นโยบายพลังงาน

เจาะลึกประวัติ ฉันทานนท์ วรรณเขจร ปลัดกระทรวงพลังงานคนใหม่

ประวัติ ฉันทานนท์ วรรณเขจร ปลัดกระทรวงพลังงานคนใหม่

กลายเป็นประเด็นที่หลายคนให้ความสนใจอย่างมาก เมื่อมีการประกาศแต่งตั้งให้ ประวัติ ฉันทานนท์ วรรณเขจร ปลัดกระทรวงพลังงานคนใหม่ เข้ามารับไม้ต่อบริหารกระทรวงพลังงาน ซึ่งถือเป็นการข้ามห้วยจากลูกหม้อกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มาคุมบังเหียนงานด้านพลังงานของประเทศในจังหวะที่สำคัญยิ่ง โดยเขาจะเข้ามาแทนที่นายประเสริฐ ช่างสนาม ที่เตรียมเกษียณอายุราชการในช่วงสิ้นเดือนกันยายน 2569 นี้

หากพูดถึง ประวัติ ฉันทานนท์ วรรณเขจร ปลัดกระทรวงพลังงานคนใหม่ ท่านนี้ ต้องบอกว่าเป็นบุคคลที่มีโปรไฟล์น่าสนใจไม่น้อย ปัจจุบันอายุ 55 ปี จบการศึกษาด้านบัญชีจากมหาวิทยาลัยกรุงเทพ และไปต่อระดับปริญญาโทที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ประสบการณ์การทำงานที่ผ่านมาโดดเด่นอย่างมาก โดยเฉพาะการเป็นมือขวาคนสำคัญในการช่วยประสานงานราชการให้กับรัฐบาล และเคยดำรงตำแหน่งสำคัญอย่างเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) มาแล้ว

เปิดมุมมองการทำงานและวิสัยทัศน์ในบทบาทใหม่

การก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งปลัดกระทรวงพลังงานในครั้งนี้ นายฉันทานนท์ถือเป็นความหวังใหม่ในการขับเคลื่อนโครงสร้างพลังงานไทย โจทย์ใหญ่ที่รออยู่เบื้องหน้าคือการรื้อโครงสร้างราคาพลังงานให้เป็นธรรมกับประชาชน การทำแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP) ฉบับใหม่ และการผลักดันประเทศไปสู่พลังงานสะอาดอย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางของโลกในปัจจุบัน

นอกเหนือจากวิสัยทัศน์แล้ว หากวิเคราะห์ ประวัติ ฉันทานนท์ วรรณเขจร ปลัดกระทรวงพลังงานคนใหม่ จะพบว่าท่านมีประสบการณ์บริหารงานในองค์กรรัฐวิสาหกิจและองค์กรระหว่างประเทศมากมาย เช่น การเป็นกรรมการ ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก (OR) และประธานกรรมการการประปานครหลวง ประสบการณ์เหล่านี้จะเป็นกุญแจสำคัญในการรับมือกับความท้าทายในกระทรวงพลังงานได้อย่างแน่นอน

บทสรุปของการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ ถือเป็นการส่งสัญญาณถึงการปรับทัพข้าราชการระดับสูงเพื่อรองรับนโยบายเศรษฐกิจและพลังงานใหม่ของรัฐบาล ซึ่งเราคงต้องติดตามกันต่อไปว่า การเข้ามาของท่านจะสามารถพลิกโฉมวงการพลังงานไทยให้ยั่งยืนและลดภาระค่าครองชีพของประชาชนได้สำเร็จตามที่ตั้งเป้าไว้หรือไม่ อย่างไรก็ตาม นี่คือโอกาสครั้งใหญ่ที่จะได้เห็นการบริหารงานแบบบูรณาการจากผู้ที่มีประสบการณ์การทำงานหลากหลายสาขาครับ

ที่มา – ประวัติ “ฉันทานนท์ วรรณเขจร” ปลัดกระทรวงพลังงานคนใหม่

วีระยุทธ นำทีม กมธ.พัฒนาเศรษฐกิจชู 2 ยุทธศาสตร์ฟื้นเศรษฐกิจไทย

ในปัจจุบันท่ามกลางความท้าทายทางเศรษฐกิจที่ประเทศไทยกำลังเผชิญหน้า ไม่ว่าจะเป็นสังคมสูงวัยหรืออัตราการเติบโตของผลิตภาพที่ถดถอย คุณวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจ ได้ออกมาเคลื่อนไหวครั้งสำคัญผ่านการจัดงาน Growth Forum เพื่อประกาศแนวทางเชิงรุกในการวางรากฐานใหม่ให้กับประเทศ โดยเน้นย้ำถึง วีระยุทธ นำทีม กมธ.พัฒนาเศรษฐกิจชู 2 ยุทธศาสตร์ฟื้นเศรษฐกิจไทย เพื่อให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานสะอาดและเทคโนโลยีขั้นสูง

วีระยุทธ นำทีม กมธ.พัฒนาเศรษฐกิจชู 2 ยุทธศาสตร์ฟื้นเศรษฐกิจไทย

แนวคิดหลักที่ทางกรรมาธิการฯ นำเสนอไม่ใช่แค่การแจกเงินหรือกระตุ้นการบริโภคระยะสั้น แต่เป็นการมองไปถึงการสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่ยั่งยืน 2 ประการหลัก ได้แก่:

  • การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด (Green Energy Transition)
  • การสร้างห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์ (Medical Supply Chain)

คุณวีระยุทธชี้ให้เห็นว่า นักลงทุนต่างชาติไม่ได้หมดใจในไทย แต่ไทยกำลังขาดแคลนพลังงานสะอาดที่ตอบโจทย์มาตรฐานโลก หากเรายังไม่ปรับตัว การดึงดูดทุนใหม่จะทำได้ยากยิ่งขึ้นในยุคที่ทุกอย่างต้องเป็น Green เท่านั้น

พลังงานสะอาดหัวใจสำคัญภายใต้กลยุทธ์ วีระยุทธ นำทีม กมธ.พัฒนาเศรษฐกิจชู 2 ยุทธศาสตร์ฟื้นเศรษฐกิจไทย

ปัญหาสำคัญที่รายงานการศึกษาของกรรมาธิการฯ ระบุคือ “ช่องว่างไฟฟ้าสะอาด” ซึ่งในอีก 4 ปีข้างหน้า ความต้องการไฟฟ้าของภาคอุตสาหกรรมจะพุ่งสูงขึ้นถึง 3 เท่า หากรัฐบาลไม่เร่งจัดการเรื่องการเข้าถึงพลังงานสีเขียว ไทยจะเสียเปรียบในการแข่งขันอย่างหนัก การเปลี่ยนผ่านนี้ต้องอาศัยการออกแบบนโยบายแบบ “คราฟต์” หรือการเจาะจงให้เหมาะกับแต่ละอุตสาหกรรม ไม่ใช่ใช้สูตรเดียวกับทุกกลุ่มธุรกิจ

นอกจากการปรับปรุงเรื่องพลังงานแล้ว การก้าวสู่การเป็นผู้ผลิตเครื่องมือแพทย์ไม่ใช่แค่เรื่องสาธารณสุข แต่เป็นยุทธศาสตร์การสร้างมูลค่าเพิ่มที่แท้จริงแทนการเป็นเพียงศูนย์กลางบริการ (Wellness Center) ปลายน้ำเพียงอย่างเดียว การสร้างเทคโนโลยีเองจะช่วยลดการนำเข้าและเตรียมพร้อมรับมือสังคมสูงวัยได้อย่างยั่งยืน

โดยสรุป การก้าวให้ทันต่อกติกาการค้าโลกในยุค No Green, No Growth คือโจทย์ใหญ่ที่สุดที่รัฐบาลไทยต้องเร่งแก้ไข การยึดมั่นในวิสัยทัศน์ที่มุ่งเน้นการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจจากต้นน้ำแทนการใช้นโยบายแบบฉาบฉวย คือกุญแจสำคัญที่จะดึงความเชื่อมั่นจากนักลงทุนทั่วโลกให้กลับคืนมาอีกครั้ง

ที่มา – “วีระยุทธ” นำทีม กมธ.พัฒนาเศรษฐกิจจัด Growth Forum ชู 2 ยุทธศาสตร์ฟื้นเศรษฐกิจไทย เปลี่ยนพลังงาน

รศ.ดร.ปิติ ชี้ มาตรา 26 ไม่ได้ทำค่าไฟแพงโดยตรง แต่เสี่ยงก๊าซไทยสะดุด พึ่งนำเข้าเพิ่ม

รศ.ดร.ปิติ ชี้ มาตรา 26 ไม่ได้ทำค่าไฟแพงโดยตรง แต่เสี่ยงก๊าซไทยสะดุด พึ่งนำเข้าเพิ่ม

เชื่อว่าหลายคนคงเคยสงสัยว่า ทำไมบิลค่าไฟแต่ละเดือนถึงดูแพงขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งจริงๆ แล้วอาจไม่ได้มาจากแค่โรงไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว แต่มันมีรากเหง้าไปถึงการบริหารจัดการทรัพยากรก๊าซธรรมชาติ โดยเฉพาะประเด็นเรื่อง รศ.ดร.ปิติ ชี้ มาตรา 26 ไม่ได้ทำค่าไฟแพงโดยตรง แต่เสี่ยงก๊าซไทยสะดุด พึ่งนำเข้าเพิ่ม ซึ่งเป็นหัวข้อที่หลายคนกำลังจับตามองในขณะนี้

รศ.ดร.ปิติ เอี่ยมจำรูญลาภ จากคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ออกมาอธิบายให้เข้าใจง่ายๆ ว่า มาตรา 26 แห่ง พ.ร.บ. ปิโตรเลียม พ.ศ. 2514 มีข้อจำกัดในการต่ออายุสัมปทาน ซึ่งส่งผลกระทบต่อความต่อเนื่องในการผลิตก๊าซ หากกระบวนการตัดสินใจล่าช้าเกินไป อาจทำให้กำลังผลิตในประเทศสะดุดลง

ผลกระทบที่ซ่อนอยู่: ทำไม รศ.ดร.ปิติ ชี้ มาตรา 26 ไม่ได้ทำค่าไฟแพงโดยตรง แต่เสี่ยงก๊าซไทยสะดุด พึ่งนำเข้าเพิ่ม

ปัญหาสำคัญคือเมื่อกฎหมายขาดความยืดหยุ่น รัฐก็ไม่สามารถบริหารจัดการแต่ละแหล่งก๊าซได้อย่างเหมาะสมตามความเป็นจริง ทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า ช่องว่างการผลิต ซึ่งเมื่อก๊าซในประเทศลดลง ไทยจึงเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องนำเข้าก๊าซ LNG เพิ่มขึ้นตามราคาตลาดโลกที่มีความผันผวนสูง

ผลที่ตามมาไม่ใช่แค่ค่าไฟฟ้าผันแปรหรือค่า Ft เท่านั้น แต่ยังกระทบต่อ:

  • ต้นทุนการผลิตสินค้าในภาคอุตสาหกรรม
  • ค่าขนส่งและบริการต่างๆ ที่สูงขึ้นตามราคาพลังงาน
  • ค่าครองชีพของประชาชนโดยรวมที่ได้รับผลกระทบจากราคาสินค้าที่ปรับตัวขึ้น

อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่ รศ.ดร.ปิติ ชี้ มาตรา 26 ไม่ได้ทำค่าไฟแพงโดยตรง แต่เสี่ยงก๊าซไทยสะดุด พึ่งนำเข้าเพิ่ม นั้น ต้องการสื่อว่ากฎหมายควรปรับให้ทันสมัยขึ้น โดยการพิจารณาตัดสินใจควรยึดหลัก 3 มิติ ได้แก่:

  1. มิติด้านกฎหมาย: อำนาจและกระบวนการจัดการที่โปร่งใส
  2. มิติด้านวิศวกรรม: ศักยภาพที่แท้จริงของแหล่งปิโตรเลียม
  3. มิติด้านเศรษฐศาสตร์: ประโยชน์สูงสุดที่ประชาชนจะได้รับ

การแก้ไขกฎหมายไม่ควรเป็นการเอื้อประโยชน์ให้รายใดรายหนึ่ง แต่เป็นการหาทางเลือกที่สร้างความมั่นคงทางพลังงานให้ประเทศไทยได้มากที่สุด เพื่อให้ก๊าซธรรมชาติในประเทศถูกนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดก่อนที่จะต้องหันไปพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศในราคาที่ควบคุมได้ยาก

ในมุมมองของผม การที่ภาครัฐเปิดเผยข้อมูลและหลักเกณฑ์ให้ประชาชนตรวจสอบได้ถือเป็นก้าวสำคัญที่จะช่วยลดความกังวลและสร้างความมั่นใจให้กับทุกคน เพราะพลังงานเป็นเรื่องใกล้ตัวที่ส่งผลกระทบต่อทุกคนในทุกมิติครับ

ที่มา – รศ.ดร.ปิติ ชี้ มาตรา 26 ไม่ได้ทำค่าไฟแพงโดยตรง แต่เสี่ยงก๊าซไทยสะดุด พึ่งนำเข้าเพิ่ม

เร่งลดภาระดึงค่าไฟสาธารณะออกจากบิลประชาชน เริ่ม ก.ค.-ส.ค.นี้

เร่งลดภาระดึงค่าไฟสาธารณะออกจากบิลประชาชน

ข่าวดีสำหรับพี่น้องประชาชนชาวไทยที่กำลังแบกรับค่าครองชีพ เมื่อนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และนายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้จับมือกันเดินหน้านโยบายสำคัญเพื่อ เร่งลดภาระดึงค่าไฟสาธารณะออกจากบิลประชาชน ซึ่งถือเป็นการแก้ปัญหาที่ฝังรากลึกมานานกว่า 30 ปี โดยคาดการณ์ว่าจะเริ่มเห็นผลบวกต่อค่าไฟรายเดือนในช่วงเดือนกรกฎาคมถึงสิงหาคมนี้

แนวคิดหลักคือการแยกค่าใช้จ่ายที่ไม่เกี่ยวข้องกับการใช้ไฟฟ้าตามบ้านเรือน เช่น ค่าไฟส่องสว่างสาธารณะ ตามทางหลวง หรือพื้นที่ส่วนรวม ออกจากบิลค่าไฟฟ้าฐานของประชาชน เพื่อสร้างความเป็นธรรมและลดภาระที่ไม่จำเป็นลงได้ทันที

ก้าวสำคัญเพื่อประชาชน: เร่งลดภาระดึงค่าไฟสาธารณะออกจากบิลประชาชน

ขั้นตอนการดำเนินงานจะมุ่งเน้นไปที่การหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงการคลัง กทม. และกรมทางหลวง เพื่อบริหารจัดการงบประมาณค่าไฟฟ้าสาธารณะที่มีมูลค่ารวมกว่า 20,000 ล้านบาทต่อปี ให้ไปอยู่ในความรับผิดชอบของหน่วยงานที่ควรจะเป็น แทนที่จะผลักภาระมาไว้ในบิลค่าไฟของประชาชนเหมือนที่ผ่านมา

กระบวนการทำงานมีดังนี้:

  • ประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) และ กพช. เพื่อวางกลไกใหม่
  • กำหนดอัตราค่าไฟฐานใหม่ให้สอดคล้องกับต้นทุนจริง
  • เพิ่มประสิทธิภาพการจัดการของการไฟฟ้าทั้ง 3 แห่ง เพื่อชดเชยส่วนที่หายไปอย่างเป็นธรรม

นายเอกนัฏ ย้ำว่า การทำตามแผน เร่งลดภาระดึงค่าไฟสาธารณะออกจากบิลประชาชน ครั้งนี้ จะส่งผลให้ค่าใช้จ่ายในบิลค่าไฟฟ้าของแต่ละบ้านลดลงทันที โดยเฉพาะกลุ่มบ้านอยู่อาศัยที่รัฐบาลตั้งเป้าจะดึงราคาลงมาให้เหลือประมาณ 3 บาทต่อหน่วย ซึ่งเป็นนโยบายที่รัฐบาลชุดนี้ให้ความสำคัญเป็นลำดับต้นๆ เพื่อช่วยลดค่าครองชีพให้แก่ประชาชนให้ได้มากที่สุด นอกจากนี้ ยังมีการทบทวนสัญญาสัมปทานโรงไฟฟ้าที่ราคาสูงเกินไป รวมถึงค่าพร้อมจ่ายเพื่อปรับโครงสร้างราคาพลังงานทั้งระบบให้มีความเป็นธรรมและมีประสิทธิภาพในระยะยาว

การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่นี้ถือเป็นนิมิตหมายอันดีของการปฏิรูปพลังงานที่รัฐบาลกำลังเร่งมือทำเพื่อคืนความสุขให้ประชาชน เราในฐานะผู้บริโภคคงต้องจับตาดูว่ามาตรการเหล่านี้จะส่งผลไปถึงตัวเลขในบิลค่าไฟเดือนหน้ามากน้อยเพียงใด แต่สัญญาณที่ออกมาในเชิงบวกเช่นนี้ ก็นับเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงเพื่ออนาคตที่ยั่งยืน

ที่มา – “เอกนัฏ-พลพีร์” ประสานเสียง เร่งลดภาระดึงค่าไฟสาธารณะออกจากบิลประชาชน เห็นผล ก.ค.- ส.ค.นี้

“สกลธี” ยกบทเรียน พ.ร.ก.เงินกู้โควิด หวั่นสอดไส้ซ้ำรอย

“สกลธี” ยกบทเรียน พ.ร.ก.เงินกู้โควิด หวั่นสอดไส้ซ้ำรอย

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในสภากันเลยทีเดียว เมื่อคุณสกลธี ภัททิยกุล สส. บัญชีรายชื่อจากพรรคประชาธิปัตย์ ได้ออกมาสะท้อนมุมมองและยกบทเรียนในอดีตเกี่ยวกับ “สกลธี” ยกบทเรียน พ.ร.ก.เงินกู้โควิด หวั่นสอดไส้ซ้ำรอย ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 4 มิ.ย. ที่ผ่านมา โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญ เพื่อตรวจสอบการใช้จ่ายเงินกู้ก้อนโต 4 แสนล้านบาทให้โปร่งใสที่สุด

นายสกลธีได้อ้างอิงถึงความผิดพลาดของ พ.ร.ก.กู้เงิน ในช่วงวิกฤตโควิด-19 ที่เคยมีประเด็นเรื่องโครงการ “อบรมทิพย์” หรือการจัดซื้อจัดจ้างที่เกินจริง ซึ่งบทเรียนเหล่านั้นยังคงเป็นแผลสดที่รัฐบาลควรระมัดระวังเป็นพิเศษ โดยเฉพาะในครั้งนี้มีการแบ่งการกู้ออกเป็นสองส่วน ซึ่งส่วนหลังกว่า 2 แสนล้านบาทนั้นถูกนำไปใช้ในเรื่องพลังงาน ซึ่งหลายฝ่ายมองว่าไม่ใช่ความจำเป็นเร่งด่วนในระดับวิกฤต

ตรวจสอบความจำเป็นการใช้เงินกู้ให้รัดกุม

คุณสกลธีตั้งข้อสังเกตว่า “สกลธี” ยกบทเรียน พ.ร.ก.เงินกู้โควิด หวั่นสอดไส้ซ้ำรอย โดยมองว่ามาตรการด้านเศรษฐกิจหรือการเปลี่ยนผ่านพลังงานต่างๆ เช่น EV หรือโซลาร์เซลล์นั้น มีงบประมาณปกติรองรับอยู่แล้ว การนำเงินกู้มาใช้จึงดูขัดกับหลักการความเร่งด่วน พร้อมทั้งเสนอให้ กมธ. วิสามัญ ดำเนินการตรวจสอบใน 5 ประเด็นหลักดังนี้:

  • ตรวจสอบตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 ว่าเป็นความจำเป็นเร่งด่วนจริงหรือไม่
  • กำหนดตัวชี้วัด (KPI) ให้ชัดเจนก่อนอนุมัติงบ
  • ตรวจสอบผลประโยชน์ทับซ้อนของกลุ่มทุนพลังงาน
  • รายงานความคืบหน้าต่อรัฐสภาเป็นระยะอย่างต่อเนื่อง
  • เปิดเผยข้อมูลการจ่ายเงินทุกบาทให้ประชาชนเข้าถึงได้

รัฐบาลต้องไม่ลืมว่าเงินกู้ทุกบาทนั้นคือภาระของภาษีประชาชน การบริหารจัดการให้น้ำมันแพงแล้วนำเงินกู้มาอุดหนุนเพื่อดับไฟนั้น ไม่ใช่วิธีการที่ยั่งยืน และที่สำคัญคือต้องไม่มีโครงการยัดไส้เพื่อเอื้อประโยชน์ให้ใครกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง หาก “สกลธี” ยกบทเรียน พ.ร.ก.เงินกู้โควิด หวั่นสอดไส้ซ้ำรอย ได้สำเร็จ ก็ถือเป็นก้าวสำคัญที่จะทำให้การเมืองไทยก้าวสู่ความโปร่งใสและมีธรรมาภิบาลมากขึ้น

ในฐานะประชาชน เราคงต้องช่วยกันเป็นหูเป็นตา เพราะเงินกู้ก้อนนี้จะเป็นภาระของลูกหลานในอนาคต หากไม่มีการกลั่นกรองและตรวจสอบให้ดี ประวัติศาสตร์ที่เคยเกิดขึ้นอาจย้อนกลับมาทำร้ายเศรษฐกิจไทยซ้ำอีกครั้ง เป็นกำลังใจให้การทำงานของกรรมาธิการวิสามัญชุดนี้โปร่งใสและตรวจสอบได้จริง เพื่อประโยชน์ของทุกคนในประเทศครับ

ที่มา – “สกลธี” ยกบทเรียน พ.ร.ก.เงินกู้โควิด หวั่นสอดไส้ซ้ำรอย

“อภิสิทธิ์” ฟาด “เอกนัฏ” ไหนบอกจะปรับโครงสร้างพลังงาน กลับทำตรงข้ามให้แบกรับหนี้

“อภิสิทธิ์” ฟาด “เอกนัฏ” ไหนบอกจะปรับโครงสร้างพลังงาน กลับทำตรงข้ามให้แบกรับหนี้

กลายเป็นประเด็นร้อนในรัฐสภา เมื่อนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ออกมาตั้งคำถามถึงกระทรวงพลังงาน โดยเฉพาะการทำงานของนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน ที่ก่อนหน้านี้ประกาศกร้าวว่าจะปฏิรูปโครงสร้างพลังงาน ทั้งราคาไฟฟ้าและราคาน้ำมัน แต่เมื่อเวลาผ่านไปกลับพบว่าสิ่งที่ทำนั้น “อภิสิทธิ์” ฟาด “เอกนัฏ” ไหนบอกจะปรับโครงสร้างพลังงาน กลับทำตรงข้ามให้แบกรับหนี้ อย่างชัดเจน ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อค่าครองชีพของประชาชน

ถอยกลางซอยหรือสะดุดขาตัวเอง?

นายอภิสิทธิ์ได้ตั้งข้อสังเกตว่า เดิมทีกระทรวงพลังงานเคยสัญญาว่าจะยกเลิกการอ้างอิงราคาน้ำมันจากสิงคโปร์ เพื่อลดราคาหน้าโรงกลั่น แต่ในที่สุดกลับไม่มีการดำเนินการใดๆ ทั้งสิ้น แถมยังเลือกใช้วิธีนำเงินจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงมาแบกรับภาระแทน ซึ่งสุดท้ายแล้วประชาชนก็ต้องเป็นผู้รับผิดชอบหนี้ก้อนนี้ในระยะยาว คำถามสำคัญคือเหตุใดถึงเลือกทำในสิ่งที่ตรงข้ามกับที่เคยพูดไว้ในสภาฯ การที่ “อภิสิทธิ์” ฟาด “เอกนัฏ” ไหนบอกจะปรับโครงสร้างพลังงาน กลับทำตรงข้ามให้แบกรับหนี้ จึงเป็นเรื่องที่สังคมกำลังจับตามองว่ามีความโปร่งใสจริงหรือไม่

  • การตรวจสอบส่วนต่างของค่าการกลั่นที่ไม่มีความชัดเจน
  • นโยบายค่าไฟฟ้าที่มองว่าคนใช้ไฟเกิน 400 หน่วยคือคนรวย ซึ่งในความเป็นจริงอาจเป็นเพียงครอบครัวขยายหรือร้านค้าเล็กๆ
  • การปล่อยให้กองทุนน้ำมันติดลบสะสมและเป็นภาระหนี้สาธารณะของประชาชน

นอกจากนี้ ในส่วนของค่าไฟฟ้า รัฐบาลกลับผลักภาระไปให้ผู้ที่ใช้ไฟเกิน 400 หน่วย ด้วยตรรกะที่มองว่าเป็นคนมีฐานะ ซึ่งในความเป็นจริงนโยบายนี้สร้างความเดือดร้อนให้คนชั้นกลางและร้านค้าขนาดเล็กอย่างมาก โดยสรุปได้ว่าภาพความขึงขังที่แสดงออกต่อสภานั้น สวนทางกับผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริงอย่างสิ้นเชิง

ท้ายที่สุด การบริหารงานด้านพลังงานไม่ใช่แค่เรื่องของการทำนโยบายเพื่อภาพลักษณ์ แต่คือความรับผิดชอบต่อปากท้องของคนทั้งประเทศ การที่ “อภิสิทธิ์” ฟาด “เอกนัฏ” ไหนบอกจะปรับโครงสร้างพลังงาน กลับทำตรงข้ามให้แบกรับหนี้ จึงเป็นการสะท้อนความล้มเหลวในการจัดทำนโยบายที่ยั่งยืน และเป็นการผลักภาระให้ประชาชนต้องแบกรับหนี้ที่ไม่ได้ก่อขึ้นเองโดยไม่จำเป็น

ที่มา – “อภิสิทธิ์” ฟาด “เอกนัฏ” ไหนบอกจะปรับโครงสร้างพลังงาน กลับทำตรงข้ามให้แบกรับหนี้

รัฐบาลเผย! นายกฯ ตั้ง คกก.ศึกษาโครงสร้างค่าไฟ

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน ในช่วงที่ค่าไฟฟ้าปรับตัวสูงขึ้นแบบนี้ หลายบ้านหลายครอบครัวคงกำลังปวดหัวกับใบเสร็จค่าไฟที่แพงขึ้นเรื่อยๆ วันนี้มีข่าวดีจากรัฐบาลที่ นายกฯ ตั้ง คกก.ศึกษาโครงสร้างค่าไฟ เพื่อแก้ปัญหาเรื่องค่าพร้อมจ่าย (Availability Payment) ให้เป็นธรรมมากขึ้น โดยยึดประโยชน์ของประชาชนเป็นหลักเลยครับ

นายกฯ ตั้ง คกก.ศึกษาโครงสร้างค่าไฟ

ตามที่ น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้เปิดเผยเมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2569 รัฐบาลภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้ให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาราคาไฟฟ้าในเชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะต้นทุนจากสัญญารับซื้อไฟฟ้าจากเอกชน ซึ่งมีส่วนประกอบสำคัญคือค่าพร้อมจ่าย (AP) และค่าพลังงาน (EP) ที่ทำให้ค่าไฟแพงขึ้นในช่วงวิกฤตพลังงาน

เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2569 นายกรัฐมนตรีได้สั่งการตั้งคณะกรรมการชุดนี้ทันที โดยมี นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานเป็นรองประธาน สมาชิกมีหลายหน่วยงานสำคัญเข้าร่วม เพื่อให้การศึกษารอบด้านและโปร่งใส

สมาชิกคณะกรรมการชุดนี้มีใครบ้าง

  • กระทรวงพลังงาน
  • กระทรวงมหาดไทย
  • อัยการสูงสุด
  • เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา
  • เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์)
  • เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค
  • ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.)
  • ผู้ว่าการการไฟฟ้านครหลวง (MEA)
  • ผู้ว่าการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA)
  • สำนักงานคณะกรรมการกำกับการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.)
  • ผู้แทนภาคประชาชน

คณะกรรมการชุดนี้มีหน้าที่หลักคือศึกษาความไม่สอดคล้องของสัญญารับซื้อไฟฟ้าจากเอกชนทั้งในส่วนค่าพร้อมจ่ายและค่าพลังงาน รวมถึงเสนอนโยบายแก้ไขที่ถูกต้องตามกฎหมาย เป็นธรรมกับทุกฝ่าย และไม่เพิ่มภาระให้ประชาชนมากเกินไป

ค่าพร้อมจ่าย (AP) คืออะไร และทำไมถึงเป็นปัญหา

ค่าพร้อมจ่าย หรือ Availability Payment คือเงินที่รัฐจ่ายให้ผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชน แม้โรงไฟฟ้าจะยังไม่ผลิตไฟฟ้าเต็มกำลัง แต่พร้อมผลิตได้ทุกเมื่อ เพื่อให้มั่นใจในความมั่นคงของระบบไฟฟ้า แต่ในทางปฏิบัติ มันกลายเป็นต้นทุนสูงที่ส่งผลให้ค่าไฟของเรแพงขึ้น โดยเฉพาะช่วงน้ำมันและก๊าซแพงจากวิกฤตโลก ค่า EP ก็พุ่งตาม ทำให้ประชาชนและธุรกิจเดือดร้อน

รัฐบาลเข้าใจดีว่า ค่าไฟฟ้าเป็นต้นทุนหลักของครัวเรือนและโรงงาน การแก้ปัญหาต้องไม่ใช่แค่ตัดราคาเฉพาะหน้า แต่ต้องดูรอบด้าน เช่น ความมั่นคงพลังงาน การลงทุนระยะยาว และแรงจูงใจของเอกชนในการพัฒนาระบบไฟฟ้าไทยต่อไป

น.ส.รัชดา เน้นย้ำว่า “ใช้วิกฤตพลังงานเป็นโอกาสทบทวนโครงสร้างค่าไฟให้เป็นธรรม” ประชาชนต้องได้รับการดูแล ขณะที่ผู้ประกอบการที่ทำตามกฎต้องอยู่ได้และมีแรงจูงใจลงทุน

ในมุมมองของผม การที่ดึงผู้แทนประชาชนและหน่วยงานคุ้มครองผู้บริโภคร่วมด้วย แสดงถึงความโปร่งใสและยึดประชาชนเป็นศูนย์กลางจริงๆ หวังว่าผลศึกษาจะนำไปสู่การปรับโครงสร้างค่าไฟที่ถูกลง ลดภาระประชาชน โดยไม่กระทบความมั่นคงพลังงาน

สุดท้ายนี้ ถ้าคุณกำลังเจอปัญหาค่าไฟแพง หรือมีไอเดียแก้ไข ลองแชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างนะครับ จะได้ช่วยกันกดดันให้รัฐบาลเร่งแก้ปัญหาให้เร็วขึ้น!

ที่มา – รัฐบาลเผย นายกฯ ตั้ง คกก.ศึกษาโครงสร้างค่าไฟ แก้ปัญหาค่าพร้อมจ่าย ยึดประโยชน์ประชาชน

“พชร” ชี้โอกาสเปลี่ยนผ่านพลังงาน พ.ร.ก.กู้เงิน

วันนี้เรามาพูดถึงประเด็นร้อนที่หลายคนกำลังให้ความสนใจกันมาก นั่นคือ “พชร” ชี้โอกาสเปลี่ยนผ่านพลังงาน พ.ร.ก.กู้เงิน โดยนายพชร นริพทะพันธุ์ คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ได้ชี้ให้เห็นโอกาสสำคัญของไทยในการปฏิรูปโครงสร้างพลังงานภายใต้พระราชกำหนดกู้เงิน พ.ร.ก.กู้เงิน 2569 เพื่อแก้ปัญหาค่าไฟแพงและการพึ่งพาพลังงานฟอสซิล

“พชร” ชี้โอกาสเปลี่ยนผ่านพลังงาน พ.ร.ก.กู้เงิน

วันที่ 10 พฤษภาคม 2569 นายพชร นริพทะพันธุ์ กล่าวถึงการเปลี่ยนผ่านพลังงานของไทยว่า ราคาพลังงานของเราสูงกว่าเพื่อนบ้านในอาเซียนหลายประเทศ ไม่ใช่เพราะขาดทรัพยากร แต่เพราะโครงสร้างเก่าที่ไม่เหมาะกับโลกปัจจุบัน ค่าไฟพุ่ง ราคาน้ำมันผันผวน และก๊าซอ่าวไทยลดลงทุกปี เป็นสัญญาณเตือนว่าต้องปฏิรูปจริงจังแล้ว

ไทยมีศักยภาพสูงกว่าหลายประเทศ เช่น เวียดนามที่กลายเป็นยักษ์ใหญ่โซลาร์ในอาเซียนได้อย่างรวดเร็ว แม้เพิ่งเริ่ม แต่ปัญหาอยู่ที่โครงสร้างที่ไม่เปิดให้แข่งขัน นายพชรยกตัวอย่าง Lego ลงทุน 1 พันล้านดอลลาร์ในเวียดนาม โรงงานคาร์บอนกลางด้วยโซลาร์ 100% แสดงว่าพลังงานสะอาดราคาถูกเป็นกุญแจดึงดูดนักลงทุน

“พชร” ชี้โอกาสเปลี่ยนผ่านพลังงาน พ.ร.ก.กู้เงิน: บทเรียนจากเวียดนาม

เวียดนามผลิตโซลาร์มากสุดอาเซียนปี 2566 แต่เจอปัญหาหนัก EVN รัฐวิสาหกิจไฟฟ้า ขาดทุนกว่า 1 พันล้านดอลลาร์ เพราะ Feed-in Tariff สูงตายตัว ซื้อไฟแพงแต่ขายถูก หนี้สะสมจนรัฐต้องอุ้ม สุดท้ายประชาชนแบกรับอยู่ดี

เวียดนามแก้ด้วยระบบประมูลแข่งขัน เหมือนอินเดีย ราคาโซลาร์ลด 68% ใน 10 ปี จาก 9.72 เซนต์เหลือ 3.04 เซนต์ ยังขยาย DPPA ให้เอกชนซื้อขายไฟตรง และลงทุนโครงข่ายกับแบตเตอรี่ ขณะไทยยังถกเถียงเรื่องโซลาร์รูฟท็อปกับ DPPA

ไทยมีโอกาสดึงลงทุนเหมือนเวียดนาม ถ้ามีนโยบายชัด ไม่ใช่แค่สัญญาในเวทีโลก ต้องออกแบบราคาจริงตั้งแต่แรก หลีกเลี่ยง Take-or-Pay ที่ผูกมัดรัฐจ่ายแพงให้โรงเก่า

ภายใต้ พ.ร.ก.กู้เงิน 2 แสนล้านบาท เพื่อส่งเสริมพลังงานประสิทธิภาพและทดแทนฟอสซิล นายพชรแนะ 3 สิ่งที่รัฐต้องทำทันที

3 สิ่งที่รัฐต้องทำทันทีตามคำชี้ของ “พชร”

  • ประการแรก: เปิดตลาดกว้าง ปลดล็อก DPPA และโซลาร์รูฟท็อปจริงจัง ลงทุนจะไหลมาเองโดยไม่ต้องใช้งบประมาณ
  • ประการที่สอง: เปลี่ยนระบบจัดซื้อ ใช้ประมูลแข่งขันแทน PPA ตายตัว ให้ราคาสะท้อนต้นทุนจริงของพลังงานหมุนเวียน
  • ประการที่สาม: แยกโครงข่ายส่งออกจากผู้ผลิตใหญ่ เพื่อให้เกิดการแข่งขันแท้จริง เหมือนประเทศที่สำเร็จทั้งโลก

ข้ออ้างเรื่องเทคนิคหรือความมั่นคงเป็นแค่ง้อเลื่อนเวลา แต่เวียดนามพิสูจน์แล้วว่าทำได้เร็วถ้ามีเจตจำนง ไทยยังมีเวลา แต่หน้าต่างกำลังแคบ ประเทศที่เปิดตลาดพลังงานสะอาดราคาถูกจะชนะ ดึงนักลงทุนคุณภาพ ขณะที่ยึดติดเก่าจะได้แต่ค่าไฟแพงและเสียโอกาส

สุดท้าย “พชร” ชี้โอกาสเปลี่ยนผ่านพลังงาน พ.ร.ก.กู้เงิน นี้คือจุดเปลี่ยนสำคัญ รัฐบาลต้องทำให้สำเร็จตามเป้าใน พ.ร.ก. เพื่ออนาคตพลังงานไทยที่ยั่งยืน

คุณคิดอย่างไรกับโอกาสนี้? รัฐควรทำ 3 สิ่งทันทีหรือไม่? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และติดตามบทความพลังงานเพิ่มเติมจากเรา!

ที่มา – “พชร” ชี้ โอกาสไทยเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานใต้ พ.ร.ก.กู้เงิน แนะ 3 สิ่งรัฐต้องทำทันที

“หมอวรงค์” อัดรัฐเอาเปรียบ ผลักภาระค่าไฟแพง-ติดโซลาร์เซลล์

“หมอวรงค์” อัดรัฐเอาเปรียบ ผลักภาระให้ประชาชนจ่ายค่าไฟแพง-ติดโซลาร์เซลล์ เป็นประเด็นร้อนที่กำลังถูกพูดถึงในแวดวงการเมืองและเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะเรื่องค่าไฟฟ้าที่ประชาชนต้องแบกรับภาระหนักขึ้นจากนโยบายของรัฐบาล นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ส.ส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคไทยภักดี ได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก ว่าการผลักดันให้ประชาชนติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์บนหลังคาบ้าน พร้อมปรับโครงสร้างค่าไฟแบบขั้นบันไดนั้น เป็นการเอาเปรียบประชาชนชัดเจน

“หมอวรงค์” อัดรัฐเอาเปรียบ ผลักภาระให้ประชาชนจ่ายค่าไฟแพง-ติดโซลาร์เซลล์

ในวันที่ 3 พฤษภาคม 2567 นพ.วรงค์ ได้ชี้แจงว่าทั้งไฟฟ้าและน้ำประปาเป็นสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานที่รัฐบาลมีหน้าที่จัดหาให้ประชาชนในราคาที่เป็นธรรม โดยไม่ควรแบ่งแยกผู้ใช้ แต่มาตรการใหม่ของรัฐบาลกลับกำหนดค่าไฟแบบขั้นบันได คือ ใช้ต่ำกว่า 200 หน่วยต่อเดือน คิดไม่เกิน 3 บาท/หน่วย, 200-400 หน่วย คิด 3.95 บาท/หน่วย และเกิน 400 หน่วย คิดสูงถึง 5 บาท/หน่วยขึ้นไป ซึ่งถือเป็นการเอาเปรียบผู้บริโภคที่ใช้ไฟมากกว่า

ยิ่งไปกว่านั้น นโยบายสนับสนุนติดโซลาร์เซลล์บนหลังคาบ้าน โดยให้กู้ดอกเบี้ยต่ำ แต่รัฐรับซื้อไฟฟ้าที่ผลิตได้ในราคาเพียง 2.20 บาท/หน่วย ขณะที่ขายคืนให้ประชาชนในราคา 5 บาท/หน่วย หรือแพงกว่าครึ่งหนึ่ง นี่คือการผลักภาระให้ประชาชนลงทุนสร้าง ‘โรงไฟฟ้าบนหลังคา’ เอง รัฐได้ประโยชน์ไฟถูก แต่ประชาชนต้องควักจ่ายค่าติดตั้งเอง

ทำไม “หมอวรงค์” อัดรัฐเอาเปรียบเรื่องโซลาร์เซลล์

หมอวรงค์ยืนยันว่ารัฐบาลกำลังแสวงหาผลกำไรจากสาธารณูปโภคพื้นฐาน ซึ่งไม่ถูกต้อง ประชาชนต้องจ่ายค่าไฟแพงเพราะระบบขั้นบันได และยังต้องลงทุนโซลาร์เซลล์ที่ไม่คุ้มทุนเพราะราคารับซื้อต่ำ หากรัฐจริงใจควรใช้ระบบ Net Metering ที่ผลิตไฟใช้เอง เกินขายให้รัฐ ไม่พอใช้ดึงจากรัฐ ในอัตราที่เท่าเทียมกัน โดยไม่ต้องคำนวณต่างราคา

ค่าไฟแพงกับนโยบายโซลาร์เซลล์: ประชาชนเสียเปรียบอย่างไร

โครงสร้างค่าไฟขั้นบันไดทำให้ครัวเรือนที่ใช้ไฟเกิน 400 หน่วยต้องจ่ายแพงขึ้น ส่งผลกระทบต่อครอบครัวใหญ่หรือผู้ประกอบการรายย่อย นโยบายโซลาร์เซลล์ดูดีในแวบแรกเพราะช่วยลดค่าไฟ แต่เมื่อเจาะลึก:

  • ราคารับซื้อไฟจากโซลาร์ 2.20 บาท/หน่วย ต่ำกว่าที่รัฐขาย 5 บาท/หน่วย เกินครึ่ง
  • ประชาชนต้องลงทุนติดตั้งเอง แม้กู้ดอกเบี้ยต่ำ แต่ดอกเบี้ยและค่าบำรุงยังเป็นภาระ
  • ไม่ใช่ Net Metering จริงจัง ทำให้ไม่เป็นธรรม
  • รัฐได้ไฟถูกมาขายแพง แสวงกำไรจากประชาชน

ไฟฟ้าและน้ำประปาคือสิทธิพื้นฐาน รัฐควรลงทุนสร้างโรงไฟฟ้าเอง ไม่ใช่ผลักให้ประชาชน

Net Metering: ทางออกที่เป็นธรรมกว่า

Net Metering คือระบบที่วัดไฟสุทธิ ผลิตได้มากใช้ เกินขาย ไม่พอซื้อเพิ่ม โดยราคาเท่ากันทั้งสองทาง ประเทศอย่างออสเตรเลีย สหรัฐฯ ใช้ระบบนี้สำเร็จ ช่วยส่งเสริมพลังงานสะอาดโดยไม่เอาเปรียบผู้ผลิต หากไทยใช้แบบนี้ ค่าไฟแพงปัญหาจะลดลง

การวิจารณ์ของหมอวรงค์สะท้อนปัญหาเชิงระบบที่รัฐบาลมองข้าม ประชาชนไม่ควรเป็นเหยื่อนโยบายที่ดูดีแต่ซ่อนเงื่อนงำ สุดท้ายแล้ว รัฐต้องรับผิดชอบสาธารณูปโภคให้แท้จริง

คุณเห็นด้วยกับมุมมอง “หมอวรงค์” อัดรัฐเอาเปรียบ ผลักภาระให้ประชาชนจ่ายค่าไฟแพง-ติดโซลาร์เซลล์ หรือไม่? แชร์ความคิดเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อให้คนอื่นรับรู้ข้อมูลสำคัญ!

ที่มา – “หมอวรงค์” อัดรัฐเอาเปรียบ ผลักภาระให้ประชาชนจ่ายค่าไฟแพง-ติดโซลาร์เซลล์

Scroll to top