นโยบายรัฐบาลอนุทิน

ไทยช่วยไทย พลัส 60/40 ครบ 2 เดือน เงินสะพัดกว่า 8.6 หมื่นล้าน

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เรามีข่าวดีทางด้านเศรษฐกิจมาอัปเดตกันครับ หลังจากที่โครงการ ไทยช่วยไทย พลัส 60/40 ได้เปิดตัวมาสักพัก ล่าสุดรัฐบาลได้ออกมาเผยผลการดำเนินงานในช่วงครบ 2 เดือนแรก ซึ่งบอกเลยว่าตัวเลขเม็ดเงินที่หมุนเวียนนั้นน่าประทับใจมากครับ

เจาะลึกความสำเร็จของ ไทยช่วยไทย พลัส 60/40

สำหรับโครงการ ไทยช่วยไทย พลัส 60/40 ถือเป็นมาตรการสำคัญที่รัฐบาลตั้งใจออกมาเพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพให้กับพี่น้องประชาชน และกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากให้กลับมาคึกคักอีกครั้ง ข้อมูล ณ วันที่ 31 กรกฎาคม 2569 พบว่ามีเงินสะพัดเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจไทยไปแล้วกว่า 86,442.6 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่สะท้อนว่าประชาชนให้ความสนใจและร่วมมือกันใช้สิทธิเป็นอย่างดี

สถิติที่น่าสนใจของโครงการ ไทยช่วยไทย พลัส 60/40

นอกจากเม็ดเงินมหาศาลแล้ว โครงการนี้ยังช่วยผลักดันให้ร้านค้าเล็กๆ และหาบเร่แผงลอยเข้าสู่ระบบดิจิทัลมากขึ้นด้วย โดยมีสถิติที่น่าสนใจดังนี้ครับ:

  • มีประชาชนเข้าร่วมโครงการแล้วกว่า 26 ล้านคน
  • ร้านค้าที่ผ่านการยืนยันสิทธิและเข้าร่วมโครงการมีมากกว่า 1.19 ล้านร้าน
  • ร้านค้าใหม่ที่เพิ่งสมัครผ่านธนาคารกรุงไทยคิดเป็นกว่าร้อยละ 18 ของร้านทั้งหมด
  • การใช้จ่ายหลักยังคงเน้นไปที่ร้านค้าทั่วไปถึงร้อยละ 96.6

การที่รัฐบาลร่วมจ่ายในสัดส่วน 60% และให้ประชาชนจ่ายเอง 40% ไม่เพียงแค่ช่วยลดค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน แต่ยังเป็นการช่วยผู้ประกอบการรายย่อยให้มีรายได้เพิ่มขึ้นในช่วงที่กำลังซื้ออาจจะชะลอตัวลง การใช้แอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” ยังช่วยให้ร้านค้าสามารถจัดการบัญชีด้วยเทคโนโลยี AI ได้ง่ายขึ้นอีกด้วย

ข้อควรระวังสำหรับผู้ที่ยังไม่ได้ใช้สิทธิ: เพื่อนๆ สามารถใช้สิทธิโครงการได้จนถึงวันที่ 30 กันยายน 2569 นี้เท่านั้นนะครับ โดยรัฐช่วยจ่ายสูงสุด 200 บาทต่อคนต่อวัน และไม่เกิน 1,000 บาทต่อเดือน ที่สำคัญคือวงเงินที่เหลือในแต่ละเดือนไม่สามารถยกยอดไปใช้ในเดือนถัดไปได้ ดังนั้นใครที่มีสิทธิอยู่ อย่าลืมวางแผนการใช้จ่ายให้ดี เพื่อจะได้ไม่เสียสิทธิไปอย่างน่าเสียดายครับ

โครงการนี้ถือเป็นตัวอย่างที่ดีในการใช้เทคโนโลยีมาเชื่อมโยงระหว่างรัฐ ประชาชน และผู้ประกอบการ เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจในยุคดิจิทัล หากทุกคนช่วยกันหมุนเวียนใช้จ่ายภายในประเทศ เชื่อว่าเศรษฐกิจฐานรากของเราจะเข้มแข็งขึ้นอย่างแน่นอนครับ

ที่มา – “ไทยช่วยไทย พลัส” ครบ 2 เดือน รัฐบาลเผย เงินสะพัดกว่า 86,000 ล้าน

ตั้งบอร์ดนโยบายเศรษฐกิจ เร่งรับมือตะวันออกกลาง

ในสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่ผันผวน โดยเฉพาะผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง รัฐบาลไทยได้ตัดสินใจก้าวสำคัญด้วยการตั้งบอร์ดนโยบายเศรษฐกิจ เพื่อเร่งขับเคลื่อนนโยบายรัฐให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ช่วยรับมือกับความท้าทายต่างๆ ที่กำลังมาเยือน อย่างเช่นราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น ส่งผลต่อค่าครองชีพและต้นทุนการผลิตของภาคธุรกิจ

วันที่ 28 เมษายน 2569 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้แถลงข่าวเกี่ยวกับคำสั่งนายกฯ ที่เซ็นตั้งตั้งบอร์ดนโยบายเศรษฐกิจ โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานเอง บอร์ดชุดนี้จะมีบทบาทสำคัญในการกลั่นกรองนโยบายเศรษฐกิจครอบคลุมหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นการเงิน การคลัง ภาษี การค้า การลงทุน เกษตร คมนาคม ท่องเที่ยว พลังงาน ดิจิทัล และอุตสาหกรรม เพื่อให้การดำเนินงานต่อเนื่องและสอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว

ตั้งบอร์ดนโยบายเศรษฐกิจ: โครงสร้างและสมาชิกหลัก

การตั้งบอร์ดนโยบายเศรษฐกิจนี้ถูกออกแบบมาให้มีกำลังคนเข้มแข็ง โดยมีประธานคือ นายกรัฐมนตรี ส่วนรองประธานประกอบด้วยผู้ใหญ่หลายท่าน เช่น รองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม รองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง รองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ รองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ รองนายกฯ (นายปกรณ์ นิลประพันธ์) และรองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม

รายชื่อกรรมการในบอร์ดนโยบายเศรษฐกิจ

นอกจากนี้ ยังมีกรรมการจากหน่วยงานสำคัญๆ ดังนี้

  • รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา
  • รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
  • รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
  • รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน
  • รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย
  • รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน
  • รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม
  • รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นายภราดร ปริศนานันทกุล)
  • ปลัดกระทรวงมหาดไทย
  • ปลัดกระทรวงการคลัง
  • ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ
  • เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา
  • เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน
  • ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย
  • นายฉันทานนท์ วรรณเขจร ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
  • ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย
  • ประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย
  • ประธานกรรมการสมาคมธนาคารไทย

ส่วนเลขาธิการคือ เลขาธิการคณะรัฐมนตรี และเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ โดยมีผู้ช่วยเลขานุการจากสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง และรองเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

ความสำคัญของการตั้งบอร์ดนโยบายเศรษฐกิจ ท่ามกลางวิกฤตตะวันออกกลาง

สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะปัญหาน้ำมันและเส้นทางการค้า ส่งผลกระทบโดยตรงต่อไทยในฐานะประเทศนำเข้าน้ำมันและสินค้าจำเป็น การตั้งบอร์ดนโยบายเศรษฐกิจจึงเป็นเชิงรุกในการกำหนดมาตรการ เช่น ลดภาษีนำเข้าน้ำมัน สนับสนุนพลังงานทางเลือก เร่งเจรจาการค้ากับพันธมิตรใหม่ หรือกระตุ้นการท่องเที่ยวด้วยโปรโมชั่นดิจิทัล เพื่อลดผลกระทบจากราคาพลังงานที่สูงขึ้น

บอร์ดชุดนี้จะช่วยให้การตัดสินใจรวดเร็วขึ้น โดยเชื่อมโยงข้อมูลจากทุกกระทรวงและภาคเอกชน ทำให้เกิดนโยบายที่ครอบคลุมและยั่งยืน เช่น ในด้านเกษตรจะช่วยเกษตรกรรับมือราคาปุ๋ยที่แพงขึ้น ด้านอุตสาหกรรมจะสนับสนุนการผลิตที่ประหยัดพลังงาน หรือด้านการค้าจะหาตลาดใหม่ทดแทนเส้นทางที่เสี่ยงภัย

นอกจากนี้ ยังครอบคลุมดิจิทัลและนวัตกรรม ซึ่งเป็นหัวใจเศรษฐกิจไทยยุคใหม่ เช่น การผลักดันแพลตฟอร์มออนไลน์เพื่อขายสินค้าเกษตรโดยตรง ลดค่าขนส่งที่กระทบจากโลจิสติกส์โลก

ผลกระทบที่คาดหวังจากบอร์ดนี้

ผู้เชี่ยวชาญมองว่าการตั้งบอร์ดนโยบายเศรษฐกิจจะช่วยให้ GDP ไทยเติบโตได้ดีขึ้นในปีนี้ โดยเฉพาะหากรับมือราคาน้ำมันได้ทัน หากบอร์ดทำงานได้จริง จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการพาเศรษฐกิจไทยฝ่าฟันวิกฤต

ในมุมมองของผม การตั้งบอร์ดนี้เป็นสัญญาณบวกว่ารัฐบาลจริงจังกับปัญหาเศรษฐกิจ หากประชาชนติดตามและมีส่วนร่วม เช่น เสนอไอเดียผ่านช่องทางรัฐ จะยิ่งช่วยให้เกิดผลลัพธ์ที่ดี คุณล่ะคิดอย่างไร? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อให้คนอื่นรับรู้ข้อมูลสำคัญ!

ที่มา – ตั้งบอร์ดนโยบายเศรษฐกิจ เร่งขับเคลื่อนนโยบายรัฐ รับมือผลกระทบตะวันออกกลาง

“อนุทิน” ชู Zero-based งบ 2570 ตัดฟุ่มเฟือย

“อนุทิน” มอบนโยบายทำงบประมาณ 2570 ชู กฎเหล็ก “Zero-based” ตัดลดรายจ่ายฟุ่มเฟือย เป็นหัวข้อที่กำลังได้รับความสนใจอย่างมากในวงการการเมืองและเศรษฐกิจไทย หลังจากที่นายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล ได้เป็นประธานเปิดการประชุมสัมมนาการมอบนโยบายและแนวทางการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. 2570 เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2569 นโยบายนี้เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการใช้เงินภาษีของประชาชนให้เกิดประโยชน์สูงสุด ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่ผันผวน เช่น สงครามในตะวันออกกลางที่กระทบราคาพลังงานและเศรษฐกิจ

“อนุทิน” มอบนโยบายทำงบประมาณ 2570 ชู กฎเหล็ก “Zero-based” ตัดลดรายจ่ายฟุ่มเฟือย

นายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล ระบุชัดเจนว่างบประมาณปี 2570 กรอบวงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท เพิ่มจากปีก่อนเพียง 0.2% หรือ 7,400 ล้านบาทเท่านั้น แต่ภาระค่าใช้จ่ายจำเป็นอย่างสวัสดิการและสิทธิตามกฎหมายยังพุ่งสูง นโยบายหลักคือการใช้หลัก งบประมาณฐานศูนย์ (Zero-based Budgeting) ที่ไม่ยึดติดฐานงบปีก่อน แต่พิจารณาความจำเป็น ความเร่งด่วน และความคุ้มค่าของแต่ละรายการเท่านั้น เพื่อตัดลดรายจ่ายฟุ่มเฟือยให้มากที่สุด

อนุทิน มอบนโยบายงบประมาณ 2570

กฎเหล็ก Zero-based ในงบประมาณ 2570

หลัก Zero-based นี้หมายถึงการเริ่มต้นจากศูนย์ในทุกปี โดยหน่วยงานต้องพิสูจน์ความจำเป็นของทุกรายการ ไม่ใช่ต่องบเดิมแบบอัตโนมัติ สิ่งที่ต้องตัดลด ได้แก่

  • งบศึกษาดูงานที่ไม่จำเป็น
  • การก่อสร้างอาคารสำนักงานใหม่ 改เน้นเช่าหรือ PPP (Public-Private Partnership)
  • งบขยายเส้นทางคมนาคมใหม่ เน้นซ่อมบำรุงเดิมแทน
  • งบกลุ่มจังหวัด จัดให้เท่าที่จำเป็นตามกฎหมาย

การขอเพิ่มงบไม่เกิน 20% ของปีก่อน และเน้นลงทุนเพื่อแก้วิกฤตเศรษฐกิจ สอดคล้องกับนโยบาย 10 พลัสของรัฐบาล เพื่อหลุดพ้นกับดักประเทศรายได้ปานกลาง

ประชุมงบประมาณ 2570

นอกจากนี้ ยังเน้นการเปลี่ยนผ่านพลังงานสู่สะอาด เช่น ใช้รถ EV แทนรถสันดาปในราชการ ปรับสัญญาเช่ารถเดิมให้เป็น EV และติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปทุกพื้นที่ที่ทำได้ เพื่อรับมือวิกฤตน้ำมันโลก

นายกรัฐมนตรีอนุทิน

ด้านความมั่นคง นายกฯ ย้ำว่าต้องพร้อมปกป้องอธิปไตย งบซื้ออาวุธต้องเพียงพอ ไม่ให้ใครรุกรานได้ รัฐบาลยึดหลัก 3 ประการ: พิทักษ์ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ปกครองระบอบประชาธิปไตย และยุติธรรมทางกฎหมาย

การลงนาม MOU ระหว่าง 5 หน่วยงานเพื่อเชื่อมโยงข้อมูลงบประมาณ จะเพิ่มความโปร่งใส ลดคอร์รัปชัน สร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุน นโยบายนี้ครอบคลุม 5 ด้านหลัก: เศรษฐกิจ การต่างประเทศ-ความมั่นคง สังคม-ภัยพิบัติ-สิ่งแวดล้อม และการบริหารราชการที่ทันใจ

นโยบายงบประมาณ Zero-based

นโยบาย “อนุทิน” มอบนโยบายทำงบประมาณ 2570 ชู กฎเหล็ก “Zero-based” ตัดลดรายจ่ายฟุ่มเฟือย นี้ ถือเป็นก้าวสำคัญที่แสดงถึงความมุ่งมั่นในการบริหารประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ ในมุมมองของผู้เขียน นี่คือโอกาสทองในการพลิกฟื้นเศรษฐกิจไทยให้ยั่งยืน ลดการสิ้นเปลือง และมุ่งสู่การพัฒนาที่แท้จริง คุณคิดเห็นอย่างไร? แชร์ความคิดเห็นในคอมเมนต์และติดตามข่าวสารการเมืองเศรษฐกิจเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ของเรา!

ที่มา – “อนุทิน” มอบนโยบายทำงบประมาณ 2570 ชู กฎเหล็ก “Zero-based” ตัดลดรายจ่ายฟุ่มเฟือย

ศรชล. คุมเข้มปราบลักลอบขนส่งสินค้าผิดกฎหมายน่านน้ำไทย

ศรชล. คุมเข้มปราบลักลอบขนส่งสินค้าผิดกฎหมาย-น้ำมัน ทุกพื้นที่น่านน้ำไทย เป็นข่าวดีที่ทำให้คนไทยหลายคนโล่งใจ เพราะรัฐบาลไม่ยอมให้ขบวนการผิดกฎหมายเหล่านี้รุกล้ำน่านน้ำของเราแบบฟรีๆ อีกต่อไป ในบทความนี้ เราจะมาอัปเดตข้อมูลล่าสุดเกี่ยวกับปฏิบัติการสุดเข้มข้นนี้กันแบบละเอียดยิบ พร้อมเล่าถึงผลงานที่โดดเด่นและแนวทางป้องกันในอนาคต

ศรชล. คุมเข้มปราบลักลอบขนส่งสินค้าผิดกฎหมาย-น้ำมัน ทุกพื้นที่น่านน้ำไทย

ตามนโยบายของรัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล ที่เป็นผู้อำนวยการศรชล. ด้วยนั้น มีคำสั่งชัดเจนให้ศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล.) เดินหน้าปราบปรามเต็มสูบ ไม่ว่าจะเป็นการลักลอบขนน้ำมันเถื่อน สินค้าเกษตรผิดกฎหมาย หรืออาหารทะเลที่ไม่ได้มาตรฐาน ครอบคลุมทุกพื้นที่น่านน้ำไทย ตั้งแต่ชายฝั่งอ่าวไทย ไปจนถึงทะเลอันดามัน

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้แถลงเมื่อวันที่ 19 เมษายน 2569 ว่า รัฐบาลย้ำหลักการ “ไม่ปล่อยผ่าน ไม่เกรงใจ ไม่ละเว้น” เพื่อปกป้องเศรษฐกิจและความมั่นคงของชาติ ปฏิบัติการนี้เป็นเชิงรุก 100% โดยมีการเฝ้าระวังด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัย เช่น ระบบติดตาม AIS และการลาดตระเวนต่อเนื่อง

ผลงานเด่นจากปฏิบัติการศรชล. คุมเข้มปราบลักลอบขนส่งสินค้าผิดกฎหมาย-น้ำมัน

ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงเมษายน 2569 ศรชล. สร้างผลงานน่าประทับใจมาก โดยเฉพาะการสกัดจับเรือผิดกฎหมายหลายเที่ยว ลอง来看รายละเอียดของกลางที่ยึดได้กัน:

  • น้ำมันเถื่อนกว่า 335,000 ลิตร
  • แก๊สโซฮอล์ 95 จำนวน 19 ถัง
  • ช่อดอกกัญชากว่า 1.2 ตัน
  • สินค้าเกษตรและอาหารทะเลผิดกฎหมายจำนวนมาก

นอกจากนี้ ยังตรวจพบความผิดปกติในการขนส่งน้ำมันทางทะเลถึง 20 เที่ยว มีปริมาณสูญหายรวม 57 ล้านลิตร! สาเหตุหลักมาจากการปิดสัญญาณ AIS (Dark activity) การถ่ายเทน้ำมันกลางทะเลแบบ Ship to Ship (STS) และการเดินเรือล่าช้าแบบผิดปกติ ตอนนี้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เข้าตรวจสอบแล้ว โดยจะลงพื้นที่คลังน้ำมันที่สุราษฎร์ธานีและเรียกบริษัทเกี่ยวข้องมาสอบสวน

ทำไมการลักลอบขนส่งสินค้าผิดกฎหมายถึงอันตราย?

การลักลอบเหล่านี้ไม่ใช่แค่เสียภาษี แต่กระทบหนักต่อระบบเศรษฐกิจ เช่น น้ำมันเถื่อนทำให้ราคาน้ำมันในตลาดผันผวน สินค้าผิดกฎหมายแข่งขันไม่เป็นธรรมกับผู้ประกอบการที่ถูกกฎหมาย และยังเสี่ยงต่อความมั่นคงเพราะอาจเชื่อมโยงกับขบวนการอาชญากรรมข้ามชาติ รัฐบาลจึงต้องคุมเข้มแบบนี้เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน

ศรชล. ยังขยายผลไปถึงเครือข่ายใหญ่ โดยใช้ข้อมูลข่าวกรองและความร่วมมือจากหน่วยงานต่างๆ ทำให้การปราบปรามมีประสิทธิภาพสูงสุด ทุกขั้นตอนโปร่งใส เป็นธรรมตามที่นายกฯ กำชับ

ในมุมมองของผม การดำเนินการ ศรชล. คุมเข้มปราบลักลอบขนส่งสินค้าผิดกฎหมาย-น้ำมัน ทุกพื้นที่น่านน้ำไทย ครั้งนี้เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีที่จะทำให้ทะเลไทยสะอาดขึ้น เศรษฐกิจแข็งแกร่งขึ้น หากเราทุกคนช่วยกันเป็นหูเป็นตา ปฏิบัติการนี้จะยิ่งสำเร็จ ลองคิดดูสิ ถ้าไม่มีน้ำมันเถื่อน ราคาน้ำมันอาจถูกลงด้วยนะ!

เรียกร้องให้คุณร่วมมือ: ถ้าพบเห็นพฤติกรรมน่าสงสัย แจ้งเบาะแสได้ที่สายด่วนศรชล. 1465 ตลอด 24 ชั่วโมง ร่วมกันปกป้องน่านน้ำไทยของเรานะครับ

ที่มา – ศรชล. คุมเข้มปราบลักลอบขนส่งสินค้าผิดกฎหมาย-น้ำมัน ทุกพื้นที่น่านน้ำไทย

รัฐบาลเตือนโรคเมลิออยด์โดสิส พบป่วย 732 ราย

สวัสดีครับทุกท่าน ในช่วงนี้ข่าวสุขภาพที่กำลังเป็นที่ฮือฮาคือ รัฐบาลเตือนโรคเมลิออยด์โดสิส พบผู้ป่วยสะสมแล้วกว่า 732 ราย และเสียชีวิต 23 ราย โดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยงอย่างเกษตรกรและผู้ป่วยเรื้อรัง วันนี้เราจะมาอัปเดตข้อมูลล่าสุด สถานการณ์การระบาด อาการที่ต้องระวัง และวิธีป้องกันแบบง่ายๆ เพื่อให้ทุกคนดูแลตัวเองได้อย่างมั่นใจ

โรคเมลิออยด์โดสิส คืออะไร

โรคเมลิออยด์โดสิส หรือที่รู้จักในชื่อ Melioidosis เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Burkholderia pseudomallei ซึ่งซุกซ่อนอยู่ในดินและน้ำ โดยเฉพาะในฤดูฝนที่ดินชื้นแฉะ เชื้อนี้สามารถเข้าสู่ร่างกายได้หลายทาง เช่น ผ่านบาดแผลเปิด การหายใจเอาฝุ่นดินที่ปนเปื้อน หรือแม้แต่ดื่มน้ำที่ไม่สะอาด อาการของโรคอาจเริ่มต้นแบบเฉียบพลัน เช่น มีไข้สูง หายใจลำบาก แน่นหน้าอก หรือมีแผลบวมแดงเป็นหนอง หากเชื้อลุกลามเข้าสู่กระแสเลือด อาจนำไปสู่ภาวะติดเชื้อรุนแรงและเสียชีวิตได้อย่างรวดเร็ว

สถานการณ์ล่าสุดของโรคเมลิออยด์โดสิสในไทย

จากข้อมูลของกระทรวงสาธารณสุข ระหว่างวันที่ 1 มกราคม – 16 เมษายน 2567 พบผู้ป่วยโรคเมลิออยด์โดสิสทั่วประเทศ 732 ราย เสียชีวิต 23 ราย โดยเฉพาะในเขตสุขภาพที่ 7 จังหวัดขอนแก่น รายงานผู้ป่วย 68 ราย เสียชีวิต 2 ราย กลุ่มอายุที่เสี่ยงสูงสุดคือ 50 ปีขึ้นไป แนวโน้มยังน่ากังวลเพราะฤดูฝนกำลังมาเยือน ทำให้รัฐบาลต้องออกประกาศเตือนอย่างเร่งด่วน

กลุ่มเสี่ยงหลักของโรคเมลิออยด์โดสิส

ใครบ้างที่ต้องระวังเป็นพิเศษ? กลุ่มเสี่ยงหลัก ได้แก่

  • เกษตรกร ชาวนา หรือผู้ที่ทำงานสัมผัสดินและน้ำเป็นประจำ
  • ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง เช่น เบาหวาน โรคไต ธาลัสซีเมีย
  • ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง เช่น ผู้ป่วยมะเร็งหรือรับยาฆ่าเชื้อไวรัส

คนกลุ่มนี้มีโอกาสเกิดอาการรุนแรงสูงกว่าปกติ หากมีบาดแผลหรือทำงานกลางแจ้งในพื้นที่เสี่ยง ควรเพิ่มความระมัดระวังให้มากขึ้น

อาการที่ต้องรีบพบแพทย์ทันที

หากมีอาการเหล่านี้หลังสัมผัสดินหรือน้ำ อย่ารอช้า รีบไปโรงพยาบาลเลยครับ:

  • ไข้สูงนานเกิน 2 วัน
  • หายใจเหนื่อย แน่นหน้าอก
  • แผลบวมแดง มีหนองไหล
  • อ่อนเพลียรุนแรง ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ

ข่าวดีคือ โรคเมลิออยด์โดสิสรักษาได้ หายขาดถ้าตรวจพบเร็วและได้รับยาปฏิชีวนะที่ถูกต้อง

วิธีป้องกันโรคเมลิออยด์โดสิส ทำตามนี้ปลอดภัยแน่นอน

ป้องกันง่ายนิดเดียว ไม่ต้องเสียเงินเยอะ:

  1. หลีกเลี่ยงการสัมผัสดินน้ำโดยตรง โดยเฉพาะฤดูฝน ถ้าจำเป็นต้องสวมรองเท้าบู๊ท ถุงมือ และเสื้อผ้าปิดมิดชิด
  2. ล้างมือ ล้างแผลให้สะอาดทันทีหลังทำงาน
  3. ดื่มน้ำสะอาด ต้มสุกก่อนใช้
  4. ผู้ป่วยเรื้อรังควบคุมโรคประจำตัวให้ดี

นอกจากนี้ ควรฉีดวัคซีนป้องกันโรคอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง และตรวจสุขภาพประจำปี โดยเฉพาะในพื้นที่ระบาด

รัฐบาลโดยสำนักนายกรัฐมนตรีและกระทรวงสาธารณสุข ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด รองโฆษกนางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา ย้ำว่าประชาชนอย่าชะล่าใจ หากสงสัยอาการผิดปกติ โทรสายด่วนกรมควบคุมโรค 1422 ได้ตลอด 24 ชม.

ในมุมมองของผม การป้องกันคือกุญแจสำคัญที่สุด เพราะโรคเมลิออยด์โดสิสแพร่ระบาดในไทยมานานแต่หลายคนยังไม่รู้จัก ลองแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ เกษตรกรในครอบครัวรับรู้ และช่วยกันดูแลสุขภาพ หากมีคำถามเพิ่มเติม คอมเมนต์ด้านล่างได้เลยครับ สุขภาพดีทุกคนนะ!

ที่มา – รัฐบาลเตือน โรคเมลิออยด์โดสิส พบผู้ป่วยแล้ว 732 ราย ดับ 23 ราย กลุ่มเสี่ยงเลี่ยงสัมผัส ดิน–น้ำ

นายกฯ ยกคณะลงพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้

นายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล ยกคณะลงพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ เพื่อหารือหน่วยงานความมั่นคงและติดตามสถานการณ์ในพื้นที่อย่างใกล้ชิด เมื่อวันที่ 17 เมษายน 2569 การเดินทางครั้งนี้ถือเป็นสัญญาณสำคัญที่แสดงถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาความไม่สงบในภาคใต้ โดยมีคณะรัฐมนตรีและผู้บัญชาการทหารชั้นนำร่วมเดินทางด้วย

นายกฯ ยกคณะลงพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้

นายกฯ ยกคณะลงพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ หารือหน่วยงานความมั่นคง

การเดินทางเริ่มต้นจากท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 นายกรัฐมนตรีพร้อมคณะบินตรงไปยังสนามบินนราธิวาส โดยมีรัฐมนตรีสำคัญหลายท่านร่วม เช่น นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯ และ รมว.คมนาคม พล.ท. อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหม นายภราดร ปริศนานันทกุล รมต.ประจำสำนักนายกฯ พล.ต.ท. รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รมว.ศึกษาธิการ และอื่นๆ อีกมากมาย รวมถึงพล.อ.อุกฤษฎ์ บุญตานนท์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด

เมื่อถึงพื้นที่ นายกฯ ยกคณะลงพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ โดยเริ่มที่ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) เพื่อมอบนโยบายแก้ปัญหาตามแนวทางรัฐบาล และตรวจเยี่ยมการทำงานของเจ้าหน้าที่ จากนั้นเดินทางไปบ้านศรียะลา ต.สุเตง อ.เมือง จ.ยะลา เพื่อหารือสำคัญกับนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นบุคคลสำคัญในการเชื่อมโยงรัฐบาลกับชุมชนท้องถิ่น

นายกรัฐมนตรีหารือที่บ้านศรียะลา

ประชุมติดตามสถานการณ์ความมั่นคงที่ กอ.รมน. ภาค 4

ต่อมา คณะเดินทางไปยังกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ภาค 4 ส่วนหน้า ณ ค่ายสิรินธร ต.เขาตูม อ.ยะรัง จ.ปัตตานี นายกรัฐมนตรีเป็นประธานประชุมติดตามความมั่นคงในสามจังหวัดชายแดนใต้ โดยหารือเรื่องสถานการณ์ปัจจุบัน มาตรการป้องกัน และแนวทางพัฒนาเศรษฐกิจควบคู่ไปกับความมั่นคง

  • มอบนโยบายแก้ปัญหายั่งยืน
  • ตรวจเยี่ยมกำลังพลและหน่วยงานความมั่นคง
  • ประเมินความเสี่ยงในพื้นที่ชายแดน

ตรวจพื้นที่ชายแดนและเปิดงานท่องเที่ยวชุมพร

กำหนดการยังรวมถึงการตรวจเยี่ยมพื้นที่ชายแดน อ.แว้ง จ.นราธิวาส ณ สะพานเชื่อมบูเก๊ะตา (ไทย) – บูกิต บุหงา (มาเลเซีย) เพื่อติดตามการป้องกันชายแดนและความร่วมมือกับเพื่อนบ้าน ก่อนบินต่อไปเป็นประธานเปิดโครงการส่งเสริมการท่องเที่ยวที่ชายหาดบางเบิด ต.ปากคลอง อ.ปะทิว จ.ชุมพร ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในการกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น

นายกฯ ตรวจพื้นที่ชายแดน

การนายกฯ ยกคณะลงพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ครั้งนี้ ไม่เพียงแต่ติดตามสถานการณ์ความมั่นคงเท่านั้น แต่ยังเน้นการพัฒนาเศรษฐกิจ การศึกษา และการเชื่อมโยงชุมชน ซึ่งเป็นแนวทางหลักของรัฐบาลในการสร้างความสงบสุขยั่งยืน ปัญหาในภาคใต้เป็นประเด็นเรื้อรังมานาน แต่ด้วยการลงพื้นที่อย่างต่อเนื่องและการหารือกับผู้นำท้องถิ่น รัฐบาลมุ่งหวังว่าจะเห็นความคืบหน้าที่ชัดเจนมากขึ้น

นอกจากนี้ การรวมคณะรัฐมนตรีจากหลายกระทรวงแสดงให้เห็นถึงการบูรณาการทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นกลาโหม ยุติธรรม มหาดไทย คมนาคม และศึกษาธิการ เพื่อแก้ปัญหาแบบองค์รวม ผู้เชี่ยวชาญมองว่าการเยี่ยมชมชายแดนและการส่งเสริมท่องเที่ยวจะช่วยเสริมภาพลักษณ์บวกให้กับพื้นที่ ลดความขัดแย้ง และดึงดูดนักลงทุน

ในมุมมองของผู้เขียน การลงพื้นที่ครั้งนี้เป็นก้าวสำคัญที่รัฐบาลแสดงความจริงใจต่อประชาชนภาคใต้ หากดำเนินการต่อเนื่องและฟังเสียงจากทุกฝ่าย จะนำไปสู่สันติภาพที่ยั่งยืนได้ ลองติดตามข่าวสารและพัฒนาการเพิ่มเติม เพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ

ที่มา – นายกฯ ยกคณะลงพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ หารือหน่วยงานความมั่นคง ติดตามสถานการณ์ในพื้นที่

นายกฯ เตรียมลงพื้นที่ชายแดนใต้ 17 เม.ย. ขู่ย้ายขรก.

สวัสดีครับทุกท่าน วันนี้เรามาคุยกันเรื่องข่าวร้อนทางการเมืองที่กำลังเป็นกระแส นายกฯ เตรียมลงพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ 17 เม.ย. นี้ เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับพี่น้องประชาชนในพื้นที่ที่ยังคงเผชิญปัญหาความไม่สงบมาอย่างยาวนาน นายอนุทิน ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยและนายกรัฐมนตรี ได้ประกาศกร้าวว่าจะไม่ยอมให้มีข้าราชการ “เกียร์ว่าง” อยู่ หากใครไม่ขยันทำงาน ไม่สนองนโยบายรัฐบาล จะโดนย้ายให้ดูเป็นตัวอย่างเลยทีเดียว

นายกฯ เตรียมลงพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ 17 เม.ย.

การลงพื้นที่ครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อเวลา 14.25 น. วันที่ 15 เมษายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายกฯ อนุทิน ย้ำชัดว่าการเดินทางไปจังหวัดชายแดนภาคใต้ในวันที่ 17 เมษายนนี้ ไม่ใช่แค่ไปให้กำลังใจใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นการไปรับฟังปัญหาจากหน้างานจริงๆ เพื่อกำหนดนโยบายที่ชัดเจนและบังคับให้ทุกฝ่ายปฏิบัติตาม รัฐบาลชุดนี้มาจากคะแนนเสียงประชาชน มีเสถียรภาพเต็มตัว 4 ปีเต็ม ไม่ใช่แค่ 4 เดือนแบบเมื่อก่อน

ปัญหาหลักที่นายกฯ กังวลคือความรุนแรงจากกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบ ที่ใช้อาวุธลอบสังหาร ลอบโจมตีคนไทยด้วยกันเอง ซึ่งเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้ นายกฯ ได้กำชับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) และ กอ.รมน. ให้เร่งจับกุมผู้กระทำผิดมาดำเนินคดีให้เร็วที่สุด อาวุธและกำลังของเราต้องใช้ปราบคนที่ไม่หวังดีกับชาติ ไม่ใช่ปล่อยให้คนไทยฆ่ากันเอง

ขู่ย้ายข้าราชการเกียร์ว่าง ไม่ต้องรอ KPI

จุดเด่นของแถลงครั้งนี้คือคำขู่สุดแซ่บ! “งานนี้ถ้ายังมีเกียร์ว่าง หรือแทนที่จะใส่เกียร์ 5 แต่กลับใส่เกียร์ 2 ผมจะดำเนินการให้ดู นายกรัฐมนตรีมีอำนาจ ไม่ใช่คนนี้ ซี 10 ซี 11 คนนี้ผู้บัญชาการ คนนี้ใครจะย้ายไม่ได้ นายกรัฐมนตรีย้ายได้ จะย้ายให้ดู” นายกฯ บอกชัด ไม่ต้องวัด KPI อะไรหรอก ผมประเมินเองได้ เพราะได้รับความไว้วางใจจากประชาชนขนาดนี้

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นให้กำลังใจ “นายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ” ส.ส.นราธิวาส พรรคประชาชาติ ที่เพิ่งโดนคนร้ายยิงถล่มรถ แต่นายกฯ ย้ำว่าไม่ได้ไปเพื่อคนใดคนหนึ่ง แต่ไปเพื่อทุกคนในพื้นที่

ความสำคัญของการลงพื้นที่ครั้งนี้

  • สร้างความมั่นใจ: แสดงให้ประชาชนเห็นว่ารัฐบาลใส่ใจปัญหาชายแดนใต้จริงจัง
  • เร่งรัดการทำงาน: กำชับเจ้าหน้าที่ความมั่นคงให้เพิ่มประสิทธิภาพ จับกุมผู้ร้ายให้ได้
  • ปรับโครงสร้าง: ย้ายขรก.ที่ไม่ทำงาน เพื่อให้เครื่องจักรรัฐบาลหมุนเร็วขึ้น
  • กำหนดนโยบายชัด: จากการรับฟังหน้างาน จะออกแนวทางปฏิบัติที่ทุกคนต้องทำตาม

ปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนใต้อย่างปัตตานี ยะลา นราธิวาส สงขลา (บางส่วน) ยังคงเป็นบาดแผลเก่าของชาติ มาเป็นสิบๆ ปีแล้ว การที่นายกฯ เตรียมลงพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ 17 เม.ย. ครั้งนี้ ถือเป็นสัญญาณบวกว่ารัฐบาลชุดใหม่จะจริงจังกับการแก้ไข ไม่ใช่แค่พูดเฉยๆ ผู้เขียนมองว่าถ้าการลงพื้นที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงจริง เช่น จับผู้ร้ายได้มากขึ้น หรือขรก.ทำงานเกียร์ 5 จริง คงช่วยลดความรุนแรงได้เยอะ

อย่างไรก็ตาม ประชาชนในพื้นที่ยังรอคอยการพัฒนาเศรษฐกิจ การศึกษา และสันติภาพที่ยั่งยืนด้วยนะครับ ไม่ใช่แค่ปราบปรามอย่างเดียว รัฐบาลต้องบาลานซ์ทั้งหมด

คุณคิดยังไงกับการลงพื้นที่ครั้งนี้? คิดว่านายกฯ จะย้ายใครบ้างมั้ย? Comment มาคุยกันได้เลย หรือแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ อ่าน เพื่อติดตามพัฒนาการข่าวการเมืองล่าสุด!

สุดท้ายนี้ การเคลื่อนไหวแบบนี้แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลพร้อมแสดงผลงานจริงจัง หวังว่าจะนำไปสู่สันติภาพในชายแดนใต้เร็ววัน

ที่มา – นายกฯ เตรียมลงพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ 17 เม.ย. นี้ หวังสร้างความมั่นใจ ปชช. ขู่ย้าย ขรก.เกียร์ว่าง

ครม. เร่งเครื่องกฎหมายค้างท่อ 24 ฉบับ

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวบล็อกข่าวการเมืองวันนี้เรามีเรื่องสำคัญมาอัปเดตกันนะครับ เรื่อง ครม. เร่งเครื่องกฎหมายค้างท่อ 24 ฉบับ ที่กำลังเป็นกระแสในแวดวงการเมืองเลยทีเดียว จากข้อมูลล่าสุดที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นางสาวรัชดา ธนาดิเรก เผยออกมาว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีมติรับทราบร่างพระราชบัญญัติที่ค้างอยู่ในสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา รวมทั้งหมด 24 ฉบับ และสั่งการให้รัฐมนตรีเจ้ากระทรวงและหัวหน้าส่วนราชการเร่งทบทวน พิจารณาให้เสร็จ แล้วแจ้งสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) ภายในวันที่ 24 เมษายน 2569 เพื่อนำเสนอครม. อีกครั้ง ร้องขอให้รัฐสภาพิจารณาต่อก่อนครบกำหนด 12 พฤษภาคม 2569 นี่คือการเคลื่อนไหวที่รวดเร็วมากๆ เลยครับ เพราะถ้าพลาดกรอบเวลาตามรัฐธรรมนูญมาตรา 147 ร่างกฎหมายเหล่านี้จะ “ตกไป” ทันทีหลังยุบสภา

ครม. เร่งเครื่องกฎหมายค้างท่อ 24 ฉบับ มอบเจ้ากระทรวงเร่งเคลียร์ ก่อนส่งสภาฯ พิจารณา

ทำไมถึงต้องเร่งขนาดนี้? เพราะหลังเลือกตั้งใหม่ คณะรัฐมนตรีชุดใหม่มีเวลาแค่ 60 วันในการยื่นขอให้สภานำร่างกฎหมายที่ตกไปกลับมาพิจารณา ถ้าช้าไปนิดเดียว โครงการสำคัญๆ หลายอย่างอาจสะดุดได้ครับ เพื่อนๆ ลองนึกภาพดูสิ รถไฟฟ้าสายสีชมพู หรือกฎหมายปราบฟอกเงินที่ค้างอยู่ ถ้าตกไปหมด จะกระทบประชาชนยังไงบ้าง รัฐบาลเลยไม่รอช้า มอบหมายให้แต่ละกระทรวงลงมือทันที

ครม. เร่งเครื่องกฎหมายค้างท่อ 24 ฉบับ: รายชื่อกฎหมายค้างจากหน่วยงานต่างๆ

มาดูกันครับว่าร่างกฎหมาย 24 ฉบับนี้มาจากไหนบ้าง แบ่งเป็นค้างสภาผู้แทนฯ 20 ฉบับ และวุฒิสภา 4 ฉบับ ดังนี้

  • กระทรวงกลาโหม (2 ฉบับ)
    • ร่างพระราชบัญญัติจัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ….
    • ร่างพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ….
  • กระทรวงการคลัง (3 ฉบับ)
    • ร่างพระราชบัญญัติศูนย์กลางการประกอบธุรกิจทางการเงิน พ.ศ. ….
    • ร่างพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. (หลักทรัพย์อิเล็กทรอนิกส์)
    • ร่างพระราชบัญญัติโอนที่ราชพัสดุ… ในท้องที่ตำบลดงเย็น อำเภอบ้านดุง จังหวัดอุดรธานี พ.ศ. ….
  • กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (2 ฉบับ)
    • ร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี พ.ศ. ….
    • ร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ….
  • กระทรวงคมนาคม (5 ฉบับ) ที่น่าสนใจมากเพราะเกี่ยวกับโครงสร้างพื้นฐาน
    • ร่างพระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. (เพิ่มเรื่องค้นหาช่วยเหลือผู้ประสบภัยทางน้ำ)
    • ร่างพระราชบัญญัติเวนคืนอสังหา… โครงการรถไฟฟ้ามหานครสายนครราพิพัฒน์…
    • ร่างพระราชบัญญัติเวนคืน… รถไฟฟ้าสายสีชมพูช่วงแคราย-มีนบุรี…
    • ร่างพระราชบัญญัติกำหนดภาระ… รถไฟฟ้าสายสีชมพู…
    • ร่างพระราชบัญญัติการท่าเรือแห่งประเทศไทย (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ….
  • กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (1 ฉบับ)
    • ร่างพระราชบัญญัติบริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด พ.ศ. …. (เรื่องสิ่งแวดล้อมที่เราต้องการมากในยุคนี้)
  • กระทรวงยุติธรรม (3 ฉบับ)
    • ร่างพระราชบัญญัติยกเลิก พ.ร.บ.เช็ค พ.ศ. 2534
    • ร่างพระราชบัญญัติค่าตอบแทนผู้เสียหาย… (ฉบับที่ ..)
    • ร่างพระราชบัญญัติล้มละลาย (ฉบับที่ ..)
  • กระทรวงสาธารณสุข (2 ฉบับ)
    • ร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย (ฉบับที่ ..)
    • ร่างพระราชบัญญัติอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน
  • สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (1 ฉบับ)
    • ร่างพระราชบัญญัติเวนคืนและการได้มาซึ่งอสังหา (ฉบับที่ ..)
  • สำนักงาน ก.พ.ร. (1 ฉบับ)
    • ร่างพระราชบัญญัติการอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาต
  • สำนักงาน ปปง. (2 ฉบับ)
    • ร่างพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ฉบับที่ ..)
    • ร่างยกเลิกบทบัญญัติมูลฐานฟอกเงิน
  • สำนักงานศาลยุติธรรม (2 ฉบับ)
    • ร่างแก้ไขประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (เจ้าพนักงานคดี)
    • ร่างระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการ (เจ้าพนักงานคดีประจำศาล)

เห็นรายชื่อแล้วรู้สึกว่ามีเรื่องสำคัญเยอะแยะเลยครับ ตั้งแต่โครงสร้างพื้นฐานอย่างรถไฟฟ้า ที่จะช่วยแก้ปัญหาจราจรในกรุงเทพฯ ไปจนถึงกฎหมายสิ่งแวดล้อมอากาศสะอาด ปราบฟอกเงิน หรือแม้แต่แพทย์แผนไทยที่เป็นภูมิปัญญาชาวบ้าน ถ้ากฎหมายเหล่านี้ผ่าน จะช่วยพัฒนาประเทศได้มาก การที่ ครม. เร่งเครื่องกฎหมายค้างท่อ 24 ฉบับ แบบนี้ แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลจริงจังกับการผลักดันนโยบายให้ทันเวลา

ในมุมมองของผมนะครับ นี่เป็นโอกาสดีที่จะเห็นการทำงานร่วมมือระหว่างฝ่ายบริหารและนิติบัญญัติ ถ้าทุกฝ่ายช่วยกัน เราน่าจะเห็นความคืบหน้าหลายเรื่องในเร็วๆ นี้ เพื่อนๆ คิดยังไงบ้าง ลองคอมเมนต์บอกกันหน่อยสิครับ หรือถ้าอยากติดตามข่าวการเมืองอัปเดตแบบเรียลไทม์ สมัครรับข่าวสารจากบล็อกเราได้เลย รับรองไม่พลาดทุกมติครม.!

ที่มา – ครม. เร่งเครื่องกฎหมายค้างท่อ 24 ฉบับ มอบเจ้ากระทรวงเร่งเคลียร์ ก่อนส่งสภาฯ พิจารณา

นายกฯ นำถก ครม.ใหม่ นัดแรก ย้ำรัฐบาลประชาชนสามัคคี

นายกฯ นำถก ครม.ใหม่ นัดแรก ย้ำเป็นรัฐบาลของประชาชน สามัคคีทำงานเป็นทีม เป็นหัวข้อที่ได้รับความสนใจอย่างมากในวันนี้ หลังจากที่คณะรัฐมนตรีชุดใหม่ได้เริ่มปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นทางการ โดยนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล ได้เป็นประธานในการประชุมครั้งสำคัญนี้ ซึ่งถือเป็นก้าวแรกของรัฐบาลที่มุ่งเน้นการทำงานเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง

นายกฯ นำถก ครม.ใหม่ นัดแรก ย้ำเป็นรัฐบาลของประชาชน สามัคคีทำงานเป็นทีม

นายกฯ นำถก ครม.ใหม่ นัดแรก ย้ำเป็นรัฐบาลของประชาชน สามัคคีทำงานเป็นทีม

การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ครั้งที่ 1/2569 จัดขึ้นเมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 11 เมษายน 2569 ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธาน นี่คือการประชุมนัดแรกหลังจากการแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภาเสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้ว ในวันเดียวกัน นายกฯ ยังได้มอบภาพหมู่คณะรัฐมนตรีใส่กรอบให้แก่รัฐมนตรีทุกคนเป็นที่ระลึกด้วย แม้จะขาด น.ส.ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ที่มีภารกิจติด แต่บรรยากาศโดยรวมเต็มไปด้วยความพร้อมเพรียง

การประชุมครม.นัดแรก

คำกล่าวสำคัญก่อนเข้าสู่วาระประชุม

ก่อนเริ่มประชุม นายกรัฐมนตรีได้กล่าวถึงความสำคัญของวันนี้ว่า แม้เป็นวันเสาร์ แต่ทุกคนต้องมาร่วมงาน เพราะการอภิปรายนโยบายรัฐบาลในรัฐสภา 2 วัน ได้ผ่านพ้นไปด้วยดี ตอนนี้ครม.ชุดใหม่ไม่มีข้อจำกัดทางกฎหมายใดๆ แล้ว สามารถบริหารราชการแผ่นดินเพื่อช่วยเหลือประชาชนได้เต็มที่ ขอให้รัฐมนตรีทุกคนใช้ความสามารถเต็มที่ในการแก้ปัญหาประเทศ

นายกฯ ย้ำชัดว่า นายกฯ นำถก ครม.ใหม่ นัดแรก ย้ำเป็นรัฐบาลของประชาชน สามัคคีทำงานเป็นทีม โดยถือเป็นรัฐบาลของประชาชน รัฐบาลที่เป็นทีมเดียวกัน พัฒนาประเทศและอำนวยความสะดวกแก่ประชาชน ไม่สนที่มาที่ไปของแต่ละคน ทุกคนต้องสื่อสารกันเพื่อแก้ปัญหาไปในทิศทางเดียวกัน

นายกรัฐมนตรี อนุทิน

นายกฯ ขอบคุณรัฐมนตรีทุกคนที่รับฟังและชี้แจงการอภิปรายในสภาด้วยความชัดเจน ถือเป็นการสื่อสารกับประชาชน 77 ล้านคนทั่วประเทศ จากนี้จะเร่งดำเนินนโยบายและมาตรการที่เป็นประโยชน์ แม้ไม่อยู่ในนโยบายหลักก็ตาม นายกฯ และรองนายกฯ พร้อมสนับสนุนทุกภารกิจ รวมถึงลงพื้นที่ร่วมกัน

  • ขอบคุณความเหนียวแน่นของครม.ในการอภิปรายนโยบาย
  • ยืนยันไม่มีข้อจำกัดทางกฎหมายในการบริหาร
  • เน้นสามัคคี ไม่แบ่งฝ่ายที่มา
  • ยึดประโยชน์ประชาชนเป็นเป้าหมายสูงสุด
  • พร้อมลงพื้นที่สนับสนุนรัฐมนตรีทุกคน
ภาพหมู่ครม.

การประชุมครั้งนี้ไม่เพียงเป็นจุดเริ่มต้น แต่ยังสะท้อนวิสัยทัศน์ของรัฐบาลชุดใหม่ที่มุ่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง โดยเฉพาะในช่วงที่ประเทศไทยกำลังฟื้นตัวจากวิกฤตต่างๆ รัฐบาลสัญญาว่าจะเร่งด่วนทุกนโยบาย เช่น การช่วยเหลือประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และการส่งเสริมการท่องเที่ยว

ในมุมมองของผู้วิเคราะห์ การที่นายกฯ เน้น “สามัคคีทำงานเป็นทีม” แสดงถึงความพยายามลดความขัดแย้งทางการเมืองที่ผ่านมา ซึ่งจะช่วยให้การตัดสินใจรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น นอกจากนี้ การมอบภาพหมู่ยังเป็นสัญลักษณ์ของความเป็นหนึ่งเดียวกัน

บรรยากาศประชุม

ข้อคิดเห็น: นี่คือสัญญาณบวกที่รัฐบาลชุดใหม่พร้อมลุยงานทันที โดยยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง หากทำได้ตามที่กล่าว ความเชื่อมั่นจากประชาชนจะเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน

คุณคาดหวังอะไรจากรัฐบาลชุดนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์และแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ได้อ่านด้วยนะ!

ที่มา – นายกฯ นำถก ครม.ใหม่ นัดแรก ย้ำเป็นรัฐบาลของประชาชน สามัคคีทำงานเป็นทีม

Scroll to top