นโยบายพรรคเพื่อไทย

“ภท. – พท.” ถกนโยบาย “มนพร” เผย เพื่อไทย ดูด้านสังคมเป็นหลัก

“ภท. – พท.” ถกนโยบาย “มนพร” เผย เพื่อไทย ดูด้านสังคมเป็นหลัก เป็นประเด็นร้อนในวงการการเมืองไทย เมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2569 พรรคภูมิใจไทยและพรรคเพื่อไทยได้จัดการประชุมหารือเรื่องนโยบายสำคัญ เพื่อเตรียมแถลงต่อสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งจะเป็นก้าวแรกของรัฐบาลใหม่ที่เน้นความร่วมมือระหว่างพรรคร่วมรัฐบาล

“ภท. – พท.” ถกนโยบาย “มนพร” เผย เพื่อไทย ดูด้านสังคมเป็นหลัก

การประชุมครั้งนี้จัดขึ้นเวลา 13.00 น. ที่สำนักงานพรรคภูมิใจไทย โดยมีนางมนพร เจริญศรี รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย และนายเผ่าภูมิ โรจนสกุล รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย เข้าร่วมหารือกับแกนนำพรรคภูมิใจไทย นอกจากเรื่องนโยบายแล้ว ยังมีการพูดคุยถึงการทำงานในวิปรัฐบาลและกรอบการทำงานในสภา เพื่อให้ทุกอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพสูงสุด

นางมนพร เปิดเผยว่า พรรคเพื่อไทยมุ่งเน้นนโยบายด้านสังคมเป็นหลัก เช่น การช่วยเหลือประชาชนในด้านสวัสดิการ การศึกษา สุขภาพ และการลดความเหลื่อมล้ำ ซึ่งนโยบายเหล่านี้มีความคล้ายคลึงกับพรรคภูมิใจไทยในหลายประเด็น ทำให้การถกเถียงครั้งนี้เป็นไปอย่างสร้างสรรค์ โดยจะคัดเลือกนโยบายที่เหมาะสมบรรจุในร่างแถลงนโยบายของนายกรัฐมนตรี

รายละเอียดการถกนโยบายระหว่าง “ภท. – พท.”

นายเผ่าภูมิ ย้ำว่านโยบายที่พรรคเพื่อไทยนำเสนอจะเป็นสิ่งที่เคยหาเสียงไว้ แต่ต้องอยู่ในขอบเขตความรับผิดชอบของพรรค และพิจารณาความคล้ายคลึงกับพรรคภูมิใจไทย เพื่อหลีกเลี่ยงความซ้ำซ้อน เมื่อถูกถามถึงนโยบายค้างคาจากสมัยรัฐบาลเศรษฐาและแพทองธาร เขาตอบว่าต้องหารือกันก่อนว่าจะสานต่อได้หรือไม่ โดยวันนี้เป็นการพูดคุยอย่างเป็นทางการเพื่อเจรจารายละเอียด

ในส่วนของการปรับนโยบาย นายเผ่าภูมิเน้นย้ำถึงหลักการ “กลมกล่อม” และ “สอดคล้องกัน” ในฐานะพรรคร่วมรัฐบาล ต้องมีการปรับแต่งบางส่วนให้เข้ากัน เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนและประเทศชาติ หากพรรคภูมิใจไทยเสนอปรับบางนโยบายของเพื่อไทย ก็ยินดีหารือเพื่อหาทางออกที่ดีที่สุด

  • นโยบายด้านสังคมของเพื่อไทย: เน้นสวัสดิการประชาชน ลดความเหลื่อมล้ำ
  • ความคล้ายคลึงกับภูมิใจไทย: ในด้านเศรษฐกิจฐานรากและการพัฒนาท้องถิ่น
  • กรอบการทำงาน: วิปรัฐบาลและสภา เพื่อความเป็นเอกภาพ

การถกนโยบายครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของทั้งสองพรรคในการสร้างรัฐบาลที่มั่นคง โดยเฉพาะในสถานการณ์การเมืองที่ผันผวน พรรคเพื่อไทยซึ่งมีนโยบายประชานิยมเข้มข้น จะช่วยเสริมจุดแข็งให้กับพรรคภูมิใจไทยที่เน้นนโยบายเชิงปฏิบัติ หากนโยบายเหล่านี้ผ่านสภาได้ จะเป็นโอกาสทองในการแก้ปัญหาเรื้อรังของไทย เช่น หนี้ครัวเรือน การว่างงาน และความยากจน

นอกจากนี้ ผู้สังเกตการณ์การเมืองมองว่าการร่วมมือ “ภท. – พท.” จะช่วยลดความขัดแย้งภายในรัฐบาล และเร่งรัดการผลักดันนโยบายที่เป็นรูปธรรม เช่น โครงการเงินดิจิทัล การปฏิรูประบบสาธารณสุข และการศึกษาฟรีตั้งแต่เด็กเล็ก ซึ่งเคยเป็นจุดขายหลักของเพื่อไทย

อย่างไรก็ตาม ยังมีประเด็นที่ต้องจับตา เช่น การจัดสรรงบประมาณและความรับผิดชอบกระทรวงต่างๆ ที่อาจกระทบต่อการนำนโยบายไปปฏิบัติจริง แต่จากท่าทีของทั้งสองฝ่าย คาดว่าจะมีข้อสรุปในไม่ช้า

ในมุมมองของผู้เขียน การถกเถียงนโยบายแบบนี้เป็นสัญญาณบวก แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลใหม่ให้ความสำคัญกับประชาชนมากกว่าอำนาจส่วนตัว หากทำได้จริง จะช่วยฟื้นฟูความเชื่อมั่นในระบบการเมืองไทยได้อย่างมาก

ติดตามข่าวสารการเมืองอัปเดตได้ที่บล็อกของเรา เพื่อไม่พลาดทุกความเคลื่อนไหวสำคัญ!

ที่มา – “ภท. – พท.” ถกนโยบาย “มนพร” เผย เพื่อไทย ดูด้านสังคมเป็นหลัก

“อนุทิน” ไม่ทราบจริงๆ งูเห่าส้มโผล่โหวตนายกฯ ขอบคุณทุกเสียง

“อนุทิน” ไม่ทราบจริงๆ งูเห่าส้มโผล่โหวตนายกฯ ขอบคุณทุกเสียง เป็นประเด็นร้อนที่หลายคนให้ความสนใจในแวดวงการเมืองไทยช่วงนี้ โดยเฉพาะหลังจากการประชุมสำคัญที่รัฐสภา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้ให้สัมภาษณ์แบบตรงไปตรงมาที่สร้างความประหลาดใจให้กับสื่อมวลชนและประชาชน

“อนุทิน” ไม่ทราบจริงๆ งูเห่าส้มโผล่โหวตนายกฯ ขอบคุณทุกเสียง

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อเวลา 15.00 น. วันที่ 19 มีนาคม 2569 ณ รัฐสภา หลังจากนายอนุทิน เดินทางออกจากอาคารรัฐสภาหลังการประชุมศูนย์บริหารสถานการณ์ (ศบก.) ผู้สื่อข่าวต่างพากันรุมถามถึงเรื่อง “งูเห่าส้ม” จากพรรคประชาชนที่โผล่มาลงคะแนนสนับสนุนเลือกนายกรัฐมนตรี 1 เสียง ซึ่งเป็นเสียงที่คาดไม่ถึง นายอนุทินตอบอย่างชัดเจนว่า “ไม่ทราบครับ” และเมื่อถูกถามต่อถึงเหตุผลที่ ส.ส. รายนี้โหวตสนับสนุน นายอนุทินย้ำอีกครั้งว่า “ไม่ทราบเลยจริงๆ” แต่สิ่งที่น่าประทับใจคือ ท่านนายกฯ ยังคงขอบคุณทุกเสียง ทั้งที่เลือกและไม่เลือก โดยระบุว่า “ถือว่าทำงานเพื่อประชาชนด้วยกัน” ก่อนจะขอตัวไปทำธุระ

บริบทการเมืองเบื้องหลังงูเห่าส้ม

คำว่า “งูเห่าส้ม” หมายถึง ส.ส. จากพรรคประชาชนที่แปรปรวนในการลงคะแนน โดยปกติพรรคประชาชนซึ่งมีสัญลักษณ์สีส้มมักจะมีจุดยืนชัดเจน แต่การโหวตสนับสนุนนายอนุทินครั้งนี้กลายเป็นเซอร์ไพรส์ใหญ่ ทำให้เกิดคำถามมากมายในหมู่ผู้ติดตามข่าวการเมือง การโหวต 1 เสียงนี้มีความสำคัญเพราะอาจส่งผลต่อสมดุลอำนาจในสภา โดยเฉพาะในช่วงที่การจัดตั้งรัฐบาลและการเลือกนายกรัฐมนตรีกำลังเข้มข้น

นอกจากนี้ เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงการคุยนโยบายกับพรรคเพื่อไทย นายอนุทินบอกว่า “คุยกันตลอดเวลา” แสดงให้เห็นถึงการประสานงานระหว่างพรรคที่ต่อเนื่อง ส่วนคำถามที่ว้าว่าเป็นนายกเต็มตัวแล้วรู้สึกอย่างไร ท่านตอบว่า “ยังๆ รอขั้นตอน” ซึ่งสะท้อนถึงความรอบคอบและไม่ประมาท

ความหมายของคำขอบคุณทุกเสียง

คำพูดของนายอนุทินที่ว่า “ขอบคุณทุกเสียง ทั้งที่เลือกและไม่เลือก” เป็นตัวอย่างของผู้นำที่ยึดมั่นในหลักประชาธิปไตย แม้จะไม่ทราบที่มาของเสียงนั้น แต่ก็ให้เกียรติทุกฝ่าย นี่คือจุดแข็งที่ทำให้ภาพลักษณ์ของท่านเป็นที่ชื่นชอบในสายตาประชาชน การเมืองไทยในยุคนี้เต็มไปด้วยการแข่งขันดุเดือด แต่การแสดงออกแบบนี้ช่วยลดความขัดแย้งและส่งเสริม unity

  • เหตุการณ์เกิดหลังประชุมศบก. ที่รัฐสภา
  • นายอนุทินยืนยันไม่ทราบเรื่องงูเห่าส้มจริงๆ
  • ขอบคุณทุกเสียงเพื่อประชาชน
  • คุยนโยบายกับเพื่อไทยตลอดเวลา
  • ยังไม่ใช่นายกเต็มตัว รอขั้นตอน

จากเหตุการณ์นี้ เราสามารถวิเคราะห์ได้ว่าการเมืองไทยกำลังเข้าสู่ giai đoạnใหม่ที่ทุกเสียงมีค่า แม้แต่เสียงงูเห่า 1 เสียงก็อาจพลิกเกมได้ นายอนุทินแสดงให้เห็นถึงความเป็นมืออาชีพในการรับมือสื่อและสถานการณ์ไม่คาดฝัน ซึ่งเป็นคุณสมบัติสำคัญของผู้นำที่ดี

ในมุมมองของผู้เขียน การกระทำเช่นนี้ช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนที่เบื่อหน่ายการเมืองแบบเก่าๆ หากทุกฝ่ายยึดหลัก “ทำเพื่อประชาชน” อย่างแท้จริง อนาคตของไทยจะสดใสยิ่งขึ้น คุณล่ะคิดเห็นอย่างไรกับเรื่อง “อนุทิน” ไม่ทราบจริงๆ งูเห่าส้มโผล่โหวตนายกฯ ขอบคุณทุกเสียง? เชิญแสดงความคิดเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ได้อ่านด้วยนะ!

ที่มา – “อนุทิน” ไม่ทราบจริงๆ งูเห่าส้มโผล่โหวตนายกฯ ขอบคุณทุกเสียง

เพื่อไทยร่วมรัฐบาล มีโอกาสทำงานให้ประชาชนได้มากกว่า

สวัสดีครับทุกคน! วันนี้เรามาคุยกันเรื่องการเมืองร้อนๆ ที่กำลังเป็นกระแส พรรคเพื่อไทยร่วมรัฐบาล มีโอกาสทำงานให้ประชาชนได้มากกว่าการเป็นฝ่ายค้าน นี่คือคำย้ำจากนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทยเองเลยนะครับ หลังจากที่พรรคตัดสินใจเข้าร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคภูมิใจไทย

เพื่อไทยร่วมรัฐบาล มีโอกาสทำงานให้ประชาชนได้มากกว่า

เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2569 นายจุลพันธ์ โพสต์เฟซบุ๊กชี้แจงแบบชัดๆ ว่าพรรคเพื่อไทยทุ่มสุดตัวหาเสียง นำเสนอนโยบายเจ๋งๆ เพื่อให้คนไทยมีโอกาส มีความมั่นคง ชีวิตดีขึ้น แต่ผลเลือกตั้งออกมา พวกเขาได้อันดับ 3 เสียงไม่มากพอ นี่ไม่ใช่ความผิดของประชาชนหรอกครับ แต่เป็นบทเรียนที่ต้องเอากลับมาปรับปรุงนโยบายให้ตรงใจมากขึ้น

สิ่งสำคัญคือเคารพเสียงประชาชนที่เลือกพรรคภูมิใจไทยเป็นอันดับ 1 แบบห่างๆ นั่นคือประชาธิปไตยแท้ๆ พรรคเพื่อไทยในฐานะอันดับ 3 เลยต้องชั่งใจหนักๆ ระหว่างร่วมรัฐบาลหรือเป็นฝ่ายค้าน คำตอบคือ เพื่อไทยร่วมรัฐบาล มีโอกาสทำงานให้ประชาชนได้มากกว่า เพราะจะได้ลงมือแก้ปัญหาจริงๆ ไม่ใช่แค่วิจารณ์เฉยๆ

ทำไมเพื่อไทยถึงเลือก “ร่วมรัฐบาล” แบบมีขอบเขตชัดเจน

นายจุลพันธ์ ย้ำชัดว่าการร่วมกันไม่ได้แปลว่าเพื่อไทยกลายเป็นส่วนหนึ่งของภูมิใจไทยนะครับ พวกเขายังคงอิสระ มีจุดยืนและอุดมการณ์ของตัวเอง ขอบเขตการร่วมก็กำหนดไว้แน่นอน เสียงประชาชนไม่เท่ากัน การทำงานร่วมกันคือการรวมพลังเพื่อประชาชนอีกกลุ่ม

ส่วนประเด็นฮั้ว สว. หรือเขากระโดง พรรคยังเดินหน้าต่อ แต่ตระหนักดีว่าไม่ได้เป็นเสียงข้างมาก ไม่ใช่แกนนำ ถ้าประชาชนอยากให้จัดการเต็มที่ คงให้เสียงถล่มทลาย แต่ผลคือไม่ใช่ประเด็นหลักสำหรับคนส่วนใหญ่ ต้องเคารพหลักประชาธิปไตยรัฐสภา

  • ข้อดีของการร่วมรัฐบาล: ได้ใช้เสียงทุกที่นั่งให้เกิดประโยชน์สูงสุด
  • เคารพประชาชน: ทุกการตัดสินใจรับผิดชอบต่อผู้เลือกตั้ง
  • ไม่ใช่รวมพรรค: รักษาอิสระ ปัดข่าวลือกลายเป็นภูมิใจไทย
  • บทเรียนเลือกตั้ง: ปรับนโยบายให้ดีขึ้นในอนาคต

สุดท้าย หัวหน้าพรรคเพื่อไทยบอกว่าถ้าทำผิดพลาด ประชาชนจะตัดสินในการเลือกตั้งหน้า พวกเขาตระหนักดีว่าทุกก้าวเดินต้องรับผิดชอบต่อทุกเสียงที่ได้มา นี่คือการเมืองที่成熟จริงๆ ครับ

ส่วนตัวผมคิดว่า การตัดสินใจแบบนี้ฉลาดนะครับ เพราะการเมืองไทยซับซ้อน ถ้าอยู่ฝ่ายค้านอาจพูดได้แต่ทำไม่ได้ แต่ร่วมรัฐบาลแล้วจะผลักดันนโยบายได้จริง คุณล่ะคิดยังไงกับเรื่องเพื่อไทยร่วมรัฐบาล มีโอกาสทำงานให้ประชาชนได้มากกว่า? มาคอมเมนต์แชร์ความเห็นกันด้านล่างเลยครับ จะได้แลกเปลี่ยนมุมมอง!

จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย

ที่มา – เพื่อไทยร่วมรัฐบาล มีโอกาสทำงานให้ประชาชนได้มากกว่า ปัดกลายเป็นส่วนหนึ่งของภูมิใจไทย

“จุลพันธ์” เผยยังไม่ถูกภูมิใจไทยทาบทามตั้งรัฐบาล

“จุลพันธ์” เผยยังไม่ถูกภูมิใจไทยทาบทามตั้งรัฐบาล บอกอะไรก็เกิดขึ้นได้ อยู่ที่อุดมการณ์-นโยบาย เป็นประเด็นร้อนหลังผลการเลือกตั้งทั่วไปล่าสุด เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2567 (ตามข้อมูล) ที่พรรคเพื่อไทยได้อันดับ 3 สร้างความสนใจให้กับนักการเมืองและประชาชนอย่างมาก วันนี้เราจะมาสรุปสถานการณ์และคำให้สัมภาษณ์สำคัญๆ กัน

“จุลพันธ์” เผยยังไม่ถูกภูมิใจไทยทาบทามตั้งรัฐบาล บอกอะไรก็เกิดขึ้นได้ อยู่ที่อุดมการณ์-นโยบาย

บรรยากาศที่ทำการพรรคเพื่อไทยคึกคักตั้งแต่เช้า แกนนำพรรคทยอยเข้ามา เช่น นายชูศักดิ์ ศิรินิล รองหัวหน้า, นายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาฯ, นายภูมิธรรม เวชยชัย และน.ส.แพทองธาร ชินวัตร ที่ใช้ประตูหลังเพื่อประชุมประเมินสถานการณ์หลังเลือกตั้ง นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกฯ เปิดเผยตอน 13.59 น. ว่า ยังไม่มีการติดต่อจากพรรคภูมิใจไทยเรื่องร่วมรัฐบาล เพียงแค่มา

คุยกันเฉยๆ

ชูศักดิ์ย้ำต้องคิดให้หนักก่อนร่วมรัฐบาล

เวลา 15.06 น. นายชูศักดิ์ให้สัมภาษณ์หลังประชุมว่า ยังไม่ได้ตัดสินใจอะไร วิเคราะห์ผลเลือกตั้งที่ต่ำกว่าคาดจากหลายปัจจัย มีทั้งข้อดีข้อเสียของการร่วมรัฐบาล ต้องฟังทุกฝ่ายรวมถึงกองเชียร์ เพราะมีผลต่ออนาคตการเมืองครั้งหน้า ย้ำว่าต้องตัดสินใจดีๆ ไม่ใช่เรื่องเล็ก

ต่อมา 15.50 น. นายจุลพันธ์ยอมรับเสียใจผลเลือกตั้งเล็กน้อย แต่ตั้งหลักได้แล้ว พรรคมี ส.ส.เกือบ 80 คน ไม่ใช่น้อย จะเดินหน้าทำงานเพื่อประชาชนต่อ สำหรับข่าวลือพรรคภูมิใจไทยทาบทาม พรรคเพื่อไทยยังไม่ถูกทาบ และรอให้พรรคเสียงมากสุดนำจัดตั้ง จุดยืนเปิดกว้าง หากตรงอุดมการณ์-นโยบาย อะไรก็เกิดขึ้นได้

วิเคราะห์ผลเลือกตั้งและบทเรียนพรรคเพื่อไทย

นายจุลพันธ์ชี้ว่าผลต่ำกว่าคาดเพราะตั้งเป้าสูงเพื่อประชาชน แต่ยอมรับการตัดสินใจของประชาชน แม้มีอุปสรรคจากการเปลี่ยนขั้วรัฐบาลก่อนหน้า แต่ฐานเสียงยังอยู่ โดยเฉพาะ ส.ส.เกือบ 80 ที่จะทำงานต่อ ในพื้นที่เชียงใหม่ที่แคนดิเดตนายกฯ 2 คนไม่ได้ที่นั่ง ไม่ใช่ปิดฉาก แต่ต้องปรับปรุงนโยบาย ตัวบุคคล ให้ตอบโจทย์มากขึ้น พรรคเพื่อไทยไม่สูญพันธุ์ เป็นสถาบันการเมืองที่พร้อมสู้ครั้งหน้า

ส่วนปัจจัยแพ้ เช่น กระแสชาตินิยมช่วยภูมิใจไทย คลิปอังเคิลกระทบ หรือยกจังหวัดในพื้นที่แข็ง นายจุลพันธ์บอกมีหลายองค์ประกอบ จะลงพื้นที่ถอดบทเรียนกับเลขาฯประเสริฐ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ผู้อำนวยการเลือกตั้ง ย้ำให้รอหัวหน้าพรรค

  • ยังไม่มีการทาบทามจากภูมิใจไทย
  • ตัดสินใจจากอุดมการณ์-นโยบายเป็นหลัก
  • พรรคเพื่อไทยตั้งหลักได้ รักษาฐานเสียง
  • เตรียมถอดบทเรียนเพื่อเลือกตั้งหน้า

สถานการณ์การเมืองไทยหลังเลือกตั้งนี้ชัดเจนว่าพรรคภูมิใจไทยได้คะแนนนำ จะเป็นผู้นำจัดตั้งรัฐบาล พรรคเพื่อไทยในฐานะอันดับ 3 มีบทบาทสำคัญหากถูกเชิญ แต่จุลพันธ์ย้ำ “จุลพันธ์” เผยยังไม่ถูกภูมิใจไทยทาบทามตั้งรัฐบาล บอกอะไรก็เกิดขึ้นได้ อยู่ที่อุดมการณ์-นโยบาย ทำให้อนาคตยังเปิดกว้าง

มุมมองอนาคต: พรรคเพื่อไทยจะกลับมาแข็งแกร่ง?

จากประสบการณ์การเมืองไทย พรรคที่ปรับตัวดีมักคัมแบ็คได้ พรรคเพื่อไทยมีนโยบายประชาชนศูนย์กลาง หากถอดบทเรียนได้ดี โดยเฉพาะพื้นที่แดนไทบ้านอย่างเชียงใหม่ และจัดการปัจจัยภายนอก น่าจะกลับมานำในอนาคต ในมุมนี้ การไม่รีบตัดสินใจร่วมรัฐบาลแสดงถึงความรอบคอบ

ติดตามพัฒนาการการจัดตั้งรัฐบาลได้ที่บล็อกนี้ เราจะอัปเดตข่าวการเมืองล่าสุดเพื่อคุณ! ความเห็นส่วนตัว: การเมืองไทยต้องเน้นนโยบายที่ชัดเจนเพื่อประชาชนจริงๆ ถึงจะยั่งยืน

ที่มา – “จุลพันธ์” เผยยังไม่ถูกภูมิใจไทยทาบทามตั้งรัฐบาล บอกอะไรก็เกิดขึ้นได้ อยู่ที่อุดมการณ์-นโยบาย

กกต. แจงปมตรวจสอบนโยบายเพื่อไทย ถูกกฎหมาย

ช่วงนี้ข่าวการเมืองร้อนแรงมาก โดยเฉพาะเรื่องนโยบายพรรคการเมืองที่ถูกตั้งคำถามจากประชาชนและสื่อต่างๆ ล่าสุดมีประเด็นที่ได้รับความสนใจคือ กกต. แจงปมตรวจสอบนโยบายเพื่อไทย ซึ่งหลายคนแชร์ข่าวว่าพรรคเพื่อไทยไม่ได้ยื่นเอกสารนโยบายแจกเงินตามกฎหมาย และ กกต. เตรียมสั่งปรับ แต่จริงๆ แล้วไม่เป็นอย่างนั้นเลยครับ

กกต. แจงปมตรวจสอบนโยบายเพื่อไทย

เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2567 เวลา 16.20 น. สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ออกเอกสารชี้แจงอย่างเป็นทางการ กรณีที่มีข่าวในโซเชียลมีเดียอ้างว่าพรรคเพื่อไทยละเมิดกฎหมายเรื่องนโยบาย “เศรษฐีเงินล้านวันละ 9 คน” ซึ่งเป็นนโยบายแจกเงินให้ประชาชน กกต. ยืนยันชัดเจนว่าข่าวดังกล่าวไม่เป็นความจริง พรรคเพื่อไทยได้ส่งเอกสารนโยบายที่ต้องใช้จ่ายเงินมาให้คณะกรรมการตรวจสอบพิจารณาแล้ว และทุกอย่างถูกต้องตามกฎหมาย

นอกจากนี้ คณะกรรมการตรวจสอบนโยบายพรรคการเมืองและ กกต. ยังไม่มีมติหรือความเห็นใดๆ ตามที่ข่าวลือแพร่กระจาย กกต. จึงขอให้สื่อมวลชนและประชาชนใช้ความระมัดระวังในการเผยแพร่หรือส่งต่อข้อมูลที่ยังไม่ได้รับการยืนยันจากแหล่งที่มา官方 เพื่อป้องกันความคลาดเคลื่อนที่อาจกระทบความเชื่อมั่นในกระบวนการเลือกตั้ง

นโยบาย “เศรษฐีเงินล้านวันละ 9 คน” คืออะไร

นโยบายนี้ของพรรคเพื่อไทยเป็นส่วนหนึ่งของโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยมุ่งหวังให้ประชาชนมีรายได้เพิ่มขึ้นผ่านการแจกเงินหรือสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ แต่ถูกตั้งคำถามว่าต้องใช้เงินงบประมาณมหาศาลหรือไม่ ซึ่งตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พรรคต้องยื่นเอกสารนโยบายที่เกี่ยวข้องกับการใช้เงินเพื่อให้ กกต. ตรวจสอบ หากไม่ยื่นหรือไม่ถูกต้องจึงจะถูกดำเนินการ แต่ในกรณีนี้ พรรคเพื่อไทยทำครบถ้วนแล้ว

กระบวนการตรวจสอบนโยบายพรรคการเมืองของ กกต.

กกต. มีหน้าที่สำคัญในการรักษาความโปร่งใสของการเลือกตั้ง โดยมีขั้นตอนตรวจสอบดังนี้

  • รับเอกสารนโยบาย: พรรคต้องยื่นเอกสารนโยบายที่ประกาศโฆษณาหรือหาเสียง หากเกี่ยวข้องกับการใช้เงิน
  • ตรวจสอบความถูกต้อง: ดูว่าตรงตามกฎหมายหรือไม่ เช่น ไม่เกินงบประมาณรัฐ ไม่หลอกลวงประชาชน
  • แจ้งผล: หากพบปัญหาจะแจ้งพรรคให้แก้ไข หรือสั่งปรับ หากฝ่าฝืน
  • ชี้แจงสาธารณะ: ออกแถลงการณ์หากมีข่าวลือ เพื่อป้องกัน Fake News

จากข้อมูลล่าสุด กกต. ยืนยันว่ากกต. แจงปมตรวจสอบนโยบายเพื่อไทย แล้วว่าไม่มีปัญหา และหากมีคืบหน้าจะแจ้งผ่านช่องทางอย่างเป็นทางการ

ทำไมข่าวลือแบบนี้ถึงแพร่กระจายง่าย

ในยุคโซเชียลมีเดีย ข่าวปลอมหรือข้อมูลบิดเบือนแพร่เร็วมาก โดยเฉพาะช่วงเลือกตั้งที่ทุกฝ่ายอยากครองวาระการเมือง กรณีนี้คล้ายกับข่าวก่อนหน้าที่ กกต. ตรวจพบ 51 พรรคมีนโยบายไม่ตรงปก ส่อหนี้สินพุ่ง รวมถึงพรรคของ “เต้” มงคลกิตติ์ที่ฝ่าฝืนประกาศ กกต. (อ่านเพิ่มเติมได้ที่ ลิงก์นี้)

ประชาชนควรตรวจสอบแหล่งข่าว เช่น เว็บไซต์ กกต. อย่างเป็นทางการ ก่อนแชร์ เพื่อไม่ให้เป็นเครื่องมือทางการเมือง

สรุปคือ กกต. แจงปมตรวจสอบนโยบายเพื่อไทย ชัดเจนว่าพรรคทำถูกต้อง ข่าวลือไม่จริง สิ่งนี้แสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบของ กกต. ในการรักษาความน่าเชื่อถือของระบบเลือกตั้งไทย ในมุมมองของผม การมีหน่วยงานกลางอย่าง กกต. คอยตรวจสอบเป็นเรื่องดีมาก แต่ประชาชนเองก็ต้องฉลาดในการรับข่าวสารด้วย

ข้อคิดทิ้งท้าย: อย่าให้ข่าวปล่อยหลอกได้ ติดตามข้อมูลจริงเพื่อการตัดสินใจเลือกตั้งที่ถูกต้อง หากชอบบทความนี้ แชร์ต่อและกดติดตามบล็อกเพื่อข่าวการเมืองอัปเดตทุกวันครับ!

ที่มา – กกต. แจงปมตรวจสอบนโยบายเพื่อไทย พรรคส่งเอกสารให้พิจารณาถูกต้องตามกฎหมาย

“ยศชนัน” ขออุบลฯ เทให้เพื่อไทยยกจังหวัด

บรรยากาศหาเสียงเลือกตั้งรอบนี้ร้อนแรงสุดๆ เลยนะครับ โดยเฉพาะที่จังหวัดอุบลราชธานี ที่ “ยศชนัน” วงศ์สวัสดิ์ หรือที่แฟนๆ เรียกกันว่า “อ.เชน” แคนดิเดตนายกฯ พรรคเพื่อไทย ได้ลงพื้นที่มาอ้อนวอนพี่น้องชาวอุบลฯ ให้เทคะแนนให้พรรคเพื่อไทยยกจังหวัดกันทั้ง 11 เขต พร้อมกับ “ณัฐวุฒิ” หรือ “เต้น” ใสยเกื้อ ที่ขึ้นเวทีเหน็บ “อนุทิน” ชาญวีรกูล แปลกๆ เรียกตัวเองเป็นไส้เดือน งานนี้คึกคักมาก ประชาชนมาร่วมฟังเพียบ!

“ยศชนัน” ขออุบลฯ เทให้เพื่อไทยยกจังหวัด

วันที่ 3 ก.พ. 2569 พรรคเพื่อไทยจัดแคมเปญหาเสียงใหญ่ “3 วัน 8 จังหวัด 16 เวทีปราศรัย” ในภาคอีสาน นำทีมโดย “ยศชนัน” ร่วมกับ จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรค และ “ณัฐวุฒิ” ใสยเกื้อ หลังจากปราศรัยมาแล้ว 6 เวทีที่สกลนคร นครพนม มุกดาหาร อำนาจเจริญ ล่าสุดมาถึงอุบลราชธานี เวทีที่ 7 ที่อ.ศรีเมืองใหม่ และเวทีที่ 8 ที่อ.น้ำยืน วัดวารีอุดม เพื่อช่วยหาเสียงให้ นายประภูศักดิ์ จินตะเวช ส.ส.เขต 9 เบอร์ 1 และ นายวัชรพล เชื้อคง ส.ส.เขต 10 เบอร์ 3

“ยศชนัน” เน้นย้ำเรื่องความมั่นคงชายแดน สัญญาจะปกป้องอธิปไตย นำสันติภาพกลับมาให้ชาวน้ำยืนและอุบลราชธานี ด้วยการเยียวยา พัฒนาระบบเตือนภัย และเจรจาทุกวิถีทาง “เรื่องของชาติ ทุกคนคือฝั่งเดียวกัน” ท่านประกาศหนักแน่น พรรคเพื่อไทยพร้อมอาสาเต็มตัว

ยศชนัน ปราศรัยหาเสียงที่อุบลราชธานี

ช่วงบ่ายที่ตลาดเจริญศรี อ.วารินชำราบ ช่วย น.ส.กิตติ์ธัญญา วาจาดี เขต 4 “ยศชนัน” พบปะพ่อค้าแม่ค้า กินข้าวจี่เมืองอุบล พร้อมถ่ายรูปกับประชาชนที่มารุมล้อม สุดท้ายเวทีใหญ่ปากห้วยวังนอง อ.เมืองอุบลฯ ประชาชนต้อนรับอบอุ่น ร้อง “นายกฯ เชน” มอบพวงมาลัยอาหารดังอย่างกระทะหมูเกาหลี ก๋วยจั๊บญวน กุนเชียง หมูยอ

“ยศชนัน” บอกว่าเอาหัวใจมาทิ้งที่อุบล หากไม่มีอุบล ก็ไม่มีเพื่อไทย ขอให้เลือกทั้ง 11 เขต วันที่ 8 ก.พ. จะเปลี่ยนฝันเป็นจริง อุบลมีดีทั้งวัฒนธรรม อาหาร วัดโอทอป จะยกระดับให้โลกยอมรับ สัญญาแก้หนี้ทั้งระบบ สร้างเศรษฐีเงินล้านทุกวัน ทำให้คนไทยไร้จน แก้น้ำท่วม-แล้ง ยาเสพติด สแกมเมอร์ คอร์รัปชัน ด้วยรัฐบาลดิจิทัลโปร่งใส

ประชาชนมอบพวงมาลัยให้ยศชนันที่อุบลราชธานี

“ณัฐวุฒิ” ยัน “อ.เชน” เป็นเสื้อแดงตัวจริง

“ณัฐวุฒิ” ใสยเกื้อ ขึ้นเวทีซัดพวกปั่นโซเชียลว่าอ.เชนไม่ใช่เสื้อแดง ยืนยันว่า “อ.เชน” สู้เคียงข้างเสื้อแดงมาตลอด แต่เคยเป็นนักวิทยาศาสตร์เลยไม่ปรากฏตัวชัด ถามกลับว่าทำไม “อนุทิน” ที่ไม่ใช่เสื้อแดง ถึงถูกแบกเป็นนายกฯ ได้ นายกฯ ปัจจุบันขู่ฟ้อง แต่ “เต้น” บอกเป็นเกียรติ สั่งฟ้องประชาชนด้วยเพราะนายกฯ มาด้วย “ถูกหวยกินส้ม” นโยบายแค่น “คนละครึ่ง” แต่เพื่อไทยให้ดีกว่า รัฐจ่าย 70% ประชาชน 30%

“เต้น” เหน็บ “อนุทิน” แปลกเรียกตัวเองเป็นไส้เดือน

ที่เด็ดคือ “เต้น” เหน็บ “อนุทิน” ปราศรัยที่สุพรรณบุรี เรียกตัวเองเป็น “ไส้เดือน” อาการน่าเป็นห่วง แต่เพื่อไทยเป็นรัฐบาลจากประชาชนแท้ๆ ไม่แบ่งสีแบ่งฝ่าย เป็นของทุกคน แก้ปัญหาจริงจัง “ยศชนัน” เด่นที่สุดในบรรดาแคนดิเดตนายกฯ เลือกนายกฯ ก็เลือก “ยศชนัน” ไปเลย

ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ปราศรัยช่วยยศชนัน
เวทีหาเสียงเพื่อไทยที่อุบลราชธานี

นอกจากนี้ “ยศชนัน” ยังพูดถึงนโยบายสำคัญที่ตอบโจทย์ชาวอีสาน เช่น

  • แก้หนี้สินทั้งระบบ: ช่วยเกษตรกรและประชาชนให้หลุดพ้นหนี้สิน
  • เศรษฐกิจสร้างสรรค์: สร้างเศรษฐีเงินล้านทุกวัน ลดความเหลื่อมล้ำ
  • จัดการภัยพิบัติ: แก้น้ำท่วม-แล้งแบบยั่งยืน
  • ปราบยาเสพติดและสแกม: กวาดล้างให้สิ้นซาก
  • รัฐบาลดิจิทัล: ตัดคอร์รัปชัน ทุกอย่างโปร่งใสตรวจสอบได้

การหาเสียงครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงฐานเสียงที่เหนียวแน่นของพรรคเพื่อไทยในอีสาน โดยเฉพาะอุบลราชธานีที่เคยเป็นฐานที่มั่น การขอเทยกจังหวัดแบบ “ยศชนัน” ขออุบลฯ เทให้เพื่อไทยยกจังหวัด ชัดเจนว่าเชื่อมั่นในศักยภาพทีมงาน ถ้าคุณอยู่พื้นที่อีสานหรือสนใจการเมืองไทย ลองคิดดูนะว่าพรรคไหนจะตอบโจทย์ชีวิตคุณมากที่สุด อย่าลืมไปใช้สิทธิเลือกตั้งวันที่ 8 ก.พ. นี้ เพื่ออนาคตที่สดใสกว่าเดิม! ความเห็นคุณคืออะไร คอมเมนต์มาบอกกันหน่อย

ที่มา – “ยศชนัน” ขออุบลฯ เทให้เพื่อไทยยกจังหวัด “เต้น” เหน็บ “อนุทิน” แปลกเรียกตัวเองเป็นไส้เดือน

ยศชนัน หาเสียงสระบุรี พร้อมมาลัยกะหรี่ปั๊บ!

การเลือกตั้งกำลังใกล้เข้ามา พรรคการเมืองต่างๆ เร่งลงพื้นที่หาเสียงกันอย่างเข้มข้น ล่าสุด “ยศชนัน” นำทีมเพื่อไทย หาเสียงสระบุรี ได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากชาวบ้าน

“ยศชนัน” นำทีมเพื่อไทย หาเสียงสระบุรี

เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2569 นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย พร้อมด้วยนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ผู้อำนวยการการเลือกตั้ง นายประเสริฐ จันทรวงทอง เลขาธิการพรรค และนายอนุชา นาคาศัย ผู้สมัคร สส.ชัยนาท ได้ลงพื้นที่ตลาดสืบศิริ จังหวัดสระบุรี เพื่อช่วยนายทวีจิตร พัฒน์ชนะ ผู้สมัคร สส.สระบุรี เขต 1 หาเสียง

บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก ประชาชนให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น มีทั้งมอบพวงมาลัย ดอกไม้ และขอลายเซ็นจากนายยศชนัน นอกจากนี้ ยังมีประชาชนนำมาลัยกะหรี่ปั๊บ ซึ่งเป็นของขึ้นชื่อของจังหวัดสระบุรี มามอบให้ด้วย สร้างความประทับใจให้กับทีมงานเป็นอย่างมาก

หลังจากนั้น นายยศชนันและคณะ ได้ขึ้นรถแห่ไปพบปะประชาชนที่ตลาดล้งข้าง บขส.สระบุรี ซึ่งก็ได้รับการตอบรับที่ดีเช่นกัน

“ยศชนัน” โชว์ลีลาลวกเส้นบะหมี่เอาใจชาวสระบุรี

ในช่วงบ่าย นายยศชนันเดินทางไปวัดแก่งคอย เพื่อสักการะหลวงพ่อลา และสนทนาธรรมกับพระครูประภัศร์วรญาณ เจ้าอาวาสวัดแก่งคอย ซึ่งได้อวยพรให้นายยศชนันประสบความสำเร็จในการเลือกตั้งครั้งนี้

จากนั้น นายยศชนันและคณะ ได้เดินทางไปยังตลาดเช้าแก่งคอย เพื่อช่วยนายสมบัติ อำนาคะ ผู้สมัคร สส.สระบุรี เขต 2 หาเสียง โดยบรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก มีประชาชนนำดอกดาวเรืองและมาลัยกะหรี่ปั๊บมามอบให้กำลังใจ นอกจากนี้ นายยศชนันยังได้โชว์ลีลาลวกเส้นบะหมี่ที่ร้านก๋วยเตี๋ยวป้าเกียง สร้างความสนุกสนานและเป็นกันเอง

ระหว่างการเดินตลาด นายยศชนันได้พูดคุยกับพ่อค้าแม่ค้าและประชาชน รับฟังปัญหาและความต้องการต่างๆ เพื่อนำไปเป็นแนวทางในการพัฒนาจังหวัดสระบุรีต่อไป

การลงพื้นที่“ยศชนัน” นำทีมเพื่อไทย หาเสียงสระบุรี ในครั้งนี้ ถือว่าประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี ได้รับการตอบรับที่ดีจากประชาชน แสดงให้เห็นว่าพรรคเพื่อไทยยังคงได้รับความไว้วางใจจากชาวสระบุรี

ที่น่าสนใจคือ การที่ประชาชนนำมาลัยกะหรี่ปั๊บมามอบให้ แสดงให้เห็นถึงความผูกพันและความเชื่อมั่นที่ชาวสระบุรีมีต่อนายยศชนันและพรรคเพื่อไทย

“ยศชนัน” นำทีมเพื่อไทย หาเสียงสระบุรี ไม่เพียงแต่เป็นการหาเสียงเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับประชาชน รับฟังปัญหา และนำเสนอแนวทางในการพัฒนาจังหวัด ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งในการทำการเมือง

การเลือกตั้งครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออนาคตของประเทศ หวังว่าประชาชนจะใช้วิจารณญาณในการตัดสินใจ เลือกผู้แทนที่สามารถเข้ามาพัฒนาประเทศและแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้อย่างแท้จริง

ที่มา – “ยศชนัน” นำทีมเพื่อไทย หาเสียงสระบุรี ชาวบ้านคล้องมาลัยกะหรี่ปั๊บ เจ้าตัวโชว์ลีลาลวกเส้นบะหมี่

“ยศชนัน” มั่นใจเชียงใหม่เพื่อไทยยกจังหวัด!

“ยศชนัน” เผย เป็นเรื่องดี “อภิสิทธิ์” ไม่ปิดจับมือเพื่อไทย ย้ำหากได้ตั้งรัฐบาลขอดูนโยบายที่สอดรับกัน มาหาเสียงเชียงใหม่มั่นใจยกจังหวัดแน่นอน ไม่หวั่นรัฐมนตรียุติธรรมเปิดชื่อผู้สมัครเอี่ยวทุนเทา “จุลพันธ์” ขอแรงคนเชียงใหม่ ส่ง “อ.เชน” เป็นนายกฯ

วันนี้ 10 มกราคม 2569 เมื่อเวลา 13.00 น. ที่ The Brick Startup Space เชียงใหม่ นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกฯ พรรคเพื่อไทย รับฟังความเห็นของผู้ประกอบการสตาร์ทอัพ และการส่งเสริมธุรกิจสตาร์ทอัพ รวมถึงแนวทางการพัฒนาจังหวัดเชียงใหม่ให้เป็นศูนย์กลางของสตาร์ทอัพ ในภูมิภาค โดยนายยศชนัน ให้สัมภาษณ์ภายหลังการพูดคุยว่า พรรคเพื่อไทยสนับสนุนการยกเครื่องการศึกษา เพื่อให้ไทยเป็นประเทศเศรษฐกิจรายได้สูง จะแบ่งเป็นการศึกษาเด็กแรกเกิดในพื้นที่ และอาชีวะ เชื่อมโยงกับการลงทุนจากต่างประเทศ ทำเรื่องการอัพสกิล-รีสกิล เน้นการศึกษาเกี่ยวกับทักษะการคิดวิเคราะห์อย่างมีเหตุผล เนื่องจากปัจจุบันมี AI เข้ามา จึงต้องปลูกฝังการคิดอย่างมีวิจารณญาณ ลดช่องว่างระหว่างโรงเรียนเอกชน กับโรงเรียนของภาครัฐ จะทำให้ผู้ปกครองไม่เสียงบประมาณในการส่งเสริมลูกหลาน ส่วนในระดับมหาวิทยาลัย จะส่งเสริมเรื่องงานวิจัย วันนี้มาฟังเสียงผู้ประกอบการสตาร์ทอัพ ว่าอยากฝากอะไรถึงรัฐบาลในสมัยหน้า ซึ่งมีส่วนในการพยายามร่วมผลักดันเกี่ยวกับ ระบบนิเวศนวัตกรรม การส่งเสริมการลงทุนในสตาร์ทอัพ ส่งเสริมการวิจัยเชิงลึก และการตลาด ให้ธุรกิจสตาร์ทอัพสามารถยึดโยงกับความต้องการของภาครัฐได้ ซึ่งจะเป็นจุดเริ่มต้น และเป็นการสร้างงาน ให้กลุ่มสตาร์ทอัพ และเอสเอ็มอี ซึ่งนักศึกษาที่เรียนอยู่ก็สามารถสร้างงานได้ โดยมีมหาวิทยาลัยเป็นศูนย์บ่มเพาะก็สามารถเชื่อมโยงกับภาครัฐได้

“ยศชนัน” มั่นใจเชียงใหม่เพื่อไทยได้ยกจังหวัด

นายยศชนัน กล่าวด้วยว่า เนื่องในวันเด็กแห่งชาติ เด็ก คือพื้นฐานที่ดีของประเทศ สิ่งที่พรรคเพื่อไทยพยายามจะทำ คือปลูกฝังด้านการศึกษา ทำให้เด็กทุกคนเข้าถึงการศึกษาที่ดีได้ รวมถึงมีนโยบายเกี่ยวกับเงินออม ซึ่งเรื่องเงินออมเด็กแรกเกิด พรรคเพื่อไทยพยายามส่งเสริม สนับสนุนนโยบายส่วนนี้ให้ออกมาได้ อีกเรื่อง คือ แรงบันดาลใจของเด็ก ซึ่งวันนี้ต้องทำให้ประเทศมีความหวัง สิ่งนี้จะทำให้เด็กเติบโตไปได้ดี ทุกคนอยากเห็นประเทศไปข้างหน้า สำหรับกรณีที่พาครอบครัวไปเที่ยวเชียงใหม่ไนท์ซาฟารี เนื่องในโอกาสวันเด็กแห่งชาติจึงชวนครอบครัวไปด้วย ซึ่งพรรคเพื่อไทยมีหลายโครงการที่เคยทำมาตั้งแต่สมัยพรรคไทยรักไทย เมื่อมาเชียงใหม่ก็มักจะมาเยี่ยมดูความสำเร็จที่เกิดขึ้น และพร้อมที่จะสานต่อ

นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกฯ พรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกฯ พรรคประชาธิปัตย์ ประกาศไม่ปิดกั้นจับมือรัฐบาลกับพรรคเพื่อไทย ว่าเป็นบรรยากาศที่ดี หากเรามีโอกาสจัดตั้งรัฐบาล ต้องมาดูแนวนโยบายหากเป็นไปในทิศทางเดียวกัน โดยเอาของเราเป็นนโยบายหลัก พรรคเพื่อไทยยินดีที่จะร่วมมือกับทุกพรรค เมื่อถามว่าเมื่อดูนโยบายที่ออกมาพรรคใดที่จะไปกับพรรคเพื่อไทยได้บ้าง นายยศชนัน กล่าวว่า ตอนนี้หลากหลายพรรคมีแนวนโยบายออกมา คือเรื่องของการแก้ปัญหาปากท้องเศรษฐกิจ ซึ่งจะเป็นจุดหนึ่งที่มีความจำเป็นต้องทำ และต้องผลักดันเครื่องยนต์ใหม่ ซึ่งเป็นส่วนที่มีความจำเป็นต้องผลักดัน จึงอยากสนับสนุนทุกพรรคที่มีแนวคิดและหลักการที่คล้ายกัน อีกเรื่องคือเรื่องเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมที่มีความจำเป็น

มั่นใจ “ยศชนัน” พาเพื่อไทยยึดเชียงใหม่

เมื่อถามถึง กรณีที่มีการประกาศบนเวทีว่าจะกวาด สส. เชียงใหม่ทั้ง 10 เขตจากการลงพื้นที่มั่นใจมากแค่ไหน นายยศชนัน กล่าวว่า มั่นใจขึ้นเยอะ การลงพื้นที่ตลาดวโรรส ซึ่งเป็นเขตเมืองก็ได้รับการตอบรับที่ดี และจากการลงพื้นที่เมื่อวันที่ 9 ม.ค. หลายจุดทำให้เริ่มมีความมั่นใจขึ้น ส่วนที่ อ. สันกำแพงก็มีคนมาเยอะกว่าที่คิด และคิดว่านโยบายที่เรามีน่าจะสอดรับกับสิ่งที่ประชาชนต้องการ จึงมีความมั่นใจสูง เมื่อถามถึงกรณีที่มีการเปลี่ยนตัวผู้สมัครในเขต อ.เมือง จ. เชียงใหม่ จากนายจักรพล ตั้งสุทธิธรรม อดีต สส. เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ไปลงเขต 3 แล้วให้ นพ.ธีรพัฒน์ ต้นพิริยะกุล ผู้สมัคร สส. เชียงใหม่ ลงเขต 1 แทนทำให้ยากต่อการชิงพื้นที่หรือไม่ นายยศชนัน กล่าวว่าพื้นที่เขตเมืองที่เราปรับเปลี่ยน เขต อ. เมืองมีทั้งกลุ่มนักศึกษา กลุ่มคนที่ทำงานด้านบริการ จึงให้คนที่มีประสบการณ์ที่นี่และลงพื้นที่ที่นี่ จากการลงพื้นที่ถือว่าเสียงตอบรับผู้สมัครในเขตนี้ลงตัว ถือว่าผู้สมัครในเขตนี้ตอบโจทย์เป็นอย่างดี จึงคิดว่านี่ไม่ใช่ปัญหา และสามารถทำให้พรรคเพื่อไทยได้คะแนนเพิ่มขึ้นด้วย

เมื่อถามถึงกรณี รมว. ยุติธรรม เตรียมเปิดรายชื่อ 10 ผู้สมัคร สส. ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจสีเทา มั่นใจหรือไม่ว่าพรรคเพื่อไทยจะไม่มีผู้สมัครที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ นายยศชนัน กล่าวว่า เรื่องนี้ตนไม่ทราบข้อมูลของกระทรวงยุติธรรม แต่เรายืนยันว่าทุกอย่างต้องเป็นไปตามกฎหมาย ตรงนี้ไม่ได้มีอะไรกังวลใจ

นายยศชนัน ยังกล่าวถึงการหาเสียงจังหวัดเชียงใหม่และมีครอบครัวให้กำลังใจว่าอาจจะไม่ได้เห็นภาพครอบครัวไปให้กำลังใจทุกครั้ง ซึ่งรอบนี้ที่มาให้กำลังใจถึงเชียงใหม่เพราะตรงกับวันเด็ก ขณะเดียวกันเรามีหลายโครงการที่ทำตั้งแต่พรรคไทยรักไทย มีเวลาแวะมาก็มักจะมาเยี่ยมและดูความสำเร็จที่เกิดขึ้นพร้อมที่จะสานต่อ

ขณะที่เวลา 13.00 น. ที่โรงเรียนพร้าววิทยาคม อ.พร้าว จ.เชียงใหม่ นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย และแคนดิเดตนายกฯ พรรคเพื่อไทย ลงพื้นที่ช่วยนายบัณจงศักดิ์ วงศ์รัตนวรรณ ผู้สมัคร สส. เชียงใหม่ เขต 6 เบอร์ 8 พรรคเพื่อไทย หาเสียง ได้รับการตอบรับจากประชาชนในพื้นที่อย่างอบอุ่น โดยนายจุลพันธ์ ปราศรัยว่า ขอโอกาสให้พรรคเพื่อไทยกลับมาถือธงนำในการประกาศสงครามกับความยากจน อีกครั้ง ผ่านนโยบายใหม่คนไทยไร้จน เน้นดูแลกลุ่มผู้สูงอายุและคนพิการที่ไม่มีรายได้ ด้วยการเติมเงินช่วยผู้ที่รายได้ไม่ถึงขีดความยากจนให้มีรายได้ถึงเดือนละ 3,000 บาท มั่นใจว่าจะไม่ทำให้ชาวเชียงใหม่ผิดหวัง และขอแรงสนับสนุนจากชาวเชียงใหม่ เพื่อส่ง นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกฯ พรรคเพื่อไทย ลูกหลานคนเชียงใหม่ เข้าไปทำหน้าที่นายกฯ นายยศชนัน จะพาประเทศออกจากความขัดแย้ง และพาประเทศเดินไปข้างหน้าด้วยหัวใจคือประชาชน

จากบทสัมภาษณ์ของนายยศชนัน เราเห็นถึงความมุ่งมั่นของพรรคเพื่อไทยที่จะพัฒนาเชียงใหม่ และแก้ไขปัญหาปากท้องของประชาชน การจับมือกับพรรคอื่นๆ ที่มีนโยบายสอดคล้องกันก็เป็นสัญญาณที่ดีในการสร้างเสถียรภาพทางการเมือง

ที่มา – “ยศชนัน” มั่นใจเชียงใหม่เพื่อไทยได้ยกจังหวัด บอกเป็นเรื่องดี “อภิสิทธิ์” ไม่ปิดจับมือ

สุริยะ ลั่นทำการเมืองให้หลานมันดู! คนละครึ่ง 70/30

การเมืองไทยกำลังร้อนระอุ! ในการปราศรัยใหญ่ครั้งแรกของพรรคเพื่อไทยที่ลานคนเมือง นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ได้ประกาศก้องถึงความมุ่งมั่นที่จะ “ทำการเมืองให้หลานมันดู” พร้อมทั้งเสนอนโยบายต่อยอดโครงการคนละครึ่งสุดฮิต โดยรัฐออกให้ 70% และประชาชนจ่ายเพียง 30% เท่านั้น

สุริยะ ลั่นทำการเมืองให้หลานมันดู: ประสบการณ์ที่สั่งสม

นายสุริยะ เน้นย้ำถึงประสบการณ์ทางการเมืองที่สั่งสมมาตลอด 25 ปี โดยกล่าวว่า “ผมแก่ขึ้นทั้งประสบการณ์และองค์ความรู้” พร้อมทั้งแสดงความมั่นใจว่าพรรคเพื่อไทยจะสามารถนำพาประเทศไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองได้ หากได้รับการสนับสนุนจากประชาชนอย่างเต็มที่ในการเลือกตั้งที่จะมาถึง

ยกระดับคนละครึ่ง: รัฐจ่าย 70% ประชาชนจ่าย 30%

หนึ่งในนโยบายสำคัญที่นายสุริยะนำเสนอคือ การยกระดับโครงการคนละครึ่ง ซึ่งเป็นโครงการที่ได้รับความนิยมอย่างสูงในอดีต โดยรูปแบบใหม่นี้ รัฐจะสนับสนุนค่าใช้จ่ายถึง 70% ในขณะที่ประชาชนจะจ่ายเพียง 30% เท่านั้น นโยบายนี้มีเป้าหมายที่จะช่วยลดภาระค่าครองชีพของประชาชนและกระตุ้นเศรษฐกิจในระดับฐานราก “นโยบายอะไรที่ทำเพื่อคนไทยเราพร้อมเดินหน้าต่อ โดยจะยกระดับคนละครึ่งโดยรัฐให้ 70% ประชาชนจ่าย 30% นโยบายเหล่านี้ทำได้จริง ถ้าเรามีแรงมากพอ” นายสุริยะกล่าว

นอกจากนโยบายคนละครึ่งแล้ว นายสุริยะยังได้กล่าวถึงนโยบายอื่นๆ ที่น่าสนใจ เช่น การพัฒนาระบบคมนาคมให้ทันสมัยและเข้าถึงได้ง่ายขึ้น ไม่ว่าจะเป็นรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย รถเมล์แอร์ 10 บาท รวมถึงโครงการบ้านเพื่อคนไทยที่ราคาถูกและจับต้องได้จริง

“ตลอดเส้นทางการเมือง 25 ปี ตนเป็นนักทำที่ไม่เหมือนคนอื่น คือนักทำงานยากที่ท้าทาย ถ้างานง่ายตนไม่ทำ ทุกงานที่ตนตั้งใจไม่เคยล้มเหลว” นายสุริยะกล่าวอย่างหนักแน่น

นายสุริยะยังกล่าวถึงเป้าหมายของพรรคเพื่อไทยในการเลือกตั้งครั้งหน้าว่าต้องการ ส.ส. ให้ได้มากกว่า 200 ที่นั่ง เพื่อที่จะสามารถผลักดันนโยบายต่างๆ ให้เป็นจริงได้ แต่เมื่อมีกองเชียร์ตะโกนว่าต้องการ 300 ที่นั่ง นายสุริยะก็ตอบติดตลกว่า “ถ้า 300 ที่นั่งเดี๋ยวจะไม่มีเพื่อน”

  • คมนาคมสะดวกสบาย: รถไฟฟ้า 20 บาท รถเมล์แอร์ 10 บาท
  • ที่อยู่อาศัยราคาถูก: โครงการบ้านเพื่อคนไทย
  • เศรษฐกิจฐานรากเข้มแข็ง: ยกระดับคนละครึ่ง รัฐจ่าย 70%

การปราศรัยของนายสุริยะในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของพรรคเพื่อไทยในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและพัฒนาประเทศให้ก้าวหน้าต่อไป อย่างไรก็ตาม การที่พรรคเพื่อไทยจะสามารถบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้นั้น ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของประชาชนในการเลือกตั้งครั้งหน้า

การประกาศนโยบายต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการยกระดับโครงการคนละครึ่ง เป็นสิ่งที่น่าจับตามองอย่างยิ่งว่าจะสามารถดึงดูดคะแนนเสียงจากประชาชนได้มากน้อยเพียงใด และจะส่งผลต่อผลการเลือกตั้งที่จะมาถึงอย่างไร

ที่มา – “สุริยะ” ลั่นทำการเมืองให้หลานมันดู แก่ขึ้นแต่มากประสบการณ์ ต่อยอดคนละครึ่งรัฐออกให้ 70%

Scroll to top