นิโกลัส มาดูโร

เดลซี โรดริเกซ รักษาการ ปธน.เวเนซุเอลาแล้ว

เดลซี โรดริเกซ รองประธานาธิบดีเวเนซุเอลา ได้สาบานตนเข้ารับตำแหน่งรักษาการประธานาธิบดีแล้ว หลังจากการจับกุมตัวอดีตประธานาธิบดี นิโกลัส มาดูโร โดยทางการสหรัฐฯ

เมื่อวันที่ 5 มกราคม 2568 ตามเวลาท้องถิ่น ได้มีพิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่งรักษาการประธานาธิบดีของนางเดลซี โรดริเกซ โดยมีนายฮอร์เก โรดริเกซ ประธานสมัชชาแห่งชาติ ซึ่งเป็นพี่ชายของนางโรดริเกซ เป็นผู้ดำเนินการในพิธี

เดลซี โรดริเกซ สาบานตนรับตำแหน่ง รักษาการ ปธน.เวเนซุเอลาแล้ว

เดลซี โรดริเกซ แถลงว่าเธอเข้ารับตำแหน่งด้วยความรู้สึกหนักอึ้งต่อเหตุการณ์ที่เธอเรียกว่า การ ‘ลักพาตัว’ ประธานาธิบดีนิโกลัส มาดูโร และสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่ง ซิเลีย ฟลอเรส

“ดิฉันมาที่นี่ในฐานะรองประธานาธิบดีฝ่ายบริหารของนาย นิโกลัส มาดูโร ผู้เป็นประธานาธิบดีตามรัฐธรรมนูญแห่งสาธารณรัฐโบลีวาร์แห่งเวเนซุเอลา เพื่อสาบานตนเข้ารับตำแหน่งที่ได้รับมอบหมาย” นางโรดริเกซกล่าว

ทำไมการเข้ารับตำแหน่งของ เดลซี โรดริเกซ จึงสำคัญ?

การเข้ารับตำแหน่งรักษาการประธานาธิบดีของเดลซี โรดริเกซ ถือเป็นช่วงเวลาที่สำคัญและเต็มไปด้วยความท้าทายสำหรับประเทศเวเนซุเอลา ที่กำลังเผชิญกับสถานการณ์ทางการเมืองที่ไม่แน่นอน การเปลี่ยนแปลงผู้นำอย่างกะทันหันนี้ย่อมส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพภายในประเทศ และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

สถานการณ์นี้ยังเป็นเครื่องเตือนใจให้เห็นถึงความซับซ้อนของปัญหาภายในประเทศเวเนซุเอลา และบทบาทของมหาอำนาจภายนอกที่มีต่อการเมืองของประเทศ การตัดสินใจและความเคลื่อนไหวของเดลซี โรดริเกซ ในฐานะรักษาการประธานาธิบดี จะเป็นที่จับตามองอย่างใกล้ชิดจากนานาชาติ

ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อประชาชนชาวเวเนซุเอลาเป็นสิ่งที่ไม่อาจมองข้ามได้ ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจ สังคม และความเป็นอยู่ รัฐบาลรักษาการจะต้องให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาเร่งด่วน และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนในช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้

ในระยะยาว สถานการณ์นี้อาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ทางการเมืองในเวเนซุเอลา การเลือกตั้งใหม่ หรือการเจรจาต่อรองระหว่างกลุ่มการเมืองต่างๆ ล้วนเป็นสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นได้ แต่ไม่ว่าผลลัพธ์จะเป็นเช่นไร สิ่งสำคัญที่สุดคือการรักษาสันติภาพและความมั่นคงของประเทศ และให้ประชาชนชาวเวเนซุเอลามีส่วนร่วมในการกำหนดอนาคตของตนเอง

สถานการณ์ในเวเนซุเอลายังคงไม่แน่นอน และต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ความสามารถของเดลซี โรดริเกซ ในการนำพาประเทศผ่านช่วงเวลาที่ท้าทายนี้ จะเป็นตัวกำหนดอนาคตของเวเนซุเอลาในอีกหลายปีข้างหน้า

การที่นางโรดริเกซ ขึ้นมาเป็นรักษาการประธานาธิบดีนั้น แสดงให้เห็นถึงความพยายามในการรักษาระบอบการปกครองเดิม และการแก้ไขปัญหาทางการเมืองที่เกิดขึ้นอย่างเร่งด่วน อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ย่อมนำมาซึ่งความไม่แน่นอน และความท้าทายต่างๆ ที่รออยู่เบื้องหน้า

การตัดสินใจของเดลซี โรดริเกซ ในช่วงเวลานี้ จะเป็นตัวกำหนดทิศทางของเวเนซุเอลาในอนาคต และเป็นสิ่งที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิดจากประชาคมโลก

ที่มา – เดลซี โรดริเกซ สาบานตนรับตำแหน่ง รักษาการ ปธน.เวเนซุเอลาแล้ว

รู้จัก “ซิเลีย ฟลอเรส” ภริยามาดูโร

ในปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ ในเวเนซุเอลา เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (3 ม.ค. 2569) พวกเขาไม่เพียงควบคุมตัวประธานาธิบดี นิโกลัส มาดูโร ไปเท่านั้น พวกเขายังจับตัวภริยาของเขาไปด้วย นั่นก็คือ ซิเลีย ฟลอเรส

ซิเลีย ฟลอเรส อดีตทนายความในวัย 69 ปี ถูกมองว่าเป็นหนึ่งในบุคคลที่มีอิทธิพลมากที่สุดในเวเนซุเอลามาอย่างยาวนาน เธอเป็นนักการเมืองที่มีความสามารถในตัวเองและเป็นผู้มีบทบาทในการกำหนดชะตากรรมของประเทศมานานหลายทศวรรษ

เธอดำรงตำแหน่งประธานสมัชชาแห่งชาติเวเนซุเอลามาหลายปี และช่วยเสริมสร้างฐานอำนาจของสามีให้แข็งแกร่งขึ้น หลังจากที่เขาชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีในปี 2556 จนมาดูโรขนานนามเธอว่า “นักรบหมายเลขหนึ่ง” (First Warrior) ล้อกับตำแหน่งสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่ง (First lady)

ฟลอเรสเลือกที่จะลดบทบาทตัวเองลง เน้นภาพลักษณ์แม่ที่ให้ความสำคัญกับครอบครัวมากขึ้น เธอเคยเป็นพิธีกรรายการโทรทัศน์ Con Cilia en Familia และปรากฏตัวในสื่อของรัฐเป็นครั้งคราวเพื่อเต้นซัลซ่ากับสามี แต่ในเบื้องหลัง เชื่อกันว่าเธอเป็นหนึ่งในที่ปรึกษาคนสำคัญของมาดูโร และเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการวางกลยุทธ์เพื่อความอยู่รอดทางการเมืองของเขา

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ฟลอเรสถูกฟ้องร้องเรื่องการทุจริตและการเล่นพรรคเล่นพวกหลายข้อหา และมีสมาชิกในครอบครัวถูกศาลสหรัฐฯ ตัดสินว่ามีความผิดในข้อหาลักลอบขนโคเคน แต่ตอนนี้ เธอก็ต้องเผชิญข้อหาค้ายาเสพติดและข้อหาเกี่ยวกับอาวุธในศาลนิวยอร์ก พร้อมกับสามีของเธอ

ซิเลีย ฟลอเรส กับ นิโกลัส มาดูโร
ซิเลีย ฟลอเรส กับ นิโกลัส มาดูโร

รู้จัก “ซิเลีย ฟลอเรส” ภริยามาดูโร ผู้ถูกสหรัฐฯ จับกุมตัวพร้อมสามี

ฟลอเรสพบกับมาดูโรในช่วงต้นทศวรรษ 90 ขณะที่เธอเป็นทนายความดาวรุ่งรุ่นใหม่ และได้รับหน้าที่เป็นทีมทนายแก้ต่างให้กับกลุ่มผู้ก่อการรัฐประหารที่ล้มเหลวในปี 2535 โดยหนึ่งในแกนนำของกลุ่มคือ ฮูโก ชาเวซ ชายผู้ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นประธานาธิบดีจอมเผด็จการ คู่ปรับของสหรัฐอเมริกา

ในช่วงปีเหล่านั้นเองที่เธอได้พบกับมาดูโร ซึ่งในขณะนั้นทำงานเป็นเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยให้กับชาเวซ

“ผมได้พบกับซิเลีย ฟลอเรสในเส้นทางชีวิตนี้” มาดูโรย้อนความหลัง “เธอเป็นทนายความให้กับนายทหารผู้รักชาติหลายคนที่ถูกคุมขัง แต่เธอก็ยังเป็นทนายของท่านผู้บัญชาการชาเวซด้วย และก็นะ การเป็นทนายให้ผู้บัญชาการชาเวซในคุกน่ะ… มันเป็นงานที่หนักหนาสาหัสมาก … ผมเจอเธอในช่วงปีแห่งการต่อสู้เหล่านั้น แล้วเธอก็ทำให้ผมประทับใจ”

นับตั้งแต่นั้นมา โชคชะตาของทั้งคู่ก็ได้ผูกติดอยู่กับชาเวซและขบวนการทางการเมืองของเขาที่รู้จักกันในชื่อ “ชาบิสโม” (Chavismo)

หลังจากชาเวซชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีในปี 2541 ฟลอเรสก็ก้าวหน้าในเส้นทางการเมืองอย่างรวดเร็ว โดยได้เข้าเป็นสมาชิกสมัชชาแห่งชาติในปี 2543 และขึ้นเป็นประธานสมัชชาในปี 2549

ตลอด 6 ปีหลังจากนั้น เธอเป็นผู้นำรัฐสภาที่แทบจะครองอำนาจโดยพรรคการเมืองเดียว เนื่องจากพรรคฝ่ายค้านหลักปฏิเสธที่จะเข้าร่วมการเลือกตั้ง โดยอ้างว่าการเลือกตั้งนั้นไม่เสรีและไม่ยุติธรรม

เมื่อชาเวซเสียชีวิตในปี 2556 ฟลอเรสได้ทุ่มกำลังสนับสนุนมาดูโรอย่างเต็มที่ จนเขาสามารถคว้าชัยชนะในการเลือกตั้งประธานาธิบดีที่ตามมาได้อย่างหวุดหวิด

ฟลอเรสแต่งงานกับมาดูโรในปี 2556 เพื่อทำให้ความสัมพันธ์ที่ดำเนินมาหลายปีเป็นทางการเสียที หลังก่อนหน้านั้นทั้งสองอาศัยอยู่ร่วมกันและช่วยกันเลี้ยงดูบุตรที่เกิดจากความสัมพันธ์ครั้งก่อน ซึ่งเป็นบุตรของเธอ 3 คน และบุตรของมาดูโร 1 คน

ภาพขณะเจ้าหน้าที่ควบคุมตัวนายมาดูโรลงจากเครื่องบิน ที่ท่าอากาศยานในนิวยอร์ก
ภาพขณะเจ้าหน้าที่ควบคุมตัวนายมาดูโรลงจากเครื่องบิน ที่ท่าอากาศยานในนิวยอร์ก

ทำความรู้จักกับ ซิเลีย ฟลอเรส

“ในสายตาของผู้ที่เกลียดชังฟลอเรส เธอถูกมองว่าเป็นส่วนหนึ่งของรัฐบาลที่ทุจริตอย่างหนัก ละเมิดสิทธิมนุษยชน และโหดเหี้ยม” คริสโตเฟอร์ ซาบาตินี สมาชิกอาวุโสจากโครงการละตินอเมริกาของ Chatham House กล่าว

“เธอคือผู้กุมอำนาจหลังบัลลังก์” เขากล่าวเสริม “แต่ก็เหมือนกับผู้มีอำนาจหลังบัลลังก์ที่ดีคนอื่นๆ คุณจะมองไม่ค่อยเห็นร่องรอยการลงมือของเธอมากนัก จึงไม่มีใครรู้แน่ชัดว่าเธอมีอำนาจมากเพียงใด”

ด้านเอสเตฟานียา เรเยส นักรัฐศาสตร์ บอกกับ CNN ว่า เป็นการยากที่จะวัดปริมาณอำนาจของเธอ เพราะเธอใช้อำนาจนั้นจาก “เบื้องหลัง” และไม่ได้เป็นไปตามระบบสถาบัน

“หากมีการบริหารงานแบบผู้นำคู่ (dual leadership) จริง” เรเยสกล่าว “มันก็ไม่เคยถูกทำให้เป็นทางการ ต่างจากกรณีในนิการากัวระหว่างประธานาธิบดีแดเนียล ออร์เตกา และภริยาของเขา คือรองประธานาธิบดี โรซาริโอ มูริลโย”

เรเยสตั้งข้อสังเกตด้วยว่า ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ฟลอเรสปรากฏตัวในบทบาทสนับสนุนภาพลักษณ์ของความเป็นแม่ เพื่อหาทางเชื่อมโยงกับสาธารณชน แทนที่จะใช้บทบาทบุคคลที่ลงแข่งขันเลือกตั้ง

ภาพความเสียหายในเวเนซุุเอลาหลังสหรัฐฯ โจมตีใส่
ภาพความเสียหายในเวเนซุุเอลาหลังสหรัฐฯ โจมตีใส่

เผชิญข้อหาคอร์รัปชันมากมาย

ตลอดเส้นทางอาชีพของซิเลีย ฟลอเรส เธอต้องเผชิญกับข้อกล่าวหาเรื่องการทุจริตมากมาย

ในปี 2555 เธอถูกสหภาพแรงงานกล่าวหาเรื่องการเล่นพรรคเล่นพวก (Nepotism) จากการใช้อิทธิพลในการจ้างงานคนถึง 40 คน ซึ่งประกอบด้วยสมาชิกในครอบครัวของเธอจำนวนมาก

ในเดือนพฤศจิกายน 2015 เธอเข้าไปพัวพันกับคดี “หลานชายนายพลค้ายา” เมื่อหลานชายของเธอสองคน คือ ฟรานซิสโก ฟลอเรส เด เฟรตัส และ เอฟราอิน อันโตนิโอ แคมโป ฟลอเรส ถูกจับกุมในประเทศเฮติ จากปฏิบัติการล่อซื้อของหน่วยงานปราบปรามยาเสพติดสหรัฐฯ (DEA)

พวกเขาถูกจับได้ขณะพยายามลักลอบขนโคเคนน้ำหนัก 800 กิโลกรัมเข้าสู่สหรัฐฯ

ฟลอเรสกล่าวหาว่า ทางการสหรัฐฯ “ลักพาตัว” หลานชายของเธอ แต่ผู้พิพากษาได้ตัดสินจำคุกชายทั้งสองคนเป็นเวลา 18 ปีในข้อหาค้ายาเสพติด อย่างไรก็ตาม พวกเขาถูกส่งตัวกลับเวเนซุเอลาในปี 2022 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการแลกเปลี่ยนตัวนักโทษภายใต้รัฐบาลของโจ ไบเดน

แต่เมื่อเดือนก่อน รัฐบาลทรัมป์ประกาศคว่ำบาตรครั้งใหม่ต่อหลานชายทั้งสองคน รวมถึงหลานชายคนที่สามคือ คาร์ลอส เอริก มัลปิกา ฟลอเรส โดยสกอตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ กล่าวว่า “นิโคลัส มาดูโร และพรรคพวกอาชญากรในเวเนซุเอลา กำลังทำให้ยาเสพติดทะลักเข้าสู่สหรัฐฯ ซึ่งเป็นการมอมเมาประชาชนอเมริกัน”

สหรัฐฯ เปิดข้อกล่าวหาใหม่

หลังซิเลีย ฟลอเรสถูกจับกุมตัวได้ไม่นาน สหรัฐฯ ก็เปิดเผยข้อหาต่างๆ ที่พวกเขาจะยื่นฟ้องร้องเธอ ซึ่งรวมถึง ค้ายาเสพติด และการรับเงินสินบนจำนวนหลายแสนดอลลาร์ในปี 2550 เพื่อจัดแจงให้เกิดการพบปะกันระหว่าง “ผู้ค้ายาเสพติดรายใหญ่” กับผู้อำนวยการสำนักงานปราบปรามยาเสพติดแห่งชาติของเวเนซุเอลา

เธอมีกำหนดการที่จะต้องเดินทางไปปรากฏตัวต่อศาลในรัฐนิวยอร์กในวันจันทร์นี้ (5 ม.ค. 2569)

สถานการณ์ของซิเลีย ฟลอเรส เป็นเครื่องเตือนใจว่า อำนาจและอิทธิพลสามารถนำไปสู่การล่วงละเมิดได้อย่างไร และไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมายได้

ที่มา – รู้จัก “ซิเลีย ฟลอเรส” ภริยามาดูโร ผู้ถูกสหรัฐฯ จับกุมตัวพร้อมสามี

“มาดูโร” ถูกคุมขัง! ทรัมป์บริหารเวเนฯ

“มาดูโร” ประธานาธิบดีนิโกลัส มาดูโร แห่งเวเนซุเอลา ถูกคุมขังในเรือนจำนิวยอร์กแล้ว หลังถูกหน่วยรบพิเศษของสหรัฐฯ จับกุมตัวออกจากประเทศ หลังจากการโจมตีกรุงการากัสครั้งใหญ่ ซึ่งประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวว่าเวเนซุเอลาจะอยู่ภายใต้การบริหารของสหรัฐฯ อย่างมีประสิทธิภาพ

การประกาศของประธานาธิบดีสหรัฐฯ เกิดขึ้นหลังจากการโจมตีอย่างรวดเร็วในช่วงก่อนรุ่งสางวันเสาร์ (3 ม.ค.) ซึ่งหน่วยคอมมานโดจับกุม“มาดูโร”และนางซิเลีย ฟลอเรซ ภรรยาของเขา ขณะที่การโจมตีทางอากาศถล่มหลายจุดในและรอบๆ กรุงการากัส

นาย“มาดูโร” และภรรยาถูกนำตัวขึ้นเรือ และต่อด้วยเครื่องบิน ซึ่งได้เดินทางถึงฐานทัพอากาศแห่งชาติสจวร์ตในรัฐนิวยอร์ก ห่างจากแมนฮัตตันไปทางเหนือประมาณ 97 กิโลเมตร ก่อนถูกนำตัวไปยังศูนย์กักกันเมโทรโพลิแทน ซึ่งเป็นสถานที่กักกันของรัฐบาลกลางในย่านบรูคลิน ซึ่งทั้งคู่จะถูกนำตัวขึ้นศาลในข้อหาค้ายาเสพติดและอาวุธ

ทำเนียบขาวโพสต์วิดีโอใน X แสดงภาพมาดูโรถูกใส่กุญแจมือและสวมรองเท้าแตะ ถูกนำตัวโดยเจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางผ่านสถานที่ของสำนักงานปราบปรามยาเสพติดแห่งสหรัฐฯ ในนิวยอร์ก โดยนายยมาดูโรวัย 63 ปีกล่าวเป็นภาษาอังกฤษว่า “ราตรีสวัสดิ์ สวัสดีปีใหม่”

แม้ว่าการบุกโจมตีที่เสี่ยงอันตรายจะประสบความสำเร็จ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นต่อไปนั้นยังไม่แน่นอนอย่างยิ่ง ทรัมป์กล่าวว่าเขา “กำลังแต่งตั้งบุคคล” จากคณะรัฐมนตรีของเขาให้รับผิดชอบในเวเนซุเอลา แต่ไม่ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติม

ในอีกเรื่องที่น่าประหลาดใจ ทรัมป์ระบุว่าอาจมีการส่งกองกำลังสหรัฐฯ เข้าไป โดยกล่าวว่าสหรัฐฯ “ไม่กลัวที่จะส่งทหารลงพื้นที่” แต่ดูเหมือนเขาจะปฏิเสธความเป็นไปได้ที่ฝ่ายค้านของเวเนซุเอลาจะยึดอำนาจ และกล่าวว่าเขาอาจจะทำงานร่วมกับเดลซี โรดริเกซ รองประธานาธิบดีเวเนซุเอลาแทน

สิ่งหนึ่งที่ชัดเจนขึ้นคือความสนใจของทรัมป์ในแหล่งน้ำมันสำรองมหาศาลของเวเนซุเอลา ทรัมป์กล่าวว่า “เราจะให้บริษัทน้ำมันขนาดใหญ่ของสหรัฐฯ เข้าไป ใช้เงินหลายพันล้านดอลลาร์ ซ่อมแซมโครงสร้างพื้นฐานที่เสียหายอย่างหนัก” “เราจะขายน้ำมันในปริมาณมาก”

มาเรีย โครินา มาชาโด ผู้นำฝ่ายค้านที่ได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐฯ ซึ่งได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพเมื่อปีที่แล้ว โพสต์บนโซเชียลมีเดียว่า “ชั่วโมงแห่งเสรีภาพมาถึงแล้ว” เธอเรียกร้องให้เอ็ดมุนโด กอนซาเลซ อูร์รูเตีย ผู้สมัครรับเลือกตั้งประธานาธิบดีจากพรรคฝ่ายค้านในปี 2024 เข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดี “ทันที”

แต่ทรัมป์กลับแสดงท่าทีเย็นชาอย่างน่าประหลาดใจต่อความคาดหวังที่ว่ามาชาโดจะกลายเป็นผู้นำคนใหม่ของเวเนซุเอลา โดยกล่าวว่าเธอไม่ได้รับ “การสนับสนุนหรือความเคารพ” ที่นั่น ในทางกลับกัน เขาชื่นชมโรดริเกซ โดยกล่าวว่า “โดยพื้นฐานแล้วเธอยินดีที่จะทำในสิ่งที่เราคิดว่าจำเป็นเพื่อให้เวเนซุเอลากลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง” ด้านโรดริเกซเรียกร้องให้ปล่อยตัวมาดูโรและให้คำมั่นว่าจะ “ปกป้อง” ประเทศ

เมื่อคืนวันเสาร์ ศาลฎีกาของเวเนซุเอลาสั่งให้โรดริเกซเข้ารับอำนาจประธานาธิบดี “ในฐานะรักษาการ” สะท้อนให้เห็นถึงความสับสน ทรัมป์ระบุว่าการมีส่วนร่วมของสหรัฐฯ น่าจะดำเนินต่อไปในระยะยาว เธอกล่าวว่า “เราจะอยู่ต่อไปจนกว่าการเปลี่ยนผ่านที่เหมาะสมจะเกิดขึ้นได้”

จีน พันธมิตรของเวเนซุเอลา กล่าวว่า “ประณามอย่างรุนแรง” ต่อปฏิบัติการของสหรัฐฯ ขณะที่ฝรั่งเศสเตือนว่า “ไม่สามารถกำหนดทางออกได้จากนอกประเทศ” ด้านนายอันโตนิโอ กูเตเรส เลขาธิการสหประชาชาติ กล่าวว่า เขา “กังวลอย่างยิ่งที่กฎหมายระหว่างประเทศไม่ได้รับการเคารพ”

ประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติจากโซมาเลียแจ้งกับสำนักข่าวเอเอฟพีว่า ตามคำร้องขอของเวเนซุเอลา คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติจะประชุมในวันจันทร์เพื่อหารือเกี่ยวกับวิกฤตการณ์ดังกล่าว

ชาวเวเนซุเอลาเตรียมพร้อมรับมือกับการโจมตี เนื่องจากกองกำลังสหรัฐฯ ใช้เวลาหลายเดือนในการระดมพลนอกชายฝั่ง ชาวกรุงการากัสเผชิญเสียงระเบิดและเสียงเฮลิคอปเตอร์ทหาร เมื่อเวลาประมาณ 2:00 น. ตามเวลาท้องถิ่นของวันเสาร์ การโจมตีทางอากาศได้พุ่งเป้าไปที่ฐานทัพหลักและฐานทัพอากาศ รวมถึงสถานที่อื่นๆ เป็นเวลานานเกือบหนึ่งชั่วโมง

พลเอกแดน เคน ผู้บัญชาการทหารสูงสุดของสหรัฐฯ กล่าวว่าปฏิบัติการที่ชื่อว่า “แอบโซลูท รีโซลฟ์” (Absolute Resolve) ต้องใช้เวลาวางแผนและซ้อมจริงนานหลายเดือน โดยกองกำลังต่าง ๆ ที่ร่วมปฏิบัติการต่างรอสภาพอากาศที่เหมาะสม เครื่องบิน 150 ลำเข้าร่วมปฏิบัติการ โดยสนับสนุนกองกำลังที่ลงจอดด้วยเฮลิคอปเตอร์เพื่อจับกุมมาดูโร ด้วยความช่วยเหลือจากข้อมูลข่าวกรองที่รวบรวมมาหลายเดือนเกี่ยวกับกิจวัตรประจำวันของเขา ตั้งแต่ “สิ่งที่เขากิน” ไปจนถึงสัตว์เลี้ยงที่เขาเลี้ยง เขากล่าวว่า มาดูโรและภรรยา “ยอมจำนน” โดยไม่มีการต่อสู้ และ “ไม่มีทหารอเมริกันเสียชีวิต”

ทางการเวเนซุเอลายังไม่ได้เปิดเผยตัวเลขผู้เสียชีวิต แต่ทรัมป์บอกกับนิวยอร์กโพสต์ว่า ชาวคิวบา “จำนวนมาก” ในหน่วยรักษาความปลอดภัยของมาดูโรเสียชีวิต

ภายในไม่กี่ชั่วโมงหลังปฏิบัติการ กรุงการากัสก็เงียบสงัด มีตำรวจประจำการอยู่ด้านนอกอาคารสาธารณะ และกลิ่นควันลอยฟุ้งไปทั่วท้องถนน

สหรัฐฯ และรัฐบาลยุโรปหลายประเทศไม่ยอมรับความชอบธรรมของมาดูโร โดยกล่าวว่าเขาโกงการเลือกตั้งในปี 2018 และ 2024 นายมาดูโร ซึ่งอยู่ในอำนาจตั้งแต่ปี 2013 หลังจากรับช่วงต่อจากฮูโก ชาเวซ ผู้เป็นที่ปรึกษาฝ่ายซ้าย ได้กล่าวหาทรัมป์มานานแล้วว่าพยายามเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองเพื่อควบคุมแหล่งน้ำมันของเวเนซุเอลา

ทรัมป์ได้ให้เหตุผลหลายประการสำหรับนโยบายที่ก้าวร้าวต่อเวเนซุเอลา โดยบางครั้งเน้นย้ำเรื่องการอพยพผิดกฎหมาย การค้ายาเสพติด และน้ำมัน แต่ก่อนหน้านี้เขาหลีกเลี่ยงการเรียกร้องให้เปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองอย่างเปิดเผย

สมาชิกสภาคองเกรสหลายคนตั้งคำถามถึงความชอบด้วยกฎหมายของการปฏิบัติการนี้อย่างรวดเร็ว แต่ไมค์ จอห์นสัน พันธมิตรคนสำคัญของทรัมป์ และผู้นำพรรครีพับลิกันในสภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่ามัน “สมเหตุสมผล”.

“มาดูโร” ถูกคุมขังในเรือนจำนิวยอร์ก ทรัมป์เผยสหรัฐฯ จะ “บริหาร” เวเนซุเอลา

อนาคตของเวเนซุเอลาหลัง “มาดูโร” ถูกคุมขัง

สถานการณ์ในเวเนซุเอลายังคงผันผวนและไม่แน่นอน การที่ “มาดูโร” ถูกคุมขังสร้างความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ แต่ผลกระทบที่แท้จริงต่อประเทศและประชาชนชาวเวเนซุเอลาจะเป็นอย่างไรนั้น ยังต้องติดตามดูกันต่อไป

สิ่งสำคัญคือต้องจับตาดูการตัดสินใจของสหรัฐฯ และท่าทีของนานาชาติต่อวิกฤตการณ์นี้ รวมทั้งการเคลื่อนไหวของกลุ่มการเมืองต่างๆ ในเวเนซุเอลาเอง เพราะทุกฝ่ายต่างมีผลประโยชน์และเป้าหมายที่แตกต่างกัน

ประชาชนชาวเวเนซุเอลาหวังว่าสถานการณ์นี้จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น และประเทศจะกลับคืนสู่ความสงบและความเจริญรุ่งเรืองได้ในที่สุด

ที่มา – “มาดูโร” ถูกคุมขังในเรือนจำนิวยอร์ก ทรัมป์เผยสหรัฐฯ จะ “บริหาร” เวเนซุเอลา

นิโคลัส มาดูโร ถึงนิวยอร์ก: เรื่องล่าสุด

ข่าวใหญ่สะเทือนโลก! นิโคลัส มาดูโร ประธานาธิบดีเวเนซุเอลา พร้อมภริยา ถูกควบคุมตัวถึงฐานทัพในนิวยอร์กแล้ว เกิดอะไรขึ้น? และอะไรจะเกิดขึ้นต่อจากนี้? มาติดตามรายละเอียดไปพร้อมๆ กัน

ตามรายงานจากสำนักข่าวต่างประเทศ เครื่องบินที่นำตัว นิโคลัส มาดูโร ประธานาธิบดีเวเนซุเอลา และซิเลีย ฟลอเรส ภริยา เดินทางถึงฐานทัพอากาศสจ๊วตในรัฐนิวยอร์ก เมื่อช่วงบ่ายของวันที่ 3 มกราคม 2568 ตามเวลาท้องถิ่นของสหรัฐอเมริกา ข่าวนี้สร้างความตกตะลึงให้กับหลายฝ่าย และเกิดคำถามมากมายเกี่ยวกับอนาคตของเวเนซุเอลา

นิโคลัส มาดูโร ประธานาธิบดีเวเนซุเอลา ถึงฐานทัพในนิวยอร์กแล้ว

คาดการณ์กันว่า นิโคลัส มาดูโร จะถูกนำตัวขึ้นศาลในสัปดาห์หน้า เพื่อพิจารณาคดีที่เกี่ยวข้องกับข้อกล่าวหาสำคัญหลายประการ ทั้งเรื่องยาเสพติดและอาวุธปืน โดยการพิจารณาคดีจะเกิดขึ้นที่ศาลรัฐบาลกลางในเมืองแมนแฮตตัน ซึ่งเป็นศูนย์กลางทางกฎหมายที่สำคัญของสหรัฐฯ

ปฏิบัติการจับกุมนิโคลัส มาดูโร

เบื้องหลังการมาถึงนิวยอร์กของ นิโคลัส มาดูโร ประธานาธิบดีเวเนซุเอลา นั้น มีปฏิบัติการทางทหารที่เกิดขึ้นในเวเนซุเอลาเมื่อช่วงเช้ามืดที่ผ่านมา โดยสหรัฐฯ ประสบความสำเร็จในการจับกุมตัวมาดูโรและภริยา มีรายงานข่าวว่าทั้งสองถูก “ลากตัวออกมาจากห้องนอน” ภายในบ้านพักที่ได้รับการคุ้มกันอย่างแน่นหนาในกรุงการากัส เมืองหลวงของเวเนซุเอลา

ข้อกล่าวหาที่มีต่อนายมาดูโรนั้นร้ายแรงและมีหลายข้อหา สหรัฐฯ ฟ้องร้องเขาในข้อหาสมคบคิดก่อการร้ายค้ายาเสพติด, สมคบคิดนำเข้าโคเคน, ครอบครองปืนกลและอุปกรณ์ทำลายล้าง และที่สำคัญคือ สมคบคิดครอบครองปืนกลและอุปกรณ์ทำลายล้างเพื่อต่อต้านสหรัฐอเมริกา ซึ่งหากพบว่ามีความผิดจริง บทลงโทษที่เขาจะได้รับนั้นอาจรุนแรงอย่างยิ่ง

สถานการณ์ในเวเนซุเอลาภายใต้การนำของมาดูโรนั้นเผชิญกับความท้าทายมากมาย ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง การจับกุมตัวเขาในครั้งนี้จึงอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในประเทศ และอาจส่งผลกระทบต่อภูมิภาคลาตินอเมริกาโดยรวม

ต่อไปนี้เป็นประเด็นที่น่าสนใจและต้องจับตามอง:

  • ผลกระทบต่อเสถียรภาพทางการเมืองในเวเนซุเอลา
  • การเปลี่ยนแปลงในนโยบายต่างประเทศของเวเนซุเอลา
  • อนาคตของความสัมพันธ์ระหว่างเวเนซุเอลาและสหรัฐฯ
  • ปฏิกิริยาจากนานาชาติต่อเหตุการณ์นี้

การจับกุม นิโคลัส มาดูโร ประธานาธิบดีเวเนซุเอลา และการนำตัวเขามาขึ้นศาลในสหรัฐฯ ถือเป็นเหตุการณ์สำคัญที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ความเคลื่อนไหวนี้อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในประวัติศาสตร์ของเวเนซุเอลาและภูมิภาคลาตินอเมริกา เราคงต้องรอดูกันต่อไปว่าผลลัพธ์สุดท้ายของเรื่องนี้จะเป็นอย่างไร และจะส่งผลกระทบต่อโลกของเราอย่างไรบ้าง

ที่มา – นิโคลัส มาดูโร ประธานาธิบดีเวเนซุเอลา ถึงฐานทัพในนิวยอร์กแล้ว

รอง ปธน.เวเนฯ ยัน “มาดูโร” คือผู้นำคนเดียวของประเทศ

รองประธานาธิบดีเวเนซุเอลา ยืนยัน “มาดูโร” คือผู้นำคนเดียวของประเทศ หลังมีข่าวว่าสหรัฐฯ จะเข้ามาบริหารประเทศ

เมื่อวันเสาร์ที่ 3 มกราคม 2568 ที่ผ่านมา นางเดลซี โรดริเกซ รองประธานาธิบดีแห่งเวเนซุเอลา ได้ออกมาแถลงการณ์สดผ่านทางโทรทัศน์จากกรุงการากัส โดยเน้นย้ำถึงจุดยืนว่านายนิโคลัส มาดูโร คือประธานาธิบดีเพียงหนึ่งเดียวของเวเนซุเอลา ท่ามกลางสถานการณ์ความตึงเครียดภายหลังจากการบุกโจมตีและจับกุมตัวนายมาดูโรพร้อมภริยาโดยกองทัพสหรัฐฯ ในช่วงเช้ามืดของวันเสาร์ (ตามเวลาท้องถิ่น)

คำแถลงดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกา ได้กล่าวว่า เธอคือผู้นำคนใหม่ของประเทศ หลังจากการจับกุมตัวมาดูโรโดยกองกำลังสหรัฐฯ

ในการแถลงข่าวครั้งนี้ โรดริเกซ นั่งอยู่เคียงข้างบุคคลสำคัญระดับสูงในรัฐบาลหลายท่าน อาทิ ดิออสดาโด คาเบโย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย, ฮอร์เก โรดริเกซ ประธานสมัชชาแห่งชาติ รวมถึงผู้นำทางทหารอีกหลายคน โดยเธอยังได้ระบุว่ารัฐบาลมีความพร้อมอย่างเต็มที่ที่จะ “ปกป้อง” เวเนซุเอลา หลังจากที่ทรัมป์ได้ประกาศว่าสหรัฐฯ จะเป็นผู้ “บริหาร” ประเทศ

“เราจะไม่มีวันหวนกลับไปเป็นอาณานิคมอีก” นางโรดริเกซ กล่าวอย่างหนักแน่น พร้อมทั้งประณาม “การรุกราน” จากสหรัฐอเมริกา และประกาศว่า “คำพูดของประธานาธิบดี (มาดูโร) คือสิ่งเดียวที่ชี้นำพวกเรา”

นอกจากนี้ นางโรดริเกซ ยังได้แจ้งว่าสภาป้องกันประเทศ (Defence Council) ได้เริ่มปฏิบัติหน้าที่แล้ว และเปิดเผยว่า จะมีการตอบสนองเพิ่มเติมจากรัฐบาลเวเนซุเอลาในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า

“ถึงเวเนซุเอลาของเรา ถึงประชาชนของเรา ที่นี่มีรัฐบาลที่ชัดเจน” เธอกล่าว พร้อมเสริมว่าเวเนซุเอลายินดีที่จะเปิดรับการเจรจาที่เป็นไปอย่างเคารพซึ่งกันและกันและถูกต้องตามกฎหมาย

รอง ปธน.เวเนซุเอลา ยืนยัน “มาดูโร” คือผู้นำคนเดียวของประเทศ

สถานการณ์ในเวเนซุเอลายังคงเป็นที่จับตามองของนานาชาติ หลังจากการแทรกแซงของสหรัฐฯ และการยืนยันจากรอง ปธน.เวเนซุเอลา ว่า “มาดูโร” คือผู้นำคนเดียวของประเทศ ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางการเมืองที่เกิดขึ้น

ความเคลื่อนไหวล่าสุดเกี่ยวกับ “มาดูโร” คือผู้นำคนเดียวของประเทศ

การที่รอง ปธน.เวเนซุเอลา ยืนยัน “มาดูโร” คือผู้นำคนเดียวของประเทศนั้น เป็นการแสดงออกถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการรักษาอำนาจและความเป็นเอกราชของชาติ อย่างไรก็ตาม สถานการณ์จริงในสนามอาจมีความซับซ้อนมากกว่านั้น และต้องติดตามกันต่อไปว่าสถานการณ์จะคลี่คลายไปในทิศทางใด

ผลกระทบของการแทรกแซงจากภายนอกอาจส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของประชาชนเวเนซุเอลา และอาจนำไปสู่ความขัดแย้งที่รุนแรงยิ่งขึ้น การเจรจาอย่างสันติและเคารพซึ่งกันและกันจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการแก้ไขปัญหา

การที่นางโรดริเกซ ออกมายืนยันว่า รอง ปธน.เวเนซุเอลา ยืนยัน “มาดูโร” คือผู้นำคนเดียวของประเทศ นั้นแสดงให้เห็นถึงความพยายามที่จะสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลยังคงควบคุมสถานการณ์ได้ แต่ในขณะเดียวกัน ก็ต้องยอมรับว่าสถานการณ์ทางการเมืองในเวเนซุเอลายังคงเปราะบางและอาจมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา

เวเนซุเอลาเป็นประเทศที่มีทรัพยากรธรรมชาติมากมาย แต่เนื่องจากปัญหาทางการเมืองและเศรษฐกิจ ทำให้ประเทศต้องเผชิญกับความยากลำบาก การแก้ไขปัญหาเหล่านี้จำเป็นต้องมีความร่วมมือจากทุกฝ่ายทั้งในประเทศและต่างประเทศ และต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญ

ดังนั้น การที่รอง ปธน.เวเนซุเอลา ย้ำว่า “มาดูโร” คือผู้นำคนเดียวของประเทศ จึงเป็นเพียงส่วนหนึ่งของสถานการณ์ที่ซับซ้อนและอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา การติดตามข่าวสารและวิเคราะห์สถานการณ์อย่างรอบคอบจึงเป็นสิ่งสำคัญ

ที่มา – รอง ปธน.เวเนซุเอลา ยืนยัน “มาดูโร” คือผู้นำคนเดียวของประเทศ

ทรัมป์จ่อให้บริษัทน้ำมันสหรัฐฯ ดูแลพลังงานเวเนฯ

โดนัลด์ ทรัมป์เผยว่า จะให้บริษัทน้ำมันของสหรัฐฯ เข้าไปดูแลโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในเวเนซุเอลา และว่าจะซ่อมแซมโครงสร้างพื้นฐานดังกล่าว และสร้างรายได้ให้แก่เวเนซุเอลา

เมื่อวันเสาร์ที่ 3 ม.ค. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ จัดงานแถลงข่าวที่รีสอร์ท มาร์-อา-ลาโก ในรัฐฟลอริดา เปิดเผยความคืบหน้าหลังสหรัฐฯ มีปฏิบัติการทางทหารในเวเนซุเอลา และจับกุมตัวประธานาธิบดี นิโคลัส มาดูโร พร้อมกับภริยา แล้วส่งตัวมาดำเนินคดีในสหรัฐฯ

ช่วงหนึ่ง นายทรัมป์ประกาศว่า เขามีแผนที่จะอนุญาตให้บริษัทน้ำมันของสหรัฐฯ เข้าไปดูแลโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของเวเนซุเอลา ซึ่งเป็นประเด็นที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง

“เราจะให้บริษัทน้ำมันขนาดใหญ่มากของสหรัฐฯ ซึ่งเป็นบริษัทที่ใหญ่ที่สุดในโลก เข้าไปลงทุนด้วยเงินหลายพันล้านดอลลาร์ เพื่อซ่อมแซมโครงสร้างพื้นฐานที่เสียหายอย่างหนัก ทั้งโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมัน และเริ่มสร้างรายได้ให้กับประเทศ” ทรัมป์กล่าวถึงแผนการที่เขาคาดหวังว่าจะช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจของเวเนซุเอลา

นอกจากนั้น สหรัฐฯ จะคงกำลังทหารอยู่ในภูมิภาคต่อไปอีกระยะเวลาหนึ่ง โดยนายทรัมป์กล่าวว่า สหรัฐฯ จะส่งทหารเข้าไปในเวเนซุเอลาเพื่อรักษาความปลอดภัยแหล่งน้ำมัน พร้อมให้คำมั่นว่ารายได้ที่ได้มานั้นจะนำไปใช้ชดเชยให้แก่ชาวเวเนซุเอลาและสหรัฐฯ สำหรับความเสียหายที่เกิดขึ้นภายใต้การนำของมาดูโร

ก่อนหน้านี้ นายทรัมป์ระบุว่า สหรัฐฯ จะบริหารเวเนซุเอลาเป็นการชั่วคราว หลังจากนายมาดูโรถูกจับกุม และจะบริหารจนกว่าจะมีการเปลี่ยนผ่านอำนาจได้อย่าง ปลอดภัย, เหมาะสม และรอบคอบ

นายทรัมป์บอกอีกว่า ขณะนี้สหรัฐฯ กำลังทำงานร่วมกับ เดลซี โรดริเกซ รองประธานาธิบดีเวเนซุเอลา โดยมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ “เพิ่งจะได้พูดคุยกับเธอ และโดยพื้นฐานแล้วเธอยินดีที่จะทำในสิ่งที่เราคิดว่าจำเป็น เพื่อทำให้เวเนซุเอลากลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง”

ทรัมป์เสริมด้วยว่า “โรดริเกซคุยกับมาร์โกอยู่นาน และเธอบอกว่า ‘เราจะทำทุกอย่างที่คุณต้องการ’ … ผมคิดว่าเธอสุภาพมาก แต่จริงๆ แล้วเธอไม่มีทางเลือกมากนัก”

สถานการณ์ในเวเนซุเอลายังคงมีความซับซ้อน และบทบาทของบริษัทน้ำมันสหรัฐฯ ในการดูแลภาคพลังงาน จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและการเมืองของประเทศนี้อย่างมีนัยสำคัญ การตัดสินใจของทรัมป์ที่จะให้ ทรัมป์จ่ออนุญาต ให้บริษัทน้ำมันสหรัฐฯ ดูแลภาคพลังงานในเวเนซุเอลา จึงเป็นที่จับตามองจากทั่วโลก

การเข้าไปมีส่วนร่วมของบริษัทน้ำมันสหรัฐฯ ในเวเนซุเอลา อาจนำมาซึ่งความเปลี่ยนแปลงในหลายด้าน ทั้งในแง่ของการลงทุน การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และการสร้างรายได้ให้กับประเทศ อย่างไรก็ตาม ยังมีข้อกังวลเกี่ยวกับผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และความโปร่งใสในการดำเนินงาน

การตัดสินใจครั้งนี้ของทรัมป์ สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามของสหรัฐฯ ในการมีบทบาทในเวเนซุเอลา แม้ว่าจะยังมีความท้าทายและความไม่แน่นอนอยู่มาก แต่ก็เป็นก้าวสำคัญที่อาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในอนาคตของเวเนซุเอลา

อนาคตของเวเนซุเอลาจะเป็นอย่างไรต่อไป ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ ทั้งการเจรจาระหว่างฝ่ายต่างๆ การสนับสนุนจากนานาชาติ และความสามารถในการบริหารจัดการทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ การที่ ทรัมป์จ่ออนุญาต ให้บริษัทน้ำมันสหรัฐฯ ดูแลภาคพลังงานในเวเนซุเอลา นั้นเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้น

ทรัมป์จ่ออนุญาต ให้บริษัทน้ำมันสหรัฐฯ ดูแลภาคพลังงานในเวเนซุเอลา

การเข้ามาของบริษัทน้ำมันสหรัฐฯ จะช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจของเวเนซุเอลาได้จริงหรือไม่ เป็นคำถามที่หลายคนกำลังสงสัย การลงทุน การพัฒนาเทคโนโลยี และการสร้างงาน อาจเป็นผลดีที่เห็นได้ชัดเจน แต่ในขณะเดียวกัน ก็ต้องคำนึงถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับสิ่งแวดล้อมและสังคม

อนาคตภาคพลังงานเวเนซุเอลาภายใต้การดูแลของสหรัฐฯ

การเข้ามาของบริษัทน้ำมันสหรัฐฯ อาจทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในด้านต่างๆ ดังนี้:

  • การปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน: บริษัทสหรัฐฯ อาจลงทุนในการซ่อมแซมและปรับปรุงโรงกลั่นน้ำมัน ท่อส่งน้ำมัน และโรงไฟฟ้า
  • การเพิ่มผลผลิตน้ำมัน: ด้วยเทคโนโลยีและ know-how ของบริษัทสหรัฐฯ อาจทำให้เวเนซุเอลาสามารถเพิ่มผลผลิตน้ำมันดิบได้
  • การสร้างงาน: การลงทุนใหม่ๆ อาจนำไปสู่การจ้างงานในภาคพลังงานและอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง
  • การสร้างรายได้: การขายน้ำมันดิบที่เพิ่มขึ้นอาจสร้างรายได้ให้กับรัฐบาลเวเนซุเอลา

อย่างไรก็ตาม ยังมีข้อควรระวังหลายประการ:

  • ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม: การขุดเจาะน้ำมันอาจส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพ
  • ความโปร่งใส: การดำเนินงานของบริษัทน้ำมันต้องมีความโปร่งใสและตรวจสอบได้
  • การแบ่งปันผลประโยชน์: รายได้จากการขายน้ำมันต้องถูกแบ่งปันอย่างยุติธรรมให้กับประชาชนชาวเวเนซุเอลา

การตัดสินใจของ ทรัมป์จ่ออนุญาต ให้บริษัทน้ำมันสหรัฐฯ ดูแลภาคพลังงานในเวเนซุเอลา ถือเป็นความท้าทายครั้งใหญ่สำหรับเวเนซุเอลา การบริหารจัดการทรัพยากรอย่างชาญฉลาดและความร่วมมือจากทุกภาคส่วน จะเป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดอนาคตของประเทศนี้

สิ่งที่เกิดขึ้นในเวเนซุเอลาเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับประเทศอื่นๆ ที่มีทรัพยากรธรรมชาติ การใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืนและเป็นธรรม จะนำไปสู่การพัฒนาที่แท้จริงและยั่งยืน

ที่มา – ทรัมป์จ่ออนุญาต ให้บริษัทน้ำมันสหรัฐฯ ดูแลภาคพลังงานในเวเนซุเอลา

จีนประณามสหรัฐฯ โจมตีอธิปไตยเวเนซุเอลา

จีนประณามสหรัฐฯ โจมตีอธิปไตยเวเนซุเอลา ชี้ละเมิด ก.ม.ระหว่างประเทศ

สถานการณ์ระหว่างประเทศกลับมาร้อนระอุอีกครั้ง เมื่อจีนออกมาประณามการกระทำของสหรัฐฯ ต่อเวเนซุเอลาอย่างรุนแรง โดยมองว่าเป็นการ จีนประณามสหรัฐฯ โจมตีอธิปไตยเวเนซุเอลา และเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศอย่างชัดเจน เหตุการณ์นี้ส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และความมั่นคงในภูมิภาคลาตินอเมริกาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 3 มกราคม 2569 เมื่อกระทรวงต่างประเทศของจีนได้ออกแถลงการณ์ผ่านแพลตฟอร์ม X ประณามการปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ ในเวเนซุเอลา ซึ่งนำไปสู่การจับกุมตัวประธานาธิบดี นิโคลัส มาดูโร และภริยา โดยมีรายงานว่าทั้งสองถูกส่งตัวไปยังสหรัฐฯ เพื่อดำเนินคดี

โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของจีนได้แสดงความตกใจและประณามอย่างรุนแรงต่อการกระทำของสหรัฐฯ โดยระบุว่าการใช้กำลังอย่างโจ่งแจ้งต่อรัฐอธิปไตยและการกระทำต่อประธานาธิบดีมาดูโรนั้น เป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้

ทำไมจีนถึงออกมาประณามสหรัฐฯ อย่างรุนแรง?

การ จีนประณามสหรัฐฯ โจมตีอธิปไตยเวเนซุเอลา นั้น มีเหตุผลหลายประการ จีนมองว่าการกระทำของสหรัฐฯ เป็นการละเมิดอธิปไตยและกฎหมายระหว่างประเทศอย่างร้ายแรง ซึ่งขัดต่อหลักการพื้นฐานของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ นอกจากนี้ จีนยังมีความกังวลว่าการกระทำดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาคลาตินอเมริกา ซึ่งจีนมีผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและการเมืองอยู่ด้วย

จีนได้แสดงจุดยืนอย่างชัดเจนว่าคัดค้านการกระทำของสหรัฐฯ และเรียกร้องให้สหรัฐฯ เคารพกฎหมายระหว่างประเทศ รวมถึงวัตถุประสงค์และหลักการของกฎบัตรสหประชาชาติ และยุติการละเมิดอธิปไตยและความมั่นคงของประเทศอื่น

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้เกิดคำถามมากมายเกี่ยวกับอนาคตของเวเนซุเอลาและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การแทรกแซงจากภายนอกไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม มักจะนำมาซึ่งความไม่มั่นคงและความขัดแย้งที่รุนแรงยิ่งขึ้น

ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการ จีนประณามสหรัฐฯ โจมตีอธิปไตยเวเนซุเอลา ต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและเศรษฐกิจโลก:

  • ความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นระหว่างจีนและสหรัฐฯ: เหตุการณ์นี้อาจทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างสองมหาอำนาจแย่ลงไปอีก ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความร่วมมือในประเด็นสำคัญระดับโลก
  • ความไม่มั่นคงในภูมิภาคลาตินอเมริกา: การแทรกแซงจากภายนอกอาจนำไปสู่ความขัดแย้งและความไม่มั่นคงทางการเมืองในภูมิภาค ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและการค้า
  • ผลกระทบต่อตลาดน้ำมัน: เวเนซุเอลาเป็นผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองอย่างกะทันหันอาจส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันในตลาดโลก

จีนและสหรัฐฯ เป็นสองประเทศที่มีบทบาทสำคัญในเวทีโลก การที่ทั้งสองประเทศมีความขัดแย้งกันย่อมส่งผลกระทบต่อความมั่นคงและสันติภาพของโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งโดยสันติวิธีและการเคารพอธิปไตยของแต่ละประเทศเป็นสิ่งสำคัญเพื่อให้เกิดความมั่นคงและเจริญรุ่งเรืองร่วมกัน

อนาคตของเวเนซุเอลายังคงไม่แน่นอน แต่สิ่งหนึ่งที่ชัดเจนคือการแทรกแซงจากภายนอกไม่ใช่ทางออก การสร้างความปรองดองและความร่วมมือภายในประเทศเป็นสิ่งสำคัญเพื่อให้เวเนซุเอลาสามารถก้าวข้ามอุปสรรคและสร้างอนาคตที่สดใสกว่าเดิม

การ จีนประณามสหรัฐฯ โจมตีอธิปไตยเวเนซุเอลา เป็นสัญญาณที่บ่งบอกถึงความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นในเวทีโลก และความสำคัญของการเคารพอธิปไตยของแต่ละประเทศ เพื่อรักษาสันติภาพและความมั่นคง

ที่มา – จีนประณามสหรัฐฯ โจมตีอธิปไตยเวเนซุเอลา ชี้ละเมิด ก.ม.ระหว่างประเทศ

ทรัมป์เผย พามาดูโรฯ มาสหรัฐฯ ด้วยเรือรบ

เรื่องราวสุดฮือฮาจากอดีตประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ที่ออกมาเปิดเผยว่า กำลังนำตัว นิโคลัส มาดูโร ประธานาธิบดีเวเนซุเอลา พร้อมภริยา มายังสหรัฐอเมริกาด้วยเรือรบ ยูเอสเอส อิโวจิมะ เรื่องนี้สร้างความตกตะลึงและเป็นที่จับตามองของทั่วโลก

เมื่อวันที่ 3 มกราคม 2569 (วันที่ระบุในข่าวต้นฉบับ) โดนัลด์ ทรัมป์ ได้ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ ในเวเนซุเอลา ซึ่งนำไปสู่การจับกุมตัว นายนิโคลัส มาดูโร และภริยา เพื่อนำตัวมาดำเนินคดีในสหรัฐฯ หลายข้อหา นี่คือจุดเริ่มต้นของการเดินทางที่น่าเหลือเชื่อ

ทรัมป์เผย พามาดูโรฯ มาสหรัฐฯ ด้วยเรือรบ

ใจความสำคัญอยู่ที่การยืนยันของทรัมป์ว่า มาดูโรและภริยาอยู่บนเรือ ยูเอสเอส อิโวจิมะ จริงๆ และเรือกำลังมุ่งหน้าไปยังนิวยอร์ก ทำให้เรื่องนี้ดูเหมือนเป็นฉากหนึ่งในภาพยนตร์

“ใช่แล้ว เรืออิโวจิมะ พวกเขาอยู่บนเรือลำนั้น” ทรัมป์กล่าวย้ำในการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์กับ Fox News เช้าวันเสาร์ “พวกเขากำลังมุ่งหน้าสู่นิวยอร์ก เฮลิคอปเตอร์พาตัวพวกเขาออกมา พวกเขาเดินทางด้วยเฮลิคอปเตอร์ในเที่ยวบินที่สะดวกสบาย ผมมั่นใจว่าพวกเขาคงจะชอบมัน แต่พวกเขา … พวกเขาฆ่าคนมาเยอะมาก อย่าลืมข้อนั้นด้วย” คำพูดของทรัมป์แสดงให้เห็นถึงความขัดแย้งและความซับซ้อนของสถานการณ์

รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ ทรัมป์เผย พามาดูโรฯ มาสหรัฐฯ ด้วยเรือรบ

เมื่อถูกถามถึง “ทางออก” หรือข้อเสนอที่เคยให้กับมาดูโร ทรัมป์ตอบว่า “พื้นฐานเลยคือผมบอกว่า คุณต้องยอมแพ้ คุณต้องมอบตัว” นี่คือเงื่อนไขที่ชัดเจนและตรงไปตรงมา

ทรัมป์ยังเสริมว่าเขาได้พูดคุยกับมาดูโรเมื่อสัปดาห์ก่อน “นี่เป็นสัญลักษณ์ที่สำคัญมาก และเรา—ผมได้มีการหารือกัน ผมได้คุยกับเขาด้วยตัวเองเลย แต่ผมบอกว่า คุณต้องยอมแพ้ คุณต้องมอบตัว” การสนทนาโดยตรงนี้เน้นย้ำถึงความพยายามในการแก้ไขสถานการณ์ผ่านทางการเจรจา

เรื่องราวของ ทรัมป์เผย พามาดูโรฯ มาสหรัฐฯ ด้วยเรือรบ กลายเป็นประเด็นร้อนแรงที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางในแวดวงการเมืองระหว่างประเทศ การกระทำดังกล่าวไม่เพียงแต่แสดงให้เห็นถึงความเด็ดขาดของสหรัฐฯ ภายใต้การนำของทรัมป์ (ในขณะนั้น) แต่ยังสะท้อนถึงความสัมพันธ์ที่ตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และเวเนซุเอลา

มีหลายประเด็นที่น่าสนใจให้พิจารณาเกี่ยวกับเรื่องนี้:

  • ความถูกต้องของข้อมูล: ข้อมูลที่ทรัมป์เปิดเผยนั้นเป็นความจริงหรือไม่?
  • เหตุผลเบื้องหลังการกระทำ: อะไรคือแรงจูงใจที่แท้จริงของทรัมป์ในการนำตัวมาดูโรมายังสหรัฐฯ?
  • ผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ: เหตุการณ์นี้จะส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ, เวเนซุเอลา, และประเทศอื่นๆ อย่างไร?

ทรัมป์เผย พามาดูโรฯ มาสหรัฐฯ ด้วยเรือรบ ถือเป็นข่าวที่สร้างความสั่นสะเทือนไปทั่วโลก และยังคงเป็นประเด็นที่น่าติดตามอย่างใกล้ชิดต่อไป การตัดสินใจและผลลัพธ์ที่ตามมาจะส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อการเมืองระหว่างประเทศในอนาคต

สถานการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และความสำคัญของการตัดสินใจของผู้นำในการกำหนดทิศทางของโลก แม้ว่าข้อมูลดังกล่าวจะมาจากแหล่งข่าวในปี 2569 แต่ก็ยังเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจเกี่ยวกับพลวัตของอำนาจและการเมืองระหว่างประเทศ

ที่มา – ทรัมป์เผย กำลังพามาดูโรมาสหรัฐฯ ด้วยเรือรบ ยูเอสเอส อิโวจิมะ

ยุโรปตอบโต้! สหรัฐฯ โจมตีเวเนซุเอลา จับมาดูโร


ชาติยุโรปเริ่มออกมาแสดงปฏิกิริยาตอบโต้ต่อการโจมตีเวเนซุเอลา จับกุมประธานาธิบดีมาดูโรของสหรัฐฯ แล้ว โดยส่วนใหญ่เรียกร้องให้ปฏิบัติตามกฎหมายระหว่างประเทศ แต่เบลารุสประณามสหรัฐฯ อย่างรุนแรง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป กับชาติยุโรปอื่นๆ เริ่มออกมาแสดงความเห็นกันแล้ว หลังจากสหรัฐฯ เปิดฉากปฏิบัติการทางทหารในเวเนซุเอลา พร้อมประกาศจับกุมตัวประธานาธิบดี นิโคลัส มาดูโร กับภริยา และกำลังพาตัวทั้งสองไปดำเนินคดีในสหรัฐฯ

นาย อันโตนิโอ กอสต้า ประธานสภายุโรป กล่าวว่าเขากำลังติดตามสถานการณ์ด้วยความกังวลอย่างยิ่ง และเรียกร้องให้มีการลดระดับความตึงเครียด “สหภาพยุโรปจะยังคงสนับสนุนแนวทางแก้ไขปัญหาอย่างสันติ เป็นประชาธิปไตย และครอบคลุมทุกภาคส่วนในเวเนซุเอลา”

ขณะที่นาง เออร์ซูลา วอน แดร์ เลเยน ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป โพสต์ข้อความบน X ว่า คณะกรรมาธิการ “ยืนหยัดเคียงข้างชาวเวเนซุเอลา และสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านอย่างสันติและเป็นประชาธิปไตย แนวทางแก้ไขใดๆ จะต้องเคารพกฎหมายระหว่างประเทศและกฎบัตรสหประชาชาติ”

ด้านนาย อันดรีย์ ซิบีฮา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศยูเครน ระบุผ่าน X ว่า “ประชาชนชาวเวเนซุเอลาต้องมีโอกาสที่จะมีชีวิตปกติ มีความปลอดภัย ความเจริญรุ่งเรือง และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์” และเสริมว่า ประเทศของเขาไม่ยอมรับความชอบธรรมตามกฎหมายของมาดูโร หลังจัดการเลือกตั้งที่เต็มไปด้วยการทุจริต และการใช้ความรุนแรงต่อผู้ประท้วง

ส่วนนาง มาเรีย สเตเนอร์การ์ด รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสวีเดน โพสต์ข้อความผ่าน X ว่า ประเทศของเธอ “เคยระบุไว้ก่อนหน้านี้แล้วว่า นิโคลัส มาดูโร ขาดความชอบธรรม” แต่เสริมว่า “อย่างไรก็ตาม ทุกรัฐมีหน้าที่รับผิดชอบในการเคารพและปฏิบัติตามกฎหมายระหว่างประเทศ การเคารพกฎหมายระหว่างประเทศถือเป็นผลประโยชน์ด้านนโยบายความมั่นคงในระยะยาวของสวีเดน”

กระทรวงการต่างประเทศสวิตเซอร์แลนด์เรียกร้องให้มีการ “ลดระดับความตึงเครียด การยับยั้งชั่งใจ และการเคารพกฎหมายระหว่างประเทศ รวมถึงข้อห้ามในการใช้กำลังและหลักการเคารพในบูรณภาพแห่งดินแดน” พร้อมระบุว่าเชื่อว่าไม่มีพลเมืองสวิสได้รับผลกระทบจากการโจมตี และกำลังเฝ้าติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

นางวีโอซา ออสมานี ประธานาธิบดีโคโซโว กล่าวว่าประเทศของเธอ “ยืนหยัดอย่างมั่นคง” เคียงข้างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ “เมื่ออเมริกาเป็นผู้นำ เราภาคภูมิใจที่ได้ยืนหยัดร่วมกัน เพราะเสรีภาพโดยรวมของเราขึ้นอยู่กับสิ่งนี้” เธอโพสต์ผ่าน X

ขณะที่นายอเล็กซานเดอร์ ลูคาเชนโก ประธานาธิบดีเบลารุส ได้ออกมา “ประณามอย่างเด็ดขาด” ต่อการกระทำของสหรัฐฯ ในเวเนซุเอลา ตามรายงานจากสำนักข่าวเบลตาของรัฐบาลเบลารุส ขณะที่กระทรวงการต่างประเทศเบลารุสระบุเช่นกันว่า “การก้าวร้าวทางทหาร” ของสหรัฐฯ เป็น “ภัยคุกคามโดยตรง” ต่อสันติภาพและความมั่นคงระหว่างประเทศ

ด้าน เซอร์ เคียร์ สตาร์เมอร์ นายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร กล่าวว่า จำเป็นต้องมีการตรวจสอบข้อเท็จจริง ซึ่งเขาจะหารือกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เกี่ยวกับปฏิบัติการทางทหารในเวเนซุเอลา โดยย้ำด้วยว่า “ผมพูดและเชื่อเสมอว่าเราทุกคนควรยึดถือตามกฎหมายระหว่างประเทศ”

เซอร์สตาร์เมอร์ยืนยันว่า สหราชอาณาจักร “ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องไม่ว่าทางใดก็ตาม” ในการโจมตีกรุงคารากัส

ส่องปฏิกิริยายุโรป หลังสหรัฐฯ โจมตีเวเนซุเอลา จับกุมประธานาธิบดีมาดูโร

สถานการณ์ในเวเนซุเอลายังคงเป็นประเด็นร้อนแรงที่ทั่วโลกจับตามอง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ปฏิกิริยาจากนานาชาติ ต่อการโจมตีเวเนซุเอลา จับกุมประธานาธิบดีมาดูโรโดยสหรัฐฯ ซึ่งสร้างความกังวลและความขัดแย้งในหลายภาคส่วน

ทำไมปฏิกิริยาของยุโรปต่อการโจมตีเวเนซุเอลา จับกุมประธานาธิบดีมาดูโรจึงสำคัญ

ยุโรปมีบทบาทสำคัญในเวทีการเมืองระหว่างประเทศ และมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจขององค์กรระหว่างประเทศต่างๆ ปฏิกิริยาของประเทศในยุโรปต่อสถานการณ์ในเวเนซุเอลา จึงอาจส่งผลกระทบต่อท่าทีของนานาชาติต่อวิกฤตการณ์ที่เกิดขึ้น

จากที่กล่าวมาข้างต้น เราจะเห็นได้ว่าชาติยุโรปส่วนใหญ่มุ่งเน้นไปที่การรักษากฎหมายระหว่างประเทศ และการแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธี แม้ว่าหลายประเทศจะไม่ยอมรับความชอบธรรมของรัฐบาลมาดูโร แต่ก็ยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของการเคารพอธิปไตยของเวเนซุเอลา

แม้ว่าสถานการณ์ในเวเนซุเอลายังคงมีความไม่แน่นอน แต่การตอบสนองของประชาคมระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งยุโรป แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะรักษาสันติภาพและความมั่นคงระหว่างประเทศ และส่งเสริมการแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธี

ที่มา – ส่องปฏิกิริยายุโรป หลังสหรัฐฯ โจมตีเวเนซุเอลา จับกุมประธานาธิบดีมาดูโร

Scroll to top