นโยบายเกษตรกรรม

“ธรรมนัส” ห่วงน้ำมัน–ปุ๋ยพุ่ง ซ้ำเติมชาวนาไทย

ในสถานการณ์โลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน สงครามในตะวันออกกลางกำลังสร้างผลกระทบลูกโซ่มาถึงประเทศไทย โดยเฉพาะภาคเกษตรกรรม ล่าสุด “ธรรมนัส” ห่วงน้ำมัน–ปุ๋ยพุ่ง ซ้ำเติมชาวนาไทย ซึ่งเป็นประเด็นที่ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกฯ และ รมว.เกษตรฯ รักษาการ ได้ออกมาแสดงความกังวลอย่างมาก เกษตรกรไทย โดยเฉพาะชาวนาต้องเผชิญต้นทุนที่พุ่งสูงขึ้น ขณะที่ราคาข้าวยังตกต่ำ สถานการณ์นี้ยิ่งทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ลำบากยิ่งกว่าเดิม

“ธรรมนัส” ห่วงน้ำมัน–ปุ๋ยพุ่ง ซ้ำเติมชาวนาไทย

เมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2567 ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า ได้กล่าวถึงผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ทำให้ราคาน้ำมันและปุ๋ยอุ้มพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง สิ่งนี้กำลังซ้ำเติมชาวนาไทยที่กำลังเตรียมตัวเข้าสู่ฤดูเก็บเกี่ยวข้าวนาปรัง ชาวนาต้องใช้ปุ๋ยและน้ำมันในการเตรียมดิน หว่านเมล็ด และเก็บเกี่ยว หากต้นทุนสูงขึ้น รายได้ที่เหลืออยู่จริงๆ จะยิ่งหดหาย

ปกติแล้ว ชาวนาไทยเผชิญปัญหาหลายประการ ทั้งราคาข้าวในตลาดโลกที่ผันผวน ปริมาณผลผลิตล้นตลาด แต่ช่องทางกระจายสินค้าที่ยังไม่เพียงพอ สถานการณ์ “ธรรมนัส” ห่วงน้ำมัน–ปุ๋ยพุ่ง ซ้ำเติมชาวนาไทย นี้ยิ่งทำให้โจทย์ยากขึ้น รัฐบาลชุดใหม่ที่จะเข้ามาต้องให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการปัจจัยการผลิตและมาตรการช่วยเหลือด่วน

ผลกระทบหลักจากราคาน้ำมันและปุ๋ยที่พุ่งสูง

ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นส่งผลต่อทุกขั้นตอนการผลิตข้าว ตั้งแต่การไถนา การสูบน้ำ ไปจนถึงการขนส่งผลผลิต ขณะที่ปุ๋ยเคมีซึ่งนำเข้าส่วนใหญ่จากต่างประเทศ ก็ปรับราคาตามต้นทุนพลังงาน สิ่งเหล่านี้ทำให้ต้นทุนการผลิตข้าวเพิ่มขึ้น 20-30% ในบางพื้นที่

  • ต้นทุนปุ๋ยต่อไร่เพิ่มจาก 1,500 บาท เป็นเกือบ 2,500 บาท
  • น้ำมันดีเซลสำหรับรถไถและรถเกี่ยวพุ่งสูง กระทบรายจ่ายอีก 500-1,000 บาทต่อไร่
  • ราคาข้าวโพดตกต่ำ ทำให้ชาวนาหันมาปลูกข้าวมากขึ้น แต่ตลาดรับไม่ไหว

ร้อยเอกธรรมนัส ในฐานะรักษาการ รมว.เกษตรฯ ยืนยันว่าจะประคองสถานการณ์ให้ดีที่สุด โดยมอบหมายปลัดกระทรวงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตามใกล้ชิด แม้งบประมาณกลางจะจำกัด แต่จะผลักดันมาตรการช่วยเหลือผ่านกระทรวงการคลัง เช่น ลดราคาน้ำมันดีเซลเกษตร หรือ补贴ปุ๋ย

จุดยืนการเมืองของพรรคกล้า: “ไม่ฆ่านาย ไม่ขายเพื่อน เพื่อนไม่มีวันตาย”

นอกจากปัญหาเกษตร ร้อยเอกธรรมนัส ยังย้ำจุดยืนทางการเมืองของพรรคกล้า ที่ดูแลกระทรวงเกษตรฯ มา 7 ปี แม้บทบาทจะเปลี่ยน แต่จะผลักดันผ่านสภาและกรรมาธิการ กรณีงดโหวตประธานสภา เป็นมติพรรคที่ยึดหลักการ ไม่สนับสนุนบุคคลที่ไม่เหมาะสม

สำหรับการโหวตนายกฯ ยังไม่สรุป แต่ย้ำหลักการ “ไม่ฆ่านาย ไม่ขายเพื่อน” และ “เพื่อนไม่มีวันตาย” โดยเฉพาะความสัมพันธ์กับนายอนุทิน ชาญวีรกูล ที่เป็นเพื่อนเก่าแก่จากนักเรียนเหล่าฯ การเมืองต้องแยกจากส่วนตัว แต่ยึดอุดมการณ์เพื่อประชาชน

สถานการณ์นี้สะท้อนว่าภาคเกษตรไทยต้องการนโยบายที่ยั่งยืน เช่น พัฒนาตลาดข้าวอินทรีย์ ส่งเสริมเกษตรแม่นยำ ลดการพึ่งพาปุ๋ยเคมี รัฐบาลใหม่ควรเร่งหาแหล่งปุ๋ยทางเลือกในประเทศ และเจรจาการค้าระหว่างประเทศเพื่อ stabilize ราคา

ในมุมมองของเรา การเมืองไทยควรโฟกัสปัญหาจริงของประชาชนอย่างชาวนา แทนที่จะติดอยู่กับเกมการจัดตั้งรัฐบาล หากปล่อยให้ต้นทุนพุ่งต่อไป อาจนำไปสู่วิกฤตอาหารและความยากจนในชนบท

คุณคิดว่ามาตรการใดที่รัฐบาลใหม่ควรทำเป็นลำดับแรกเพื่อช่วยชาวนา? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และติดตามข่าวอัปเดตปัญหาเกษตรไทยได้ที่นี่!

ที่มา – “ธรรมนัส” ห่วงน้ำมัน–ปุ๋ยพุ่ง ซ้ำเติมชาวนาไทย ย้ำจุดยืนการเมือง “เพื่อนไม่มีวันตาย”

“ธรรมนัส” อ้อนคนใต้ ประกาศสงครามกลุ่มทุน ยันลงพื้นที่ช่วยน้ำท่วมทำจริง

“ธรรมนัส” นำพรรคกล้าธรรมปราศรัยใหญ่ อ้อน “ผมรักคนใต้” ประกาศสงครามกลุ่มทุน เดินหน้าทวงคืนที่ดินทำกิน ยันลงพื้นที่ช่วยน้ำท่วมทำจริง ไม่ได้มาแค่ถ่ายรูป ชู “อาจารย์แหม่ม” มือเศรษฐกิจตัวจริง

วันที่ 16 ม.ค. 2569 เวลา 19.00 น. พรรคกล้าธรรม เปิดเวทีปราศรัยใหญ่กลางตลาดนัดสี่แยกบ้านนาเดิม อ.บ้านนาเดิม จ.สุราษฎร์ธานี นำโดย ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ หัวหน้าพรรคกล้าธรรม และนางปวีณา หงสกุล ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม ฝ่ายสังคม ในฐานะผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อพรรคกล้าธรรม ขึ้นเวทีปราศรัยช่วยผู้สมัคร สส.สุราษฎร์ธานี พรรคกล้าธรรม หาเสียง ได้แก่ นายภูวิช เกลี้ยงมล เขต 2 เบอร์ 7, นายกฤษพณ หวานแก้ว เขต 3 เบอร์ 4, นายปรเมษฐ์ จินา เขต 5 เบอร์ 5, น.ส.อนงค์นาถ จ่าแก้ว เขต 6 เบอร์ 5 และนายพงษ์ศักดิ์ จ่าแก้ว เขต 7 เบอร์ 6

โดยนางปวีณา กล่าวว่า ปัญหายาเสพติด อาชญากรรม และความเดือดร้อนในสังคม เป็นปัญหาที่ประชาชนเผชิญอยู่ทุกวัน พรรคกล้าธรรมพร้อมเข้าไปแก้ไขอย่างจริงจัง แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการมีผู้แทนของประชาชนเข้าไปทำหน้าที่ในสภา พร้อมย้ำขอให้ประชาชนเลือกผู้สมัครของพรรคทั้งระบบเขตและบัญชีรายชื่อ เพื่อให้พรรคมีพลังในการผลักดันกฎหมายและนโยบายที่ทำได้จริง ไม่ใช่เพียงคำสัญญา พร้อมเชิญชวนให้ประชาชนเลือกพรรคกล้าธรรมยกทีมในวันเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์

ด้าน ศ.ดร.นฤมล กล่าวปราศรัยย้ำจุดยืนว่า พรรคกล้าธรรมไม่ใช่พรรคที่ขายฝันหรือใช้นโยบายประชานิยมที่ทำไม่ได้จริง พรรคการเมืองบางพรรค ปกติไม่เคยลงพื้นที่ ไม่เคยดูแลประชาชน แต่มาปรากฏตัวเฉพาะช่วงเลือกตั้ง พร้อมแจกคำสัญญาและตัวเลขที่ไม่สามารถทำได้จริง สุดท้ายไปกู้มาแจก จนกลายเป็นภาระหนี้สาธารณะของประเทศ ที่ไม่รู้ว่าอีกกี่สิบปีจะใช้หมด

“พรรคกล้าธรรม ทำการเมืองบนความจริงและความรับผิดชอบ โดยเฉพาะการแก้ปัญหาเกษตรกร ตั้งแต่การทวงคืนที่ดินจากนายทุน การออกเอกสารสิทธิ์เพื่อการเกษตร และการยกระดับมูลค่าที่ดินให้ประชาชนสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ รวมถึงการปรับโครงสร้างหนี้และการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่สุราษฎร์ธานีอย่างเป็นระบบ จึงขอเชิญชวนประชาชนเลือกบัตรบัญชีรายชื่อพรรคกล้าธรรม เบอร์ 42 เพื่อให้พรรคมีพลังในการผลักดันนโยบายเข้าสู่การปฏิบัติ” ศ.ดร.นฤมล กล่าว

ขณะที่ ร.อ.ธรรมนัส กล่าวตอนหนึ่งว่า ผมรักคนสุราษฎร์ รักคนภาคใต้ ผมเกิดที่จังหวัดพะเยา แต่ชีวิตผมไม่ได้อยู่ที่นั่น พอจบประถม ผมย้ายมาอยู่ที่อำเภอเบตง มาเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่นี่ ผมมีคุณพ่อบุญธรรม เป็นคนใต้แท้ ๆ คนใต้จึงหล่อหลอม เลี้ยงดู และปลูกฝังวัฒนธรรมคนใต้ให้กับผม จนกลายเป็นธรรมนัสในวันนี้ ผมโตมากับหนังตะลุง ชอบโนรา ชอบวิถีชีวิต ชอบความจริงใจของพี่น้องคนใต้ ผมกล้าพูดเต็มปากเลยว่า ความเป็นคนใต้ของผมไม่น้อยไปกว่าคนที่เกิดที่ภาคใต้ด้วยซ้ำ

ร.อ.ธรรมนัส กล่าวต่อว่า พรรคกล้าธรรมจะเดินหน้าทวงคืนที่ดินทำกินให้เกษตรกร เราพร้อมทำสงครามกับกลุ่มทุนที่ครอบครองที่ดิน ส.ป.ก. ปัญหาที่ดินทำกิน โดยเฉพาะเอกสารสิทธิ์ ส.ป.ก.01 ในพื้นที่ภาคใต้ ตั้งแต่จังหวัดชุมพร สุราษฎร์ธานี ไปจนถึงนราธิวาส จำนวนมากตกอยู่ในมือกลุ่มทุน ทั้งสวนปาล์มน้ำมัน สวนยางพารา ทั้งที่เจตนารมณ์ของ ส.ป.ก. จัดสรรไว้เพื่อพี่น้องเกษตรกร

“ตั้งแต่วันที่ผมเข้ามาทำงานในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผมประกาศชัดเจนว่าจะทำสงครามกับกลุ่มทุน เพื่อเอาที่ดินกลับคืนให้พี่น้องเกษตรกร แม้รู้ว่ามันคือเผือกร้อน ถึงขั้นที่ในอดีต พรรคการเมืองบางพรรคที่เป็นรัฐบาลขณะนั้นต้องยุบสภาหนีการถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจในเรื่องนี้ แต่สำหรับผม ผมไม่กลัว เพราะผมทำสิ่งที่ถูกต้องเพื่อพี่น้องเกษตรกร แม้ในช่วงแรกจะมีเสียงวิจารณ์ว่า ผมไม่สามารถทำได้จริง แต่ขณะนี้เริ่มเห็นผลเป็นรูปธรรม ทั้งการนำเครื่องจักรเพื่อการเกษตรเข้าไปสนับสนุนในพื้นที่ และการนำที่ดินกลับคืนสู่มือเกษตรกร” ร.อ.ธรรมนัส กล่าว

ในด้านการช่วยเหลือประชาชนยามเกิดภัยพิบัติ ร.อ.ธรรมนัส ระบุว่า ทุกครั้งที่เกิดน้ำท่วมในพื้นที่ภาคใต้ อย่างเช่นที่ จ.สงขลา อำเภอหาดใหญ่ ตนเองจะลงพื้นที่ทันที และเป็นคนสุดท้ายที่ออกจากพื้นที่หลังสถานการณ์คลี่คลาย ซึ่งพี่น้องสุราษฎร์ไปถามคนหาดใหญ่ได้เลยว่า เราทำจริง ไม่ใช่มาแค่ถ่ายรูปแล้วกลับ

ร.อ.ธรรมนัส กล่าวยืนยันว่า พรรคยึดหลักไม่ขายฝัน นโยบายทุกเรื่องต้องสามารถทำได้จริง โดยเราให้ความสำคัญกับนโยบายด้านปากท้องของประชาชนเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นยางพารา ปศุสัตว์ ฟาร์มเกษตร และการเพิ่มศักยภาพการผลิต เพื่อให้ประชาชน อยู่ได้ กินได้ อย่างยั่งยืน แทนการใช้นโยบายแจกเงินที่ไม่มีแหล่งที่มาชัดเจนและไม่สามารถทำได้จริง

ร.อ.ธรรมนัส ยังกล่าวถึง ศ.ดร.นฤมล หัวหน้าพรรคกล้าธรรมว่า เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินการคลัง จบการศึกษาด้านบัญชีจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และได้รับทุนศึกษาต่อระดับปริญญาโทและเอกที่ประเทศสหรัฐอเมริกา เคยดำรงตำแหน่งกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงการคลังมาตั้งแต่ปี 2557 ดังนั้น อาจารย์แหม่มถือเป็นกำลังสำคัญที่จะมาวางระบบการเงิน การคลัง และการปฏิรูปธนาคารเพื่อประชาชนและเกษตรกร ให้ดอกเบี้ยต่ำอย่างแท้จริง เพื่อช่วยเหลือพี่น้องที่ยังมีหนี้สินกันอยู่จำนวนมาก

“พรรคกล้าธรรม เป็นพรรคการเมืองที่มีทั้งวิสัยทัศน์ ความรู้ และความกล้าตัดสินใจ พร้อมย้ำจุดยืน “กล้าคิด กล้าทำ และทำจริง” เพื่อประโยชน์ของประชาชนทั่วประเทศ”

ทั้งนี้ บรรยากาศเวทีปราศรัยเป็นไปอย่างคึกคัก ประชาชนจำนวนมากเข้าร่วมรับฟังจนเต็มพื้นที่ตั้งแต่ช่วงเย็น

“ธรรมนัส” อ้อนคนใต้ ประกาศสงครามกลุ่มทุน ยันลงพื้นที่ช่วยน้ำท่วมทำจริง

ทำไม “ธรรมนัส” ถึงมั่นใจว่าจะสามารถ “อ้อนคนใต้ ประกาศสงครามกลุ่มทุน ยันลงพื้นที่ช่วยน้ำท่วมทำจริง” ได้

การที่ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ออกมาประกาศ “ธรรมนัส” อ้อนคนใต้ ประกาศสงครามกลุ่มทุน ยันลงพื้นที่ช่วยน้ำท่วมทำจริง แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินและช่วยเหลือประชาชนในภาคใต้ ท่ามกลางความท้าทายและอุปสรรค อาจต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย

การที่ “ธรรมนัส” อ้อนคนใต้ ประกาศสงครามกลุ่มทุน ยันลงพื้นที่ช่วยน้ำท่วมทำจริง เป็นสิ่งที่น่าติดตามอย่างยิ่ง เพราะการแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินเป็นเรื่องละเอียดอ่อนและซับซ้อน ที่ต้องอาศัยความกล้าหาญและการตัดสินใจที่เด็ดขาด

การประกาศ “ธรรมนัส” อ้อนคนใต้ ประกาศสงครามกลุ่มทุน ยันลงพื้นที่ช่วยน้ำท่วมทำจริง เป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนไปยังกลุ่มทุนที่ครอบครองที่ดิน ส.ป.ก. ว่าถึงเวลาแล้วที่ต้องคืนที่ดินให้กับเกษตรกรตัวจริง

ที่มา – “ธรรมนัส” อ้อนคนใต้ ประกาศสงครามกลุ่มทุน ยันลงพื้นที่ช่วยน้ำท่วมทำจริง

“ธนาธร” หาเสียงลำพูน หนุนสู้อำนาจเป็นของประชาชน

“ธนาธร” ลงพื้นที่หาเสียงที่ลำพูน ควงนายก อบจ. อ้อนขอคะแนนเสียงให้พรรคประชาชน บอกเปลี่ยนลำพูนยังไม่พอ ขอเป็นรัฐบาลเปลี่ยนประเทศ พร้อมโพสต์ภาพแฟนคลับเขียนจดหมายให้กำลังใจ บอกสักวันอำนาจสูงสุดจะเป็นของประชาชน

เมื่อวันที่ 3 มกราคม 2569 นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ผู้ช่วยหาเสียงพรรคประชาชน ร่วมหาเสียงที่ลำพูน กับ นายวิทวิสิทธิ์ ปันสวนปลูก ผู้สมัคร สส. เขต 1 เบอร์ 1 และนายชัชพีร์ วรรณาพิรัชย์ ผู้สมัคร สส. เขต 2 เบอร์ 3 โดยมีนายกเฮง นายวีระเดช ภู่พิสิฐ นายก อบจ. ลำพูนช่วยหาเสียง บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก ได้รับการต้อนรับจากพ่อค้าแม่ขายและประชาชนอย่างอบอุ่น โดยนายธนาธรระบุว่าลำพูนมีปัญหาหลักคือเรื่องเกษตร และเรื่องสวัสดิการผู้สูงวัย

“สำหรับลำพูน นโยบายที่คนสนใจเยอะเป็นเรื่องลำไย พืชผลการเกษตรราคาตกต่ำ ซึ่งนโยบายของเรารอบนี้มีคูปองเพื่อเกษตรกร สนับสนุนการทำเกษตรทันสมัย ปรุงดิน ใช้ปุ๋ยแม่นยำ ลดเผา และยังมีคูปองอุดหนุนเกษตรกรที่นำสินค้าเกษตรไปแปรรูปอีกรายละ 50,000 บาท เป็นการอุดหนุนแบบตรงเป้า ไม่ใช่แจกเงินอย่างเดียว แต่เป็นการให้เงินอุดหนุนเพื่อสร้างแรงจูงใจให้เกษตรกรทำการเกษตรอย่างได้ผล ลดต้นทุน เพิ่มมูลค่าผลผลิตได้ในระยะยาว”

นายธนาธรยังกล่าวอีกด้วยว่าตลอด 10 เดือนที่พรรคประชาชนได้รับโอกาสให้บริหารลำพูน นายกเฮงและทีมงาน รวมถึงตนเอง ได้ทำงานเต็มที่เพื่อเปลี่ยนคุณภาพชีวิตคนลำพูน ตอนนี้คนเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลง เช่น การรับมือน้ำท่วมทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีระบบแจ้งเตือนและเฝ้าระวังน้ำที่ทันสมัย มีการเปิดเส้นทางขนส่งสาธารณะใหม่ๆ ในลำพูนโดยใช้รถ EV ให้บริการ และยังมีอีกหลายโครงการที่จะทยอยเสร็จในปีนี้ แต่เปลี่ยนแค่ลำพูนยังไม่พอ ขอโอกาสในการเลือกตั้งครั้งนี้ เลือก สส. เขตพรรคประชาชนทั้ง 2 เขตที่ลำพูน เพื่อให้รัฐบาลประชาชนได้เข้ามาเปลี่ยนแปลงประเทศ

“ธนาธร” หาเสียงลำพูน โพสต์ภาพจดหมายแฟนคลับ หนุนให้สู้จนกว่าอำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน

นอกจากนี้ นายธนาธร ยังโพสต์ภาพจดหมายที่แฟนคลับส่งให้ พร้อมระบุข้อความว่า ได้รับจดหมายฉบับนี้ระหว่างการเดินทางพบปะประชาชนรอบนี้ที่ภาคเหนือ (เชียงใหม่ ลำปาง และลำพูน) มีเวลาอ่านเมื่อขึ้นเครื่องบินกลับกรุงเทพฯ

ขอบคุณทุกคนที่เข้าใจพวกเรา และยังยืนหยัดต่อสู้ร่วมกัน มาเดินทางร่วมกันต่อไป จนกว่าอำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน ขอบคุณจริงๆ

ขณะที่ข้อความในจดหมาย ระบุว่า ถึง คุณธนาธร และทุกคนตั้งแต่อนาคตใหม่จนถึงประชาชน

ขอบคุณครับที่พวกคุณได้ปลูกต้นไม้

ที่ชื่อว่าประชาธิปไตยนั้นมาอีกครั้ง ต้นไม้ต้นนี้

ยังค่อย ๆ เติบโตท่ามกลางพายุโหมกระหน่ำ

สักวันต้นไม้ต้นนี้จะเติบโตขึ้นอย่างสมบูรณ์

และสวยงาม

การเลือกตั้งหลังจากนี้ขอให้ทุกคน

อย่ายอมแพ้นะครับ มีผู้คนอีกมากมายที่จะคอย

เป็นกำลังข้างหลังพวกคุณและสู้ไปด้วยกัน

สู้ๆ ครับ

สักวันอำนาจสูงสุดจะเป็นของประชาชน

“ธนาธร” เดินหน้าหาเสียงที่ลำพูน มั่นใจอำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน

การลงพื้นที่หาเสียงของ “ธนาธร” ที่ลำพูนครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของพรรคประชาชนในการผลักดันนโยบายเพื่อแก้ไขปัญหาของประชาชนในระดับท้องถิ่น ควบคู่ไปกับการสร้างความเปลี่ยนแปลงในระดับประเทศ การได้รับกำลังใจจากแฟนคลับผ่านจดหมายยิ่งเป็นแรงผลักดันให้ “ธนาธร” และทีมงานเดินหน้าต่อไป เพื่อให้ “อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน” อย่างแท้จริง

สำหรับประชาชนชาวลำพูน การเลือกตั้งครั้งนี้จึงเป็นโอกาสสำคัญที่จะตัดสินใจว่าจะเลือกผู้แทนที่สามารถผลักดันนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อท้องถิ่น หรือจะเลือกผู้แทนที่จะนำพาประเทศไปสู่การเปลี่ยนแปลงในทิศทางที่ประชาชนต้องการ “ธนาธร” และพรรคประชาชนหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้รับการสนับสนุนจากชาวลำพูน เพื่อร่วมกันสร้างอนาคตที่ดีกว่า

การที่ “ธนาธร” โพสต์ภาพจดหมายจากแฟนคลับที่ให้กำลังใจในการต่อสู้เพื่อให้อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการมีส่วนร่วมของประชาชนในการขับเคลื่อนประชาธิปไตย จดหมายฉบับนี้เป็นสัญลักษณ์ของการสนับสนุนและความเชื่อมั่นที่ประชาชนมีต่อ “ธนาธร” และพรรคประชาชน

การเมืองไม่ใช่เรื่องของนักการเมืองเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของทุกคนที่มีสิทธิมีเสียง ทุกคนมีส่วนร่วมในการกำหนดอนาคตของประเทศ การเลือกตั้งจึงเป็นโอกาสสำคัญที่ทุกคนจะได้แสดงพลัง และเลือกผู้แทนที่สามารถนำพาประเทศไปสู่ทิศทางที่ต้องการ

ดังนั้น อย่าปล่อยให้โอกาสนี้หลุดลอยไป ออกไปใช้สิทธิเลือกตั้ง และเลือกผู้แทนที่สามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนได้อย่างแท้จริง มาร่วมกันสร้างสังคมที่เป็นธรรม และให้อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชนอย่างแท้จริงกันเถอะ

ที่มา – “ธนาธร” หาเสียงลำพูน โพสต์ภาพจดหมายแฟนคลับ หนุนให้สู้จนกว่าอำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน

“จุรินทร์” ชี้ รัฐบาลอนุทิน “หนูตกถังข้าวสาร”

ในวันที่ 29 กันยายน 2568 ที่รัฐสภา นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ได้กล่าวอภิปรายต่อที่ประชุมอย่างน่าสนใจ โดยชี้ให้เห็นว่ารัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล กำลังอยู่ในสถานะ “หนูตกถังข้าวสาร” จากการที่ได้เก้าอี้รัฐมนตรีแบ่งกันเหลือเฟือ และมีงบประมาณพร้อมใช้ทันที นายจุรินทร์ ยังบอกว่านายกรัฐมนตรี “นายแน่มาก” ที่กล้าตั้งรัฐมนตรีบางคน ซึ่งรัฐบาลชุดที่แล้วยังไม่กล้าตั้งด้วยซ้ำ

“จุรินทร์” ชี้ รัฐบาลอนุทิน “หนูตกถังข้าวสาร” บอกแน่มากกล้าตั้ง รมต.

นายจุรินทร์ เริ่มต้นด้วยการยินดีกับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของนายอนุทินและคณะรัฐมนตรีทั้งหมด โดยมองว่านี่คือ “นโยบายควิกวิน” ที่ประสบความสำเร็จตั้งแต่ยังไม่แถลงนโยบายเสียด้วยซ้ำ พรรคประชาธิปัตย์ในฐานะฝ่ายค้าน จะทำหน้าที่ตรวจสอบอย่างเป็นกลาง ไม่มีอคติหรือความแค้นใดๆ แต่จะค้านตามเนื้อผ้าเพื่อประโยชน์ของประชาชน ร่วมกับพรรคร่วมฝ่ายค้านทุกพรรค

นโยบายรัฐบาลชุดนี้มี 7 หน้า 5 หมวด ซึ่งเขียนกว้างๆ เหมือนมหาสมุทร ไม่เฉพาะเจาะจงมากนัก เพราะเป็นรัฐบาลเฉพาะกิจที่วางรากฐานไว้สำหรับอนาคต แต่สิ่งที่น่าสะดุดใจคือ นโยบายหาเสียงก่อนเลือกตั้งหลายเรื่องหายตัวไปจากนโยบายนี้ ทำให้ต้องตั้งคำถามและข้อเสนอแนะเพื่อประโยชน์ภาพรวม

ดักทางรัฐบาล ไม่ใช่ 3 ข้อจำกัด แต่มี 4 แต้มต่อ

ประเด็นแรกที่นายจุรินทร์ชี้ให้เห็นคือ คำตัดพ้อของรัฐบาลในนโยบายหน้าที่ 2 ที่ระบุข้อจำกัด 3 ข้อ ได้แก่ เวลาจำกัด ไม่ได้จัดทำงบประมาณ และเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยหรือ “รัฐบาลเป็ดง่อย” จากการเมืองที่พิสดาร รัฐบาลนี้โทษใครไม่ได้เพราะเลือกทางนี้เอง นายกรัฐมนตรีซึ่งเป็นนักธุรกิจ คงคำนวณแล้วว่าคุ้มค่า เพราะแลกกับตำแหน่งนายกฯ และการจัดตั้งรัฐบาล ฝ่ายหนึ่งได้นายกฯ อีกฝ่ายได้ยุบสภาและแก้รัฐธรรมนูญ

ถึงเวลาจะเป็นข้อจำกัด แต่รัฐบาลนี้อาจอยู่ได้ถึง 9 เดือน ไม่ใช่แค่ 4 เดือน นายจุรินทร์มองว่ามี 4 แต้มต่อมากกว่า: 1. ผู้ที่ลงคะแนนให้นายกฯ โดยไม่ขอเก้าอี้รัฐมนตรี ทำให้ “หนูตกถังข้าวสาร” มีเก้าอี้เหลือเฟือ 2. มีงบเหลือปี 2568 กว่า 60,000 ล้านบาท และงบ 2569 อีก 3.78 ล้านล้านบาท รวมงบฉุกเฉิน 98,000 ล้านบาท 3. มีนโยบายสำเร็จรูปจาก MOA 5 ข้อที่ทำได้ทันที 4. เหลือแค่คิดเอง 3 เรื่อง คือ นโยบายแถลง การจัดครม. และการทำให้สำเร็จ MOA อาจลืมปัญหาประชาชน แต่ไม่มีผลผูกพันรัฐสภา

ชม รมต.คนนอก ติ โควตา กลุ่มการเมืองหวยล็อก

การจัดคณะรัฐมนตรีเป็นหัวใจสำคัญ เพราะเกี่ยวข้องโดยตรงกับนโยบาย ครม.ชุดนี้มีเก้าอี้เหลือเฟือ แบ่งเป็นคนในจากโควตาพรรค และคนนอก นายจุรินทร์ชมว่านายกฯ แน่มากที่กล้าตั้งรัฐมนตรีที่รัฐบาลที่แล้วไม่กล้า เพราะกลัวซ้ำรอยอดีตนายกฯ สำหรับคนนอก หลายตำแหน่งดีเยี่ยม ถูกฝาทุกตัว แต่บางตำแหน่งทำให้ครม.กระดำกระด่าง นายกฯ คงรู้ในใจ จากการเปิดตัวคนนอกเกือบทุกคน แต่บางตำแหน่งทำลับๆ ล่อๆ จนสุดท้ายหวยล็อกออกมา

สำหรับนโยบาย 7 หน้า 5 หมวด นายจุรินทร์ติง 6 ประเด็นหลัก: 1. โจทย์ประเทศลืมภัยที่ 5 คือคอร์รัปชั่นซึ่งเป็นต้นตอ 2. แก้รัฐธรรมนูญ ถ้าศาลให้แก้ทั้งฉบับแต่ไม่แตะหมวด 1-2 รัฐบาลจะสนับสนุนไหม และมาตรา 60 เรื่องคุณสมบัติซื่อสัตย์ ถ้ากลับหลังหน้ากาก รัฐบาลจะสนับสนุนหรือไม่ 3. ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา จะเอาของที่เสียไปคืนยังไง จัดการบ่อนเขมรล้ำแดนอย่างไร และ MOU 43 หรือ 44 จะทำประชามติเมื่อไหร่ 4. เกษตรกร 9 เดือนพอคลายทุกข์ไหม นโยบายข้าวเกวียน 12,000 บาท มัน 4 บาท/กก. หายไป ต้องจัดการราคาข้าว มันสำปะหลัง ปาล์ม ข้าวโพด ผลไม้ที่ตกต่ำ

5. รักษานิติธรรมเคร่งครัด เจ้าพนักงานใช้กฎหมายเพื่อการเมืองผิดวินัยและอาญา รัฐบาลจะจัดการเด็ดขาดไหม รวมถึงกรมราชทัณฑ์และ DSI ที่ค้างคดีนักการเมือง ถ้ายังทำต่อจะผิดนโยบายนี้หรือไม่ 6. ฝาก 5 คาถา: 6.1 อย่าลืมคำถวายสัตย์ อย่าโกง อาวุธมีไว้รบเขมรไม่ใช่ทิ้งก่อนยุบสภา 6.2 อย่าเล่นพรรคเล่นพวกโยกย้ายขรก. ทำลายอนาคตประเทศ 6.3 อย่าเลือกปฏิบัติ พัฒนาทุกพื้นที่ไม่ใช่แค่ที่เลือกเรา 6.4 อย่าลุแก่อำนาจซ้ำรอยอดีต 6.5 อย่าแทรกแซงยุติธรรม เป็นของแสลงยิ่ง ถ้าทำได้ รัฐบาลจะรอด

การอภิปรายของนายจุรินทร์นี้สะท้อนมุมมองฝ่ายค้านที่ต้องการตรวจสอบเพื่อประชาชน หากรัฐบาลนำไปปรับใช้ จะช่วยให้การบริหารมีประสิทธิภาพมากขึ้น คุณคิดว่านโยบายชุดนี้จะแก้ปัญหาประเทศได้จริงหรือไม่ ลองแสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างนะครับ

ที่มา – “จุรินทร์” ชี้ รัฐบาลอนุทิน “หนูตกถังข้าวสาร” บอกแน่มากกล้าตั้ง รมต. ที่รัฐบาลที่แล้วยังไม่กล้า

Scroll to top