น่านน้ําสากล

กองทัพสหรัฐฯ เผย ยิงมิสไซล์ใส่เรือน้ำมัน ยับยั้งไม่ให้ไปท่าเรืออิหร่าน

สถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคอ่าวเปอร์เซียกลับมาร้อนระอุอีกครั้ง เมื่อล่าสุดมีรายงานว่า กองทัพสหรัฐฯ เผย ยิงมิสไซล์ใส่เรือน้ำมัน ยับยั้งไม่ให้ไปท่าเรืออิหร่าน ซึ่งถือเป็นปฏิบัติการครั้งสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงการบังคับใช้มาตรการปิดล้อมทางทะเลของสหรัฐฯ อย่างเข้มข้น

กองทัพสหรัฐฯ เผย ยิงมิสไซล์ใส่เรือน้ำมัน ยับยั้งไม่ให้ไปท่าเรืออิหร่าน ได้สำเร็จ

เหตุการณ์ระทึกขวัญนี้เกิดขึ้นเมื่อกองบัญชาการกลางสหรัฐฯ หรือ CENTCOM ออกแถลงการณ์ระบุว่า เครื่องบินรบของสหรัฐฯ ได้ตัดสินใจใช้ขีปนาวุธ “เฮลไฟร์” (Hellfire) โจมตีเข้าที่ห้องเครื่องของเรือบรรทุกน้ำมันชื่อ “เล็กซี” (Lexie) ที่ติดธงบอตสวานา ภายหลังจากที่เรือลำดังกล่าวเพิกเฉยต่อคำเตือนซ้ำแล้วซ้ำเล่าขณะกำลังมุ่งหน้าไปยังเกาะคาร์กของอิหร่าน

รายละเอียดปฏิบัติการยับยั้งเรือน้ำมัน

การตัดสินใจที่เด็ดขาดในครั้งนี้มีจุดประสงค์หลักเพื่อสกัดกั้นไม่ให้ทรัพยากรน้ำมันไปถึงจุดหมาย โดย CENTCOM ยืนยันว่าการดำเนินการในครั้งนี้เป็นไปเพื่อบังคับใช้มาตรการทางกฎหมายระหว่างประเทศและมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจที่มีต่ออิหร่าน โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาว่าเกาะคาร์กเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญในการส่งออกน้ำมันดิบกว่า 90% ของประเทศอิหร่าน

  • การเตือนภัย: ลูกเรือได้รับสัญญาณเตือนหลายครั้ง แต่เลือกที่จะเพิกเฉย
  • ยุทธวิธี: กองทัพสหรัฐฯ ใช้มิสไซล์แม่นยำสูงยิงเข้าที่ห้องเครื่องเพื่อหยุดเรือ
  • ผลกระทบ: เรือไม่สามารถดำเนินภารกิจต่อไปได้และถูกสกัดกั้นไว้ได้ทันท่วงที

อย่างไรก็ตาม ทางฝั่งของอิหร่านยังคงมีความเคลื่อนไหวที่น่าจับตามอง โดยสื่อท้องถิ่นรายงานว่าพบเสียงดังคล้ายระเบิดใกล้กับเกาะเกชม์ในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน สร้างความสงสัยว่านี่จะเป็นการตอบโต้หรือสถานการณ์ต่อเนื่องจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหรือไม่

บทเรียนจากเหตุการณ์นี้ถือเป็นการตอกย้ำว่าพื้นที่อ่าวเปอร์เซียยังคงเป็นจุดเปราะบางที่สุดแห่งหนึ่งของโลก และการที่ กองทัพสหรัฐฯ เผย ยิงมิสไซล์ใส่เรือน้ำมัน ยับยั้งไม่ให้ไปท่าเรืออิหร่าน ครั้งนี้ เป็นสัญญาณเตือนที่ชัดเจนแก่เรือทุกลำที่คิดจะละเมิดมาตรการดังกล่าว ว่าสหรัฐฯ พร้อมที่จะใช้มาตรการขั้นเด็ดขาดในทันที ไม่ว่าสถานการณ์ระหว่างประเทศในขณะนี้จะตึงเครียดเพียงใดก็ตาม

เราคงต้องติดตามกันต่อไปว่า ท่าทีของอิหร่านหลังจากนี้จะเป็นอย่างไร และเวทีโลกจะมีการตอบโต้ทางการทูตในรูปแบบไหน เพื่อลดอุณหภูมิความขัดแย้งที่อาจส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันและเสถียรภาพโลกในระยะยาว

ที่มา – กองทัพสหรัฐฯ เผย ยิงมิสไซล์ใส่เรือน้ำมัน ยับยั้งไม่ให้ไปท่าเรืออิหร่าน

ทรัมป์ลั่น สหรัฐฯ จะดูแลช่องแคบฮอร์มุซ เตือนโอมานอย่าแทรกแซง

ทรัมป์ลั่น สหรัฐฯ จะดูแลช่องแคบฮอร์มุซ เตือนโอมานอย่าแทรกแซง

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงระดับโลกอีกครั้ง เมื่อ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้ออกมาประกาศจุดยืนอย่างชัดเจนว่า สหรัฐฯ จะเข้ามาทำหน้าที่เป็นผู้ดูแลหลักในพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญอย่างช่องแคบฮอร์มุซ โดยปฏิเสธข้อเรียกร้องที่ให้อิหร่านและโอมานเป็นผู้จัดการเส้นทางเดินเรือนี้แต่เพียงผู้เดียว การเคลื่อนไหวในครั้งนี้ถือเป็นการตอกย้ำนโยบายต่างประเทศที่เน้นความแข็งกร้าวและการรักษาผลประโยชน์ของสหรัฐฯ ในน่านน้ำสากลอย่างเต็มที่

ประเด็นที่คนทั่วโลกกำลังจับตามองคือการที่ทรัมป์ลั่น สหรัฐฯ จะดูแลช่องแคบฮอร์มุซ เตือนโอมานอย่าแทรกแซง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการผูกขาดการใช้งานเส้นทางเดินเรือที่สำคัญต่อตลาดน้ำมันโลก ทรัมป์ได้ย้ำว่าช่องแคบแห่งนี้จะต้องเปิดกว้างสำหรับทุกคน และไม่มีใครหน้าไหนสามารถมาควบคุมได้ตามใจชอบ โดยเขายังเปรยด้วยท่าทีที่ดุดันว่า หากมีการขัดขวางหรือเข้ามาแทรกแซง สหรัฐฯ พร้อมที่จะตอบโต้อย่างหนักหน่วงเพื่อรักษาเสถียรภาพของน่านน้ำนี้ไว้

ทำไมทรัมป์ถึงต้องคุมช่องแคบฮอร์มุซด้วยตัวเอง?

ท่ามกลางการเจรจาที่ยืดเยื้อกับอิหร่าน ทรัมป์ได้ใช้โอกาสนี้ในการยื่นคำขาดในหลายประเด็น โดยเฉพาะเรื่องยูเรเนียมและการผ่อนปรนมาตรการทางเศรษฐกิจ โดยเขายืนยันว่า:

  • ไม่มีการผ่อนปรนการคว่ำบาตรใดๆ จนกว่าอิหร่านจะปฏิบัติตามสัญญาอย่างเคร่งครัด
  • สหรัฐฯ จะควบคุมเงินของอิหร่านที่ถูกอายัดไว้จนกว่าสถานการณ์จะดีขึ้น
  • ยอมรับไม่ได้ที่จะปล่อยให้จีนหรือรัสเซียเข้ามาเป็นตัวกลางในข้อตกลงเรื่องยูเรเนียม

ด้วยเหตุผลเหล่านี้ การที่ทรัมป์ลั่น สหรัฐฯ จะดูแลช่องแคบฮอร์มุซ เตือนโอมานอย่าแทรกแซง จึงไม่ใช่แค่เรื่องของการเดินเรือ แต่เป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์กดดันรอบด้านเพื่อให้ฝ่ายอิหร่านยอมทำตามเงื่อนไขที่สหรัฐฯ วางไว้ ซึ่งรวมไปถึงการทำลายยูเรเนียมส่วนเกินตามช่องทางที่เหมาะสมอีกด้วย

สถานการณ์ในขณะนี้สะท้อนให้เห็นว่าสหรัฐฯ ไม่ต้องการเป็นเพียงผู้ยืนดูในตะวันออกกลางอีกต่อไป การประกาศจุดยืนที่แข็งกร้าวเช่นนี้ แม้จะสร้างแรงสั่นสะเทือนในเชิงความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ แต่ในมุมมองของทรัมป์ นี่คือสิ่งที่จำเป็นเพื่อให้มั่นใจว่าโลกจะมีเสถียรภาพภายใต้การกำกับดูแลของสหรัฐฯ เราคงต้องติดตามกันต่อไปว่าบทสรุปของเรื่องนี้จะจบลงอย่างไร และอิหร่านจะยอมจำนนต่อแรงกดดันทางเศรษฐกิจที่หนักหน่วงในครั้งนี้หรือไม่

ที่มา – ทรัมป์ลั่น สหรัฐฯ จะ “ดูแล” ช่องแคบฮอร์มุซ เตือนโอมานอย่าแทรกแซง

ทรัมป์สั่งสกัดเรือทุกลำในช่องแคบฮอร์มุซที่จ่ายเงินให้อิหร่าน

ทรัมป์สั่งสกัดเรือทุกลำในช่องแคบฮอร์มุซที่จ่ายเงินให้อิหร่าน

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ออกโรงโพสต์ข้อความดุเดือดผ่าน Truth Social เมื่อวันที่ 12 เมษายน 2569 โดยประณามอิหร่านที่ไม่ยอมละทิ้งความทะเยอทะยานทางนิวเคลียร์ ส่งผลให้การเจรจาที่ปากีสถานล้มเหลว และสั่งการให้กองทัพเรือสหรัฐฯ ทรัมป์สั่งสกัดเรือทุกลำในช่องแคบฮอร์มุซที่จ่ายเงินให้อิหร่าน ทันที เพื่อตัดเส้นทางรายได้ผิดกฎหมายของอิหร่าน

ที่มาของคำสั่งทรัมป์สั่งสกัดเรือทุกลำในช่องแคบฮอร์มุซที่จ่ายเงินให้อิหร่าน

ช่องแคบฮอร์มุซเป็นเส้นทางสำคัญสำหรับการขนส่งน้ำมันกว่า 20% ของโลก อิหร่านถูกกล่าวหาว่าขู่กรรโชกเรือสินค้าด้วยการวางทุ่นระเบิดและเรียกเก็บค่าผ่านทางผิดกฎหมาย ทรัมป์ระบุในโพสต์ว่า “กองทัพเรือสหรัฐฯ ซึ่งดีที่สุดในโลก จะเริ่มกระบวนการปิดล้อมเรือทุกลำที่พยายามเข้าหรือออกจากช่องแคบฮอร์มุซ โดยให้มีผลทันที” เขายังขู่ว่าจะทำลายทุ่นระเบิดและตอบโต้ผู้ที่ยิงใส่เรือสหรัฐฯ หรือเรือที่เดินทางโดยสันติ

ทรัมป์ชี้ว่าอิหร่านกำลังใช้ช่องแคบนี้เป็นเครื่องมือขู่กรรโชกระดับโลก โดยเฉพาะสหรัฐฯ ที่จะไม่ยอมจำนน เขากล่าวว่า “นี่คือการขู่กรรโชกระดับโลก และบรรดาผู้นำประเทศ โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา จะไม่มีวันยอมถูกขู่กรรโชก” นอกจากนี้ เขายังย้ำว่ากองทัพอิหร่านถูกทำลายย่อยยับแล้ว ทั้งเรือรบ เครื่องบิน ระบบเรดาร์ และผู้นำหลายคนเสียชีวิตจากความทะเยอทะยานนิวเคลียร์ของตัวเอง

ผลกระทบจากการทรัมป์สั่งสกัดเรือทุกลำในช่องแคบฮอร์มุซที่จ่ายเงินให้อิหร่าน

คำสั่งนี้คาดว่าจะส่งผลกระทบรุนแรงต่อเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะราคาน้ำมันที่อาจพุ่งสูงขึ้น ประเทศนำเข้าน้ำมันอย่างจีน อินเดีย และยุโรป อาจเผชิญวิกฤตพลังงาน นอกจากนี้ ประเทศพันธมิตรสหรัฐฯ คาดว่าจะเข้าร่วมปิดล้อม ทำให้อิหร่านสูญเสียรายได้มหาศาลจากค่าผ่านทางผิดกฎหมาย

  • เพิ่มความตึงเครียดในตะวันออกกลาง
  • ราคาน้ำมันโลกผันผวน
  • กระทบการค้าขนส่งทางทะเล
  • โอกาสเจรจาสันติภาพริบหรี่

ทรัมป์ยังเตือนว่า “การปิดล้อมจะเริ่มขึ้นในไม่ช้า” และเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม สหรัฐฯ จะ “ขึ้นลำเตรียมพร้อม” เพื่อจัดการอิหร่านให้สิ้นซาก สถานการณ์นี้สะท้อนนโยบายแข็งกร้าวของทรัมป์ต่ออิหร่านตั้งแต่สมัยแรก

มุมมองอนาคตหลังทรัมป์สั่งสกัดเรือทุกลำในช่องแคบฮอร์มุซที่จ่ายเงินให้อิหร่าน

ผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์ว่าคำสั่งนี้อาจนำไปสู่การเผชิญหน้าทางทหารครั้งใหญ่ หากอิหร่านตอบโต้ด้วยการปิดช่องแคบจริง อย่างไรก็ตาม มันเป็นกลยุทธ์กดดันให้อิหร่านยอมถอยจากโปรแกรมนิวเคลียร์ ในมุมเศรษฐกิจ อิหร่านที่พึ่งพาการส่งออกน้ำมันจะได้รับผลกระทบหนักสุด

สถานการณ์นี้ยังคงต้องจับตาอย่างใกล้ชิด เพราะอาจเปลี่ยนโฉมหน้า geopolitics ในภูมิภาค ความเห็นส่วนตัว: นโยบายของทรัมป์ดูเด็ดขาด แต่เสี่ยงจุดชนวนสงครามใหญ่ หากคุณสนใจข่าวต่างประเทศ ลองติดตามอัปเดตเพิ่มเติมเพื่อไม่พลาดพัฒนาการสำคัญ!

ที่มา – ทรัมป์สั่งสกัดเรือทุกลำในช่องแคบฮอร์มุซที่จ่ายเงินให้อิหร่าน

พบแล้ว 80 ศพ เหตุเรือดำน้ำสหรัฐฯ จมเรือรบอิหร่านใกล้ศรีลังกา

พบแล้ว 80 ศพ เหตุเรือดำน้ำสหรัฐฯ จมเรือรบอิหร่านใกล้ศรีลังกา สร้างความตกตะลึงให้กับโลก หลังจากเจ้าหน้าที่ศรีลังกาเร่งค้นหาผู้สูญหายในมหาสมุทรอินเดีย เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อช่วงเช้ามืดวันพุธที่ 4 มี.ค. 2569 โดยเรือฟริเกต IRIS Dena ของกองทัพเรืออิหร่านถูกเรือดำน้ำสหรัฐฯ ยิงตอร์ปิโดจนจมลงก้นทะเล

พบแล้ว 80 ศพ เหตุเรือดำน้ำสหรัฐฯ จมเรือรบอิหร่านใกล้ศรีลังกา

สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศศรีลังกาเปิดเผยกับสื่อท้องถิ่นว่า พบศพผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 80 ราย จากเหตุการณ์ดังกล่าว ขณะที่ช่วยเหลือผู้รอดชีวิตได้ 32 ราย และยังมีผู้สูญหายอีกประมาณ 68 คน จากยอดรวมเดิม 148 คนที่สูญหาย

นายพีท เฮกเซธ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ยอมรับในการแถลงข่าวที่เพนตากอนว่า เรือดำน้ำของสหรัฐฯ ได้ยิงตอร์ปิโดใส่เรือรบอิหร่านลำนี้ ขณะที่มันกำลังแล่นอยู่ในน่านน้ำสากลใกล้ชายฝั่งศรีลังกา “นี่เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ใช้ตอร์ปิโดจมเรือศัตรู” เขากล่าว

รายละเอียดเหตุการณ์เรือดำน้ำสหรัฐฯ จมเรือรบอิหร่าน

เรือ IRIS Dena เป็นฟริเกตชั้น Moudge ของอิหร่าน ที่เพิ่งเข้ารับราชการเมื่อปี 2565 ถือเป็นเรือรบที่ทันสมัยที่สุดลำหนึ่งของกองทัพเรืออิหร่าน แต่ถูกโจมตีอย่างรวดเร็วจากเรือดำน้ำนิวเคลียร์ของสหรัฐฯ ซึ่งซ่อนตัวอยู่ในมหาสมุทรอินเดีย เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน โดยเฉพาะประเด็นนิวเคลียร์และการสนับสนุนกลุ่มติดอาวุธ

  • พบศพผู้เสียชีวิต 80 ราย
  • ผู้รอดชีวิต 32 ราย
  • ผู้สูญหายเหลือ 68 ราย
  • เรือ IRIS Dena จมทั้งลำ
  • เป็นการโจมตีครั้งแรกด้วยตอร์ปิโดนับแต่ WWII

ผลกระทบต่อสถานการณ์ภูมิภาค

เหตุ

พบแล้ว 80 ศพ เหตุเรือดำน้ำสหรัฐฯ จมเรือรบอิหร่านใกล้ศรีลังกา นี้ไม่เพียงทำให้เกิดการสูญเสียชีวิตอย่างหนัก แต่ยังจุดชนวนความตึงเครียดในมหาสมุทรอินเดีย ศรีลังกาในฐานะประเทศใกล้เคียงต้องรับมือกับการค้นหาซากเรือและศพที่ลอยเกลื่อน รัฐบาลศรีลังกาเรียกร้องให้ทั้งสองฝ่ายยับยั้งชั่งใจ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดสงครามขยายวง

ผู้เชี่ยวชาญทางทหารวิเคราะห์ว่า การโจมตีครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงขีดความสามารถของเรือดำน้ำสหรัฐฯ อย่างชัดเจน โดยเฉพาะในน่านน้ำที่อิหร่านเชื่อว่าปลอดภัย นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่าอิหร่านกำลังเตรียมตอบโต้ ซึ่งอาจกระทบต่อเส้นทางการค้าในอินเดียมหาสมุทร

จากข้อมูลล่าสุด การค้นหายังคงดำเนินต่อไป โดยเรือลาดตระเวนและเฮลิคอปเตอร์ของศรีลังกาเข้าร่วมปฏิบัติการ นายกรัฐมนตรีศรีลังกาแสดงความเสียใจต่อครอบครัวผู้เสียชีวิต และขอให้สหประชาชาติเข้าแทรกแซง

เหตุการณ์นี้เตือนใจให้โลกตระหนักถึงอันตรายของความขัดแย้งทางทหารในยุคสมัยใหม่ โดยเฉพาะการใช้เทคโนโลยีลับอย่างเรือดำน้ำ หากคุณสนใจข่าวต่างประเทศ ลองติดตามอัปเดตล่าสุดเพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ คิดเห็นของคุณเกี่ยวกับเหตุการณ์นี้คืออะไร? แสดงความคิดเห็นด้านล่างได้เลย

ที่มา – พบแล้ว 80 ศพ เหตุเรือดำน้ำสหรัฐฯ จมเรือรบอิหร่านใกล้ศรีลังกา

กองทัพสหรัฐฯ บุกขึ้นเรือบรรทุกน้ำมันอีกลำ หลังไล่ล่าถึงมหาสมุทรอินเดีย

กองทัพสหรัฐฯ บุกขึ้นเรือบรรทุกน้ำมันอีกลำ หลังไล่ล่าถึงมหาสมุทรอินเดีย สร้างความฮือฮาในแวดวงข่าวต่างประเทศ เมื่อกองทัพสหรัฐฯ ประกาศปฏิบัติการครั้งใหญ่ โดยบุกขึ้นตรวจค้นเรือบรรทุกน้ำมันลำที่ 2 ในรอบสัปดาห์เดียวกัน ไล่ตามจากทะเลแคริบเบียนมาจนถึงมหาสมุทรอินเดีย นับเป็นส่วนหนึ่งของการปราบปรามการหลีกเลี่ยงการคว่ำบาตรน้ำมันจากเวเนซุเอลา

กองทัพสหรัฐฯ บุกขึ้นเรือบรรทุกน้ำมันอีกลำ หลังไล่ล่าถึงมหาสมุทรอินเดีย: รายละเอียดปฏิบัติการ

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันอาทิตย์ที่ 15 กุมภาพันธ์ 2569 กองทัพสหรัฐฯ ได้ติดตามเรือบรรทุกน้ำมันชื่อ “เวโรนิกา 3” (Veronica III) ซึ่งติดธงชาติปานามา มาจากทะเลแคริบเบียนไกลถึงมหาสมุทรอินเดีย เรือลำนี้ถูกสงสัยว่าช่วยเวเนซุเอลาขนส่งน้ำมันหลีกเลี่ยงการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ นี่เป็นเรือลำที่ 7 ที่ถูกยึดตั้งแต่เริ่มปฏิบัติการปลายปีก่อน

กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ หรือเพนตากอน ออกแถลงการณ์ว่า “ระยะทางไม่ได้คุ้มครองคุณ” พร้อมเผยวิดีโอและภาพการบุกตรวจค้น พวกเขาย้ำสิทธิในการสกัดกั้นทางทะเล แม้ยังไม่ระบุชัดว่าจะยึดเรือหรือปล่อยต่อ แต่ชัดเจนว่า “น่านน้ำสากลไม่ใช่ที่หลบภัย” ไม่ว่าจะทางบก อากาศ หรือทะเล สหรัฐฯ จะตามล่าจนกว่าจะได้ตัว

เส้นทางและปริมาณน้ำมันของเรือเวโรนิกา 3

ตามข้อมูลจาก TankerTrackers.com เรือเวโรนิกา 3 ออกจากเวเนซุเอลาเมื่อ 3 มกราคม 2569 ซึ่งตรงกับวันที่สหรัฐฯ จับกุมนิโคลัส มาดูโร ประธานาธิบดีเวเนซุเอลาในการบุกบ้านพักที่กรุงการากัส เรือบรรทุกน้ำมันดิบกว่า 1.9 ล้านบาร์เรล และมีประวัติเกี่ยวข้องกับการขนส่งน้ำมันจากรัสเซีย อิหร่าน และเวเนซุเอลาตั้งแต่ปี 2566

  • ออกเดินทางจากเวเนซุเอลา 3 ม.ค. 2569
  • ไล่ล่าจากทะเลแคริบเบียนถึงมหาสมุทรอินเดีย
  • บรรทุกน้ำมันดิบ 1.9 ล้านบาร์เรล
  • เรือลำที่ 7 ที่ถูกสหรัฐฯ จับในปฏิบัติการนี้

สัปดาห์ก่อนหน้านี้ สหรัฐฯ เพิ่งบุกเรือ “อากีลา 2” (Aquila II) ในลักษณะเดียวกัน แสดงถึงความมุ่งมั่นของเพนตากอนในการบังคับใช้การคว่ำบาตร

ผลกระทบต่อการส่งออกน้ำมันเวเนซุเอลา

ปฏิบัติการเหล่านี้ทำให้การส่งออกน้ำมันของเวเนซุเอลาลดลงอย่างหนัก จากข้อมูลของ Kpler บริษัทวิเคราะห์ข้อมูลสหรัฐฯ เดือนมกราคมที่ผ่านมา การขนส่งเหลือเพียง 400,000 บาร์เรลต่อวัน ลดลงเกือบครึ่ง มีเพียงเรือที่เกี่ยวข้องกับ Chevron และมุ่งหน้ามายังสหรัฐฯ เท่านั้นที่ยังดำเนินการได้ปกติ

นี่สะท้อนถึงนโยบายเข้มงวดของประธานาธิบดีทรัมป์ต่อรัฐบาลมาดูโร ซึ่งถูกกล่าวหาว่าทุจริตและละเมิดสิทธิมนุษยชน การคว่ำบาตรน้ำมันเป็นเครื่องมือสำคัญในการกดดันเศรษฐกิจเวเนซุเอลาที่พึ่งพาน้ำมันถึง 90%

ผู้เชี่ยวชาญอย่าง แมตต์ สมิธ จาก Kpler วิเคราะห์กับ BBC ว่าการปิดล้อมนี้มีประสิทธิภาพสูง สหรัฐฯ ใช้เทคโนโลยีติดตามเรือขั้นสูง ขีดความสามารถทางทหารที่เหนือชั้น และความร่วมมือระหว่างประเทศ ทำให้เรือต้องสงสัยหนีไม่พ้น

ความสำคัญของปฏิบัติการนี้ในบริบท geopolitics

กองทัพสหรัฐฯ บุกขึ้นเรือบรรทุกน้ำมันอีกลำ หลังไล่ล่าถึงมหาสมุทรอินเดีย ไม่ใช่แค่การจับเรือ แต่เป็นสัญญาณถึงการรักษาอำนาจทางทะเลของสหรัฐฯ ในยุคที่จีนและรัสเซียขยายอิทธิพล มันแสดงให้เห็นว่าสหรัฐฯ สามารถปฏิบัติการไกลถึงมหาสมุทรอินเดียได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สำหรับเวเนซุเอลา เศรษฐกิจย่ำแย่ลง รายได้จากน้ำมันลด ส่งผลให้ประชาชนเดือดร้อนมากขึ้น ขณะที่พันธมิตรอย่างรัสเซียและอิหร่านก็ถูกกระทบ เพราะเรือเหล่านี้มักใช้เป็นเครือข่าย shadow fleet ในการค้าขายน้ำมันผิดกฎหมาย

ในมุมมองของผู้เขียน ปฏิบัติการนี้เป็นตัวอย่างที่ดีของการบังคับใช้กฎหมายระหว่างประเทศ แต่ก็ต้องระวังไม่ให้กระทบเสรีภาพการเดินเรือสากล คุณคิดอย่างไร ลองแสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามข่าวต่างประเทศจากเราเพื่ออัปเดตล่าสุด!

ที่มา – กองทัพสหรัฐฯ บุกขึ้นเรือบรรทุกน้ำมันอีกลำ หลังไล่ล่าถึงมหาสมุทรอินเดีย

Scroll to top