นโยบายรัฐบาล

วิโรจน์ย้ำ! ไร้ดีลโควตารัฐมนตรี ปัดนั่งร้าน ภท.

“วิโรจน์” น้อมรับข้อครหาเป็นนั่งร้านให้พรรคภูมิใจไทย ยันพรรคประชาชนพร้อมชำแหละนโยบาย ไม่สนเจ้าของปราสาทสายฟ้า ย้ำไม่มีข้อตกลงเรื่องโควตารัฐมนตรี

วันที่ 16 กันยายน 2568 ที่พรรคอาคารอนาคตใหม่ นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร สส.บัญชีรายชื่อ ในฐานะรองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ให้สัมภาษณ์กรณี พรรคปชน. ถูกครหาเป็นนั่งร้านให้พรรคภท. จัดตั้งรัฐบาล ว่า ยืนยันการตรวจสอบอย่างเข้มข้นและน้อมรับเคารพเสียงวิพากษ์วิจารณ์ แต่ชี้แจง ว่ายังไงพรรคปชน.ต้องตรวจสอบไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลสีน้ำเงิน รัฐบาลสีแดง หากยกมืออีกฝ่ายก็ถูกกล่าวหาว่าเป็นนั่งร้านให้อีกฝ่ายหนึ่งอยู่ดี มั่นใจว่ารัฐบาลเฉพาะกาล 4 เดือน และเข้าใจดีถึงความอึดอัดถึงโฉมหน้าครม.บางคนที่ถูกข้อกังขาของสังคม แต่เชื่อว่าด้วยรัฐธรรมนูญปี 2560 ด้วยรัฐสภาเสียงปริ่มน้ำ ต่อให้เลือกฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง หน้าตารัฐมนตรียังคงวนเวียนอยู่กับกลุ่มเดิม การเปลี่ยนแปลงที่ดีที่สุดคือการคืนอำนาจให้กับประชาชนคือการยุบสภาฯ เลือกตั้งใหม่เพื่อให้ได้รัฐบาลที่ชอบธรรมมาจากการเลือกตั้ง น้อมรับข้อต่อว่าท้วงติง

เมื่อถามถึงกรณี ในวันแถลงนโยบายรัฐบาล พรรค ปชน.จัดผู้อภิปรายไว้อย่างไรบ้างนั้น นายวิโรจน์ กล่าวว่า มีการเตรียมกรอบ ในการประคับประคองเศรษฐกิจจะทำอย่างไร ซึ่งรับผิดชอบโดยน.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคปชน. และการท้วงติง เพื่อเตือนหรือส่งสัญญาณว่าสิ่งใดไม่ควรกระทำในระยะเวลา 4 เดือน โดยตนเป็นผู้รับผิดชอบ ทั้งการฮั้ว สว.เขากระโดง และการเข้ามาของนายทุน ที่เชื่อมโยงไปถึงทุนฝั่งกัมพูชา ตนและสส.อย่างน้อย 36 คนจะรวบรวมข้อมูลและอภิปรายท้วงติงพร้อมปักหมุดตรวจสอบ ครม.อนุทิน 1 ไว้ล่วงหน้า

เมื่อถามว่า การอภิปรายจะสามารถลบความคลางแคลงใจว่า เป็นฝ่ายค้านจริง หรือเป็นฝ่ายรัฐบาลได้หรือไม่ นายวิโรจน์ ระบุว่า ต้องดูที่เนื้อหาสาระ เราได้รับมอบหมายให้ดำเนินการได้อย่างอิสระ โดยที่ไม่ต้องคำนึงถึง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ ไม่ต้องคำนึงถึงเจ้าของปราสาทสายฟ้า ดำเนินการตามเนื้อผ้า เชื่อว่า ประชาชนจะเข้าใจบทบาทของพวกเรามากขึ้นจากการอภิปราย และการตัดสินใจครั้งนี้เพื่อประเทศชาติบ้านเมืองจริง ๆ

เมื่อถามว่ากรณีที่น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.กทม.พรรคปชน. ให้สัมภาษณ์ ว่า เพราะพรรคปชน.จึงได้โควตารัฐมนตรีคนนอกโปรไฟล์ดี ๆ เข้ามาอยู่ในครม.อนุทิน1 จึงทำให้เกิดข้อสงสัยว่ามีการตกลงตำแหน่งรัฐมนตรี กันมาก่อนหรือไม่ นายวิโรจน์ ตอบว่า ตนว่าน.ส.รักชนกคงสัมภาษณ์ในลักษณะคณิตศาสตร์มากกว่า แต่ในการเจรจาไม่มีในส่วนนี้ขอตอบสั้น ๆ ว่าเราไม่ร่วมรัฐบาล ต้องยอมรับว่ารัฐมนตรีต่อให้เป็นซุปเปอร์แมนถ้าอยู่ในสภาวะที่สภาฯ ปริ่มน้ำแบบนี้ขับเคลื่อนไปได้ยากพอสมควร เชื่อว่า หน้าตารัฐมนตรีที่ดี อย่างน้อย ๆ ก็สามารถประคับประคอง เพราะจะไม่ถูกการวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากประชาชนจะทำงานให้ราบรื่นขึ้น

นายวิโรจน์ ยืนยันว่า จะใช้กลไกทางสภา ทั้งตั้งกระทู้ถามสด เสนอญัตติด่วนด้วยวาจา กรรมาธิการที่เกี่ยวข้อง เพื่อตรวจสอบรัฐบาล รวมถึงการอภิปรายทั่วไปแบบไม่ลงมติ การอภิปรายไม่ไว้วางใจ ซึ่งถ้าเกิดมีความชัดเจนชัดแจ้งก็จะยกมือคว่ำรัฐบาล

วิโรจน์ย้ำ! ไร้ดีลโควตารัฐมนตรี ปัดนั่งร้าน ภท.

ประเด็นโควตารัฐมนตรีคืออะไร ทำไมนายวิโรจน์ถึงต้องออกมาพูด?

จากกระแสข่าวและข้อวิพากษ์วิจารณ์ที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับการจัดตั้งรัฐบาล และบทบาทของพรรคประชาชน (ปชน.) ที่ถูกมองว่าเป็นนั่งร้านให้กับพรรคภูมิใจไทย (ภท.) นั้น นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร รองหัวหน้าพรรค ปชน. ได้ออกมาให้สัมภาษณ์เพื่อยืนยันความโปร่งใส และความมุ่งมั่นในการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลอย่างเข้มข้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นเรื่อง โควตารัฐมนตรี ที่ถูกกล่าวหาว่ามีการตกลงกันไว้ล่วงหน้า

นายวิโรจน์เน้นย้ำว่า พรรค ปชน. จะทำหน้าที่ตรวจสอบอย่างตรงไปตรงมา ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลสีใดก็ตาม และจะไม่ปล่อยผ่านหากพบเห็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องเกิดขึ้น นอกจากนี้ยังกล่าวถึงความอึดอัดใจต่อโฉมหน้ารัฐมนตรีบางคนที่ยังเป็นที่กังขาของสังคม แต่ก็เข้าใจถึงข้อจำกัดของรัฐธรรมนูญปี 2560 และสภาวะสภาฯ ปริ่มน้ำที่ทำให้การเปลี่ยนแปลงเป็นไปได้ยาก การแก้ไขปัญหาที่ยั่งยืนที่สุดคือการคืนอำนาจให้ประชาชนผ่านการยุบสภาฯ และเลือกตั้งใหม่

ในการอภิปรายนโยบายรัฐบาลที่จะเกิดขึ้น พรรคปชน. เตรียมที่จะเน้นย้ำถึงแนวทางการประคับประคองเศรษฐกิจ และการเตือนถึงสิ่งที่ไม่ควรกระทำในช่วง 4 เดือนนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นการฮั้ว สว.เขากระโดง และการเข้ามาของนายทุนที่มีความเชื่อมโยงกับทุนฝั่งกัมพูชา

แม้จะถูกตั้งคำถามถึงความเป็นฝ่ายค้านที่แท้จริง แต่ นายวิโรจน์ ยืนยันว่า การอภิปรายจะเป็นไปตามเนื้อหาสาระที่ถูกต้อง โดยไม่คำนึงถึงอิทธิพลของนายอนุทิน ชาญวีรกูล หรือ “เจ้าของปราสาทสายฟ้า” แต่จะยึดมั่นในผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นสำคัญ

โดยสรุปแล้ว นายวิโรจน์ต้องการสื่อสารให้ชัดเจนว่า พรรค ปชน. ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการตกลงเรื่องโควตารัฐมนตรี และพร้อมที่จะทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาลอย่างเต็มที่ เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและเป็นประโยชน์ต่อประชาชนมากที่สุด

การเมืองไทยยังคงมีความซับซ้อนและเต็มไปด้วยความท้าทาย การติดตามข่าวสารและการมีส่วนร่วมทางการเมืองจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้เราสามารถตัดสินใจและเลือกผู้แทนที่สามารถนำพาประเทศไปในทิศทางที่ถูกต้องได้

ที่มา – “วิโรจน์” ย้ำไร้ดีลเรื่องโควตารมต. น้อมรับข้อท้วงติงถูกโจมตีเป็นนั่งร้านภูมิใจไทย

เที่ยวไทยคนละครึ่ง เต็มแล้ว! ลุ้นทัวร์ไทยคนละครึ่ง

โครงการเที่ยวไทยคนละครึ่งที่ผ่านมาได้รับความนิยมอย่างล้นหลาม จนล่าสุดสิทธิ์เต็มหมดแล้ว! หลายคนอาจกำลังเสียดายที่พลาดโอกาสนี้ แต่อย่าเพิ่งหมดหวัง เพราะการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กำลังพิจารณาโครงการใหม่ที่น่าสนใจไม่แพ้กัน นั่นคือ “ทัวร์ไทยคนละครึ่ง” เพื่อตอบสนองความต้องการของนักท่องเที่ยวชาวไทยที่ต้องการเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศ

เที่ยวไทยคนละครึ่ง ฮิตจริง! สิทธิ์เต็มเร็ว

น.ส.ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ได้เปิดเผยว่า โครงการเที่ยวไทยคนละครึ่ง ซึ่งเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2568 ได้รับกระแสตอบรับที่ดีเกินคาด สิทธิ์ทั้งหมด 500,000 สิทธิ์ถูกใช้เต็มภายในวันที่ 16 กันยายน 2568 เท่านั้น ซึ่งเร็วกว่ากำหนดการสิ้นสุดโครงการเดิมที่วางไว้ในวันที่ 30 กันยายน 2568

“ภายในระยะเวลาเพียง 2 เดือนครึ่ง มีผู้ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการถึง 2,160,189 ราย และใช้สิทธิ์เต็มจำนวน แสดงให้เห็นถึงความต้องการของคนไทยในการท่องเที่ยวภายในประเทศ” ผู้ว่าการ ททท. กล่าว ข้อมูลยังระบุว่า จากจำนวนผู้ลงทะเบียนทั้งหมด มีผู้ใช้สิทธิ์ในโครงการนี้ถึง 294,454 ราย โดยมีการใช้จ่ายในธุรกิจท่องเที่ยวหลากหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็นโรงแรมและที่พัก (55%) ร้านอาหาร (39%) แหล่งท่องเที่ยว สปา/สุขภาพ OTOP และรถเช่า/เรือเช่า ซึ่งมีผู้ให้บริการเข้าร่วมโครงการทั้งสิ้น 9,222 ราย

เที่ยวไทยคนละครึ่ง กระจายรายได้ทั่วประเทศ

การใช้สิทธิ์เที่ยวไทยคนละครึ่งกระจายไปทั่วประเทศ โดยกรุงเทพมหานครมีผู้ใช้สิทธิ์มากที่สุด (2,027,756 ราย) รองลงมาคือ สุราษฎร์ธานี กาญจนบุรี นราธิวาส และอ่างทอง ซึ่งแสดงให้เห็นว่าโครงการนี้ช่วยกระจายการท่องเที่ยวไปยังจังหวัดต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ยังพบว่ามีการใช้สิทธิ์ในเมืองหลัก 300,000 สิทธิ์ และในเมืองรอง 200,000 สิทธิ์ ซึ่งช่วยกระจายรายได้สู่จังหวัดท่องเที่ยวรองและชุมชนท้องถิ่นได้อย่างทั่วถึง จังหวัดที่เป็นที่นิยมในเมืองหลัก ได้แก่ ชลบุรี นนทบุรี และเพชรบุรี ส่วนในเมืองรอง ได้แก่ จันทบุรี ตราด และราชบุรี

น.ส.ฐาปนีย์ กล่าวว่า โครงการนี้แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยว โดยเฉพาะการช่วยเหลือค่าใช้จ่าย ซึ่งเป็นแรงจูงใจสำคัญในการเดินทางท่องเที่ยวของประชาชน การที่สิทธิ์หมดเร็วกว่ากำหนด แสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพของโครงการในการกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศ สนับสนุนผู้ประกอบการขนาดเล็กและชุมชน สร้างงาน สร้างรายได้ในระดับท้องถิ่น และเป็นแรงผลักดันสำคัญในการฟื้นฟูเศรษฐกิจการท่องเที่ยว

จากความสำเร็จของโครงการเที่ยวไทยคนละครึ่ง ททท.กำลังพิจารณาโครงการใหม่ที่ชื่อว่า “ทัวร์ไทยคนละครึ่ง” เพื่อรองรับความต้องการที่สูงของประชาชนในการท่องเที่ยวภายในประเทศ ซึ่งจะเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับคนที่ต้องการเที่ยวเมืองไทยในราคาประหยัด

สำหรับใครที่พลาดโครงการเที่ยวไทยคนละครึ่งไป ก็อย่าเพิ่งเสียใจ เตรียมตัวรอติดตามข่าวสารโครงการทัวร์ไทยคนละครึ่งกันได้เลย! รับรองว่าจะมีรายละเอียดและเงื่อนไขที่น่าสนใจไม่แพ้กันแน่นอน

ที่มา – “เที่ยวไทยคนละครึ่ง” สิทธิ์เต็มหมดแล้ว ททท.กำลังพิจารณา “ทัวร์ไทยคนละครึ่ง” ต่อ

ส.อ.ท. ชง 5 เรื่องด่วน รัฐบาลอนุทิน ดันเศรษฐกิจไทยเข้มแข็ง

สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เสนอ 5 เรื่องเร่งด่วนต่อรัฐบาล “อนุทิน” หวังดันเศรษฐกิจไทยเข้มแข็ง โดยมุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าและการสร้างความเติบโตอย่างยั่งยืน

นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธาน ส.อ.ท. ได้เข้าหารือกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี พร้อมคณะ เพื่อหารือแนวทางความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม โดยมีเป้าหมายเพื่อเสริมศักยภาพการแข่งขันและยกระดับเศรษฐกิจไทยเข้มแข็ง

ส.อ.ท. ได้เน้นย้ำถึงความท้าทายของภาคอุตสาหกรรมไทยและแนวทางการขับเคลื่อนภายใต้นโยบาย 4GO ได้แก่ GO Digital & AI, GO Innovation, GO Global และ GO Green ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการผลักดันให้อุตสาหกรรมไทยก้าวทันการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า รัฐบาลพร้อมแก้ไขปัญหาของผู้ประกอบการและการค้าชายแดนไทย-กัมพูชา โดยจะสนับสนุนการลงทุนและการผลิตสินค้าภายในประเทศ พร้อมเร่งหารือกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เพื่อส่งเสริมการลงทุน

ส.อ.ท. ชง 5 เรื่องเร่งด่วน รัฐบาล “อนุทิน” ดันเศรษฐกิจไทยเข้มแข็ง

ส.อ.ท. ได้นำเสนอแนวทางในการส่งเสริมอุตสาหกรรม 5 เรื่องหลักในระยะเร่งด่วน ได้แก่:

  1. การเตรียมความพร้อมรับมือมาตรการภาษีนำเข้าสหรัฐฯ และสงครามการค้า
  2. การส่งเสริมสภาพคล่องทางการเงินและการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของ SMEs
  3. การปรับโครงสร้างค่าไฟฟ้าเพื่อลดต้นทุนผู้ประกอบการ
  4. การรับมือผลกระทบจากปัญหาการค้าชายแดนไทย-กัมพูชา และมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการ
  5. การบริหารจัดการผลกระทบจากการแข็งค่าของเงินบาท

มาตรการภาษีนำเข้าสหรัฐฯ และสงครามการค้า

นายนาวา จันทนสุรคน รองประธาน ส.อ.ท. ชี้แจงว่า ไทยถูกสหรัฐฯ เริ่มเก็บภาษีอัตรา 19% ตั้งแต่วันที่ 7 ส.ค. โดยมี 2 กรณี คือ (1) สินค้าที่ตกอยู่ในขอบเขตมาตรการโดยรวม และ (2) สินค้าที่เกิดจากการสวมสิทธิ์ของประเทศที่สาม ซึ่งจะถูกเก็บภาษีอัตรา 40%

ส.อ.ท. เสนอให้ภาครัฐเร่งสร้างความเข้าใจแก่ผู้ประกอบการ จัดตั้งหน่วยงานให้คำปรึกษาเรื่องการคำนวณ RVC และส่งเสริมผู้ประกอบการในการปรับตัวเพื่อปรับซัพพลายเชนของไทยให้มีความยืดหยุ่นและทันสมัย

นายอภิชิต ประสพรัตน์ รองประธาน ส.อ.ท. กล่าวถึงสถานะความเปราะบางของเอสเอ็มอีไทย โดยมีหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) คิดเป็น 243,026 ล้านบาท ดังนั้น ส.อ.ท. จึงนำเสนอแนวทางส่งเสริมสภาพคล่องทางการเงินและการเข้าถึงแหล่งทุน ภายใต้มาตรการ Fast Track เพื่อเอสเอ็มอี

นายอิศเรศ รัตนดิลก ณ ภูเก็ต รองประธาน ส.อ.ท. กล่าวถึงแนวทางการปรับโครงสร้างค่าไฟฟ้าเพื่อลดต้นทุนผู้ประกอบการ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคการผลิต โดยเน้นความจำเป็นในการสร้างโครงสร้างค่าไฟฟ้าที่เป็นธรรม สะท้อนต้นทุนการผลิตที่แท้จริง

นายเวทิต โชควัฒนา รองประธาน ส.อ.ท. สะท้อนปัญหาการค้าชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการจำนวนมาก โดยเสนอให้ภาครัฐเร่งหามาตรการช่วยเหลือในระยะเร่งด่วน ระยะสั้น และระยะยาว

นอกจากนี้ นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธาน ส.อ.ท. ยังได้สะท้อนความกังวลต่อการแข็งค่าของเงินบาทเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่ง โดยเสนอให้ภาครัฐเร่งศึกษาและแยกแยะผลกระทบจากธุรกรรมทองคำ คริปโตเคอร์เรนซี และการโอนเงินแรงงานต่างด้าวที่ไม่ผ่านระบบ

สำหรับกลไกความร่วมมือในอนาคต ส.อ.ท. เห็นควรให้ขับเคลื่อนการหารือผ่านคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) และจัดให้มีเวทีระดมความคิดเห็นในประเด็นเศรษฐกิจที่สำคัญ

การที่ ส.อ.ท. ชง 5 เรื่องเร่งด่วนต่อรัฐบาล “อนุทิน” ในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะผลักดันเศรษฐกิจไทยเข้มแข็งอย่างเป็นรูปธรรม โดยการแก้ไขปัญหาเร่งด่วนควบคู่ไปกับการวางรากฐานเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืนเป็นสิ่งสำคัญยิ่ง และการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนจะเป็นกุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จ

ที่มา – ส.อ.ท. ชง 5 เรื่องเร่งด่วน รัฐบาล “อนุทิน” ดันเศรษฐกิจไทยเข้มแข็ง

ไอทีดี ชี้ทางรอดประเทศไทย ลงทุนเศรษฐกิจดิจิทัล

ไอทีดี เผย “เศรษฐกิจดิจิทัล” ทางรอดประเทศไทย หลังรายงานลงทุนโลกปี 2568 จัดทำโดย UNCTAD พบว่า เมื่อปี 2567 เศรษฐกิจดิจิทัลโลกมีมูลค่าลงทุนพุ่ง สวนทาง FDI โลกที่ลดลงถึง 11% แนะไทยหันดึงลงทุนเศรษฐกิจดิจิทัลและอุตสาหกรรมสีเขียว เหตุมีศักยภาพหลายด้าน

นายสุภกิจ เจริญกุล ผู้อำนวยการสถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา (ไอทีดี) เปิดเผยว่า ไอทีดีจัดสัมมนา การค้าและการพัฒนาในภูมิอาเซียนปี 68 (Southeast Asia Trade and Development Forum 2025) เพื่อจับตามองทิศทางเศรษฐกิจโลก และเศรษฐกิจในภูมิภาค โดยถอดบทเรียนจากรายงานการลงทุนโลกปี 68 (World Investment Report 2025) จัดทำโดยการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา (UNCTAD) ที่ระบุว่า การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ทั่วโลกปี 67 ลดลงถึง 11% ลดลงต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 ตอกย้ำว่าเศรษฐกิจโลกเต็มไปด้วยความท้าทาย ทั้งจากปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ การปรับกติการค้าพหุภาคี แรงกดดันสิ่งแวดล้อมที่เข้มข้นขึ้น ซึ่งล้วนแต่เป็นความท้าทายที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจและความมั่นคงโลก โดยอาเซียน และไทยไม่อาจหลีกเลี่ยงได้

ทั้งนี้ แม้ไทยและอาเซียนอยู่ห่างจากสมรภูมิหลักอย่างสหรัฐฯ และยุโรป แต่ผลกระทบเกิดขึ้นชัดเจน เพราะเศรษฐกิจไทยที่พึ่งพาการส่งออก จึงต้องเผชิญแรงกดดันจากสงครามการค้า มาตรการภาษีของสหรัฐฯ มาตรการกีดกันทางการค้าต่างๆ ซึ่งกระทบอุตสาหกรรมสำคัญ เช่น ยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ เกษตร ท่องเที่ยว ขณะที่ด้านสิ่งแวดล้อม ไทยต้องรับมือกับภัยธรรมชาติที่รุนแรงและถี่ขึ้น อีกทั้งการแข่งขันของมหาอำนาจสหรัฐฯ และจีนก็กำลังดึงเอาอาเซียน และไทยเข้าสู่สมรภูมิอิทธิพลทางการค้า เทคโนโลยี และความมั่นคง

“ท่ามกลางความปั่นป่วนนี้ อาเซียนถูกจับตามองว่าเป็นภูมิภาคที่มีศักยภาพ เพราะยังเห็นการลงทุนเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในเศรษฐกิจดิจิทัลและอุตสาหกรรมสีเขียว ซึ่งในรายงานฯ ระบุว่า เศรษฐกิจดิจิทัล มีมูลค่าลงทุนเพิ่มขึ้นถึง 2 เท่าในปี 67 และบริษัทข้ามชาติ 100 อันดับแรกมีรายได้จากเทคโนโลยีมากกว่า 20% ทำให้ไทยมีโอกาสใช้ประโยชน์จากทำเลยุทธศาสตร์และความเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน ก้าวขึ้นเป็นฐานการลงทุนใหม่ของภูมิภาคได้”

นายสุภกิจ กล่าวว่า ไทยควรใช้จุดแข็งที่มีอยู่ ทั้งด้านแรงงาน ตลาดผู้บริโภคขนาดใหญ่ และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่ดี มาต่อยอดสู่การเป็น ศูนย์กลางเศรษฐกิจดิจิทัลของอาเซียน แม้การลงทุนเพื่อบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ในประเทศกำลังพัฒนาหลายแห่งลดลง แต่สำหรับไทย จะเป็นโอกาสหากเร่งดึงดูดการลงทุนในสาขาเหล่านี้ได้ ซึ่งจะช่วยขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจไปพร้อมกับการยกระดับความยั่งยืนในระยะยาว

เศรษฐกิจดิจิทัล คือทางรอดประเทศไทยจริงหรือ?

การที่ไอทีดีออกมาเน้นย้ำถึงความสำคัญของเศรษฐกิจดิจิทัลนั้น แสดงให้เห็นถึงโอกาสที่ประเทศไทยมีในการปรับตัวและดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ ท่ามกลางความท้าทายทางเศรษฐกิจโลกที่เพิ่มมากขึ้น การลงทุนในเศรษฐกิจดิจิทัลและอุตสาหกรรมสีเขียวถือเป็นกลยุทธ์ที่สำคัญสำหรับอนาคตของประเทศ

ทำไมเศรษฐกิจดิจิทัลจึงสำคัญต่อประเทศไทย?

  • การเติบโตทางเศรษฐกิจ: เศรษฐกิจดิจิทัลช่วยสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ และดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ
  • การสร้างงาน: การพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลจะสร้างงานใหม่ๆ ที่มีทักษะสูง ซึ่งจะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทย
  • ความสามารถในการแข่งขัน: การลงทุนในเทคโนโลยีและนวัตกรรมจะช่วยให้ประเทศไทยมีความสามารถในการแข่งขันในระดับโลก
  • ความยั่งยืน: การพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลควบคู่ไปกับอุตสาหกรรมสีเขียวจะช่วยให้ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืน

การที่ประเทศไทยจะสามารถก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจดิจิทัลของอาเซียนได้นั้น จำเป็นต้องมีการลงทุนอย่างต่อเนื่องในโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล การพัฒนาทักษะของแรงงาน และการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการลงทุน

รัฐบาลและภาคเอกชนต้องร่วมมือกันเพื่อผลักดันให้ประเทศไทยเป็นผู้นำในเศรษฐกิจดิจิทัลของอาเซียน ซึ่งจะนำมาซึ่งความเจริญรุ่งเรืองและความยั่งยืนสำหรับประเทศในระยะยาว การเปิดรับเทคโนโลยีใหม่ๆ และการปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงของโลกเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง

ดังนั้น การลงทุนในเศรษฐกิจดิจิทัลและอุตสาหกรรมสีเขียวจึงไม่ใช่แค่ทางเลือก แต่เป็นความจำเป็นที่ประเทศไทยต้องให้ความสำคัญเพื่อความอยู่รอดและความเจริญก้าวหน้าในอนาคต

ที่มา – ไอทีดี แนะทางรอดประเทศไทย เน้นลงทุนเศรษฐกิจดิจิทัลและอุตสาหกรรมสีเขียว

กขค. คุมอี-คอมเมิร์ซ ป้องกันผูกขาด เริ่มตุลาคมนี้

กขค. เตรียมออกกฎเหล็กคุม อี-คอมเมิร์ซ ป้องกันการผูกขาดและการทำธุรกิจที่เอาเปรียบผู้ค้ารายย่อย หลังพบยอดร้องเรียนจำนวนมากเกี่ยวกับการถูกบังคับเลือกใช้บริการขนส่งสินค้าของแพลตฟอร์ม, การบีบให้ทำโปรโมชั่นที่ไม่เป็นธรรม และการฉวยโอกาสขึ้นค่าธรรมเนียมโดยไม่แจ้งล่วงหน้า คาดว่าจะเริ่มบังคับใช้ในเดือนตุลาคมนี้

นายวิษณุ วงศ์สินศิริกุล เลขาธิการคณะกรรมการแข่งขันทางการค้า (กขค.) เปิดเผยว่า สำนักงาน กขค. ได้ร่างประกาศคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า เรื่อง แนวทางพิจารณาการปฏิบัติทางการค้าที่ไม่เป็นธรรมและการกระทำอันเป็นการผูกขาด หรือลดการแข่งขัน ในการประกอบธุรกิจแพลตฟอร์มหลายด้าน (Multi-sided Platform) ประเภทธุรกิจบริการดิจิทัลแพลตฟอร์มซื้อขายสินค้าหรือบริการ หรือ ไกด์ไลน์อี-คอมเมิร์ซเสร็จสิ้นแล้ว และได้เปิดรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนจนถึงวันที่ 18 กันยายนที่ผ่านมา ผ่านเว็บไซต์ www.tcct.or.th และระบบกลางทางกฎหมาย www.law.go.th

สาเหตุสำคัญของการจัดทำไกด์ไลน์ฉบับนี้ เนื่องมาจากมีการร้องเรียนเข้ามามากกว่า 10 คดี เกี่ยวกับปัญหาการค้าที่ไม่เป็นธรรมบนแพลตฟอร์มออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็นการบังคับให้ผู้ค้าต้องใช้บริการขนส่งสินค้าของแพลตฟอร์มเอง การเรียกเก็บค่าธรรมเนียมที่สูงเกินไป รวมถึงพฤติกรรมการค้าอื่นๆ ที่ไม่เป็นธรรม เช่น เงื่อนไขการคืนเงิน คืนสินค้า หรือการบังคับให้ทำโปรโมชั่นต่างๆ ดังนั้น การออกไกด์ไลน์นี้จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อกำหนดหลักเกณฑ์และรายละเอียดที่ชัดเจน ให้ทุกฝ่ายสามารถปฏิบัติตามได้อย่างถูกต้อง ตัวอย่างเช่น การกำหนดเพดานการขึ้นค่าธรรมเนียม และระยะเวลาการแจ้งล่วงหน้า รวมถึงสิทธิในการเลือกวิธีการชำระเงินและบริษัทขนส่ง

กขค. คุมอี-คอมเมิร์ซ ป้องกันผูกขาด เริ่มตุลาคมนี้

“ไกด์ไลน์ อี-คอมเมิร์ซ จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการกำกับดูแลผู้ประกอบธุรกิจดิจิทัลแพลตฟอร์มซื้อขายสินค้าหรือบริการ ให้ปฏิบัติต่อผู้ประกอบธุรกิจอื่นๆ อย่างเป็นธรรม ไม่กีดกัน บังคับ จำกัดสิทธิ หรือเลือกปฏิบัติอันเป็นการผูกขาด หากพบว่ามีการฝ่าฝืน จะมีบทลงโทษตาม พ.ร.บ.การแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2560 หลังจากรวบรวมความคิดเห็นจากทุกฝ่ายแล้ว จะนำมาปรับปรุงแก้ไขก่อนเสนอให้ กขค. พิจารณาต่อไป โดยมีเป้าหมายที่จะเริ่มบังคับใช้ในเดือนตุลาคมนี้” เลขาธิการ กขค. กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ร่างประกาศฉบับนี้มีเนื้อหาครอบคลุมถึงการควบคุมพฤติกรรมการค้าออนไลน์ที่ไม่เป็นธรรมในหลายด้าน อาทิ การบังคับให้ตั้งราคาสินค้าหรือบริการต่ำกว่าต้นทุนโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร, การห้ามตั้งราคาจำหน่ายสินค้าหรือบริการบนแพลตฟอร์มอื่นให้ต่ำกว่าช่องทางการค้าของตนเอง, การกำหนดราคาขายต่อโดยให้ตั้งราคาตามที่กำหนด หากไม่ปฏิบัติตามจะถูกปฏิเสธการให้จำหน่ายสินค้า นอกจากนี้ ยังครอบคลุมถึงการเก็บค่าธรรมเนียมที่ไม่เป็นธรรม เช่น การเรียกเก็บค่าธรรมเนียมที่สูงขึ้นกว่าเดิม, การขึ้นค่าธรรมเนียมตามคู่แข่ง, การเก็บค่าธรรมเนียมต่ำกว่าต้นทุนรวมเฉลี่ยเพื่อผลักดันให้คู่แข่งออกจากตลาด, การเรียกเก็บค่าธรรมเนียมใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อน หรือการไม่แจ้งค่าธรรมเนียมให้ทราบล่วงหน้า

รายละเอียดการควบคุมพฤติกรรม อี-คอมเมิร์ซ

นอกจากนี้ ไกด์ไลน์ยังให้ความสำคัญกับการดูแลพฤติกรรมการกีดกันการมองเห็นสินค้าหรือบริการ ซึ่งผู้ให้บริการอาจใช้ระบบอัลกอริทึมในการปิดกั้นหรือจำกัดการมองเห็น และให้สิทธิพิเศษเอื้อประโยชน์เฉพาะผู้ขายที่ตนได้รับผลประโยชน์มากกว่า เช่น การจัดวางสินค้าของตนในตำแหน่งที่โดดเด่นบนหน้าแรก, การบังคับให้เลือกใช้บริการรับและขนส่งสินค้าที่กำหนด, การบังคับให้เข้าร่วมกิจกรรมส่งเสริมการขาย รวมถึงการกำหนดเงื่อนไขอันเป็นการจำกัดสิทธิโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร เช่น การยกเลิกบัญชีผู้ขาย, การถอดสินค้าหรือบริการออกจากช่องทางการจำหน่าย, การบังคับซื้อขายพ่วงสินค้าและบริการ หรือการให้ส่งข้อมูลทางการค้าทุกประเภท เพื่อนำไปสร้างข้อจำกัดและกีดกันการแข่งขัน, การเลือกปฏิบัติจนก่อให้เกิดการผูกขาด หรือลดการแข่งขัน

การออกมาตรการ กขค. คุมอี-คอมเมิร์ซ ป้องกันผูกขาด ครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการสร้างความเป็นธรรมและส่งเสริมการแข่งขันในตลาดออนไลน์ หวังว่ามาตรการนี้จะช่วยลดปัญหาการเอาเปรียบผู้บริโภคและผู้ประกอบการรายย่อย และส่งเสริมให้เกิดการค้าที่เป็นธรรมและยั่งยืนในระยะยาว

การที่ กขค. เข้ามา คุมอี-คอมเมิร์ซ ป้องกันผูกขาด ครั้งนี้ จะส่งผลให้ผู้บริโภคได้รับการคุ้มครองมากขึ้นเเละมีทางเลือกในการซื้อสินค้าเเละบริการมากกขึ้นรวมถึงผู้ประกอบการรายย่อยก็จะได้รับการสนับสนุนให้สามารถเเข่งขันในตลาดได้อย่างเป็นธรรมมากขึ้น

ที่มา – กขค.เร่งคุม อี-คอมเมิร์ซ ป้องกันผูกขาด-ฮั้วตั้งราคาขาย เริ่มใช้ตุลาคมนี้

“อนุทิน” ยันตั้งใจจริงแก้ รธน. กรอบ 4 เดือนทัน

“อนุทิน ชาญวีรกูล” เร่งทำนโยบายเตรียมแถลงรัฐสภา เดินหน้าทำตามข้อตกลง เชื่อมั่น “อนุทิน” ยันตั้งใจจริงแก้ รธน. กรอบ 4 เดือนทัน บอกไม่มีหรอก MOA มีแต่ MOU และตั้งใจจริงจะแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยดึง “บวรศักดิ์” ช่วยงาน เชื่อว่าจะทันภายใน 4 เดือนตามกรอบเวลาที่กำหนดไว้

วันที่ 13 ก.ย. 2568 ที่พรรคภูมิใจไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมร่วมกับว่าที่รัฐมนตรี เพื่อเตรียมจัดทำคำแถลงนโยบายต่อรัฐสภาว่า เป็นการประชุมเพื่อจัดทำร่างนโยบายของรัฐบาล ใน MOA ระบุว่าการยุบสภาคือ 4 เดือนหลังแถลงนโยบาย เราต้องการให้ทุกอย่างดำเนินไปด้วยความรวดเร็ว เข้ามาปุ๊บมีนโยบายเตรียมพร้อม ทำหนังสือขอให้ประธานรัฐสภาเปิดประชุมเพื่อแถลงนโยบายและยุบสภาโดยเร็ว เมื่อถามถึงนโยบายเร่งด่วนใน 4 เดือน นายอนุทิน กล่าวว่า ขอให้ทำนโยบายเรียบร้อยก่อน ส่วนใหญ่เป็นเรื่องที่ได้พูดเอาไว้ เช่น การแก้ไขสถานการณ์ไทย-กัมพูชา การทำประชามติเพื่อนำไปสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ปัญหาปากท้องพี่น้องประชาชน ทั้งนี้โครงการคนละครึ่งก็ถือว่าเป็นส่วนหนึ่ง ช่วงระยะเวลา 4 เดือน ที่เราต้องใช้อย่างเต็มที่ แต่จะได้ถึงระดับไหน ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ รวมไปถึงการนำสิ่งที่ประชาชนคาดหวังมาปัดฝุ่น เช่น โครงการคนละครึ่ง

เมื่อถามว่าใน 4 เดือนนี้การันตีผลงานรูปธรรมแน่นอนใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ผลงานการทำงานของตนเองที่ผ่านมาก็มีผลงานเรื่อย ๆ ส่วน MOA จะทำให้มีความกดดันในการทำงานหรือไม่นั้น MOA แปลว่าอะไร ใครไปเรียกก็ไม่รู้ จริง ๆ ไม่มี MOA ขยายมาจาก MOU แปลว่า Memorandum of Understanding คือการทำความเข้าใจ ต้องมีการจดบันทึก แต่ MOA แปลว่าข้อตกลง Agreement ไม่ต้องมี MO มีแต่ A ผู้สื่อข่าวถามว่าข้อตกลงสามารถผ่อนปรนได้หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า เราทำตามให้มากที่สุด ง่ายดี ไม่ต้องเถียงกับใคร อย่างน้อยตนเองก็ทำตามข้อ 4 และ 5 ไม่พยายามทำตัวเป็นเสียงข้างมาก และไม่คิดจะทำอยู่แล้วรับสภาพรัฐบาลเสียงข้างน้อย ซึ่งคนทีเซ็นกับเรา ต่างคนก็ต่างรักษาสัญญา ทำให้รัฐบาลนี้เดินไปสู่วันที่ยุบสภาโดยเร็ว ตามข้อตกลงระบุว่าเริ่มนับ 4 เดือน หลังการแถลงนโยบาย ถ้ารอกระบวนการทูลเกล้าฯ และถวายสัตย์ปฏิญาณ 6 สัปดาห์ แล้วแถลงนโยบายแปลว่าเจตนารมณ์เราไม่ดี ตนเองจึงทำเรื่องเสนอทูลเกล้าฯ เลย และร่างนโยบายให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ ขณะนี้ทำกรอบใหญ่ก่อน และให้พรรคร่วมรัฐบาลอื่นมารับทราบด้วย ไม่ใช่ยัดเยียดเหมือนที่ผ่านมา เพราะพรรคร่วมรัฐบาลไม่มีปากมีเสียงเลย เป็นนโยบายของพรรคแกนนำอย่างเดียวเลยมีปัญหาทำงานไม่มีความสามัคคี ดังนั้นตอนนี้เรามีเวลาน้อย และมีเจตนารมณ์ร่วมกัน ก็เป็นไปตามนั้น

“อนุทิน” ยันตั้งใจจริงแก้ รธน. กรอบ 4 เดือนทัน

นายอนุทิน ยังให้สัมภาษณ์ถึงกรอบระยะเวลาทำงาน 4 เดือน จะทำประชามติแก้รัฐธรรมนูญทันหรือไม่ ว่าตามระบบทันอยู่แล้ว แต่ต้องปรึกษาคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ด้วย เพราะเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับการเลือกตั้ง เนื่องจากจะมีการยุบสภา ซึ่งหากทำประชามติให้ทันพร้อมยุบสภาจะทำให้ประหยัดงบประมาณด้วย และพอเป็นประชามติรัฐบาลต่อไปเข้ามาก็จะใช้อ้างอิงเพื่อสามารถดำเนินเรื่องต่อไปได้ เมื่อถามว่า ศาลรัฐธรรมนูญไม่ให้ประชาชนเลือกสสร.โดยตรง นายอนุทิน กล่าวว่า อย่าเพิ่งลงรายละเอียด การที่ตนเชิญนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ อดีตประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ มาช่วยทำงาน แสดงให้เห็นว่าตนไม่ได้พูดไปอย่างนั้น แต่ตั้งใจเชิญนักกฎหมาย และผู้เชี่ยวชาญด้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาช่วยทำงานในรัฐบาล

อนุทินย้ำชัดเจน ตั้งใจจริงแก้รัฐธรรมนูญ

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ยืนยันความตั้งใจจริงในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ (รธน.) ภายในกรอบเวลา 4 เดือน โดยให้ความสำคัญกับการปรึกษาหารือกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นไปอย่างราบรื่นและเป็นประโยชน์ต่อประชาชนมากที่สุด การที่นายอนุทินดึงนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ อดีตประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ มาร่วมงานในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและความตั้งใจจริงในการแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างเป็นรูปธรรม รัฐบาลชุดนี้ให้ความสำคัญกับการทำตามสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชน และพร้อมที่จะทำงานอย่างเต็มที่เพื่อให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญสำเร็จลุล่วงตามเป้าหมาย

การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อนและมีความสำคัญต่ออนาคตของประเทศ ดังนั้นการดำเนินการใดๆ จึงต้องมีความรอบคอบและคำนึงถึงผลประโยชน์ของทุกฝ่าย การที่นายอนุทินเน้นย้ำถึงความตั้งใจจริงในการ “อนุทิน” ยันตั้งใจจริงแก้ รธน. กรอบ 4 เดือนทัน จึงเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนว่ารัฐบาลชุดนี้จะทำหน้าที่อย่างดีที่สุด และพร้อมที่จะรับฟังความคิดเห็นของทุกภาคส่วนเพื่อนำไปสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติอย่างแท้จริง “อนุทิน” ยันตั้งใจจริงแก้ รธน. กรอบ 4 เดือนทัน และจะดำเนินการอย่างโปร่งใสตรวจสอบได้ นอกจากนี้ การที่นายอนุทินกล่าวถึงการปรึกษาหารือกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เกี่ยวกับการทำประชามติ แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจในกระบวนการที่ถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อให้ผลประชามติเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย

อย่างไรก็ตาม การแก้ไขรัฐธรรมนูญภายในกรอบเวลา 4 เดือนนั้น ถือเป็นความท้าทายอย่างยิ่ง เนื่องจากมีขั้นตอนและกระบวนการที่ต้องดำเนินการหลายอย่าง ดังนั้นจึงต้องมีการวางแผนและบริหารจัดการเวลาอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้

การติดตามความคืบหน้าในการแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างใกล้ชิด และการแสดงความคิดเห็นอย่างสร้างสรรค์ จะเป็นส่วนช่วยให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นไปในทิศทางที่ถูกต้องและเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติอย่างแท้จริง

ที่มา – “อนุทิน” ยันตั้งใจจริงแก้ รธน. กรอบ 4 เดือนทัน บอกไม่มีหรอก MOA มีแต่ MOU

“สีหศักดิ์” เล็งคุยเปิด-ปิดด่าน ย้ำความปลอดภัย

สถานการณ์ชายแดนยังคงเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจอย่างต่อเนื่อง ล่าสุด นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว ว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้ออกมากล่าวถึงประเด็นการ “สีหศักดิ์” เล็งคุยเปิด-ปิดด่าน หลังจากที่ก่อนหน้านี้มีความเห็นต่างในโลกโซเชียลมีเดียเกิดขึ้นอย่างมาก โดยเน้นย้ำว่าความปลอดภัยของประชาชนต้องมาเป็นอันดับแรก

เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2568 ที่พรรคภูมิใจไทย นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว ได้ให้สัมภาษณ์ถึงแนวทางการดำเนินงานด้านต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องที่เกี่ยวข้องกับชายแดนและการ “สีหศักดิ์” เล็งคุยเปิด-ปิดด่าน ซึ่งเป็นประเด็นอ่อนไหวและส่งผลกระทบต่อประชาชนโดยตรง

“สีหศักดิ์” เล็งคุยเปิด-ปิดด่าน

นายสีหศักดิ์กล่าวว่า จะมีการหารือกันในเรื่องนโยบายที่จะนำไปแถลงต่อรัฐสภา โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นที่เกี่ยวข้องกับชายแดน ซึ่งรวมถึงเรื่องการปิด-เปิดด่านด้วย โดยจะต้องพิจารณาจากผลการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) ก่อน และดูว่าทางกัมพูชาจะปฏิบัติตามข้อตกลงหรือไม่

ความปลอดภัยต้องมาก่อน

สิ่งที่นายสีหศักดิ์เน้นย้ำคือ ความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่ชายแดนต้องมาเป็นอันดับแรก และจะต้องพิจารณามาตรการอื่นๆ ประกอบด้วย เพื่อให้เกิดความสมดุลระหว่างการค้า การท่องเที่ยว และความมั่นคง

“เรื่องนี้ต้องคุยกันก่อน และย้ำว่าดูจากผลการประชุม GBC ที่พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รมช.กลาโหม ปฏิบัติหน้าที่รมว.กลาโหม ไปร่วมประชุมมา ต้องดูว่าเขามีการปฏิบัติตามนั้นหรือไม่ แต่โดยทั่วไปผลการประชุมก็ออกมาดีอยู่ที่การปฏิบัติ” นายสีหศักดิ์ กล่าว

ถึงแม้ว่าหลายฝ่ายจะมีความกังวลและไม่อยากให้มีการเปิดด่าน แต่การ “สีหศักดิ์” เล็งคุยเปิด-ปิดด่าน จะต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของทุกฝ่าย และที่สำคัญที่สุดคือความปลอดภัยของประชาชน

“ตนคิดว่าเราต้องมาดูกันก่อนว่าสิ่งที่คุยกัน เขาจะปฏิบัติตามนั้นหรือไม่ ซึ่งต้องยอมรับว่ามีประเด็นที่สร้างสรรค์หลายเรื่อง และสุดท้ายคือความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่” นายสีหศักดิ์ กล่าวเพิ่มเติม

ที่ผ่านมา มักมีปัญหาว่าทางกัมพูชาไม่ค่อยยอมรับผลการประชุมทวิภาคี ไม่ว่าจะเป็น GBC, JBC หรือ RBC แต่นายสีหศักดิ์กล่าวว่า ในการประชุมครั้งล่าสุด ทุกอย่างดูเป็นไปด้วยดี และหวังว่าจะได้รับการตอบรับที่ดีจากทางกัมพูชา

“เราก็หวังว่าอย่างนั้น ความจริงใจเป็นเรื่องที่สำคัญ” นายสีหศักดิ์กล่าว

ดังนั้น สิ่งที่เราต้องจับตาดูต่อไปคือแนวทางการดำเนินงานของรัฐบาลใหม่ภายใต้การนำของนายสีหศักดิ์ ว่าจะสามารถสร้างสมดุลระหว่างการเปิดประเทศ การกระตุ้นเศรษฐกิจ และการรักษาความปลอดภัยของประชาชนได้อย่างไร การ “สีหศักดิ์” เล็งคุยเปิด-ปิดด่าน จึงเป็นเรื่องที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

ประเด็นนี้สะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายในการบริหารจัดการชายแดน ซึ่งต้องอาศัยการเจรจา การทำความเข้าใจ และความร่วมมือจากทุกฝ่าย เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชนทั้งสองประเทศ

ที่มา – “สีหศักดิ์” เล็งคุยเปิด-ปิดด่าน หลังโซเชียลฯ ไม่เห็นด้วย ย้ำยึดความปลอดภัยประชาชน

“นายกฯ อนุทิน” ทักทายนักเรียนศรีสะเกษ เร่งแก้ชายแดน

“นายกฯ อนุทิน” สร้างความประหลาดใจ แวะทักทายนักเรียนศรีสะเกษที่มาทัศนศึกษาพรรคภูมิใจไทย ย้ำเร่งแก้ปัญหาชายแดน เพื่อให้ประชาชนกลับมามีชีวิตปกติสุขโดยเร็ว

เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2568 ที่ทำการพรรคภูมิใจไทย คณะนักเรียนห้องเรียนพิเศษนิติศาสตร์ – รัฐศาสตร์ ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ปีการศึกษา 2568 โรงเรียนสตรีสิริเกศ จังหวัดศรีสะเกษ จำนวน 39 คน พร้อมคณาจารย์ 5 คน ได้เดินทางมาทัศนศึกษาภายในพรรคภูมิใจไทย ในระหว่างการบรรยายหัวข้อ “การเดินหน้านโยบายเพื่อแก้ปัญหาและดูแลประชาชน” โดยนายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ซึ่งในขณะนั้นเอง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้เดินทางมาเข้าร่วมฟังการบรรยายและทักทายนักเรียนอย่างไม่เป็นทางการ ทำให้บรรยากาศเต็มไปด้วยความอบอุ่นและเป็นกันเอง

นายอนุทินได้เปิดโอกาสให้นักเรียนซักถามเกี่ยวกับนโยบายที่จะดำเนินการในช่วง 4 เดือนแรก โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการแก้ไขปัญหาเร่งด่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา “เวลานี้ต้องเน้นแก้ปัญหาเร่งด่วน โดยเฉพาะสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา เพื่อให้พี่น้องประชาชนในพื้นที่ชายแดน เช่น จังหวัดศรีสะเกษ กลับมามีชีวิตที่ปกติสุขโดยเร็วที่สุด เรื่องความมั่นคง เรื่องการปฏิบัติการทางทหาร ขอให้เป็นหน้าที่ของกองทัพ หน้าที่ของรัฐบาลคือต้องทำให้ประชาชนสามารถใช้ชีวิตได้อย่างปลอดภัยและสงบสุข” นายกรัฐมนตรีกล่าว

“นายกฯ อนุทิน” ทักทายนักเรียนศรีสะเกษ เร่งแก้ชายแดน

การปรากฏตัวของนายกรัฐมนตรีสร้างความตื่นเต้นให้กับนักเรียนเป็นอย่างมาก ที่ได้มีโอกาสพบปะและสนทนากับผู้นำประเทศอย่างใกล้ชิด บรรยากาศเต็มไปด้วยความชื่นมื่นและเป็นกันเอง สะท้อนให้เห็นถึงความใส่ใจของรัฐบาลในการรับฟังความคิดเห็นของเยาวชนและพร้อมที่จะแก้ไขปัญหาต่างๆ เพื่อความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชน

ความสำคัญของการแก้ไขปัญหาชายแดน

การที่ “นายกฯ อนุทิน” ให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาบริเวณชายแดน แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการสร้างความมั่นคงและความสงบสุขให้กับประชาชนในพื้นที่ดังกล่าว การแก้ไขปัญหาชายแดนไม่เพียงแต่จะช่วยให้ประชาชนสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุข แต่ยังส่งผลดีต่อเศรษฐกิจและการพัฒนาในระยะยาวอีกด้วย

  • การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งและข้อพิพาทต่างๆ
  • การส่งเสริมการค้าและการลงทุนบริเวณชายแดน
  • การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภค
  • การยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน

นโยบายของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาชายแดนจึงเป็นสิ่งที่น่าจับตามองและคาดหวังว่าจะนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นสำหรับประชาชนในพื้นที่ชายแดน รวมถึงภาพรวมของประเทศ

“นายกฯ อนุทิน” ได้แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจจริงในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ของประเทศ โดยเริ่มต้นจากการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าอย่างเร่งด่วน เช่น สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน และสร้างความเชื่อมั่นให้กับทุกภาคส่วน การดำเนินงานอย่างต่อเนื่องและมุ่งเน้นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม จะเป็นปัจจัยสำคัญที่จะนำพาประเทศไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองอย่างยั่งยืน

ที่มา – “นายกฯ อนุทิน” เซอร์ไพรส์ แวะทักทายนักเรียนศรีสะเกษ ย้ำเร่งแก้ปัญหาชายแดน

“สุขุม” แย้มสังคมมีความหวัง หลังอนุทินจัด ครม.

รศ.ดร.สุขุม นวลสกุล อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง ออกมาแสดงความคิดเห็นถึงสถานการณ์บ้านเมืองในปัจจุบัน โดยชี้ให้เห็นว่าสังคมเริ่มมีความหวังอีกครั้ง หลังจากที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีคนใหม่ ได้เริ่มเดินหน้าจัดตั้งคณะรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจและเร่งรัดนโยบายที่ตอบโจทย์ประชาชน หนึ่งในนั้นคือการรื้อฟื้นโครงการ “คนละครึ่ง” ที่เคยประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก

อดีตอธิการบดี ม.รามคำแหง เน้นย้ำว่าเนื่องจากรัฐบาลมีเวลาจำกัด การเร่งสร้างผลงานให้เป็นรูปธรรมโดยเร็ว จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง และการตัดสินใจปัดฝุ่นโครงการคนละครึ่ง ถือเป็นสัญญาณที่ดี

“สุขุม” แย้มสังคมมีความหวัง หลังอนุทินจัด ครม.

นอกจากนี้ รศ.ดร.สุขุม ยังกล่าวชื่นชมการจัดทัพคณะรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจที่มีการเลือกบุคคลภายนอกซึ่งเป็น “มืออาชีพ” เข้ามาทำงาน สะท้อนให้เห็นว่านายอนุทินเข้าใจปัญหาและความต้องการของประชาชนที่กำลังเผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจและค่าครองชีพที่สูงขึ้น การเลือกบุคคลที่มีความรู้ความสามารถมาดูแลเรื่องนี้จึงเป็นการอ่านใจประชาชนได้อย่างถูกต้อง และสิ่งที่ รศ.ดร.สุขุม เห็นว่าเป็นเรื่องที่น่ายินดีคือ การที่สังคมเริ่มมีความหวังมากขึ้นจากการจัดตั้งรัฐบาลในครั้งนี้

การที่รัฐบาลใหม่ตัดสินใจที่จะฟื้นโครงการคนละครึ่งขึ้นมาอีกครั้ง แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนอย่างแท้จริง โครงการนี้เป็นที่รู้จักกันดีในเรื่องของการช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน และกระตุ้นเศรษฐกิจในระดับฐานราก การที่รัฐบาลชุดใหม่ให้ความสำคัญกับโครงการนี้จึงเป็นสัญญาณที่ดีต่ออนาคตของประเทศ

อนาคตและความหวังของสังคม

รศ.ดร.สุขุม นวลสกุล ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า การที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล เลือกที่จะดึงเอามืออาชีพจากภายนอกเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของคณะรัฐมนตรี แสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลและความเข้าใจในความซับซ้อนของปัญหาเศรษฐกิจที่ประเทศกำลังเผชิญอยู่ การมีบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถเฉพาะทาง จะช่วยให้การแก้ไขปัญหาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและตรงจุดมากยิ่งขึ้น

การที่สังคมเริ่มมีความหวังใหม่หลังจากที่ได้เห็นการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ ถือเป็นเรื่องที่น่ายินดีเป็นอย่างยิ่ง ความหวังเป็นสิ่งสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้า และการที่รัฐบาลสามารถสร้างความหวังให้กับประชาชนได้ แสดงให้เห็นถึงความไว้วางใจที่ประชาชนมีต่อรัฐบาล

  • การเร่งรัดนโยบาย: รัฐบาลควรเร่งผลักดันนโยบายต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน
  • การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ: มุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและค่าครองชีพที่สูงขึ้น
  • การสร้างความเชื่อมั่น: สร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนและประชาชน

โดยรวมแล้ว รศ.ดร.สุขุม มองว่าการที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้เข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรีและได้จัดตั้งคณะรัฐมนตรีที่มีความสามารถ ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีสำหรับการแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่ประเทศกำลังเผชิญอยู่ และการที่สังคมเริ่มมีความหวังจากการกระทำของรัฐบาลในครั้งนี้ ถือเป็นสัญญาณที่ดีว่าประเทศไทยกำลังเดินไปในทิศทางที่ถูกต้อง การฟื้นโครงการคนละครึ่งเป็นเเพียงจุดเริ่มต้น รัฐบาลยังคงต้องทำงานอย่างหนักเพื่อสร้างความเจริญรุ่งเรืองให้กับประเทศชาติ

การที่สังคมมีความหวังหลังการจัดตั้ง ครม. อนุทิน ถือเป็นแรงผลักดันสำคัญให้รัฐบาลมุ่งมั่นทำงานเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง

ที่มา – “สุขุม” แย้มสังคมมีความหวัง หลัง “อนุทิน” จัดทัพ ครม. ปัดฝุ่นคนละครึ่ง

Scroll to top