นาวิกโยธิน

นาวิกโยธินสหรัฐฯ ยึดเรือในทะเลอาหรับ สงสัยเดินทางไปอิหร่าน

นาวิกโยธินสหรัฐฯ ยึดเรือในทะเลอาหรับ สงสัยเดินทางไปอิหร่าน เป็นเหตุการณ์ล่าสุดที่สะท้อนความตึงเครียดในภูมิภาคทะเลอาหรับ เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2569 กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (CENTCOM) ได้ประกาศผ่านแพลตฟอร์ม X ว่าหน่วยนาวิกโยธินได้บุกยึดเรือสินค้าลำหนึ่งไว้ชั่วคราว เนื่องจากสงสัยว่าเรือลำนี้กำลังมุ่งหน้าไปยังท่าเรือของอิหร่าน ท่ามกลางมาตรการปิดล้อมที่สหรัฐฯ ดำเนินการอย่างเข้มข้น

นาวิกโยธินสหรัฐฯ ยึดเรือในทะเลอาหรับ สงสัยเดินทางไปอิหร่าน

เหตุการณ์นาวิกโยธินสหรัฐฯ ยึดเรือในทะเลอาหรับ สงสัยเดินทางไปอิหร่าน เกิดขึ้นจากหน่วยปฏิบัติการทางทะเลที่ 31 (MEU) ซึ่งเป็นหน่วยชั้นนำของกองทัพเรือสหรัฐฯ เรือที่ถูกยึดคือ M/V Blue Star III โดยเจ้าหน้าที่ได้ขึ้นเรือเพื่อตรวจค้นอย่างละเอียด ก่อนจะยืนยันว่าเส้นทางการเดินเรือไม่มีจุดแวะจอดที่อิหร่าน จึงปล่อยเรือลำนี้ไปต่อในเวลาต่อมา

มาตรการปิดล้อมนี้เป็นส่วนหนึ่งของนโยบายสหรัฐฯ ที่มุ่งป้องกันการขนส่งสินค้าที่อาจเกี่ยวข้องกับโครงการนิวเคลียร์หรืออาวุธของอิหร่าน จนถึงขณะนี้ สหรัฐฯ ได้สั่งเปลี่ยนเส้นทางให้เรือสินค้าทั้งหมด 39 ลำ เพื่อหลีกเลี่ยงท่าเรืออิหร่าน

รายละเอียดการปฏิบัติการยึดเรือ

การยึดเรือครั้งนี้เป็นเพียงหนึ่งในหลายปฏิบัติการที่เกิดขึ้นในทะเลอาหรับ ซึ่งเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์สำคัญสำหรับการค้าทั่วโลก นาวิกโยธินสหรัฐฯ ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงในการติดตามและตรวจสอบเรือต้องสงสัย ทำให้สามารถตอบสนองได้อย่างรวดเร็ว

  • วันที่เกิดเหตุ: 28 เมษายน 2569
  • เรือที่ยึด: M/V Blue Star III
  • หน่วยปฏิบัติการ: Maritime Expeditionary Unit 31 (MEU 31)
  • ผลลัพธ์: ตรวจค้นแล้วปล่อยไป เนื่องจากไม่มีหลักฐานเชื่อมโยงอิหร่าน

นอกจากนี้ พลเอก แดน เคน ประธานคณะเสนาธิการร่วมของสหรัฐฯ ยังแถลงข่าวที่เพนตากอนเมื่อสัปดาห์ก่อนว่า สหรัฐฯ ยึดเรืออีกอย่างน้อย 3 ลำที่ยังอยู่ในการควบคุม ได้แก่ M/V Touska, M/T Tifani และ M/T Majestic X ซึ่งอาจบรรทุกน้ำมันหรือสินค้าที่ผิดกฎหมาย

พื้นหลังความตึงเครียดสหรัฐ-อิหร่าน

สถานการณ์ในทะเลอาหรับรุนแรงขึ้นตั้งแต่สหรัฐฯ ถอนตัวจากข้อตกลงนิวเคลียร์ JCPOA ในปี 2561 ทำให้เกิดการปิดล้อมทางทะเลเพื่อกดดันอิหร่าน อิหร่านตอบโต้ด้วยการยึดเรือตะวันตกหลายครั้ง สร้างความเสี่ยงให้เส้นทางการขนส่งน้ำมันที่ผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

เหตุการณ์นาวิกโยธินสหรัฐฯ ยึดเรือในทะเลอาหรับ สงสัยเดินทางไปอิหร่าน จึงเป็นเครื่องเตือนใจถึงความเปราะบางของภูมิภาคนี้ ซึ่งส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันโลกและเศรษฐกิจทั่วไป

ผลกระทบและมุมมองอนาคต

ปฏิบัติการเหล่านี้ช่วยเสริมสร้างความมั่นคงทางทะเล แต่ก็เพิ่มความเสี่ยงต่อการเผชิญหน้าทางทหาร ผู้เชี่ยวชาญคาดว่าสถานการณ์อาจยืดเยื้อ หากอิหร่านไม่ยอมรับการเจรจา สหรัฐฯ อาจเพิ่มกำลังทหารในพื้นที่

สำหรับประชาชนทั่วไป ควรติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด เพราะอาจกระทบราคาพลังงานในไทยที่พึ่งพาการนำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลาง

ในมุมมองของผู้เขียน เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของกองทัพเรือสหรัฐฯ ในการรักษาสันติภาพโลก แม้จะถูกวิจารณ์เรื่องการแทรกแซง แต่ก็ป้องกันภัยคุกคามได้อย่างมีประสิทธิภาพ สนใจข่าวต่างประเทศเพิ่มเติม? ติดตามเว็บไซต์ของเราเพื่ออัปเดตข้อมูลล่าสุด!

ที่มา – นาวิกโยธินสหรัฐฯ ยึดเรือในทะเลอาหรับ สงสัยเดินทางไปอิหร่าน

กัมพูชายังใช้ทุ่นระเบิด! ทหารเรือเจ็บ

กองทัพเรือออกโรงชี้ กัมพูชายังมีเจตนาใช้ทุ่นระเบิด หลังนาวิกโยธินได้รับบาดเจ็บจากเหตุเหยียบทุ่นระเบิดที่บ้านหนองรี จังหวัดตราด ตอกย้ำการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ

เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2568 พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ แถลงถึงเหตุการณ์น่าเศร้าที่เกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 09.00 น. ที่ผ่านมา โดยจ่าเอก เทอดพงษ์ ผมนะรา สังกัดกองพันทหารช่าง กองพลนาวิกโยธิน ประสบเหตุเหยียบกับระเบิดขณะปฏิบัติภารกิจเคลียร์พื้นที่และเก็บกู้วัตถุระเบิดตกค้างในพื้นที่บ้านหนองรี (บ้านสามหลัง) ตำบลชำราก อำเภอเมือง จังหวัดตราด

เหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลให้จ่าเอก เทอดพงษ์ ผมนะรา ได้รับบาดเจ็บบริเวณขาขวา กองทัพเรือได้เร่งให้การปฐมพยาบาลเบื้องต้น และดำเนินการส่งตัวเข้ารับการรักษาอย่างเร่งด่วน พร้อมทั้งติดตามอาการของกำลังพลอย่างใกล้ชิด

พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า กองทัพเรือได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตรวจสอบและรักษาความปลอดภัยในพื้นที่โดยรอบอย่างเข้มงวด เพื่อป้องกันมิให้เกิดเหตุการณ์ลักษณะเดียวกันซ้ำอีก พร้อมทั้งเน้นย้ำถึงความสำคัญสูงสุดต่อความปลอดภัยของกำลังพลและประชาชนในพื้นที่

กัมพูชายังมีเจตนาใช้ทุ่นระเบิด

เหตุการณ์ครั้งนี้ เป็นเครื่องยืนยันอย่างชัดเจนว่า กัมพูชายังมีเจตนาใช้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคลในพื้นที่ ซึ่งถือเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศอย่างร้ายแรง โดยเฉพาะพันธกรณีภายใต้อนุสัญญาว่าด้วยการห้ามใช้ สะสม ผลิต และโอนทุ่นระเบิดสังหารบุคคล รวมถึงการกระทำอันขัดต่อหลักกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองชีวิตและความปลอดภัยของกำลังพลและประชาชนผู้บริสุทธิ์

กองทัพเรือเร่งช่วยเหลือนาวิกโยธินที่บาดเจ็บ

นอกเหนือจากการดูแลรักษาพยาบาลผู้บาดเจ็บ กองทัพเรือยังให้ความสำคัญกับการเยียวยาจิตใจ และให้กำลังใจแก่ครอบครัวของจ่าเอก เทอดพงษ์ ผมนะรา พร้อมทั้งให้คำมั่นว่าจะให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ในทุกด้าน

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นตอกย้ำให้เห็นถึงความจำเป็นในการเฝ้าระวังและป้องกันภัยจากทุ่นระเบิดอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในพื้นที่ชายแดนที่มีความเสี่ยง กองทัพเรือจะยังคงมุ่งมั่นในการปฏิบัติภารกิจเพื่อรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนต่อไป

การกระทำของกัมพูชาที่ยังคงมีการใช้ทุ่นระเบิดนั้น เป็นสิ่งที่นานาชาติต้องร่วมกันประณามและกดดันให้ยุติการกระทำดังกล่าวโดยเร็วที่สุด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สินของผู้บริสุทธิ์อีกต่อไป การใช้ทุ่นระเบิดไม่เพียงแต่เป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศเท่านั้น แต่ยังเป็นการกระทำที่ไร้มนุษยธรรมอย่างยิ่ง

เราขอเป็นกำลังใจให้จ่าเอก เทอดพงษ์ ผมนะรา หายจากอาการบาดเจ็บโดยเร็ว และขอขอบคุณกองทัพเรือที่ทุ่มเทปฏิบัติหน้าที่อย่างเสียสละเพื่อปกป้องอธิปไตยและความปลอดภัยของประเทศชาติและประชาชน

การที่กัมพูชายังมีเจตนาใช้ทุ่นระเบิดนั้นส่งผลกระทบโดยตรงต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และอาจนำไปสู่ความขัดแย้งที่รุนแรงมากยิ่งขึ้น การแก้ไขปัญหาดังกล่าวจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม

หากท่านพบเห็นวัตถุต้องสงสัยที่อาจเป็นทุ่นระเบิด หรือวัตถุระเบิดอื่นๆ โปรดแจ้งเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทันที เพื่อป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้น เพราะว่ากัมพูชายังมีเจตนาใช้ทุ่นระเบิด

ที่มา – กองทัพเรือ ชี้กัมพูชายังมีเจตนาใช้ทุ่นระเบิด หลังนาวิกโยธินบาดเจ็บที่บ้านหนองรี

นาวิกฯ ยึดคืน “บ้านสามหลัง” ยืนยันอธิปไตย

นาวิกโยธินไทยประกาศความสำเร็จในการยึดคืนพื้นที่ “บ้านสามหลัง” ในจังหวัดตราด พร้อมปักธงชาติไทยเพื่อยืนยันอธิปไตยของชาติอย่างเด็ดเดี่ยว! สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงตึงเครียด แต่ทหารไทยก็พร้อมปกป้องทุกตารางนิ้วของแผ่นดิน

นาวิกโยธินยึดคืนพื้นที่ “บ้านสามหลัง” ปักธงชาติไทยยืนยันอธิปไตยของไทยได้สำเร็จ

เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2568 พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ ได้แถลงถึงความคืบหน้าสถานการณ์ชายแดนอันร้อนระอุว่า กองทัพเรือ โดยกองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด (กปช.จต.) และหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินตราด (ฉก.นย.ตราด) ได้ปฏิบัติการทางทหารอย่างกล้าหาญเพื่อยึดคืนพื้นที่ “บ้านสามหลัง” บริเวณบ้านหนองรี ตำบลชำราก อำเภอเมือง จังหวัดตราด ซึ่งถูกรุกล้ำโดยกองกำลังต่างชาติ

ปฏิบัติการครั้งนี้เริ่มต้นขึ้นในช่วงเช้ามืด ท่ามกลางการปะทะอย่างหนักหน่วง แต่ด้วยความมุ่งมั่นและความสามารถของทหารนาวิกโยธินไทย ทำให้สามารถควบคุมสถานการณ์และขับไล่กองกำลังฝ่ายตรงข้ามออกไปได้สำเร็จ

ปฏิบัติการยึดคืนพื้นที่ “บ้านสามหลัง” เป็นไปอย่างไร?

การปฏิบัติการครั้งนี้เป็นไปตามหลักการใช้สิทธิป้องกันตนเองตามกฎหมายสากล และถือเป็นการรักษาอธิปไตยของชาติอย่างเต็มกำลัง ณ เวลา 07.20 น. กองทัพเรือสามารถควบคุมและยึดคืนพื้นที่ “บ้านสามหลัง” ได้อย่างสมบูรณ์ พร้อมปักธงชาติไทยเพื่อประกาศความเป็นเจ้าของเหนือผืนแผ่นดินนี้อย่างชัดเจน

แม้จะสามารถยึดคืนพื้นที่ได้สำเร็จ แต่สถานการณ์โดยรอบบ้านหนองรียังคงมีความตึงเครียด เนื่องจากมีการปะทะกันเป็นระยะจากการพยายามตอบโต้ของฝ่ายตรงข้าม อย่างไรก็ตาม กำลังของหน่วยนาวิกโยธินที่ปฏิบัติหน้าที่ยังคงควบคุมสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง โดยยึดมั่นในหลักความจำเป็นและได้สัดส่วน เพื่อรักษาความมั่นคงของพื้นที่และป้องกันการรุกล้ำอธิปไตยของประเทศไทยอีกครั้ง

ความสำเร็จในการยึดคืนพื้นที่ “บ้านสามหลัง” ในครั้งนี้ ถือเป็นเครื่องยืนยันถึงความพร้อมและความเข้มแข็งของกองทัพไทยในการปกป้องอธิปไตยของชาติ และเป็นกำลังใจให้แก่พี่น้องประชาชนชาวไทยทุกคน

การรักษาอธิปไตยของชาติเป็นหน้าที่ของคนไทยทุกคน ไม่ว่าจะเป็นทหาร ตำรวจ หรือประชาชนทั่วไป เราต้องร่วมมือกันเป็นหนึ่งเดียว เพื่อปกป้องผืนแผ่นดินไทยให้คงอยู่สืบไป

สถานการณ์ชายแดนยังคงต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด และเราหวังว่าทุกฝ่ายจะหันมาเจรจาเพื่อสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค

ที่มา – นาวิกโยธินยึดคืนพื้นที่ “บ้านสามหลัง” ปักธงชาติไทยยืนยันอธิปไตยของไทยได้สำเร็จ

“บิ๊กดุลย์” ลุยชายแดนตราด–จันทบุรี พิทักษ์อธิปไตย

รมช.กลาโหม ลงพื้นที่ตรวจแนวชายแดนตะวันออก สักการะพระเจ้าตาก–กรมหลวงชุมพร สร้างขวัญกำลังใจทหารนาวิกโยธิน ย้ำภารกิจพิทักษ์แผ่นดินคือเกียรติสูงสุดของชายชาติทหาร

วันนี้ 23 ต.ค. 68 พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม นำคณะลงพื้นที่จังหวัดตราด ตรวจเยี่ยมกองกำลังป้องกันชายแดนจันทบุรี–ตราด (กปช.จต.นย.) เพื่อรับฟังรายงานภารกิจด้านความมั่นคงในพื้นที่แนวชายแดนไทย–กัมพูชา พร้อมให้โอวาทสร้างขวัญกำลังใจแก่ทหารที่ปฏิบัติหน้าที่แนวหน้า

ก่อนเข้าสู่ภารกิจตรวจเยี่ยม พล.ท.อดุลย์ได้ถวายสักการะพระบรมรูปสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช และกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ เพื่อความเป็นสิริมงคล จากนั้นมอบสิ่งของบำรุงขวัญแก่กำลังพลในพื้นที่ เพื่อแสดงความห่วงใยและขอบคุณในความเสียสละของเหล่าทหารผู้ปกป้องแผ่นดิน

ภายหลังรับฟังบรรยายสรุปจาก พล.ร.ต.วีระชัย หลีค้า และ พล.ร.ต.ชรัมม์ภากร พรหมภากร รองผู้บัญชาการกองกำลังฯ รมช.กลาโหมได้เดินทางต่อไปยังหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินจังหวัดตราด ตรวจเยี่ยมพื้นที่จริงเพื่อประเมินสถานการณ์ความมั่นคงชายแดนอย่างใกล้ชิด

พล.ท.อดุลย์ กล่าวย้ำต่อหน้ากำลังพลว่า “ชาติ หมายถึง แผ่นดิน ประชาชน และอธิปไตย เราจะปกป้องสิ่งเหล่านี้ด้วยเกียรติของทหารไทย ขอให้ทุกนายภาคภูมิใจในหน้าที่ เพราะเรากำลังรักษามรดกของพระมหากษัตริย์ไว้ด้วยชีวิต”

ภารกิจในครั้งนี้ สะท้อนความมุ่งมั่นของกระทรวงกลาโหมในการธำรงบูรณภาพแห่งดินแดน คุ้มครองความปลอดภัยของประชาชน และเสริมสร้างความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านภายใต้หลักมนุษยธรรม เพื่อสันติภาพและความมั่นคงอย่างยั่งยืนของภูมิภาค

“บิ๊กดุลย์” ลุยชายแดนตราด–จันทบุรี ปลุกขวัญทหาร “พิทักษ์อธิปไตยไทยด้วยเกียรติ

การลงพื้นที่ชายแดนตราด-จันทบุรีของ “บิ๊กดุลย์” ในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการพิทักษ์อธิปไตยไทยด้วยเกียรติ ถือเป็นภารกิจที่ทหารทุกนายต้องตระหนักและยึดมั่น

ความสำคัญของการ “บิ๊กดุลย์” ลุยชายแดนตราด–จันทบุรี ปลุกขวัญทหาร “พิทักษ์อธิปไตยไทยด้วยเกียรติ

การที่รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหมลงพื้นที่ด้วยตนเองนั้นมีความสำคัญอย่างยิ่ง ด้วยเหตุผลหลายประการดังนี้:

  • สร้างขวัญและกำลังใจ: การปรากฏตัวของผู้บังคับบัญชาระดับสูงเป็นการแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ในแนวหน้า ช่วยให้พวกเขามีกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มกำลัง
  • รับทราบปัญหาโดยตรง: การลงพื้นที่ทำให้รัฐมนตรีสามารถรับฟังปัญหาและความท้าทายที่ทหารในพื้นที่กำลังเผชิญอยู่ได้โดยตรง ซึ่งเป็นข้อมูลที่สำคัญในการวางแผนและแก้ไขปัญหา
  • ประเมินสถานการณ์: การตรวจเยี่ยมพื้นที่จริงช่วยให้รัฐมนตรีสามารถประเมินสถานการณ์ความมั่นคงชายแดนได้อย่างแม่นยำ และสามารถตัดสินใจได้อย่างเหมาะสม

การที่ พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ มอบสิ่งของบำรุงขวัญแก่กำลังพล แสดงให้เห็นถึงความห่วงใยที่รัฐบาลมีต่อทหารผู้เสียสละ นอกจากนี้ การสักการะพระบรมรูปสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช และกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ยังเป็นการสร้างความเป็นสิริมงคลและเป็นขวัญกำลังใจให้กับทหารอีกด้วย

ภารกิจของทหารในการพิทักษ์อธิปไตยไทยด้วยเกียรตินั้น มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความมั่นคงของชาติ ทหารทุกนายต้องตระหนักถึงความรับผิดชอบอันยิ่งใหญ่นี้ และปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเสียสละและกล้าหาญ

การพิทักษ์อธิปไตยไทยด้วยเกียรติ ไม่ได้หมายถึงแค่การป้องกันการรุกรานจากภายนอกเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการรักษาความสงบเรียบร้อยภายในประเทศ การป้องกันอาชญากรรมข้ามชาติ และการช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนอีกด้วย

ดังนั้น ทหารทุกนายจึงต้องมีความพร้อมทั้งทางร่างกายและจิตใจ มีวินัยที่เข้มแข็ง และมีความรู้ความสามารถในการปฏิบัติหน้าที่อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้สามารถพิทักษ์อธิปไตยไทยด้วยเกียรติได้อย่างสมบูรณ์

เราทุกคนควรตระหนักถึงความเสียสละของทหารที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างแข็งขันเพื่อปกป้องประเทศชาติ และให้การสนับสนุนพวกเขาในทุกวิถีทาง เพื่อให้พวกเขามีกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่อันสำคัญยิ่งนี้ต่อไป

ที่มา – “บิ๊กดุลย์” ลุยชายแดนตราด–จันทบุรี ปลุกขวัญทหาร “พิทักษ์อธิปไตยไทยด้วยเกียรติ

Scroll to top