื่อทราบ และดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป

รายงานว่า ตำแหน่งที่ว่าง รอง ผบ.ตร. 2 ตำแหน่ง ผู้ช่วย ผบ.ตร. 7 ตำแหน่ง ผบช. 16 ตำแหน่ง รองผบช. 40 ตำแหน่ง และผบก. 71 ตำแหน่งระดับ รองผบ.ตร.ว่าง 2 ตำแหน่ง พล.ต.ท.สำราญ นวลมา ผู้ช่วย ผบ.ตร. นรต.รุ่น 50 อาวุโส ลำดับที่ 1 ขึ้นเป็น รองผบ.ตร. และ พล.ต.ท.อิทธิพล อัจฉริยะประดิษฐ์ รองจตช. นรต.รุ่น 43 อาวุโส ลำดับที่ 3 ขึ้นมาเป็น จตร.

ผู้ช่วย ผบ.ตร.ว่าง 7 ตำแหน่ง

พล.ต.ท.สุรพงษ์ ถนอมจิตร ผบช.ภ.8 นรต.รุ่น 42

พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผบช.ก. นรต.รุ่น 50

พล.ต.ท.นัยวัฒน์ ผะเดิมชิต ผบช.ภ.7 นรต.รุ่น 40

พล.ต.ท.อนุชา รมยะนันทน์ ผบช.สง.ก.ตร. นรต.รุ่น 43

พล.ต.ท.อุดร ยอมเจริญ ผบช.ส. นรต.รุ่น 42

พล.ต.ท.ยิ่งยศ เทพจำนงค์ ผบช.ภ.2 นรต.รุ่น 41

พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ ผบช.สอท. นรต.รุ่น 46

ระดับผบช. ว่าง 17 ตำแหน่ง

พล.ต.ต.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย รองผบช.ก. นรต.รุ่น 47 ขยับขึ้นเป็น ผบช.ก.

พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น. นรต.รุ่น 46 อยู่ที่เดิม พล.ต.ต.ภาณุมาศ บุญญลักษม์

รองผบช.สตม. นรต.รุ่น 41 อยู่ที่เดิม พล.ต.ท.สุรพล เปรมบุตร ผบช.ภ.1 นรต.รุ่น 41 ร่วมรุ่น ผบ.ตร. โยกมาเป็น ผบช.สอท.

พล.ต.ท.ศักดิ์ศิลา เผือกอ่ำ ผบช.ทท. นรต.รุ่น 41 เพื่อนร่วมรุ่น

พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร.อยู่ที่เดิม

พล.ต.ท.วัฒนา ยี่จีน ผบช.ภ.3 เป็น ผบช.ภ.1

พล.ต.ท.ฉัตรชัย สุรเชษฐ์พงษ์ ผบช.ภ.4 นรต.รุ่น 42 ขยับเป็น ผบช.ภ.2

พล.ต.ท.พฤทธิพงษ์ ประยูรศิริ จตร.(สบ.8) นรต.รุ่น 42 เป็น ผบช.3

พล.ต.ท.สันติ ชัยนิรามัย ผบช.ปส. นรต.รุ่น 48 เป็น ผบช.ภ.4

พล.ต.ท.กฤตธาพล ยี่สาคร ผบช.ภ.5 นรต.รุ่น 42 อยู่ที่เดิม

พล.ต.ท.กิตติศักดิ์ ดุรงควิบูลย์ ผบช.ภ.6 นรต.รุ่น 42 ลูกชาย

พล.ต.อ.พรศักดิ์ ดุรงควิบูลย์ อดีตผบ.ตร.อยู่ที่เดิม พล.ต.ท.พิสิฐ ตันประเสริฐ ผบช.สกบ.นรต.รุ่น 40 โยกมาเป็น ผบช.ภ.7

พล.ต.ท.สิทธิชัย โล่กันภัย ผบช.สยศ.ตร. นรต.รุ่น 41 ร่วมรุ่น ผบ.ตร. โยกมาเป็น ผบช.ภ.8

พล.ต.ท.ปิยะวัฒน์ เฉลิมศรี ผบช.ภ.9 นรต.รุ่น 39 อยู่ที่เดิม

พล.ต.ต.ศักดิ์รพี เพรียวพานิชย์ รองผบช.นรต. นรต.รุ่น 43 เป็น ผบช.รร.นรต.

พล.ต.ต.ภาณุพงศ์ ชอบเพื่อน รองผบช.สกบ. นรต.รุ่น 45 เป็น ผบช.สงป.

พล.ต.ต.ไพบูลย์ น้อยหุ่น รองผบช.ก. นรต.รุ่น 42 เป็น ผบช.สทส.

พล.ต.ท.นิติธร จินตกานนท์ ผบช.ศ. นรต.รุ่น 47 โยกเป็น ผบช.กมค. พล.ต.ต.ยสวินท์ หรรษมนตร์ รองผบช.ส. นรต.รุ่น 45 เป็น ผบช.ส.

พล.ต.ท.อาชยน ไกรทอง ผบช.สกพ. เป็น ผบช.ปส.

พล.ต.ต.ภูมินทร์ พุ่มพันธุ์ม่วง รอง ผบช.ก. นรต.รุ่น 52 เป็น ผบช.ประจำสง.ผบ.ตร.

พล.ต.ต.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ รองผบช.น. นรต.รุ่น 46 เป็น ผบช.ประจำสง.ผบ.ตร.

พล.ต.ต.นราเดช ทิพย์รักษา รองผบช.ภ.1 นรต.รุ่น 41 เพื่อนร่วมรุ่น ผบ.ตร. เป็น ผบช.ประจำนสง.ผบ.ตร.

พล.ต.ต.ชัยต์พจน์ สุวรรณรักษ์ รอง ผบช.ภ.2 นรต.รุ่น 43 เป็น ผบช.สกพ.

พล.ต.ต.ฐายุฏฐ์ จันทร์ถาวร รอง ผบช.สง.กตร.เป็น ผบช.ก.ตร. พล.ต.ท.ทวีศิลป์ เวชวิทารณ์ พตร. อยู่ที่เดิม

พล.ต.ท.อาทิชา เปาร์อินทร์ ผบช.สพฐ.ตร. นรต.รุ่น 44 อยู่ที่เดิม

พล.ต.ต.วิมล พิทักษ์บูรพา รองผบช.ภ.8 นรต.รุ่น 45 เป็น ผบช.สยศ.

พล.ต.ต.ศิลปคมณ์ เอี่ยมวงศ์ รอง ผบช.ภ.1 นรต.รุ่น 45 เป็น ผบช.ประจำสง.ผบ.ตร.

พล.ต.ต.รุ่งโรจน์ ฐากูรปุณย รองผบช.ตชด. นรต.รุ่น 48 เป็น ผบช.ตชด.

ระดับ รองผบช.และผบก. หน่วยหลัก

พล.ต.ต. อธิป พงษ์ศิวาภัย ผบก.ปอท. นรต.รุ่น 50 เป็น รองผบช.ก.

พล.ต.ต.ศารุติ แขวงโสภา รองผบช.ตชด.นรต.รุ่น 48 เป็น รองผบช.ก.

พล.ต.ต.พุทธิเดช บุญกระพือ รองผบช.สกพ. นรต.รุ่น 48 เป็น รองผบช.ก.

พล.ต.ต.พัฒนศักดิ์ บุปผาสุวรรณ ผบก.ปคบ. นรต.รุ่น 50 โยกมาเป็น ผบก.ป.

พล.ต.ต.คงกฤช เลิศสิทธิกุล ผบก.ทล. นรต.รุ่น 50 เป็น ผบก.ทล.

พล.ต.ต.วิทยา ศรีประเสริฐภาพ ผบก.ป.นรต.รุ่น 45 โยกออกเป็น ผบก.ปคม.

พ.ต.อ.เอนก เตาสุภาพ รองผบก.ป.นรต.รุ่น 45 ขึ้นเป็น ผบก.ประจำสง.ผบ.ตร.

พล.ต.ต.ชนันพัทธ์ สารถวัลย์แพศย์ ผบก.ประจำ บช.ก. นรต.รุ่น 50 เป็น ผบก.ปอท.

รายงานว่า การประชุม ก.ตร. ต่อเนื่องตั้งแต่เวลา 15.00 น. ถึง 22.00 น. มีการพิจารณาไล่เลียงทุกตำแหน่งโดยมีการนำชื่อนายตำรวจที่ร้องเรียนเข้าพิจารณา พล.ต.ต.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ รองผบช.น. พล.ต.ต.รุ่งโรจน์ ฐากูรปุณย รองผบช.ตชด. และ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รองผบช.ก. เข้าพิจารณาโดยที่ประชุมมีมติให้ พล.ต.ต.นพศิลป์ และพล.ต.ต.รุ่งโรจน์ ขยับขึ้น ผบช.

ก.ตร. ถกโผแต่งตั้งนายพลตำรวจ เช็กรายชื่อที่นี่

รายละเอียดการประชุม ก.ตร. เกี่ยวกับโผแต่งตั้งนายพลตำรวจ

การประชุม ก.ตร. เพื่อพิจารณาโผแต่งตั้งนายพลตำรวจในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการบริหารงานบุคคลในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ การพิจารณาอย่างละเอียดถี่ถ้วน และการยึดมั่นในข้อบังคับเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้การแต่งตั้งเป็นไปอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม หากคุณสนใจรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับโผแต่งตั้งนายพลตำรวจ สามารถติดตามข่าวสารและประกาศอย่างเป็นทางการได้จากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

การเปลี่ยนแปลงในโผแต่งตั้งนายพลตำรวจ อาจส่งผลกระทบต่อการทำงานของหน่วยงานต่างๆ ในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ การทำความเข้าใจถึงบทบาทและหน้าที่ของแต่ละตำแหน่งที่ได้รับการแต่งตั้งใหม่ จะช่วยให้การประสานงานและความร่วมมือเป็นไปอย่างราบรื่น

ที่มา – ก.ตร.ถกเครียด 7 ชม. ทำโผแต่งตั้งนายพลตำรวจ ดูรายชื่อที่นี่

“สุริยะ” ยันอยู่เพื่อไทย 100% – “สมศักดิ์” ไปประชุม อสม.

“สุริยะ” ย้ำเกิน 100% ยังอยู่กับพรรคเพื่อไทย มั่นใจเป็นรัฐบาลต่อ เมิน “ศักดาดิ์” ชิ่งหนุน “อนุทิน” ด้าน “สมศักดิ์” ไม่เข้าร่วมประชุม ครม. นัดพิเศษ แต่ไปเป็นประธานการประชุม อสม.

เมื่อเวลา 09.50 น. วันที่ 30 ส.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คมนาคม ในฐานะแกนนำพรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวถึงการรวมเสียงจัดตั้งรัฐบาลของพรรค พท. ว่า พรรค พท. ได้มอบหมายให้นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกฯ และ รมว.มหาดไทย ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรี ในฐานะแกนนำพรรค พท. เป็นผู้เจรจา และขอให้รอฟังจากนายภูมิธรรม เมื่อถามว่า ยังคงอยู่กับพรรค พท. ต่อหรือไม่นั้น นายสุริยะ กล่าวว่า เกิน 100%

เมื่อถามว่า ที่ผ่านมามักมีการมองเมื่อนายสุริยะไปอยู่ร่วมกับฝ่ายใดก็จะเป็นรัฐบาลเสมอ ครั้งนี้ยังมั่นใจพรรค พท. จะได้เป็นรัฐบาลต่อหรือไม่ นายสุริยะ กล่าวว่า ยังคงมีความมั่นใจ เพราะพรรค พท. ทำเพื่อประชาชน ส่วนกรณีที่นายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ ส.ส.กาญจนบุรี พรรค พท. ไปสนับสนุนนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) เป็นนายกรัฐมนตรี พร้อมอ้างมี ส.ส. ของพรรคอีก 10 เสียงด้วย ได้มีการตรวจสอบหรือไม่นั้น นายสุริยะ กล่าวว่า เป็นสิทธิของนายศักดิ์ดา ส่วนข้อเท็จจริงมี ส.ส. ไปร่วมกับพรรค ภท. เกิน 10 คน หรือมีเพียงนายศักดิ์ดา คนเดียว ตนไม่แน่ใจ

“สุริยะ” ลั่นยังอยู่เพื่อไทยเกิน 100% – “สมศักดิ์” ไม่ร่วมวง ครม. นัดพิเศษ ไปประชุม อสม.

ขณะที่ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข วันนี้ไม่ได้ร่วมประชุมคณะรัฐมนตรีนัดพิเศษ แต่ไปเป็นประธาน “โครงการมหกรรมรวมพลอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน ตรวจชุดตามสิทธิประโยชน์ใหม่ คนไทย ห่างไกล NCDs” ที่วิทยาลัยการอาชีพศรีสำโรง ตำบลสามเรือน อำเภอศรีสำโรง จังหวัดสุโขทัย แทน

ทำไม “สมศักดิ์” ถึงเลือกไปประชุม อสม. แทน ครม. นัดพิเศษ?

การที่นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ตัดสินใจไม่เข้าร่วมประชุมคณะรัฐมนตรีนัดพิเศษ แต่เลือกที่จะไปเป็นประธานในงานประชุม อสม. ที่จังหวัดสุโขทัยนั้น เป็นประเด็นที่น่าสนใจและชวนให้ติดตามถึงเหตุผลเบื้องหลังการตัดสินใจดังกล่าว การให้ความสำคัญกับอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ซึ่งเป็นบุคลากรด่านหน้าที่ใกล้ชิดกับประชาชนในระดับท้องถิ่น แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคในระดับชุมชนอย่างแท้จริง

อสม. มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการดูแลสุขภาพของประชาชนในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ พวกเขาเป็นผู้ที่ให้คำแนะนำ ให้ความรู้ และส่งต่อข้อมูลด้านสุขภาพที่ถูกต้องให้กับชาวบ้าน รวมถึงเป็นผู้ที่คอยเฝ้าระวังและแจ้งเตือนสถานการณ์ด้านสุขภาพที่อาจเกิดขึ้นในชุมชน การสนับสนุนและให้กำลังใจ อสม. จึงเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อให้พวกเขาปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

การที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขให้ความสำคัญกับการประชุม อสม. ในครั้งนี้ อาจเป็นการส่งสัญญาณถึงนโยบายของกระทรวงฯ ที่จะให้ความสำคัญกับการทำงานในระดับชุมชนและการมีส่วนร่วมของประชาชนในการดูแลสุขภาพของตนเองมากขึ้น นอกจากนี้ อาจเป็นการแสดงให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะจาก อสม. เพื่อนำไปปรับปรุงและพัฒนาระบบสาธารณสุขให้ตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนได้อย่างแท้จริง

อย่างไรก็ตาม การไม่เข้าร่วมประชุมคณะรัฐมนตรีนัดพิเศษก็อาจมีเหตุผลอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น ประเด็นทางการเมือง หรือภารกิจเร่งด่วนอื่นๆ ที่จำเป็นต้องให้ความสำคัญก่อน ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องพิจารณาถึงบริบทและสถานการณ์โดยรวมประกอบกัน

การตัดสินใจของนายสมศักดิ์ในการไปเป็นประธานการประชุม อสม. แทนการเข้าร่วมประชุม ครม. นัดพิเศษ แสดงให้เห็นถึงการให้ความสำคัญกับบทบาทของ อสม. ในการดูแลสุขภาพประชาชนระดับฐานราก การสนับสนุนและส่งเสริมการทำงานของ อสม. จะเป็นส่วนสำคัญในการสร้างเสริมระบบสาธารณสุขที่เข้มแข็งและยั่งยืนต่อไปในอนาคต เรื่องนี้ถือเป็นเรื่องที่เราควรให้ความสนใจและติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะมีผลต่อความเป็นอยู่ของประชาชนโดยตรง

โดยสรุปแล้ว ข่าว “สุริยะ” ลั่นยังอยู่เพื่อไทยเกิน 100% – “สมศักดิ์” ไม่ร่วมวง ครม. นัดพิเศษ ไปประชุม อสม. สะท้อนให้เห็นถึงความเคลื่อนไหวทางการเมืองที่น่าสนใจ และการให้ความสำคัญกับบุคลากรทางการแพทย์ระดับท้องถิ่น ซึ่งถือเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนระบบสาธารณสุขของประเทศ การติดตามข่าวสารและทำความเข้าใจในประเด็นต่างๆ เหล่านี้ จะช่วยให้เราสามารถวิเคราะห์และประเมินสถานการณ์ได้อย่างรอบด้าน

ที่มา – “สุริยะ” ลั่นยังอยู่เพื่อไทยเกิน 100% – “สมศักดิ์” ไม่ร่วมวง ครม. นัดพิเศษ ไปประชุม อสม.

Scroll to top