นายรังสิมันต์ โรม

กมธ.กฎหมาย ร่อนหนังสือเชิญ อนุทิน-ทองเจือ แจงสอบข้าราชการท้องถิ่น

เรียกได้ว่าเป็นประเด็นที่สังคมกำลังจับตามองอย่างใกล้ชิดเลยทีเดียวครับ สำหรับความเคลื่อนไหวล่าสุดจากสภาผู้แทนราษฎร โดยเฉพาะเมื่อ กมธ.กฎหมาย ร่อนหนังสือเชิญ “อนุทิน-ทองเจือ”พร้อมเลขา ป.ป.ช.แจงสอบข้าราชการท้องถิ่น ซึ่งถือเป็นเรื่องใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับการสรรหาบุคคลเข้ารับราชการส่วนท้องถิ่นประจำปี 2567-2569 ที่ผ่านมา

กมธ.กฎหมาย ร่อนหนังสือเชิญ “อนุทิน-ทองเจือ”พร้อมเลขา ป.ป.ช.แจงสอบข้าราชการท้องถิ่น

การประชุมในครั้งนี้ถูกจัดขึ้นโดยคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร นำโดยนายรังสิมันต์ โรม ประธานคณะกรรมาธิการฯ โดยมีเป้าหมายเพื่อขอความกระจ่างเกี่ยวกับกระบวนการสรรหาบุคคลเข้ารับราชการส่วนท้องถิ่น ซึ่งมีข้อกังวลในหลายประเด็นที่ประชาชนให้ความสนใจเป็นพิเศษ

รายละเอียดการเชิญบุคคลสำคัญเข้าให้ข้อมูล

สำหรับการเรียกบุคคลเข้าให้ข้อมูลครั้งนี้ ทางกรรมาธิการได้ส่งหนังสือเชิญไปยังผู้ที่เกี่ยวข้องหลายท่าน เพื่อให้ข้อมูลอย่างละเอียดเกี่ยวกับประเด็น กมธ.กฎหมาย ร่อนหนังสือเชิญ “อนุทิน-ทองเจือ”พร้อมเลขา ป.ป.ช.แจงสอบข้าราชการท้องถิ่น โดยรายชื่อที่ถูกเชิญมานั้นมีทั้งรัฐมนตรี ผู้บริหารระดับสูง และตัวแทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดังนี้:

  • นายอนุทิน ชาญวีรกูล
  • นายทรงศักดิ์ ทองศรี
  • นายทองเจือ ชาติกิจเจริญ
  • เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)
  • ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง
  • อธิการบดีจากมหาวิทยาลัยชื่อดังหลายแห่งที่ร่วมดำเนินการสรรหา

ความน่าสนใจของกรณี กมธ.กฎหมาย ร่อนหนังสือเชิญ “อนุทิน-ทองเจือ”พร้อมเลขา ป.ป.ช.แจงสอบข้าราชการท้องถิ่น อยู่ที่การตั้งคำถามถึงมาตรฐานความโปร่งใสและหลักเกณฑ์ในการคัดเลือกบุคลากรเข้ารับราชการ ซึ่งเป็นอาชีพที่มีความมั่นคงและเป็นที่ใฝ่ฝันของใครหลายคน การที่มีหน่วยงานตรวจสอบอย่างกรรมาธิการเข้ามาดูแล จึงเป็นเรื่องที่ดีที่อาจทำให้กระบวนการสรรหามีความยุติธรรมและตรวจสอบได้มากยิ่งขึ้นครับ

เราต้องมาติดตามกันต่อครับว่า ผลสรุปจากการประชุมในวันพุธที่ 19 สิงหาคม 2569 ณ อาคารรัฐสภา จะออกมาเป็นอย่างไร จะมีประเด็นอะไรที่สังคมต้องร้องว้าว หรือมีการแก้ไขปรับปรุงระบบอย่างไรให้ดีขึ้น ในฐานะประชาชนคนไทย เราทุกคนมีสิทธิที่จะรับรู้ข้อมูลข่าวสารที่โปร่งใสแบบนี้ เพื่อสร้างสังคมที่ยุติธรรมต่อไปครับ หากมีอัปเดตเพิ่มเติม ผมจะรีบนำมาสรุปให้อ่านกันอีกแน่นอน!

ที่มา – กมธ.กฎหมาย ร่อนหนังสือเชิญ “อนุทิน-ทองเจือ”พร้อมเลขา ป.ป.ช.แจงสอบข้าราชการท้องถิ่น

“โตโต้” ห่วงพิสูจน์ดีเอ็นเอ “พ่อทิพย์” ลำบาก เพราะติดปัญหาค่าใช้จ่ายสูง

กลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมให้ความสนใจเป็นอย่างมาก สำหรับกรณีขบวนการจ้างวานคนไทยสวมสิทธิรับรองบุตรให้กับชาวต่างชาติ หรือที่เรียกกันติดปากว่าคดี “พ่อทิพย์” ซึ่งสร้างความเสียหายต่อระบบทะเบียนราษฎร์และสัญชาติไทยอย่างมหาศาล ล่าสุดทางฝั่งของพรรคประชาชน โดยนายปิยรัฐ จงเทพ หรือ “โตโต้” ได้ออกมาแสดงความกังวลอย่างหนักต่ออุปสรรคในการจัดการปัญหานี้

“โตโต้” ห่วงพิสูจน์ดีเอ็นเอ “พ่อทิพย์” ลำบาก เพราะติดปัญหาค่าใช้จ่ายสูง

จากการลงพื้นที่ตรวจสอบข้อมูลพบว่า ปัญหาการสวมสิทธิรับรองบุตรเท็จเพื่อขอสัญชาติไทยนั้นเกิดขึ้นเป็นวงกว้าง โดยเฉพาะในโรงพยาบาลหลายแห่งในกรุงเทพฯ ซึ่งประเด็นที่น่าตกใจคือความยากลำบากในการตรวจสอบความถูกต้องของสายเลือด ซึ่งสาเหตุหลักที่ทำให้นายปิยรัฐหรือ “โตโต้” ห่วงพิสูจน์ดีเอ็นเอ “พ่อทิพย์” ลำบาก เพราะติดปัญหาค่าใช้จ่ายสูง นั้น มาจากการที่รัฐบาลยังขาดงบประมาณสนับสนุนในการตรวจพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ ทำให้การดำเนินคดีกับกลุ่มขบวนการอาชญากรรมข้ามชาตินี้เป็นไปอย่างล่าช้า

ทำไมการพิสูจน์ดีเอ็นเอถึงเป็นคอขวดสำคัญ?

ปัจจุบันพบกรณีที่น่าสงสัยมากถึง 1,000-1,500 กรณี แต่กลับติดขัดที่ค่าใช้จ่ายในการตรวจดีเอ็นเอซึ่งอยู่ที่ประมาณ 3,000 บาทต่อราย เมื่อรวมกับจำนวนคดีที่มีมหาศาล ทำให้งบประมาณของหน่วยงานรัฐไม่เพียงพอ ผลที่ตามมาคือความไม่คืบหน้าในการเพิกถอนสัญชาติที่ได้มาโดยมิชอบ ส่งผลให้ขบวนการเหล่านี้ยังคงลอยนวลและอาจทำผิดซ้ำได้อีกเรื่อยๆ

ด้านนายรังสิมันต์ โรม ได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาลว่าเปรียบเสมือน “ดังแต่ท่อ ล้อไม่หมุน” คือมีการพูดถึงปัญหาแต่กลับไม่มีการลงมือปฏิบัติที่เห็นผลจริง โดยมีข้อเสนอแนะในการแก้ปัญหาดังนี้:

  • ตรวจสอบเชิงปริมาณ: คัดกรองกลุ่มแม่ต่างด้าวที่เป็นกลุ่มเสี่ยงสูง
  • ตรวจสอบเชิงคุณภาพ: ใช้ฐานข้อมูลรายได้และภาษีเข้ามาร่วมตรวจสอบ
  • เชื่อมโยงระบบข้อมูล: บูรณาการข้อมูลระหว่างหน่วยงานมหาดไทยให้เป็นหนึ่งเดียว

ท้ายที่สุดแล้ว ปัญหา “โตโต้” ห่วงพิสูจน์ดีเอ็นเอ “พ่อทิพย์” ลำบาก เพราะติดปัญหาค่าใช้จ่ายสูง ไม่ใช่แค่เรื่องของงบประมาณเท่านั้น แต่เป็นเรื่องของความจริงใจในการแก้ปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ หากรัฐบาลยังคงเน้นเพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าโดยไม่สาวไปถึงตัวการใหญ่ หรือไม่จัดการเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้อง ปัญหาสวมสิทธิสัญชาติไทยนี้ก็จะยังคงเป็นมะเร็งร้ายที่กัดกินระบบความมั่นคงของประเทศต่อไป เราต้องติดตามกันต่อไปว่ารัฐบาลจะกู้คืนสถานการณ์นี้ได้อย่างไรก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินแก้

ที่มา – “โตโต้” ห่วงพิสูจน์ดีเอ็นเอ “พ่อทิพย์” ลำบาก เพราะติดปัญหาค่าใช้จ่ายสูง

โรม พา กมธ.กฎหมายฯ บุก สรรพาวุธ ทร. พิสูจน์จุดฝังกลบปืนลอบยิง สส.กมลศักดิ์

กลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมให้ความสนใจอย่างมาก เมื่อ “โรม” พา กมธ.กฎหมายฯ บุก “สรรพาวุธ ทร.” พิสูจน์จุดฝังกลบปืนลอบยิง “สส.กมลศักดิ์” เพื่อหาความจริงเกี่ยวกับอาวุธปืนปริศนาที่โผล่ไปโผล่ในเหตุการณ์ความไม่สงบ ทั้งที่ควรจะถูกทำลายไปแล้วตามระเบียบของทางราชการ

โรม พา กมธ.กฎหมายฯ บุก “สรรพาวุธ ทร.” พิสูจน์จุดฝังกลบปืนลอบยิง “สส.กมลศักดิ์”

เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2569 คณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร นำโดย นายรังสิมันต์ โรม ประธาน กมธ. พร้อมด้วยสมาชิกสำคัญ อาทิ นายรอมฎอน ปันจอร์ และนายปิยรัฐ จงเทพ ได้ยกขบวนลงพื้นที่กรมสรรพาวุธทหารเรือ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีปืนกระบอกที่ใช้ลอบยิง นายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สส.นราธิวาส พรรคประชาชาติ ซึ่งพบเบาะแสสำคัญว่าปืนกระบอกนี้มีหมายเลขทะเบียนตรงกับปืนในสังกัดกองทัพเรือที่ถูกระบุว่าทำลายไปแล้วตั้งแต่ปี 2564

เปิดปมร้อน การลงพื้นที่พิสูจน์ข้อเท็จจริง

การที่ โรม พา กมธ.กฎหมายฯ บุก “สรรพาวุธ ทร.” พิสูจน์จุดฝังกลบปืนลอบยิง “สส.กมลศักดิ์” ในครั้งนี้ มีเป้าหมายสำคัญเพื่อค้นหาความจริงว่า ปืนที่ควรจะถูกตัดเป็น 7 ท่อนและฝังกลบไปนานแล้วนั้น หลุดรอดออกมาได้อย่างไร หรือกระบวนการทำลายอาวุธปืนดังกล่าวมีช่องโหว่ตรงไหนหรือไม่ โดยกิจกรรมการตรวจสอบประกอบด้วย:

  • การสังเกตการณ์ขั้นตอนการทำลายอาวุธปืนตัวอย่าง
  • การตรวจสอบพื้นที่และบ่อที่อ้างว่ามีการฝังกลบ
  • การขอข้อมูลเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับการส่งมอบปืน

อย่างไรก็ตาม ผลการลงพื้นที่ยังไม่เป็นที่น่าพอใจนัก เนื่องจากทางกองทัพเรือนำเสนอเพียงรูปถ่าย ซึ่งในรูปภาพไม่สามารถยืนยันเลขทะเบียนปืนได้อย่างชัดเจนว่าตรงกับปืนที่ยึดได้ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้หรือไม่ ทำให้ความเชื่อมั่นของประชาชนต่อกระบวนการตรวจสอบภายในกองทัพยังคงเป็นเครื่องหมายคำถามชิ้นใหญ่

นายรังสิมันต์ โรม ได้ให้ความเห็นทิ้งท้ายว่า แม้ทาง กมธ. จะยังไม่มีอำนาจสั่งการให้ขุดบ่อฝังกลบขึ้นมาตรวจสอบใหม่ทั้งหมด แต่ลำดับต่อไปคือการเรียกดูเอกสารข้อมูลเชิงลึกและรอผลการตรวจสอบจากคณะกรรมการของกองทัพเรือ หากพบว่ามีการทุจริตหรือปล่อยปละละเลย หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องชี้แจงต่อสังคมให้กระจ่างเพื่อความยุติธรรมของผู้เสียหาย

ถือเป็นกรณีศึกษาที่สำคัญมากที่แสดงให้เห็นถึงการทำหน้าที่ตรวจสอบของฝ่ายนิติบัญญัติ เพื่อลดช่องว่างของระเบียบราชการที่อาจกลายเป็นช่องโหว่ให้แก่อาวุธร้ายแรงหลุดรอดไปสู่มือของผู้ไม่หวังดี เราคงต้องติดตามกันต่อไปว่าผลสรุปของคดีนี้จะจบลงอย่างไร และความโปร่งใสจะกลับคืนมาหรือไม่

ที่มา – “โรม” พา กมธ.กฎหมายฯ บุก “สรรพาวุธ ทร.” พิสูจน์จุดฝังกลบปืนลอบยิง “สส.กมลศักดิ์”

โรม เผย กมธ.กฎหมายฯ พบพิรุธคดีน้องเมย เตรียมเรียกสอบเพิ่ม

กลายเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจอย่างต่อเนื่อง สำหรับกรณีการเสียชีวิตของ นรต.ภคพงศ์ ตัญกาญจน์ หรือ “น้องเมย” ล่าสุด นายรังสิมันต์ โรม ได้ออกมาเปิดเผยความคืบหน้าหลังการประชุมคณะกรรมาธิการการกฎหมายฯ ว่าพบความผิดปกติในหลายขั้นตอน

โรม เผย กมธ.กฎหมายฯ พบพิรุธคดีน้องเมย เตรียมเรียกสอบเพิ่ม

ในการประชุมเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2569 คณะกรรมาธิการการกฎหมายฯ ซึ่งมีนายรังสิมันต์เป็นประธาน ได้พิจารณาเรื่องร้องเรียนจากมารดาของน้องเมย โดยนายรังสิมันต์ระบุว่าการดำเนินการของหน่วยงานรัฐในคดีน้องเมยมีข้อสังเกตหลายประเด็น โดยเฉพาะเรื่องเอกสารราชการที่ดูมีความไม่ชอบมาพากล ทั้งลายเซ็นของผู้เสียหายที่ไม่ตรงกับความเป็นจริง หรือการให้ข้อมูลจากเจ้าหน้าที่ที่ไม่ชัดเจน

ไขข้อข้องใจกับความยุติธรรมในคดีน้องเมย

สิ่งที่นายรังสิมันต์ชี้ให้เห็นว่าเป็นเรื่องที่เกินกว่าสามัญสำนึกของวิญญูชนจะรับได้ คือคำวินิจฉัยของคณะกรรมการตำรวจที่ระบุว่า เจ้าหน้าที่ที่ถูกศาลทหารตัดสินจำคุกนั้นเป็นผู้พฤติกรรม “ไม่เสื่อมเสีย” ซึ่งในมุมมองของกรรมาธิการฯ สิ่งนี้ย้อนแย้งกับผลคำพิพากษาอย่างชัดเจน เพราะการทำร้ายร่างกายผู้อื่นย่อมถือเป็นพฤติกรรมที่เข้าข่ายความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง การที่หน่วยงานกล่าวอ้างเช่นนี้จึงสร้างความกังขาให้แก่ครอบครัวผู้เสียหายและสังคมเป็นอย่างมาก

  • ความไม่โปร่งใสของการส่งหนังสือสั่งไม่ฟ้องจากอัยการศาลทหาร
  • การขาดความชัดเจนเรื่องอวัยวะสำคัญที่หายไปของผู้เสียชีวิต
  • ข้อกังขาต่อหลักเกณฑ์การวินิจฉัยความประพฤติของตำรวจในคณะกรรมการสอบสวน

นอกจากนี้ ในส่วนของการดำเนินคดีกับนายแพทย์และนักเรียนเตรียมทหารที่เกี่ยวข้อง นายรังสิมันต์ยังตั้งข้อสังเกตว่าข้อมูลที่สถานีตำรวจภูธรบ้านนาได้รับ อาจยังมีช่องโหว่ โดยคณะกรรมาธิการฯ จะเร่งเรียกผู้ที่เกี่ยวข้องมาสอบปากคำเพิ่มเติมเพื่อหาความจริงว่าความผิดพลาดที่เกิดขึ้นนั้น เป็นไปโดยความประมาทเลินเล่อหรือมีความจงใจให้เกิดขึ้นกันแน่

การเดินหน้าตรวจสอบของ กมธ.กฎหมายฯ ในคดีน้องเมยครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงการตามหาความยุติธรรมให้แก่ครอบครัวตัญกาญจน์เท่านั้น แต่ยังเป็นการรื้อฟื้นระบบการตรวจสอบกระบวนการยุติธรรมของหน่วยงานรัฐให้มีความโปร่งใสและเป็นธรรมมากขึ้น ซึ่งเราในฐานะประชาชนคงต้องจับตาดูกันต่อไปว่า ความกระจ่างที่สังคมต้องการจะปรากฏขึ้นเมื่อใด

ที่มา – “โรม” เผย กมธ.กฎหมายฯ พบพิรุธหลายจุด “คดีน้องเมย” เตรียมเรียกสอบเพิ่ม

“มนัส” คนร่าง TOR สอบท้องถิ่น โผล่ สถ. เงียบใส่สื่อ

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงการเมืองและข้าราชการเมื่อ “มนัส” คนร่าง TOR สอบท้องถิ่น โผล่ สถ. ทำท่าจุ๊ปากขอปิดวาจา ซึ่งทำเอาสื่อมวลชนหลายสำนักต้องจับตามองกันอย่างใกล้ชิด โดยเรื่องราวเริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 15 กรกฎาคมที่ผ่านมา นายมนัส สุวรรณรินทร์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา ได้ปรากฏตัวขึ้นที่กรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น (สถ.) ท่ามกลางกระแสข่าวการตรวจสอบการสอบบรรจุข้าราชการท้องถิ่นที่สังคมกำลังให้ความสนใจอยู่ในขณะนี้

จับตา “มนัส” คนร่าง TOR สอบท้องถิ่น โผล่ สถ. ทำท่าจุ๊ปากขอปิดวาจา

การปรากฏตัวในครั้งนี้ นายมนัสได้ปฏิเสธที่จะให้ข้อมูลสำคัญแก่สื่อมวลชนอย่างสิ้นเชิง โดยระบุเพียงสั้นๆ ว่าตนเองกำลังเตรียมตัวเพื่อไปให้ข้อมูลกับคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน ที่รัฐสภา และขอให้สื่อมวลชนไปสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมจาก นายรังสิมันต์ โรม แทน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดดราม่าตามมาในภายหลัง

เบื้องลึกความเคลื่อนไหวของ “มนัส” คนร่าง TOR สอบท้องถิ่น โผล่ สถ. ทำท่าจุ๊ปากขอปิดวาจา

สำหรับประเด็นที่หลายคนสงสัย เกี่ยวกับความโปร่งใสในโครงการดังกล่าว นายมนัสได้ยืนยันความบริสุทธิ์ใจของตนเองในเบื้องต้นว่า หน้าที่หลักของเขาคือการร่าง TOR เพียงเท่านั้น ส่วนในประเด็นอื่นๆ ตนไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องแต่อย่างใด และพร้อมที่จะชี้แจงทุกอย่างต่อหน้าคณะกรรมาธิการฯ ในเวลาต่อมา โดยมีการตั้งข้อสังเกตจากผู้สื่อข่าวเกี่ยวกับเนื้อหาของ TOR ดังกล่าว นายมนัสก็ได้เพียงแต่ทำท่าจุ๊ปากและปฏิเสธที่จะตอบคำถามอย่างเป็นทางการ

ความคืบหน้าของสถานการณ์นี้ที่หลายคนต้องติดตามต่อมีดังนี้:

  • การตรวจสอบรายชื่อผู้เข้าสอบกว่า 5,000 รายชื่อว่ามีความเกี่ยวข้องกับความผิดปกติหรือไม่
  • ประเด็นกระดาษคำตอบภาค ก. และ ข. ที่พบว่าไม่ตรงกัน ซึ่งทางปลัดกระทรวงมหาดไทยกำลังดำเนินการประชุมหาข้อสรุป
  • บทบาทของคณะกรรมาธิการการกฎหมายฯ ที่จะเข้ามาตรวจสอบข้อเท็จจริงในกรณี TOR นี้

ในมุมมองของผู้ติดตามข่าวสาร เหตุการณ์ที่ “มนัส” คนร่าง TOR สอบท้องถิ่น โผล่ สถ. ทำท่าจุ๊ปากขอปิดวาจา สะท้อนให้เห็นว่าความโปร่งใสในการสอบราชการเป็นเรื่องที่ประชาชนให้ความสำคัญอย่างยิ่ง และในอนาคตอันใกล้เราคงจะได้เห็นความชัดเจนมากขึ้นผ่านการชี้แจงในรัฐสภา ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่จะเรียกคืนความเชื่อมั่นของระบบการคัดเลือกข้าราชการไทยให้กลับมามีมาตรฐานอีกครั้ง เราต้องจับตาดูกันต่อไปว่าบทสรุปของเรื่องนี้จะจบลงอย่างไร และข้อมูลที่นายมนัสเตรียมเปิดเผยนั้นจะสามารถคลายปมปัญหาที่คาใจสังคมได้หรือไม่

ที่มา – “มนัส” คนร่าง TOR สอบท้องถิ่น โผล่ สถ. ทำท่าจุ๊ปากขอปิดวาจา รอให้ข้อมูล กมธ.กฎหมาย สภาฯ

ครอบครัว นรต.เมย ร้อง โรม สางปมดับปริศนา คดีไม่คืบใน 9 ปี

ครอบครัว นรต.เมย ร้อง โรม สางปมดับปริศนา คดีไม่คืบใน 9 ปี

เป็นเวลากว่า 9 ปีแล้วที่ครอบครัวตัญกาญจน์ต้องเผชิญกับความเจ็บปวดจากการสูญเสีย นรต. ภคพงศ์ ตัญกาญจน์ หรือ “น้องเมย” นักเรียนเตรียมทหารที่จากไปอย่างมีเงื่อนงำ ล่าสุดนี้ ครอบครัวได้เดินทางเข้าพบ นายรังสิมันต์ โรม ประธานคณะกรรมาธิการการกฎหมายฯ เพื่อหวังให้ช่วยเร่งรัดกระบวนการยุติธรรมที่ดูจะมืดมน เพราะนับตั้งแต่เกิดเหตุ คดีเรื่อง ครอบครัว นรต.เมย ร้อง โรม สางปมดับปริศนา คดีไม่คืบใน 9 ปี ยังคงเต็มไปด้วยข้อสงสัยและความล่าช้าที่บั่นทอนจิตใจคนเป็นแม่เป็นอย่างมาก

ความหวังสุดท้ายกับการตามหาความจริง

นางสุกัลยา ตัญกาญจน์ แม่ของน้องเมย เปิดเผยด้วยน้ำตาว่า ตลอดเกือบหนึ่งทศวรรษที่ผ่านมา ครอบครัวพยายามสู้ต่อทุกวิถีทาง แต่กลับเจอทางตันเสมอ ปมปัญหาสำคัญที่ครอบครัวต้องการคำตอบมีอยู่ 2 ประเด็นหลัก ได้แก่:

  • มาตรการทางวินัย: รุ่นพี่ที่กระทำผิดฐานทำร้ายร่างกายจนถูกศาลตัดสินแล้ว แต่ปัจจุบันกลับได้รับราชการเป็นตำรวจอย่างปกติสุข
  • ปริศนาอวัยวะหาย: การเสียชีวิตที่ถูกวินิจฉัยว่าเป็น “โรคหัวใจ” ทั้งที่น้องเมยสุขภาพแข็งแรง และการค้นพบว่าสมอง หัวใจ และกระเพาะอาหารหายไปอย่างไร้ร่องรอย

หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมคดีนี้ถึงยืดเยื้อ การที่ ครอบครัว นรต.เมย ร้อง โรม สางปมดับปริศนา คดีไม่คืบใน 9 ปี ในครั้งนี้ จึงเป็นการเรียกร้องในเชิงสิทธิมนุษยชนครั้งใหญ่ เพื่อให้สังคมตั้งคำถามถึงธรรมนูญศาลทหารที่ไม่เปิดโอกาสให้พลเรือนเข้าเป็นโจทก์ร่วมได้อย่างเต็มที่ ทำให้ฝ่ายของผู้เสียหายเสียเปรียบในกระบวนการยุติธรรมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

มุมมองจากกรรมาธิการฯ ต่อความไม่เป็นธรรม

ด้าน นายรังสิมันต์ โรม ได้ให้คำมั่นว่า จะนำเรื่องนี้เข้าหารือเพื่อวางแนวทางขับเคลื่อนให้เร็วที่สุด โดยยืนยันว่าจะไม่มีใครมาแทรกแซงการทำงานของกรรมาธิการฯ ได้แน่นอน สิ่งที่เกิดขึ้นกับน้องเมยสะท้อนให้เห็นว่า หากคดีใหญ่ที่สังคมเฝ้าจับตาดูยังไร้คำตอบ แล้วประชาชนทั่วไปที่เข้าไม่ถึงสื่อจะได้รับความยุติธรรมอย่างไร?

ถึงเวลาแล้วที่กระบวนการยุติธรรมของไทยต้องตั้งคำถามกับตัวเอง เพื่อไม่ให้เหตุการณ์สลดเช่นนี้เกิดขึ้นกับใครอีก การร่วมกันติดตามว่าบทสรุปของเรื่องนี้จะเป็นอย่างไร จึงไม่ใช่แค่การทวงคืนความยุติธรรมให้ครอบครัวผู้สูญเสียเท่านั้น แต่เป็นการดึงศรัทธาของประชาชนที่มีต่อระบบกฎหมายไทยกลับคืนมาอีกครั้ง

ที่มา – ครอบครัว “นรต.เมย” ร้อง “โรม” สางปมดับปริศนา แม่หลั่งน้ำตารอ 9 ปี คดีไม่คืบ

โรม นำทีม กมธ.กฎหมายฯ ลุย ทับลาน-วังน้ำเขียว 3 ก.ค.

เชื่อว่าหลายคนคงได้ยินข่าวเกี่ยวกับปัญหาที่ดินทำกินที่คาราคาซังมานาน โดยเฉพาะความขัดแย้งกรณีที่ดินทับซ้อนในเขตอุทยานแห่งชาติทับลาน ล่าสุดถือเป็นข่าวใหญ่ที่น่าจับตา เมื่อ โรม นำทีม กมธ.กฎหมายฯ ลุย ทับลาน-วังน้ำเขียว 3 ก.ค. เพื่อเปิดเวทีรับฟังปัญหาจากปากชาวบ้านโดยตรง

โรม นำทีม กมธ.กฎหมายฯ ลุย ทับลาน-วังน้ำเขียว 3 ก.ค.

การลงพื้นที่ครั้งนี้ นำทีมโดยนายรังสิมันต์ โรม ประธานคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเป้าหมายหลักคือการเดินทางไปที่อำเภอวังน้ำเขียว จังหวัดนครราชสีมา เพื่อศึกษาดูงานและรับฟังเสียงสะท้อนจากพี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาที่ดินทับซ้อนอุทยานแห่งชาติทับลาน ซึ่งเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่เรื้อรังมาอย่างยาวนาน

ทำไมต้องลงพื้นที่ทับลาน-วังน้ำเขียว?

วัตถุประสงค์สำคัญของการที่ โรม นำทีม กมธ.กฎหมายฯ ลุย ทับลาน-วังน้ำเขียว 3 ก.ค. มีดังนี้:

  • เพื่อรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากชาวบ้านในพื้นที่โดยตรง
  • รวบรวมข้อมูลเพื่อศึกษาข้อกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องกับป่าอนุรักษ์
  • ค้นหาแนวทางในการรักษาสมดุลระหว่างการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและการคุ้มครองสิทธิของประชาชน
  • นำข้อมูลไปสู่กระบวนการตรวจสอบที่โปร่งใสในระดับรัฐสภา

กำหนดการในช่วงบ่ายวันที่ 3 กรกฎาคม 2569 ทางคณะกรรมาธิการได้จัดเวทีรับฟังความคิดเห็น ณ ศาลาประชาคม หมู่ที่ 1 บ้านไทยสามัคคี ซึ่งเป็นจุดสัมผัสปัญหาที่ชัดเจนที่สุด ก่อนจะลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริง เพื่อให้ได้เห็นภาพรวมของความขัดแย้งที่เกิดขึ้นจริงในพื้นที่ป่าและที่ดินทำกิน

ในฐานะที่ติดตามสถานการณ์นี้มาตลอด ต้องบอกว่าความเคลื่อนไหวครั้งนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญมาก เพราะเป็นการนำปัญหาที่คนตัวเล็กตัวน้อยมองว่าถูกลอยแพ ให้เข้ามาอยู่ในระบบตรวจสอบที่จับต้องได้ ประชาชนต่างมีความหวังว่ากลไกของสภาฯ จะสามารถผลักดันการแก้ไขกฎหมายเพื่อปลดล็อคข้อจำกัด และคืนความยุติธรรมให้กับผู้ที่ได้รับผลกระทบได้อย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืนมากกว่าที่ผ่านมา

ที่มา – “โรม” นำทีม กมธ.กฎหมายฯ ลุย “ทับลาน-วังน้ำเขียว” 3 ก.ค. เปิดเวทีที่ดินทับซ้อนอุทยาน

โรม ยืนยันตั้ง สุรพล เป็นแนวร่วมต้านระบอบน้ำเงิน

กลายเป็นประเด็นที่พูดถึงกันอย่างกว้างขวางในแวดวงการเมือง เมื่อคุณรังสิมันต์ โรม จากพรรคประชาชน ได้ออกมาชี้แจงถึงการแต่งตั้ง นายสุรพล นิติไกรพจน์ ให้เข้ามาดำรงตำแหน่งประธานยุทธศาสตร์ผู้ว่าฯ กทม. ของพรรค โดยการเคลื่อนไหวครั้งนี้ถูกจับตามองว่าเป็นการกระชับมิตรกับฝ่ายขวาหรือไม่ รวมถึงประเด็นเรื่องโครงสร้างพรรคที่หลายคนตั้งข้อสงสัย

โรม ยืนยันตั้ง สุรพล เป็นแนวร่วมต้านระบอบน้ำเงิน

คุณรังสิมันต์ โรม ได้ให้สัมภาษณ์ ณ รัฐสภา เพื่อยืนยันว่าการตัดสินใจครั้งนี้ไม่ใช่การเปลี่ยนอุดมการณ์ แต่เป็นการดึงบุคลากรที่มีความสามารถเข้ามาทำงานเพื่อโรม ยืนยันตั้ง สุรพล เป็นแนวร่วมต้านระบอบน้ำเงิน อย่างชัดเจนที่สุด เพื่อรับมือกับการผูกขาดอำนาจที่กัดกินสังคมไทยในปัจจุบัน โดยเขาย้ำว่าอุดมการณ์ของพรรคยังคงยึดมั่นในความถูกต้องและตรวจสอบได้เสมอ

เป้าหมายหลักคือการรวมพลังเพื่อหยุดยั้งการกินรวบ

ปัญหาเรื่องการกินรวบอำนาจโดยกลุ่มทุนหรือระบอบสีน้ำเงินนั้น เป็นวิกฤตที่พรรคประชาชนมองว่าต้องจัดการอย่างเร่งด่วน การดึงบุคคลที่มีประสบการณ์อย่าง นายสุรพล เข้ามา จึงเป็นการสะท้อนว่า โรม ยืนยันตั้ง สุรพล เป็นแนวร่วมต้านระบอบน้ำเงิน ไม่ใช่เรื่องของการประนีประนอมเพื่อหวังผลทางการเมืองหรือการได้เป็นรัฐบาล แต่เป็นเรื่องของการสร้างความเข้มแข็งเพื่อกอบกู้ประเทศ

  • จุดยืนที่แน่วแน่ของพรรคประชาชนในการต่อต้านการทุจริต
  • การตรวจสอบปัญหาฮั้ว สว. และการทำงานที่เชื่อมโยงกับปัญหาของประชาชน
  • ความจำเป็นในการรวมกลุ่มผู้ที่มีอุดมการณ์เดียวกันเพื่อต้านการผูกขาด

ในส่วนของข้อสงสัยเรื่อง “โปลิตบูโร” ที่หลายคนตั้งคำถามว่าใครเป็นคนเลือก คุณรังสิมันต์ได้ปฏิเสธประเด็นนี้อย่างชัดเจน โดยชี้แจงว่าโครงสร้างของพรรคไม่มีสิ่งดังกล่าวอยู่จริง และการตัดสินใจนี้มาจากความร่วมมือของคณะผู้บริหารพรรค เพื่อพิสูจน์ให้ประชาชนได้เห็นว่าแนวทางที่พรรคนำเสนอนั้นคือคำตอบของทางออกที่ดีที่สุดสำหรับประเทศ

ท้ายที่สุด การเคลื่อนไหวนี้ถือเป็นบทพิสูจน์สำคัญของพรรคประชาชน ว่าจะสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนในการต่อสู้กับอุปสรรคทางการเมืองได้มากน้อยเพียงใด เวลาจะเป็นเครื่องพิสูจน์เองว่าการตัดสินใจในครั้งนี้จะเป็นหมุดหมายที่ถูกต้องในการเปลี่ยนผ่านสังคมไทยไปสู่ทิศทางที่ดีขึ้นหรือไม่

ที่มา – “โรม” ยืนยันตั้ง “สุรพล” แนวร่วมต้านระบอบน้ำเงิน

โรม-ศุภโชติตรวจคลังน้ำมันเสี่ยตือ พบตุนตั้งแต่ปี 2564

โรม-ศุภโชติตรวจคลังน้ำมันเสี่ยตือ พบตุนตั้งแต่ปี 2564

ในวันที่ 27 เมษายน 2569 “โรม-ศุภโชติ” ร่วมคณะตรวจคลังน้ำมัน “เสี่ยตือ” ที่เพชรบุรี พบข้อน่าสงสัยตุนน้ำมันมาตั้งแต่ปี 2564 ถังที่ควรปิดตายน่าสงสัยถูกแกะซีลออก สร้างความฮือฮาในแวดวงการเมืองและพลังงานไทยเป็นอย่างมาก กรณีนี้เกิดขึ้นหลังจากนายรังสิมันต์ โรม ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้ตั้งกระทู้ถามต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน จนได้รับเชิญให้ร่วมตรวจสอบคลังน้ำมันที่เกี่ยวข้องกับเสี่ยตือ ซึ่งถูกสงสัยว่าเป็นตัวการใหญ่ในการกักตุนน้ำมัน

“โรม-ศุภโชติ” ร่วมคณะตรวจคลังน้ำมัน “เสี่ยตือ” ที่เพชรบุรี พบข้อน่าสงสัยตุนน้ำมันมาตั้งแต่ปี 2564

การตรวจสอบครั้งนี้เกิดขึ้นที่คลังน้ำมันและโรงกลั่นในจังหวัดเพชรบุรี ซึ่งเป็นพื้นที่ติดกัน ถือครองโดยสองนิติบุคคล แต่เคยอยู่ภายใต้นิติบุคคลเดียวกันของเสี่ยตือมาก่อน โดยเสี่ยตือขายคลังน้ำมันส่วนหนึ่งให้บริษัทบางจากในราคา 9,000 ล้านบาท แต่ยังคงถือครองโรงกลั่นและคลังน้ำมัน 17 ถังขนาดใหญ่สุด 64 ล้านลิตร นายศุภโชติ ไชยสัจ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เปิดเผยว่าพื้นที่นี้สร้างเสร็จปี 2562 แต่หยุดทำงานปี 2564 โดยมีน้ำมันค้าง 5 ล้านลิตร ไม่นำออกขายทั้งที่ราคาน้ำมันพุ่งสูงจากวิกฤติสงครามรัสเซีย-ยูเครนและตะวันออกกลาง

โรม-ศุภโชติตรวจคลังน้ำมันเสี่ยตือ

ข้อสงสัยเรื่องซีลถังน้ำมันและช่องโหว่ระบบตรวจสอบ

ประเด็นน่าสนใจคือถังน้ำมันที่อ้างว่าปิดตายและไม่ได้ใช้ แต่จากการตรวจพบซีลใหม่ที่น่าสงสัย แม้แต่เจ้าหน้าที่กรมศุลกากรที่ร่วมตรวจยังไม่แน่ใจว่าเป็นซีลจริงหรือไม่ เนื่องจากคลังนี้เป็นเขตปลอดภาษี กรมศุลกากรเป็นผู้ดูแลหลัก ไม่ใช่กรมธุรกิจพลังงาน นายศุภโชติชี้ว่าช่องโหว่เกิดจากการกระจัดกระจายของหน่วยงาน เช่น คลังในเขตปลอดภาษีดูแลโดยกรมศุลกากร คลังในประเทศโดยกรมสรรพสามิต และการตรวจสอบเป็นแบบสุ่ม ไม่มีระบบรายงานข้อมูลแบบเรียลไทม์

นอกจากนี้ “โรม-ศุภโชติ” ร่วมคณะตรวจคลังน้ำมัน “เสี่ยตือ” ที่เพชรบุรี พบข้อน่าสงสัยตุนน้ำมันมาตั้งแต่ปี 2564 ยังเผยให้เห็นปัญหาการกักตุนน้ำมันที่อาจกระทบประชาชนในช่วงราคาน้ำมันแพง สร้างความเดือดร้อนให้ผู้ใช้รถใช้ถนนทั่วประเทศ การตรวจครั้งนี้เป็นก้าวแรกในการเปิดโปง แต่ต้องเร่งหาตัวผู้กระทำผิดและลงโทษอย่างเด็ดขาด

ภาพตรวจสอบคลังน้ำมันเสี่ยตือ
ถังน้ำมันน่าสงสัย
การตรวจสอบโดยโรม-ศุภโชติ
คลังน้ำมันเพชรบุรี

กรณี “โรม-ศุภโชติ” ร่วมคณะตรวจคลังน้ำมัน “เสี่ยตือ” ที่เพชรบุรี พบข้อน่าสงสัยตุนน้ำมันมาตั้งแต่ปี 2564 ชี้ให้เห็นว่าประเทศไทยจำเป็นต้องปฏิรูประบบตรวจสอบคลังน้ำมันใหม่ทั้งระบบ ด้วยการลงทุนเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อติดตามปริมาณน้ำมันแบบเรียลไทม์ ลดช่องโหว่จากหน่วยงานกระจัดกระจาย และเพิ่มการตรวจสอบสุ่มอย่างเข้มข้นยิ่งขึ้น เพื่อปกป้องสิทธิประชาชนไม่ให้ถูกเอาเปรียบจากพฤติกรรมกักตุน

คุณคิดอย่างไรกับกรณีนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์และแชร์บทความเพื่อให้คนอื่นรับรู้ข้อมูลสำคัญ ติดตามข่าวการเมืองและพลังงานเพิ่มเติมเพื่อไม่พลาดอัพเดทล่าสุด

ที่มา – “โรม-ศุภโชติ” ร่วมคณะตรวจคลังน้ำมัน “เสี่ยตือ” ที่เพชรบุรี พบข้อน่าสงสัยตุนน้ำมันมาตั้งแต่ปี 2564

Scroll to top