นโยบายสาธารณสุข

“อนุชา-อภิสิทธิ์” ลุยหาเสียงตลาดอมรพันธ์ ชูแก้น้ำท่วมลาดพร้าวด้วยอุโมงค์น้ำยักษ์

บรรยากาศการเมืองกรุงเทพฯ เริ่มคึกคักขึ้นเรื่อยๆ เมื่อ นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. จากพรรคประชาธิปัตย์ ควงแขน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และทีมงานลงพื้นที่พบปะพี่น้องประชาชนที่ตลาดอมรพันธ์ ท่ามกลางการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากพ่อค้าแม่ค้าและชาวบ้านในพื้นที่ ซึ่งงานนี้ “อนุชา-อภิสิทธิ์” ลุยหาเสียงตลาดอมรพันธ์ ชูแก้น้ำท่วมลาดพร้าวด้วยอุโมงค์น้ำยักษ์ เพื่อหวังแก้ปัญหาเรื้อรังที่สร้างความเดือดร้อนให้ชาวลาดพร้าวมาอย่างยาวนาน

“อนุชา-อภิสิทธิ์” ลุยหาเสียงตลาดอมรพันธ์ ชูแก้น้ำท่วมลาดพร้าวด้วยอุโมงค์น้ำยักษ์

ปัญหาเรื่องน้ำท่วมขังถือเป็นโจทย์ใหญ่ที่นายอนุชาให้ความสำคัญเป็นอันดับต้นๆ โดยกล่าวว่าการลอกท่อเพียงอย่างเดียวไม่สามารถแก้ปัญหาได้อย่างยั่งยืน ดังนั้น จึงต้องใช้โครงการขนาดใหญ่เข้ามาจัดการ โดยแผนหลักคือการสร้างอุโมงค์ระบายน้ำยักษ์เพื่อผันน้ำลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยาและอ่าวไทยให้รวดเร็วยิ่งขึ้น พร้อมเสริมด้วยการติดตั้งเครื่องสูบน้ำแบบเคลื่อนที่ (Mobile Pump) ในจุดเสี่ยงเพื่อรับมือกับน้ำรอการระบายได้อย่างทันท่วงที

มุมมองจาก “อนุชา-อภิสิทธิ์” ลุยหาเสียงตลาดอมรพันธ์ ชูแก้น้ำท่วมลาดพร้าวด้วยอุโมงค์น้ำยักษ์

นอกจากเรื่องน้ำท่วมแล้ว ยังมีการชูนโยบายยกระดับคุณภาพชีวิตชาวกรุงเทพฯ หลากหลายด้าน เพื่อให้มั่นใจได้ว่าไม่มีใครถูกทอดทิ้ง โดยมีจุดเด่นที่น่าสนใจดังนี้:

  • สาธารณสุขชุมชน: ยกระดับศูนย์บริการสาธารณสุขให้รองรับการรักษาโรคเฉพาะทาง พร้อมประสานคลินิกใกล้บ้าน
  • ดูแลผู้สูงอายุ: เพิ่มสวัสดิการผู้สูงอายุและกลุ่มเปราะบาง รวมถึงการสร้างบ้านพักคนชราเพิ่มเติม
  • การสร้างงาน: สนับสนุนให้ผู้เกษียณอายุที่มีศักยภาพเข้ามาเป็นจิตอาสาช่วยงาน กทม. พร้อมมีเบี้ยเลี้ยงตอบแทน

นายอนุชาย้ำว่า แม้ผลโพลจะยังเป็นรอง แต่พรรคประชาธิปัตย์ทำงานในพื้นที่ กทม. มายาวนานกว่า 30 ปี จึงมีความเข้าใจและเข้าถึงปัญหาของพี่น้องประชาชนใน 50 เขตได้อย่างแท้จริง โดยการทำงานเป็นทีมระหว่างผู้สมัครผู้ว่าฯ และ สก. จะช่วยให้การบริหารจัดการงบประมาณและนโยบายเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและไร้รอยต่อ

ในฐานะคนกรุงเทพฯ การเลือกตัวแทนที่มาพร้อมกับวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนและทีมงานที่เชื่อถือได้ถือเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนเมืองหลวงของเราให้เติบโตต่อไป หากนโยบายเรื่องอุโมงค์น้ำยักษ์สามารถเกิดขึ้นได้จริง คงจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ชาวลาดพร้าวและคนกรุงเทพฯ หลุดพ้นจากวงจรน้ำท่วมซ้ำซากได้อย่างแน่นอน มาคอยจับตาดูกันต่อไปว่าการเลือกตั้งครั้งนี้จะสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กรุงเทพฯ ได้มากน้อยเพียงใด

ที่มา – “อนุชา-อภิสิทธิ์” ลุยหาเสียงตลาดอมรพันธ์ ชูแก้น้ำท่วมลาดพร้าวด้วยอุโมงค์น้ำยักษ์

“ยศชนัน” ขอเหมาสมุทรปราการ มั่นใจเพื่อไทยกวาด 8 เขต

“ยศชนัน-หมอเลี้ยบ” นำทีมพรรคเพื่อไทย หารือทีมผู้บริหารโรงพยาบาลสวนเบญจกิติฯ คุยยกเครื่องการบริการสาธารณสุขกรุงเทพฯ ก่อนยกก๊วนไปหาเสียงสมุทรปราการ ประกาศเหมาหมด 8 เขต มั่นใจคะแนน ปชน. จ.ตาก เทให้เพื่อไทย

วันที่ 16 มกราคม 2569 นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี และ นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี อดีตที่ปรึกษานโยบายของนายกรัฐมนตรี ผู้ผลักดันนโยบาย 30 บาทรักษาทุกที่ พร้อมคณะ เดินทางเข้าพบเพื่อปรึกษาหารือกับทีมผู้บริหาร และบุคลากรทางการแพทย์ โรงพยาบาลสวนเบญจกิติ เฉลิมพระเกียรติ 84 พรรษา (หรือโรงพยาบาลโรงงานยาสูบ) ถึงแนวทางการขับเคลื่อนนโยบาย 50 เขต 50 โรงพยาบาล เพื่อยกเครื่องการบริการสาธารณสุขในกรุงเทพมหานคร และผลักดันให้เกิดโรงพยาบาลระดับทุติยภูมิ ขนาด 120 เตียง ครบทุกเขตเพื่อรองรับผู้ป่วยทั่วไปในแต่ละพื้นที่อย่างทั่วถึง และยังจะสามารถช่วยลดภาระโรงพยาบาลศูนย์และโรงพยาบาลใหญ่ ซึ่งต้องรับภาระผู้ป่วยหนักจากทั่วประเทศ นโยบายนี้ถือเป็นอีกหนึ่งนโยบายที่จะผลักดันควบคู่ไปกับนโยบาย 30 บาทรักษาทุกที่ด้วย AI ของพรรคเพื่อไทย

นายยศชนัน กล่าวว่า พรรคเพื่อไทยได้เล็งเห็นความสำคัญในการลดความเหลื่อมล้ำในทุกมิติ ในส่วนระบบสาธารณสุขได้มุ่งเป้าไปที่การยกระดับสาธารณสุข จาก 30 บาทรักษาทุกที่เป็น 30 บาท AI ที่จะยกเครื่องแบบบูรณาการ จากการลงพื้นที่คลองเตย พบว่าประชาชนใน กทม. ยังมีปัญหาการเข้าถึงบริการด้านสาธารณสุขยังไม่เพียงพอ

ซึ่งทางพรรคเพื่อไทยจึงมีแนวทางในการเดินหน้าใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยเหลือในการให้บริการประชาชน พร้อมอัพสกิลรีสกิลบุคลากร

พรรคเพื่อไทยมีแนวทางเบื้องต้นในการขับเคลื่อนนโยบาย 3 ด้าน คือ ปลดล็อก พ.ร.บ.ระเบียบบริหารงานบุคลากรท้องถิ่น พ.ศ.2542 มาตรา 35 ให้สามารถจ้างบุคลากรทางการแพทย์ได้ตามความจำเป็น เชื่อมความร่วมมือกับโรงพยาบาลรัฐวิสาหกิจและโรงพยาบาลรัฐสังกัดต่าง ๆ เพื่อเปิดระบบรับผู้ป่วยให้ประชาชนเข้าถึงบริการได้ทันที และลงทุนสร้าง โรงพยาบาลประจำเขตขนาด 120 เตียง ในเขตที่ยังขาดแคลน เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงบริการใกล้บ้านและรองรับวิกฤตด้านสาธารณสุขในอนาคต

“ยศชนัน” ประกาศขอเหมาสมุทรปราการทั้ง 8 เขต

จากนั้น นายยศชนัน ได้ลงพื้นที่จังหวัดสมุทรปราการ ช่วยผู้สมัคร สส.ของพรรคเพื่อไทยหาเสียง โดยก่อนเดินพบปะกับประชาชน นายยศชนัน พร้อมด้วยนางนฤมล ธารดำรงค์ ผู้สมัครสส. เขต 6 นายประชา ประสพดี ผู้สมัครสส. เขต7 ได้สักการะองค์พระสมุทรเจดีย์

จากนั้น เดินทางไปที่ออกเดินทางไปตลาดเอี่ยมเจริญ อ.เมือง ช่วย นายภิญโญ กิจเลิศไพโรจน์ ผู้สมัครสส. เขต 3 หาเสียง ทันทีที่นายยศชนันลงจากรถมีกองเชียร์มายืนรอต้อนรับพร้อมกับถือกุหลาบสีแดงกรูเข้ามอบให้นายยศชนันและส่งเสียงให้กำลังใจเลือกพรรคเพื่อไทยเบอร์ 9

ทำไม “ยศชนัน” มั่นใจกวาดสมุทรปราการ 8 เขต?

หลังเดินหาเสียงนายยศชนันให้สัมภาษณ์ว่า จังหวัดสมุทรปราการพรรคเพื่อไทยขอเหมาทั้ง 8 เขตเพราะพรรคเพื่อไทยลงพื้นที่มาตลอดและรู้ปัญหาจริงซึ่งสมุทรปราการมีอยู่ 2-3 ปัญหาคือน้ำทะเลหนุน การท่องเที่ยว และการค้าขายราคาสินค้า พรรคเพื่อไทยเราพร้อมมาสานต่อทันที และจากการลงพื้นที่ก็ได้รับการตอบรับที่ดีหลายคนชื่นชอบนโยบายของพรรคเพื่อไทยประชาชนบอกว่าผู้สมัครเราไม่เคยทิ้งพื้นที่ วันนี้ได้เห็นว่าพี่น้องเปิดรับที่จะให้โอกาสพรรคเพื่อไทยมากขึ้น

เมื่อถามว่าทุกครั้งที่ลงพื้นที่หาเสียงประชาชนก็เรียกนายกฯ ไปแล้ว นายยศชนัน กล่าวว่ายังมีเวลาอีกสองอาทิตย์ที่จะพิสูจน์ตัวเองมากขึ้น เราก็พยายามพูดคุยกับผู้สมัครว่าสิ่งสำคัญที่สุดของพรรคการเมืองคือนโยบาย

ส่วนพื้นที่จังหวัดตากหลังจากที่ผู้สมัคร สส.พรรคประชาชนถูกดำเนินคดีและลาออกไปแล้วพรรคเพื่อไทยก็มีโอกาสมากขึ้นและสิ่งสำคัญที่สุดวันนี้เราต้องเดินหน้าและพูดคุย ซึ่งจังหวัดตากก็มีหลายนโยบายที่เข้าถึงและต้องสื่อสารให้ชัดเจน

ส่วนคะแนนของพรรคประชาชนจะเทมาพรรคเพื่อไทยหรือไม่นั้น ตนเองก็มีความหวังสูงหากวันนี้นโยบายของเราตอบโจทย์ประชาชนก็น่าจะพร้อมที่จะกลับมาเลือกพรรคเพื่อไทย

ไม่ห่วงมีชื่อผู้สมัครเพื่อไทยติดในลิสต์นักการเมืองเทา

ส่วนกังวลหรือไม่จะมีผู้สมัครของพรรคเพื่อไทยรวมอยู่ใน 10 รายชื่อผู้ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจสีเทา นายยศชนันกล่าวว่าไม่รู้สึกกังวลและสิ่งสำคัญที่สุดคือต้องดำเนินการไปตามกฏหมาย หน้าที่ของพรรคการเมืองเราตอนนี้คือมุ่งหน้าดำเนินนโยบายและฟังเสียงของประชาชน นอกเหนือจากนั้นก็เป็นกระบวนการยุติธรรมที่จะต้องดำเนินการขนานกันไป

การประกาศขอเหมาสมุทรปราการทั้ง 8 เขตของ “ยศชนัน” แสดงถึงความมั่นใจของพรรคเพื่อไทยในการเลือกตั้งครั้งนี้ แต่ผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร คงต้องรอติดตามกันต่อไป

ที่มา – “ยศชนัน” ประกาศขอเหมาสมุทรปราการทั้ง 8 เขต มั่นใจคะแนน ปชน.ตาก เทให้เพื่อไทย

อนุทินย้ำ! คนไทยต้องฟอกไตฟรีทั้งหมด จริงหรือ?

นายกฯ ย้ำ คนไทยต้องฟอกไตฟรีทั้งหมด ลั่น ชีวิตของประชาชนเอามาแลกกับคะแนนเสียงกระจอกๆ ไม่ได้ ยันรัฐบาลไม่ยอมให้ไทยเสียเปรียบกัมพูชาแน่นอน บอกช้าๆ ได้พร้าเล่มงาม รอบคอบแล้วค่อยตัดสินใจ

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 19 ตุลาคม 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะศิษย์เก่าหลักสูตรประกาศนียบัตรธรรมาภิบาลทางการแพทย์สำหรับผู้บริหารระดับสูง (ปธพ.) รุ่นที่ 5 ร่วมงานสัมมนาวิชาการแพทยสภาและสถาบันมหิตลาธิเบศร 2568 พร้อมรับมอบโล่เกียรติยศหลักสูตรประกาศนียบัตรธรรมาภิบาลทางการแพทย์สำหรับผู้บริหารระดับสูง (ปธพ.) โดยมี นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ในฐานะศิษย์เก่า ปธพ.รุ่นพิเศษ 1 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ในฐานะศิษย์เก่า ปธพ.รุ่น 10 นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ในฐานะศิษย์เก่า ปธพ.รุ่น 2 และนายพัฒนา พร้อมพัฒน์ ในฐานะ ปธพ.รุ่นที่ 12 (รุ่นปัจจุบัน) เข้าร่วมด้วย ที่โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ แอท เซ็นทรัลเวิลด์ เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ

จากนั้น นายกรัฐมนตรีกล่าวปาฐกถาพิเศษ เรื่อง “ธรรมาภิบาลทางการแพทย์กับการพัฒนาประเทศไทยอย่างยั่งยืน” ตอนหนึ่งว่า ตนเคยพูดกับนายพัฒนาแล้วว่า ท่านรัฐมนตรีอะไรที่ให้แล้วเอาคืนไม่ได้ อะไรที่ให้ประชาชนแล้วไม่สามารถเอาคืนได้ มันเคยมีอยู่ช่วงหนึ่งว่าการฟอกไตฟรีในสมัยตนฟรีหมด จะเอากลับไปฟรีเฉพาะหน้าท้องไม่ได้ ตนบอกรัฐมนตรีว่าต้องเอากลับมาให้หมดฟอกไตฟรี คนไทยต้องรักษาฟรีทั้งหมด มันเป็นเป้าหมายของเรา และเชื่อว่ารัฐมนตรีเห็นแล้วว่าถ้าไม่ทำตรงนี้คนไทยจะประสบความลำบากอีกมหาศาล ลูกหลานทำมาหากินเท่าไหร่ก็ต้องมารักษาคนที่บ้านหมด เราปล่อยให้มันเกิดเหตุเช่นนั้นไม่ได้ เรามีสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ก็ต้องยืนยันว่าในเมื่อให้ไปแล้วเอากลับคืนไม่ได้ ไม่ใช่เพราะการเมืองบอกให้เอากลับคืน เพราะกลัวคนที่ทำไว้ได้คะแนนเสียงดีขึ้น อย่าเอาชีวิตของประชาชนมาแลกกับคะแนนเสียงกระจอกๆ ไม่ได้ เพราะฉะนั้นเป็นสิ่งที่ตนเร่งให้นโยบายกับรัฐมนตรี ซึ่งรัฐมนตรีก็ทำทันที

นายอนุทิน กล่าวต่อไป ประเทศไทยเราจะเจอปัญหาตลอดเวลา สมัยตนเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขเจอโควิด-19 เดี๋ยวนายพัฒนาก็ต้องเจออย่างใดอย่างหนึ่ง แต่ตนเชื่อมั่นในรากฐานที่พวกท่านได้วางเอาไว้ บุพการีทางการแพทย์ บรรพบุรุษทางการแพทย์ เชื่อเราผ่านได้แน่นอน ต่อไปนี้หากเกิดสถานการณ์ทางสาธารณสุข เกิดโรคระบาด ประเทศไทยต้องมีวัคซีนภายใน 180 วัน เป็นภารกิจของเราของสถาบันวัคซีน สามารถที่จะเดินเข้าสู่เป้าหมายได้เลย โดยการแสวงหาความร่วมมือ ตนกล้าพูด ถือเป็นจุดแข็งของเราที่ต้องรักษาไว้ให้มากที่สุด

ก่อนกล่าวต่อไปว่า “ในฐานะเป็นรัฐบาลเรื่องภัยกัมพูชาก็ให้ทำใจให้เย็นๆ เราไม่มีเสียเปรียบแน่นอน มีคนถามว่าทำไมรัฐบาลเงียบจัง ท่านครับ จะไปรบกับใครแล้วมาบอกแผนการรบได้หรือ จะทำอะไร จะไปเจรจาอะไรต้องบอก บอกปุ๊บเขาก็แก้อยู่ที่โน่น จะไปทำโน่นทำนี่ ขอให้ทุกท่านทราบได้อย่างเดียวว่าไม่มีทางที่คนเป็นรัฐบาลไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม จะยอมให้ประเทศของเราเสียเปรียบประเทศเพื่อนบ้าน หรือประเทศใดก็ตามที่เรามีความขัดแย้งกันอยู่ เราต้องรักษาประโยชน์ของประเทศเรา”

นายกรัฐมนตรี ระบุอีกว่า เรื่องหลายเรื่องตอนนี้สื่อโซเชียลทำให้ท่านเสพ ใน 10 เรื่องอาจจริง 3-4 เรื่อง ไม่จริงทั้งหมด เขาบอกประเทศไทยไม่ทำอะไรเลย ปล่อยให้เขาทำฝ่ายเดียว ก็ขอให้ทุกท่านทราบว่าทุกวันนี้มันไม่มีการยิงอะไรเข้ามา ไม่มีการรุกราน ไม่มีการยั่วยุอะไรตามชายแดนของเราเพราะอะไร เพราะข้อความของเราไปถึงเขาว่าถ้ามาก็จัดเต็ม เขารู้และก็ต้องคิดแล้วว่าอย่ามาดีกว่า แต่เรื่องเหล่านี้จะให้ตนไปบอกว่าถ้ามาเดี๋ยวจะส่งกองกำลังนี้ไป มันเป็นไปไม่ได้ เราจะเอาสิ่งที่ที่เราแพลนอยู่ไปบอกให้คนอื่นให้เขาเตรียมตัว มันไม่เคยมีอยู่ในสมองของนายกรัฐมนตรีคนนี้อยู่แล้ว เพียงแต่ว่าเราต้องทำทุกอย่างเพื่อรักษา และเราทราบดีว่าคนไทยต้องการอะไร ตนไปหาเสียงที่ไหน ไปเจอคนที่อยู่ตามแนวชายแดน ตนคิดว่าเขาเดือดร้อน ตนถามว่าให้เปิดด่านไหม 100% เขาบอกว่ายอมเดือดร้อน เราฟังเขา ฉะนั้นในการเจรจาอะไรต่างๆ ไม่มีเรื่องการเปิดด่าน จนกว่าความเป็นภัยต่อความมั่นคงของประเทศไทยจะหมดไป ฉะนั้นเรื่องเปิดด่านไม่มี

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรี ยังกล่าวด้วยว่า ถ้าอยู่ในเขตเรา เราไล่อยู่แล้ว แต่ถ้าอยู่ในเขตที่สงสัยเราต้องใช้วิธีทางสากลในการทำ เพราะเราบอกพื้นที่ตรงนี้ของเรา เขาก็บอกของเขา ฉะนั้นก็ต้องเริ่มเจรจาพูดคุยกันก่อน โดยเราทำได้ระดับหนึ่ง ตนไม่รู้เป็นอะไรเข้ามามีบทบาทตรงไหนก็จะเจอแต่ของหนักทั้งนั้นเลย แต่ไม่มีปัญหา ภาษาฝรั่งเขาบอกว่า “Been there, done that!” หรือเคยผ่านประสบการณ์แบบนั้นมาแล้ว

“เชื่อว่าสถานการณ์โควิดปลูกฝังความอดทนในตัวผมว่าช้าๆ ได้พร้าเล่มงาม แต่อย่าช้าเกินไปเดี๋ยวจะถูกกระทืบ เอาแต่สุขุมดีกว่า และรอบคอบแล้วค่อยตัดสินใจ รับรองว่าจะไม่ให้เกิดอะไรที่มันเป็นการเสื่อมเสียซึ่งเกียรติภูมิ เกียรติยศอธิปไตยตรงนี้เท่าไหร่ก็ต้องแลกขอให้ทุกท่านมีความมั่นใจ พร้อมที่จะดำเนินการทุกอย่างเพื่อรับใช้บ้านเมืองและทำให้ศักยภาพของประเทศไทยได้ก้าวหน้าไปยิ่งขึ้นอย่างไม่หยุดยั้ง”

อนุทิน ลั่นคนไทยต้องฟอกไตฟรีทั้งหมด

ทำไมนายกฯ ถึงย้ำว่าคนไทยต้องฟอกไตฟรีทั้งหมด?

จากเนื้อหาข้างต้น เราจะเห็นว่านายกฯ อนุทิน ให้ความสำคัญกับนโยบาย คนไทยต้องฟอกไตฟรีทั้งหมด อย่างมาก และย้ำว่าเรื่องนี้ไม่ควรนำมาเกี่ยวข้องกับการเมือง

การที่นายกฯ ย้ำเรื่อง คนไทยต้องฟอกไตฟรีทั้งหมด แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะดูแลสุขภาพของประชาชนอย่างทั่วถึง และไม่ต้องการให้ใครต้องลำบากในการเข้าถึงการรักษาพยาบาล

นอกจากเรื่องการฟอกไตฟรีแล้ว อีกประเด็นที่น่าสนใจคือเรื่องที่นายกฯ กล่าวถึงสถานการณ์ชายแดนกับประเทศกัมพูชา โดยยืนยันว่ารัฐบาลจะไม่ยอมให้ประเทศไทยเสียเปรียบอย่างแน่นอน

การที่รัฐบาลออกมาให้ความมั่นใจเช่นนี้ ถือเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนไปยังประชาชนว่ารัฐบาลกำลังทำหน้าที่อย่างเต็มที่ในการรักษาผลประโยชน์ของชาติ

โดยภาพรวมแล้ว สิ่งที่นายกฯ อนุทิน กล่าวในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความตั้งใจจริงในการดูแลประชาชน และความมุ่งมั่นที่จะรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติ

อนาคตของนโยบาย คนไทยต้องฟอกไตฟรีทั้งหมด จะเป็นอย่างไรต่อไป คงต้องติดตามกันอย่างใกล้ชิด แต่สิ่งที่แน่นอนคือ ความมุ่งมั่นของรัฐบาลที่จะทำให้ประชาชนทุกคนเข้าถึงการรักษาพยาบาลอย่างเท่าเทียมกัน

ที่มา – “อนุทิน” ลั่นคนไทยต้องฟอกไตฟรีทั้งหมด ยันรัฐบาลไม่ให้ไทยเสียเปรียบกัมพูชาแน่นอน

Scroll to top