นโยบายของรัฐบาล

นายกฯ ปลื้ม กระแสไทยช่วยไทยพลัส คึกคัก ชาวบ้านขออย่าหยุด

นายกฯ ปลื้ม กระแสไทยช่วยไทยพลัส คึกคัก ชาวบ้านขออย่าหยุด

กลายเป็นประเด็นที่สร้างความฮือฮาให้กับพ่อค้าแม่ค้าและประชาชนในพื้นที่ตลาดสดอยู่ไม่น้อย เมื่อ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมบรรยากาศการจับจ่ายใช้สอยจริงและติดตามความคืบหน้าของโครงการ นายกฯ ปลื้ม กระแสไทยช่วยไทยพลัส คึกคัก ชาวบ้านขออย่าหยุด ซึ่งถือเป็นนโยบายเรือธงของรัฐบาลในการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากท่ามกลางความท้าทายจากสถานการณ์โลกในปัจจุบัน

จากการลงพื้นที่ตลาดศรีย่าน นายกรัฐมนตรีได้เห็นภาพความคึกคักของการจับจ่ายใช้สอย พี่น้องประชาชนต่างให้การตอบรับอย่างดีเยี่ยมในการใช้สิทธิผ่านโครงการ ซึ่งไม่ได้จำกัดอยู่แค่ร้านก๋วยเตี๋ยวเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมไปถึงร้านของชำ ร้านผลไม้ และกิจการขนาดเล็กทั่วทุกมุมเมือง การลงพื้นที่ครั้งนี้ถือเป็นการตอกย้ำความตั้งใจของรัฐบาลที่ต้องการให้เม็ดเงินหมุนเวียนลงสู่มือประชาชนโดยตรง

เสียงสะท้อนจากประชาชนเมื่อ นายกฯ ปลื้ม กระแสไทยช่วยไทยพลัส คึกคัก ชาวบ้านขออย่าหยุด

เมื่อสอบถามถึงความรู้สึกของประชาชน นายกรัฐมนตรีเปิดเผยว่า เสียงสะท้อนที่ได้รับกลับมาส่วนใหญ่คือ “ขออย่าได้หยุด” เพราะโครงการนี้ช่วยบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายเรื่องค่าน้ำ ค่าไฟ และค่าครองชีพได้จริง ทำให้นายกฯ ถึงกับลั่นวาจาว่ารัฐบาลจะต้อง “หาเรื่องพลัสไปเรื่อยๆ” เพื่อนำโครงการดีๆ มาสนับสนุนคุณภาพชีวิตของคนไทยให้ต่อเนื่องไม่ขาดตอน

นอกจากนี้ รัฐบาลยังได้กำหนดแนวทางในการดำเนินนโยบายในอนาคต ดังนี้:

  • การหมุนเวียนเศรษฐกิจ: เน้นย้ำให้ผู้ประกอบการรายย่อยเข้าถึงระบบเพื่อรับสิทธิได้อย่างทั่วถึง
  • การรับฟังความเห็น: พร้อมปรับปรุงหลักเกณฑ์ที่ไม่เอื้ออำนวยให้สอดคล้องกับความเป็นจริงของชาวบ้าน
  • การประชาสัมพันธ์: ปรับกลยุทธ์ให้เข้าถึงผู้ที่ยังไม่ทราบวิธีใช้งาน

อย่างไรก็ตาม ในส่วนของบัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่มีกระแสวิพากษ์วิจารณ์เรื่องหลักเกณฑ์การลดหย่อนภาษีนั้น นายกรัฐมนตรียืนยันว่ารัฐบาลพร้อมเปิดใจรับฟังทุกความคิดเห็นและยินดีที่จะแก้ไขให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนอย่างเป็นธรรมที่สุด โดยจะไม่มีการปรับเปลี่ยนหลักเกณฑ์กะทันหันในรอบปัจจุบัน แต่จะนำข้อผิดพลาดหรือสิ่งที่คาดไม่ถึงไปปรับปรุงพัฒนาในโครงการต่อๆ ไป

โดยสรุปแล้ว การทำงานของรัฐบาลในชุดนี้เน้นไปที่การเอาใจใส่ใกล้ชิดกับปัญหาของประชาชน หากนโยบายใดได้รับเสียงตอบรับที่ดี ก็มีแนวโน้มที่จะต่อยอดและเพิ่มมาตรการใหม่ๆ เข้ามาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ดีที่ผู้นำให้ความสำคัญกับการลงพื้นที่จริงเพื่อฟังคำตอบจากปากของชาวบ้านโดยตรง ทั้งนี้ เชื่อว่าในอนาคตเราจะได้เห็นมาตรการอื่นๆ ที่ช่วยขับเคลื่อนรายได้ในกระเป๋าของพี่น้องประชาชนให้มากขึ้นอย่างแน่นอน

ที่มา – นายกฯ ปลื้ม กระแสไทยช่วยไทยพลัส คึกคัก ชาวบ้านขออย่าหยุด ลั่นต้องหาเรื่องพลัสไปเรื่อยๆ

รัฐบาลกวาดล้างยาเสพติด 1 เดือน ยึดยาบ้า 128 ล้านเม็ด

รัฐบาลกวาดล้างยาเสพติด 1 เดือน ยึดยาบ้า 128 ล้านเม็ด

เป็นข่าวดีที่สร้างความอุ่นใจให้กับคนไทยไม่น้อยเลยครับ เมื่อล่าสุดทางรัฐบาลได้ออกมาเผยผลการดำเนินงานปฏิบัติการเชิงรุกเพื่อกวาดล้างเครือข่ายค้ายาเสพติดทั่วประเทศ ในช่วงตลอดระยะเวลา 1 เดือน ตั้งแต่วันที่ 28 เมษายน ถึงวันที่ 29 พฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้ถือว่าน่าประทับใจเป็นอย่างยิ่งครับ

สรุปผลปฏิบัติการรัฐบาลกวาดล้างยาเสพติด 1 เดือน ยึดยาบ้า 128 ล้านเม็ด

จากการบูรณาการความร่วมมือกันระหว่างสำนักงานตำรวจแห่งชาติและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รัฐบาลได้ดำเนินการปิดล้อมและตรวจค้นจนสามารถทำลายเครือข่ายค้ายาเสพติดไปได้มากกว่า 1,611 เครือข่าย โดยมีผลการตรวจยึดของกลางและสถิติที่น่าสนใจดังนี้ครับ:

  • ยาบ้ากว่า 128 ล้านเม็ด
  • ไอซ์จำนวน 9,225 กิโลกรัม
  • คีตามีน 434 กิโลกรัม
  • เฮโรอีน 140 กิโลกรัม
  • อาวุธปืน 322 กระบอก และระเบิด 1 ลูก

นอกจากของกลางเหล่านี้แล้ว ทางเจ้าหน้าที่ยังสามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ถึง 19,406 คน และอายัดทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดมูลค่ารวมกว่า 631 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นการตัดวงจรทางการเงินของเครือข่ายยาเสพติดอย่างจริงจังครับ

รัฐบาลยังคงเน้นย้ำนโยบายปราบปรามยาเสพติดอย่างเข้มข้น โดยมองว่าการทำลายเครือข่ายตั้งแต่ต้นทางไปจนถึงระดับผู้จำหน่ายในพื้นที่เป็นหัวใจสำคัญ เพื่อปกป้องเยาวชนและสังคมไทยให้ห่างไกลจากปัญหายาเสพติด การร่วมมือกันระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐกับประชาชนถือเป็นพลังสำคัญที่สุดในการจัดการกับปัญหานี้ให้หมดสิ้นไปจากสังคมไทยอย่างถาวร

สุดท้ายนี้ หากทุกคนพบเห็นเบาะแสการกระทำผิดเกี่ยวกับยาเสพติด อย่าได้นิ่งเฉยนะครับ สามารถแจ้งเหตุได้ที่สายด่วน 191 หรือ 1599 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง หรือแจ้งสถานีตำรวจในพื้นที่ใกล้บ้าน เพื่อร่วมกันส่งต่อสังคมที่ปลอดภัยให้กับลูกหลานไทยในอนาคตครับ

ที่มา – รัฐบาลกวาดล้างยาเสพติด 1 เดือน ยึดยาบ้า 128 ล้านเม็ด ไอซ์ 9 ตัน อายัดทรัพย์กว่า 631 ล้านบาท

“ไชยชนก” ยัน ไม่หนุนเปิดด่านไทย-กัมพูชา

“ไชยชนก” ยืนยันไม่หนุนเปิดด่านไทย-กัมพูชา เชื่อสังคมอาจตีความผิด ชี้ระหว่างจัดการเรื่อง MOU 44 ไม่ควรเปิดช่องเพิ่มความเสี่ยง

วันที่ 12 ก.ย. 2568 นายไชยชนก ชิดชอบ สส.บุรีรัมย์ และเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงกรณีข้อตกลงของคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) ระหว่างประเทศไทย-กัมพูชา ในการพิจารณาเปิดด่านชายแดน ไทย-กัมพูชาว่า สิ่งที่ไม่อยากให้พี่น้องประชาชนเข้าใจผิดเพราะกระแสออนไลน์ตอนนี้ไปอีกทิศทางหนึ่ง ขณะนี้สถานการณ์ยังไม่นิ่งไม่สงบยังไม่มีความชัดเจน และเรากำลังเดินหน้าพิจารณาเรื่องการยกเลิก MOU 43 และ 44 จึงเป็นเวลาไม่เหมาะสมอย่างยิ่งที่จะต้องเปิดด่าน และตามกระแสสังคมที่เห็น อาจมีการตีความผิดพลาด จากการสื่อสารที่ระบุว่านายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี มีนโยบายแบบนี้ แต่ส่วนตัวมั่นใจว่านายอนุทินเป็นหนึ่งในคนที่รักชาติและสถาบันมากที่สุด อีกทั้งที่ผ่านมาพรรคภูมิใจไทยไปคลุกคลีในพื้นที่ 4 จังหวัดที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา ในการลงไปดูแลพี่น้องประชาชนที่ศูนย์อพยพ นำคนออกจากบ้าน และมีคนคิดสั้น จึงเชื่อว่าเป็นการสื่อสารที่ผิด เข้าใจผิดว่าเป็นนโยบายของนายอนุทิน ทั้งนี้เห็นว่าไม่เหมาะสม น่าจะเป็นภัยต่อประเทศ

เมื่อถามถึงกรณีแม่ทัพภาค 2 ไม่สนับสนุนเปิดด่าน นายไชยชนก กล่าวว่า ทุกคนก็คิดเช่นนี้ได้ การปิดด่านไทย-กัมพูชา เศรษฐกิจได้รับผลกระทบตามแนวชายแดน แต่สิ่งที่กระทบมากที่สุดคือเศรษฐกิจของประเทศ เรารู้ข้อมูลอยู่แล้วว่าบ่อนต่างๆ ในกัมพูชา ผู้ใช้ส่วนใหญ่คือคนไทย และการปิดจะส่งผลกระทบต่อเขามหาศาล และยังไม่รวมถึงธุรกิจอื่นๆ ที่ตอนนี้มีคำพูดว่ามีประเทศที่ 3 กดดัน ซึ่งตนเข้าใจทุกเรื่อง แต่ต้องถามว่าประชาชนคนไทยอยู่ตรงไหนในสมการนี้

ไม่เปิดด่านจนกว่าจัดการปัญหาเสร็จสิ้น

“ผมเชื่อว่าในวันนี้คนที่ได้รับผลกระทบ ปัญหาเศรษฐกิจปากท้องมากที่สุด คือคนที่อยู่ในพื้นที่ ผมมั่นใจว่าทุกคนจะบอกเป็นเสียงเดียวกัน ว่าอย่าเปิด จะให้ปิดไปอีกนานเท่าใดก็ตาม ตราบใดที่มันปลอดภัยแล้ว เราจะจัดการเรื่องนี้อย่างถาวรได้ เขายินดี เราควรคิดหาวิธีประคองให้ผ่านช่วงนี้ไปได้โดยไม่ต้องเปิดด่าน จนกว่าจะได้รับความชัดเจน” นายไชยชนก กล่าว

นายไชยชนก กล่าวอีกว่า สิ่งที่ห่วงเป็นพิเศษคือ ช่วงเราจัดการเรื่อง MOU 44 อยู่ที่เป็นหัวใจสำคัญของทุกปัญหาที่เกิดขึ้นระหว่างเวลา 20 ปี มีเรื่องทรัพยากรในทะเลมาเกี่ยวข้อง ถ้าเรื่องนี้กำลังจะถูกยุติลง การที่เราเปิดด่าน ตนว่า จะมีความเสี่ยงเพิ่มเติม เหมือนเป็นการเปิดช่องทางให้สร้างความโกลาหลได้ จึงไม่ควรเปิดช่องทางเลย

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ล่าสุด นายไชยชนก ชิดชอบ สส.บุรีรัมย์ ออกมาแสดงความเห็นอย่างชัดเจนว่า เขาไม่สนับสนุนการเปิดด่านไทย-กัมพูชาในขณะนี้ โดยให้เหตุผลว่าสถานการณ์ยังไม่นิ่ง และอาจมีการตีความผิดในสังคม

ทำไมนายไชยชนกถึงไม่หนุนเปิดด่านไทย-กัมพูชา?

นายไชยชนกให้เหตุผลหลักๆ สองประการในการไม่สนับสนุนการเปิดด่าน ประการแรกคือ สถานการณ์ชายแดนยังไม่นิ่งและยังไม่มีความชัดเจน การเปิดด่านในขณะนี้อาจเป็นการเพิ่มความเสี่ยงโดยไม่จำเป็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาที่กำลังพิจารณาเรื่องการยกเลิก MOU 43 และ 44

ประการที่สอง นายไชยชนกเชื่อว่าการเปิดด่านอาจนำไปสู่การตีความผิดในสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีการสื่อสารที่อาจคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับนโยบายของนายกรัฐมนตรี

ผลกระทบจากการไม่เปิดด่านไทย-กัมพูชา

ถึงแม้ว่าการไม่เปิดด่านอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจตามแนวชายแดน แต่สิ่งที่นายไชยชนกให้ความสำคัญมากกว่าคือความปลอดภัยและความมั่นคงของประเทศ เขามองว่าการเปิดด่านในขณะนี้อาจเป็นการเปิดช่องทางให้เกิดปัญหาต่างๆ ตามมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาที่เกี่ยวข้องกับเรื่อง MOU 44

นายไชยชนกยังกล่าวอีกว่า เขาเข้าใจถึงแรงกดดันจากภายนอกที่อาจมีผลต่อการตัดสินใจเรื่องการเปิดด่าน แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการคำนึงถึงผลประโยชน์ของประชาชนคนไทยเป็นหลัก

“ไชยชนก” ยืนยันไม่หนุนเปิดด่านไทย-กัมพูชา เพราะห่วงความปลอดภัยและความมั่นคงของชาติ แม้ว่าจะมีผลกระทบทางเศรษฐกิจบ้าง แต่การรักษาผลประโยชน์ของประชาชนต้องมาก่อนความเห็นของนายไชยชนกสะท้อนให้เห็นถึงความกังวลเกี่ยวกับการเปิดด่านในสถานการณ์ที่ไม่แน่นอนเช่นนี้ การพิจารณาอย่างรอบคอบจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้การตัดสินใจเป็นไปเพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศชาติและประชาชน

ดังนั้น เราควรสนับสนุนการตัดสินใจที่ไม่เร่งรีบในการเปิดด่านชายแดนจนกว่าสถานการณ์จะมีความชัดเจนและปลอดภัย เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

ที่มา – “ไชยชนก” ยืนยันไม่หนุนเปิดด่านไทย-กัมพูชา เชื่อสังคมอาจตีความผิด

Scroll to top