น้ํามันดิบ

ขุนคลังสหรัฐฯ เผย อาจผ่อนคลายคว่ำบาตรน้ำมันอิหร่าน หลังราคาพุ่ง

ขุนคลังสหรัฐฯ เผย อาจผ่อนคลายคว่ำบาตรน้ำมันอิหร่าน หลังราคาพุ่ง สร้างความหวังให้ตลาดพลังงานโลก ท่ามกลางวิกฤตสงครามในตะวันออกกลางที่ทำให้ราคาน้ำมันทะยานสูง

ขุนคลังสหรัฐฯ เผย อาจผ่อนคลายคว่ำบาตรน้ำมันอิหร่าน หลังราคาพุ่ง

จากบทสัมภาษณ์ของนายสกอตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ กับสำนักข่าว Fox Business เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2569 ได้เปิดเผยข้อมูลสำคัญว่า สหรัฐอเมริกากำลังพิจารณาผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตรน้ำมันจากอิหร่าน เพื่อเพิ่มปริมาณอุปทานน้ำมันในตลาดโลก หลังจากราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

สถานการณ์ปัจจุบัน ราคาน้ำมันเบนซินและดีเซลทั่วโลกกำลังอยู่ในระดับที่สูงลิ่ว ส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้บริโภคและอุตสาหกรรมต่างๆ โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียอย่างประเทศไทยที่พึ่งพาการนำเข้าน้ำมันเป็นหลัก การตัดสินใจดังกล่าวคาดว่าจะปล่อยน้ำมันประมาณ 140 ล้านบาร์เรลที่กำลังขนส่งทางเรือ ซึ่งเทียบเท่ากับการบริโภคทั่วโลกประมาณ 1.4 วัน เนื่องจากปริมาณการบริโภคน้ำมันโลกอยู่ที่ 100 ล้านบาร์เรลต่อวัน

สาเหตุที่นำไปสู่การพิจารณาผ่อนคลายคว่ำบาตรน้ำมันอิหร่าน

ขุนคลังสหรัฐฯ เผย อาจผ่อนคลายคว่ำบาตรน้ำมันอิหร่าน หลังราคาพุ่ง เนื่องจากโรงกลั่นและแหล่งผลิตน้ำมันในอ่าวเปอร์เซียได้รับความเสียหายจากสงคราม ทำให้อุปทานขาดแคลน สหรัฐฯ จึงมีแผนเพิ่มอุปทานหลายด้าน เช่น การระงับคว่ำบาตรน้ำมันรัสเซีย การระบายน้ำมันจากคลังสำรองเชิงยุทธศาสตร์ (SPR) จำนวน 172 ล้านบาร์เรล และการอนุญาตให้เรือบรรทุกน้ำมันอิหร่านแล่นผ่านแม้ในช่วงขัดแย้ง

  • เพิ่มอุปทานทันที: น้ำมันอิหร่าน 140 ล้านบาร์เรล จะไหลเข้าตลาดยุโรปและเอเชียอย่างรวดเร็ว
  • ลดราคาพลังงาน: คาดว่าราคาจะปรับตัวลงภายใน 10-14 วัน
  • ผลกระทบต่อไทย: ราคาน้ำมันในประเทศอาจลดลง ส่งผลดีต่อการขนส่งและผู้บริโภค

การผ่อนคลายนี้จะอนุญาตให้ขายน้ำมันดิบอิหร่านที่ถูกจำกัดไว้ สู่ตลาดโลก ซึ่งช่วยบรรเทาความกดดันจากราคาที่พุ่งสูง อย่างไรก็ตาม ยังไม่ชัดเจนว่าผลกระทบจะมากน้อยเพียงใด โดยเฉพาะต่อราคาน้ำมันในระยะยาว

มุมมองของขุนคลังสหรัฐฯ ต่อข้อกังวลเรื่องการสนับสนุนศัตรู

เมื่อถูกถามถึงความกังวลว่ามาตรการนี้คือการให้เงินสนับสนุนอิหร่านซึ่งเป็นศัตรู นายเบสเซนต์ตอบอย่างชัดเจนว่า “สหรัฐฯ จะใช้น้ำมันของอิหร่านเพื่อจัดการกับอิหร่านเอง” โดยมุ่งกดราคาพลังงานให้ต่ำลง เพื่อลดอิทธิพลทางเศรษฐกิจของอิหร่านในที่สุด

นอกจากนี้ สหรัฐฯ ยังมีประวัติการใช้เครื่องมือเหล่านี้ในอดีต เช่น การปล่อยน้ำมัน SPR ในปีก่อนๆ เพื่อควบคุมราคา ซึ่งพิสูจน์แล้วว่าสำเร็จในการลดความผันผวนของตลาด

สำหรับประเทศไทย การเปลี่ยนแปลงนี้อาจนำมาซึ่งโอกาสในการลดต้นทุนนำเข้าน้ำมัน ซึ่งปัจจุบันไทยนำเข้าน้ำมันกว่า 80% ของความต้องการ ส่งผลดีต่อ GDP และอัตราเงินเฟ้อ หากราคาน้ำมันลดลง 10% คาดว่าจะช่วยประหยัดงบประมาณประชาชนหลายหมื่นล้านบาทต่อปี

ติดตามสถานการณ์ราคาน้ำมันโลกและผลกระทบต่อไทยได้ที่ ข่าวต่างประเทศ

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ มาตรการขุนคลังสหรัฐฯ เผย อาจผ่อนคลายคว่ำบาตรน้ำมันอิหร่าน หลังราคาพุ่ง ถือเป็นกลยุทธ์ที่ชาญฉลาดในการรักษาเสถียรภาพพลังงานโลก แนะนำให้นักลงทุนติดตามการเคลื่อนไหวของ OPEC+ และข้อมูล EIA รายสัปดาห์เพื่อประเมินแนวโน้มต่อไป

คุณคิดว่ามาตรการนี้จะช่วยลดราคาน้ำมันในไทยได้จริงหรือไม่? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อแจ้งเตือนเพื่อนๆ เกี่ยวกับข่าวสำคัญ!

ที่มา – ขุนคลังสหรัฐฯ เผย อาจผ่อนคลายคว่ำบาตรน้ำมันอิหร่าน หลังราคาพุ่ง

เกาหลีใต้บรรลุดีลนำเข้าน้ำมันดิบเร่งด่วนจากยูเออี 24 ล้านบาร์เรล

เกาหลีใต้บรรลุดีลนำเข้าน้ำมันดิบเร่งด่วนจากยูเออี 24 ล้านบาร์เรล ถือเป็นข่าวดีท่ามกลางวิกฤตการณ์โลกที่กำลังตึงเครียดจากสงครามระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ-อิสราเอล ซึ่งยืดเยื้อเข้าสู่สัปดาห์ที่สาม รัฐบาลเกาหลีใต้สามารถเจรจาสำเร็จกับสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) เพื่อรับประกันการส่งน้ำมันดิบแบบเร่งด่วน โดยได้รับสิทธิ์เป็น “ลำดับความสำคัญสูงสุด” ในการจัดส่ง

เกาหลีใต้บรรลุดีลนำเข้าน้ำมันดิบเร่งด่วนจากยูเออี 24 ล้านบาร์เรล

นายคัง ฮุน-ชิก เลขาธิการทำเนียบประธานาธิบดีเกาหลีใต้ เปิดเผยหลังกลับจากการเยือนยูเออีอย่างเป็นทางการว่า ยูเออีให้คำมั่นว่าจะจัดส่งน้ำมันดิบให้เกาหลีใต้เป็นอันดับแรก ไม่มีประเทศใดได้รับก่อนหน้า นี่คือก้าวสำคัญที่ช่วยสร้างความมั่นใจด้านพลังงานให้กับเกาหลีใต้ ซึ่งเป็นผู้นำเข้าน้ำมันดิบรายใหญ่อันดับ 4 ของโลก โดยมีความต้องการประมาณ 2.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน

ข้อตกลงนี้ครอบคลุมการนำเข้าน้ำมันดิบจำนวน 24 ล้านบาร์เรล แบ่งเป็นส่วนที่ตกลงเดิม 6 ล้านบาร์เรล และส่วนใหม่ 18 ล้านบาร์เรล น้ำมันเหล่านี้จะถูกขนส่งโดยเรือบรรทุกน้ำมันสัญชาตiyูเออี 3 ลำ และเรือเกาหลีใต้ 6 ลำ ทำให้เกาหลีใต้สามารถสำรองน้ำมันเพิ่มเติมได้ทันท่วงที

รายละเอียดข้อตกลงเกาหลีใต้บรรลุดีลนำเข้าน้ำมันดิบเร่งด่วนจากยูเออี 24 ล้านบาร์เรล

  • สิทธิ์ลำดับแรกในการจัดส่งน้ำมันดิบจากยูเออี
  • การจัดซื้อฉุกเฉินได้ทุกเมื่อ
  • แผนลงนาม MOU ด้านห่วงโซ่อุปทานน้ำมันดิบ
  • สำรวจเส้นทางขนส่งทางเลือกเพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังหารือเรื่องความร่วมมืออื่นๆ แต่ปฏิเสธที่จะเปิดเผยรายละเอียด โดยเฉพาะประเด็นอาวุธหรือการสนับสนุนทางทหารจากสหรัฐฯ สำหรับเรือรบเกาหลีใต้ นายคังยืนยันว่า “ยังไม่มีการร้องขออย่างเป็นทางการ” และตอนนี้ยังไม่ใช่เวลาที่เหมาะสม

ผลกระทบจากวิกฤตพลังงานและมาตรการรับมือ

สถานการณ์สงครามทำให้ราคาน้ำมันผันผวน รัฐบาลเกาหลีใต้ต้องประกาศควบคุมราคาน้ำมันเชื้อเพลิงครั้งแรกในรอบ 30 ปี พร้อมเร่งอพยพชาวเกาหลีใต้กว่า 3,000 คนจากยูเออีกลับประเทศ การเยือนครั้งนี้เป็นครั้งที่สองในรอบเดือน ต่อยอดจากข้อตกลงมูลค่า 6.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งรวมโครงการป้องกันประเทศ 3.5 หมื่นล้านดอลลาร์

ข้อตกลงนี้ไม่เพียงช่วยป้องกันภาวะขาดแคลนพลังงาน แต่ยังเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจให้เกาหลีใต้ในระยะยาว โดยหลีกเลี่ยง “สถานการณ์เลวร้ายที่สุด” ตามคำพูดของนายคัง ผู้ประกอบการและประชาชนชาวเกาหลีใต้ต่างโล่งใจกับข่าวนี้ เพราะน้ำมันดิบเป็นหัวใจสำคัญของอุตสาหกรรมการผลิตและขนส่ง

ในมุมกว้างขึ้น เกาหลีใต้บรรลุดีลนำเข้าน้ำมันดิบเร่งด่วนจากยูเออี 24 ล้านบาร์เรล แสดงให้เห็นถึงการทูตเชิงรุกท่ามกลางความไม่แน่นอนโลก ซึ่งอาจเป็นแบบอย่างให้ประเทศผู้นำเข้าน้ำมันอื่นๆ อย่างญี่ปุ่นหรือจีน

สำหรับผู้อ่านที่สนใจเรื่องพลังงานและ geopolitics ข้อตกลงนี้ย้ำชัดว่าความสัมพันธ์ระหว่างเกาหลีใต้กับยูเออีแข็งแกร่งเพียงใด หากคุณกำลังกังวลเรื่องราคาน้ำมัน ติดตามอัปเดตข่าวสารล่าสุดจากเราเพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญที่ช่วยวางแผนการเงินส่วนตัวได้อย่างชาญฉลาด

ที่มา – เกาหลีใต้บรรลุดีลนำเข้าน้ำมันดิบเร่งด่วนจากยูเออี 24 ล้านบาร์เรล

“อรรถพล” ปลอบใจดีเซลพุ่ง 33 บาท แนะลดใช้ 10%

ในสถานการณ์ที่ราคาน้ำมันดีเซลพุ่งขึ้นมาถึง 33 บาทต่อลิตร ทำให้หลายคนกังวลกับค่าครองชีพที่สูงขึ้น “อรรถพล” ปลอบใจดีเซลพุ่ง 33 บาท แนะทางแก้ลดใช้ 10% เท่ากับช่วยลดราคา 3 บาท โดยนายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้ออกมาให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2569 เพื่อคลายกังวลให้ประชาชน

“อรรถพล” ปลอบใจดีเซลพุ่ง 33 บาท แนะทางแก้ลดใช้ 10% เท่ากับช่วยลดราคา 3 บาท

การปรับราคาดีเซลขึ้น 50 สตางค์ต่อลิตร ช่วยลดภาระกองทุนน้ำมันได้วันละ 35 ล้านบาท จากยอดใช้วันละ 70 ล้านลิตร ซึ่งการตั้งเพดานราคาที่ 33 บาท สอดคล้องกับประเทศอาเซียนที่ปรับราคาไปก่อนหน้าแล้ว รัฐมนตรีย้ำว่าจะประเมินสถานการณ์แบบวันต่อวัน ไม่กำหนดระยะเวลาคงที่

ปัญหาการกระจายน้ำมันและแนวทางแก้ไข

หลายคนเจอปัญหาปั๊มจำกัดเติมน้ำมัน เช่น ครั้งละ 500-1,000 บาท หรือน้ำมัน E20 หายไปจากบางแห่ง แต่ไม่ใช่ขาดแคลนน้ำมันดิบ เพราะมีเหลือเฟือ ปัญหาอยู่ที่การกระจายจากคลังไปปั๊มไม่ทันความต้องการที่พุ่งสูง กระทรวงพลังงานจึงสั่งเพิ่มเที่ยวรถขนส่งน้ำมัน เพื่อให้สถานการณ์ปกติเร็วที่สุด

นอกจากนี้ ยังประสานกระทรวงพาณิชย์เร่งผลิตเอทานอล สำหรับน้ำมัน E10 และ E20 ให้เพียงพอทุกกลุ่มผู้ใช้

เคล็ดลับประหยัดน้ำมันจาก “อรรถพล”

นายอรรถพลฝากข้อความสำคัญ หากทุกคนช่วยกันลดการใช้ดีเซลลง 10% จะเท่ากับราคาลด 3 บาทต่อลิตร เพราะ 10% ของ 33 บาท คือ 3 บาทตรงๆ การใช้น้อยลง เงินออกจากกระเป๋าน้อยลง และยืดอายุน้ำมันที่มีได้นานขึ้น

  • ตรวจแรงดันยางรถ: ยางดันต่ำทำให้สิ้นเปลืองน้ำมันเพิ่ม 10%
  • ขับขี่นุ่มนวล: หลีกเลี่ยงการเร่ง-เบี่ยงกะทันหัน ประหยัดได้ 5-10%
  • บำรุงรักษารถ: เปลี่ยนน้ำมันเครื่องและกรองอากาศสม่ำเสมอ
  • ใช้รถร่วมกัน: Carpool ลดจำนวนเที่ยววิ่ง
  • หันมาใช้ E20: ราคาถูกกว่าและเป็นมิตรสิ่งแวดล้อม

การปรับตัวเหล่านี้ไม่ยาก แต่ช่วยทั้งเงินในกระเป๋าและประเทศชาติ ในยุคที่ราคาน้ำมันโลกผันผวนจากปัจจัย geopolitics และ OPEC ลดผลิต น้ำมันดิบยังมีพอ แต่การใช้อย่างมีสติคือกุญแจสำคัญ

กระทรวงพลังงานยังมีแผนพยุงกองทุนน้ำมันระยะยาว เช่น ส่งเสริมพลังงานทดแทน รถ EV และชีวภาพ เพื่อลดการพึ่งพาน้ำมันนำเข้า

สุดท้าย การลดใช้ 10% ไม่ใช่แค่คำปลอบใจ แต่เป็นทางแก้จริงจังที่ทุกคนทำได้ ลองคำนวณดู ถ้าคุณเติมดีเซลสัปดาห์ละ 1,000 บาท ลด 10% ประหยัด 100 บาทต่อสัปดาห์ หรือ 400 บาทต่อเดือน เงินนั้นซื้อของกินอร่อยๆ ได้เลย! เริ่มวันนี้เพื่ออนาคตที่ยั่งยืน

ที่มา – “อรรถพล” ปลอบใจดีเซลพุ่ง 33 บาท แนะทางแก้ลดใช้ 10% เท่ากับช่วยลดราคา 3 บาท

“อรรถพล” สั่งโรงกลั่นเพิ่มกำลังผลิตรับสงกรานต์ 2569

ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่ประชาชนเดินทางกลับภูมิลำเนาจำนวนมาก การเตรียมความพร้อมด้านพลังงานเป็นเรื่องสำคัญยิ่ง นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้ออกมาตรการเด็ดขาดเพื่อรับมือกับสถานการณ์ โดย“อรรถพล” สั่งโรงกลั่นเพิ่มกำลังผลิตรับสงกรานต์ 2569 เผยซื้อน้ำมันดิบแองโกลา-สหรัฐฯ เพิ่ม เพื่อให้มีน้ำมันเชื้อเพลิงเพียงพอต่อความต้องการ

“อรรถพล” สั่งโรงกลั่นเพิ่มกำลังผลิตรับสงกรานต์ 2569 เผยซื้อน้ำมันดิบแองโกลา-สหรัฐฯ เพิ่ม

วันที่ 17 มีนาคม 2569 หลังการประชุมคณะรัฐมนตรี นายอรรถพล ได้ให้สัมภาษณ์ย้ำว่าน้ำมันดิบจากแหล่งผลิตมีเพียงพอ กำลังการกลั่นอยู่ที่ 100% แต่ปัญหาหลักคือการขนส่งที่อาจล่าช้าในช่วง高峰เทศกาล สำหรับแผนรับมือสงกรานต์ 2569 ได้สั่งการให้โรงกลั่นน้ำมันทุกแห่งเพิ่มกำลังผลิต บางแห่งเกิน 100% เพื่อป้องกันการขาดแคลน

ย้ำไม่ต้องแตกตื่น อย่ากักตุนน้ำมัน

รมว.พลังงาน เน้นย้ำว่าสิ่งที่อยากขอร้องประชาชนคือ ไม่อยากให้แตกตื่นว่าน้ำมันจะหมดจากประเทศไทย เพราะปัญหาอยู่ที่การขนส่งเท่านั้น ไม่ใช่การขาดแคลนจากต้นทาง หากมีการกักตุนจะยิ่งทำให้สถานการณ์แย่ลง แนะนำให้เติมน้ำมันตามปกติเพื่อความคล่องตัวในการเดินทาง

การซื้อน้ำมันดิบเพิ่มจากแหล่งใหม่

นอกจากนี้ ยังมีการเจรจาซื้อน้ำมันดิบเพิ่มจากหลายประเทศ ล่าสุดตกลงซื้อจากแองโกลาเกือบ 2 ล้านบาร์เรล และจากสหรัฐอเมริกากว่า 6 แสนบาร์เรล ซึ่งช่วยเสริมความมั่นคงด้านพลังงานไทยได้อย่างดี ในขณะที่การซื้อจากรัสเซียเป็นไปตามตลาดเสรี ผ่าน ปตท. โดยราคาตามตลาด ไม่ใช่ราคาพิเศษ

สำหรับกรณีสหรัฐฯ ยกเว้นให้ซื้อน้ำมันรัสเซียบางส่วน เป็นเพียงน้ำมันที่บรรทุกเรือแล้ว และมีระยะเวลา 30 วัน พร้อมความเสี่ยงเรื่องการโอนเงิน แต่ไทยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาแหล่งนั้นเพราะมีแหล่งอื่นเพียงพอ

สถานีบริการจำกัดเติมน้ำมัน 500 บาทต่อครั้ง

ผู้สื่อข่าวสอบถามถึงการจำกัดเติมน้ำมันไม่เกิน 500 บาทต่อครั้งที่บางสถานี นายอรรถพล ชี้แจงว่าเป็นการบริหารจัดการของเจ้าของสถานีเอง ไม่ใช่คำสั่งจากกระทรวง เพราะรอบการขนส่งอาจไม่ทัน หากกระทรวงสั่งบังคับอาจทำให้เกิดปัญหามากขึ้น

  • น้ำมันดิบต้นทางเพียงพอ 100%
  • โรงกลั่นเพิ่มกำลังผลิตเกิน 100% ในบางแห่ง
  • ซื้อเพิ่มจากแองโกลา 2 ล้านบาร์เรล
  • ซื้อเพิ่มจากสหรัฐฯ 6 แสนบาร์เรล
  • ขอความร่วมมืออย่ากักตุน

มาตรการเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงการวางแผนที่รอบคอบของกระทรวงพลังงาน ซึ่งจะช่วยให้ช่วงสงกรานต์ 2569 ประชาชนเดินทางได้อย่างราบรื่น โดยไม่ต้องกังวลเรื่องน้ำมันหมด นอกจากนี้ ยังช่วยรักษาเสถียรภาพราคาน้ำมันในประเทศให้อยู่ในระดับที่ยอมรับได้

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ การกระจายน้ำมันให้ทั่วถึงและการสื่อสารที่ชัดเจนกับประชาชนเป็นกุญแจสำคัญ หากทุกฝ่ายร่วมมือกัน สงกรานต์ปีนี้จะเป็นเทศกาลที่สนุกสนานและปลอดภัย

ติดตามข่าวสารพลังงานและมาตรการรัฐบาลเพิ่มเติมได้ที่บล็อกของเรา เพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ!

ที่มา – “อรรถพล” สั่งโรงกลั่นเพิ่มกำลังผลิตรับสงกรานต์ 2569 เผยซื้อน้ำมันดิบแองโกลา-สหรัฐฯ เพิ่ม

ญี่ปุ่นเริ่มระบายน้ำมันสำรองจากภาคเอกชนในวันจันทร์นี้

ญี่ปุ่นเริ่มระบายน้ำมันสำรองจากภาคเอกชนในวันจันทร์นี้ เพื่อรับมือกับวิกฤตพลังงานที่เกิดจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลกระทบต่อการขนส่งน้ำมันดิบทั่วโลก โดยเฉพาะช่องแคบฮอร์มุซที่ถูกปิดกั้นโดยปริยายจากอิหร่าน ทำให้ญี่ปุ่นซึ่งพึ่งพาน้ำมันนำเข้าสูงถึง 90% ต้องเร่งมาตรการฉุกเฉิน

ญี่ปุ่นเริ่มระบายน้ำมันสำรองจากภาคเอกชนในวันจันทร์นี้

ตามรายงานจากสำนักข่าว NHK ของญี่ปุ่นเมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2569 รัฐบาลญี่ปุ่นประกาศเริ่มดำเนินการระบายน้ำมันจากคลังสำรองของภาคเอกชนในวันจันทร์ที่ 16 มีนาคม โดยบริษัทผู้ค้าส่งน้ำมันและเอกชนอื่นๆ มีหน้าที่กฎหมายต้องเก็บสำรองปิโตรเลียมให้เพียงพอสำหรับการบริโภค 70 วัน ซึ่งครั้งนี้จะระบายปริมาณเท่ากับ 15 วันก่อน จากนั้นตามด้วยคลังสำรองของรัฐอีก 1 เดือน เพื่อรักษาเสถียรภาพอุปทานน้ำมันในประเทศ

สาเหตุหลักที่ญี่ปุ่นเริ่มระบายน้ำมันสำรองจากภาคเอกชนในวันจันทร์นี้

กระทรวงเศรษฐกิจ การค้า และอุตสาหกรรมญี่ปุ่น (METI) ประเมินว่าจำนวนเรือบรรทุกน้ำมันที่จะมาถึงญี่ปุ่นจะลดลงอย่างรวดเร็วตั้งแต่วันศุกร์นี้ เนื่องจากสงครามในตะวันออกกลางทำให้เส้นทางการขนส่งน้ำมันถูกขัดขวาง โดยเฉพาะช่องแคบฮอร์มุซที่เป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญ ญี่ปุ่นซึ่งนำเข้าน้ำมันดิบกว่า 3.5 ล้านบาร์เรลต่อวันจึงเสี่ยงขาดแคลนอย่างหนัก หากไม่ดำเนินการทันที

นอกจากนี้ ประเทศสมาชิกสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ได้มีมติเห็นชอบเมื่อวันที่ 11 มีนาคม ให้ระบายน้ำมันจากคลังสำรองฉุกเฉินรวม 400 ล้านบาร์เรล ซึ่งเป็นปริมาณสูงสุดเป็นประวัติการณ์ และล่าสุด IEA ยืนยันว่าการระบายจะเริ่มภายในสิ้นเดือนมีนาคมนี้ โดยญี่ปุ่นเป็นหนึ่งในประเทศหลักที่เข้าร่วม

ผลกระทบต่อเศรษฐกิจญี่ปุ่นและตลาดน้ำมันโลก

การตัดสินใจ ญี่ปุ่นเริ่มระบายน้ำมันสำรองจากภาคเอกชนในวันจันทร์นี้ ไม่เพียงช่วยบรรเทาความกังวลด้านราคาน้ำมันที่พุ่งสูงในญี่ปุ่นเท่านั้น แต่ยังส่งสัญญาณบวกต่อตลาดโลก หลังราคาน้ำมันเบรนท์ทะยานเหนือ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลจากวิกฤตนี้ อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่ามาตรการนี้เป็นเพียงชั่วคราว หากสงครามยืดเยื้อ ญี่ปุ่นอาจต้องหันไปพึ่งพาแหล่งนำเข้าทางเลือก เช่น รัสเซียหรือออสเตรเลีย

  • ปริมาณสำรองเอกชน: เท่ากับ 70 วันของการบริโภค
  • ระบายครั้งแรก: 15 วันจากเอกชน
  • ตามด้วย: 30 วันจากรัฐ
  • IEA รวม: 400 ล้านบาร์เรล

ญี่ปุ่นมีประวัติการใช้คลังสำรองอย่างมีประสิทธิภาพ เช่น ในปี 2011 หลังเหตุการณ์ฟุกุชิมะที่ทำให้โรงไฟฟ้านิวเคลียร์หยุดชะงัก ส่งผลให้ความต้องการน้ำมันพุ่งสูง การระบายครั้งนี้จึงเป็นกลยุทธ์ที่ทดสอบมาแล้ว

มาตรการอื่นๆ ที่ญี่ปุ่นเตรียมรับมือ

นอกจากการระบายน้ำมัน รัฐบาลญี่ปุ่นยังวางแผนส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทน ลดการบริโภคในภาคอุตสาหกรรม และเจรจากับ OPEC เพื่อเพิ่มกำลังการผลิต นอกจากนี้ ยังมีการรณรงค์ให้ประชาชนประหยัดน้ำมัน เช่น ลดความเร็วบนทางด่วนและส่งเสริมรถยนต์ไฟฟ้า

สำหรับประเทศไทยซึ่งนำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลางเช่นกัน ควรจับตาการเคลื่อนไหวของญี่ปุ่นอย่างใกล้ชิด เพราะอาจเป็นแบบอย่างในการจัดการวิกฤตพลังงาน หากสถานการณ์悪化

สรุปแล้ว การที่ญี่ปุ่นเริ่มระบายน้ำมันสำรองจากภาคเอกชนในวันจันทร์นี้ แสดงถึงความเด็ดขาดในการรับมือวิกฤต ซึ่งน่าจะช่วยลดแรงกดดันด้านราคาและป้องกันการขาดแคลนในระยะสั้น ผู้สนใจควรติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด เพื่อปรับกลยุทธ์การลงทุนหรือการใช้พลังงานของตนเอง

ติดตามข่าวต่างประเทศเพิ่มเติมได้ที่ ข่าวต่างประเทศ

ที่มา – ญี่ปุ่นเริ่มระบายน้ำมันสำรองจากภาคเอกชนในวันจันทร์นี้

รัฐบาลเชิญบริษัทผู้ค้าน้ำมันหารือ หลังขนส่งล่าช้า

สถานการณ์น้ำมันในไทยช่วงนี้กำลังเป็นที่กังวลของประชาชน หลังจากที่มีข่าวรัฐบาลเชิญบริษัทผู้ค้าน้ำมันหารือ เพื่อแก้ปัญหาการขนส่งที่ไม่ทันความต้องการ โดยเฉพาะหลังประชาชนแห่ไปตุนน้ำมันตามปั๊มต่างๆ ทำให้บางแห่งน้ำมันหมดอย่างรวดเร็ว รัฐบาลยืนยันว่าสต็อกน้ำมันสำรองมีเพียงพอถึง 90 วัน แน่นอน วันนี้เราจะมาสรุปข้อมูลสำคัญจากที่ประชุมให้ฟังกันแบบละเอียด

รัฐบาลเชิญบริษัทผู้ค้าน้ำมันหารือ ด่วนแก้ปัญหาสต็อกและขนส่ง

เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2569 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้แถลงผลการประชุมศูนย์บริหารสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง (ศบก.) นัดพิเศษ โดยหนึ่งในประเด็นหลักคือราคาน้ำมันและปริมาณสำรองในประเทศ ท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดที่ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งกระทรวงพลังงานยืนยันว่าน้ำมันดิบยังบริหารจัดการได้เพียงพอ

นายกรัฐมนตรีสั่งการเชิญผู้บริหารจากบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 ซึ่งดูแลสถานีบริการทั่วประเทศ มาร่วมแลกเปลี่ยนข้อมูล ทุกฝ่ายยืนยันว่าน้ำมันมีเพียงพอ ประชาชนไม่ต้องกังวล โดยรัฐบาลเชิญบริษัทผู้ค้าน้ำมันหารือครั้งนี้ เพื่อหาสาเหตุที่บางปั๊มน้ำมันไม่พอขาย ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากประชาชนตื่นตระหนกแห่ตุน ทำให้การกระจายไม่ทัน

สต็อกน้ำมันสำรองในไทยเพียงพอ 90-96 วัน

อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน นายสราวุธ แก้วตาทิพย์ เปิดเผยข้อมูลสต็อกล่าสุด ณ วันที่ 13 มี.ค. 2569 กรมได้ตรวจคลังน้ำมัน 53 คลัง 589 ถัง พบน้ำมันสำรองเพื่อการค้าประมาณ 1,400 ล้านลิตร และสำรองตามกฎหมาย 3,400 ล้านลิตร รวม 39 วัน บวกน้ำมันระหว่างขนส่ง 27 วัน และสัญญาจัดหา 30 วัน รวมทั้งสิ้น 96 วัน หรืออย่างน้อย 90 วัน

  • น้ำมันสำรองการค้า: 1,400 ล้านลิตร (เท่ากับการใช้วันที่ 20 วัน)
  • น้ำมันสำรองกฎหมาย: 3,400 ล้านลิตร
  • น้ำมันขนส่งเข้า: 27 วัน
  • น้ำมันสัญญา: 30 วัน

ปัญหาหลักอยู่ที่การขนส่งไม่ทันยอดขายพุ่งสูง นายกฯ จึงสั่งกระทรวงพลังงานเร่งหารือปรับปรุงการจัดส่งให้เร็วขึ้น

ผู้ค้าน้ำมันยืนยันพร้อมรับมือวิกฤต

ผู้บริหารบริษัทผู้ค้าน้ำมันยืนยันว่ามีเครือข่ายทั่วโลก สามารถนำน้ำมันจากแหล่งอื่นแทนที่ช่องแคบฮอร์มุซ เช่น สหรัฐอเมริกา แอฟริกาตะวันตก ละตินอเมริกา มีน้ำมันดิบสำรอง 60% เพียงพอแปรรูปเป็นน้ำมันสำเร็จรูป นอกจากนี้ รองประธานหอการค้าไทยแจ้งว่าหลังประชุมภาคใต้ 14 จังหวัด ยืนยันไม่มีขาดแคลน เพียงแต่บางพื้นที่ยอดซื้อพุ่งจากความกังวล

รัฐบาลมอบหมายกระทรวงพลังงานสื่อสารให้ประชาชนมั่นใจ โดยจะเร่งบริหารการขนส่งและจัดการสต็อกให้สมดุล สำหรับภาคอุตสาหกรรม ก็จะนัดหารือผู้ค้าน้ำมันมาตรา 7 และ 10 เพื่อให้ซัพพลายเพียงพอ

ผลกระทบจากสถานการณ์ตะวันออกกลางต่อน้ำมันไทย

สาเหตุหลักของความตื่นตระหนกมาจากความรุนแรงในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยเฉพาะช่องแคบฮอร์มุซที่เป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญของโลก กระทรวงการต่างประเทศรายงานสถานการณ์ล่าสุด ทำให้ประชาชนไทยกังวลว่าราคาน้ำมันจะพุ่งหรือขาดแคลน แต่รัฐบาลย้ำว่าประเทศไทยมีการบริหารจัดการที่ดี มีสต็อกสำรองตามมาตรฐานสากล

นอกจากนี้ ยังมีแผนสำรอง เช่น การนำเข้าน้ำมันทางอื่นๆ และการกลั่นจากน้ำมันดิบในประเทศ ทำให้ไม่กระทบการใช้ในชีวิตประจำวัน

สรุปแล้ว การที่รัฐบาลเชิญบริษัทผู้ค้าน้ำมันหารือครั้งนี้ เป็นสัญญาณที่ดี แสดงถึงการทำงานเชิงรุกเพื่อความมั่นคงพลังงาน ประชาชนควรหลีกเลี่ยงการตุนน้ำมันเกินจำเป็น เพราะจะยิ่งทำให้ปัญหาการกระจายหนักขึ้น แนะนำให้ติดตามข้อมูลจากกระทรวงพลังงานและกรมธุรกิจพลังงานอย่างเป็นทางการ หากมีอัปเดตเราจะนำมาอัปเดตให้ทราบต่อไป สนับสนุนด้วยการแชร์บทความนี้เพื่อให้ข้อมูลถึงกันนะครับ!

ความเห็นส่วนตัว: สถานการณ์แบบนี้เป็นบททดสอบการบริหารจัดการพลังงานของไทย หากทุกฝ่ายร่วมมือกัน โดยประชาชนไม่ตื่นตระหนก ผู้ประกอบการเร่งขนส่ง รัฐบาลสื่อสารชัดเจน เราจะผ่านวิกฤตนี้ไปได้อย่างราบรื่น

ที่มา – “รัฐบาล” เชิญ “บริษัทผู้ค้าน้ำมัน” หารือ หลังขนส่งไม่ทันความต้องการประชาชน

นายกฯ ถก ศบก. “เอกนิติ” ยืนยันน้ำมันดิบยังมีเยอะ

นายกฯ ถก ศบก. “เอกนิติ” ยืนยันน้ำมันดิบยังมีเยอะ เร่งทำความเข้าใจกับประชาชน เป็นประเด็นร้อนที่หลายคนให้ความสนใจในช่วงนี้ ท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ที่ส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันและการ供水ทั่วโลก วันนี้เรามีข้อมูลอัปเดตล่าสุดจากที่ประชุมศูนย์บริหารสถานการณ์ (ศบก.) ที่นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เพื่อคลายกังวลให้ประชาชน

นายกฯ ถก ศบก. “เอกนิติ” ยืนยันน้ำมันดิบยังมีเยอะ เร่งทำความเข้าใจกับประชาชน

เมื่อเวลา 11.55 น. วันที่ 15 มี.ค. 2569 ที่อาคารรัฐสภา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะที่ปรึกษาศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) ได้เป็นประธานการประชุมสำคัญ โดยมีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง รองผู้อำนวยการศบก. เข้าร่วม พร้อมด้วยนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และคณะกรรมการศบก. ต่างมาร่วมประชุมกันเต็มที่ ส่วนนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในฐานะผู้อำนวยการศบก. ที่กำลังตรวจราชการที่จังหวัดพัทลุง ก็วิดีโอคอนเฟอเรนซ์เข้ามาร่วมด้วย

สถานการณ์น้ำมันดิบ: พอใช้ได้ 90 วันสบายๆ

ในที่ประชุม นายเอกนิติ ได้ยืนยันชัดเจนว่าน้ำมันดิบของไทยยังมีเหลือเฟือ โดยนำน้ำมันดิบมากลั่นได้สบายๆ ถึง 90 วัน กระทรวงพลังงานรายงานว่าสต็อกยังเยอะมาก สิ่งที่เกิดปัญหาขึ้นตอนนี้ไม่ใช่ขาดแคลน แต่เป็นเรื่องการบริหารจัดการขนส่งและโลจิสติกส์ต่างหาก ทำให้หน้าปั๊มบางแห่งดูวุ่นวาย เปรียบเหมือนที่เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (ศสช.) เคยบอกว่าตู้ ATM เงินจะหมด แต่จริงๆ แล้วเงินยังมีเพียบเลย

นายเอกนิติ เน้นย้ำว่าประชาชนต้องรู้สึกมั่นใจว่าน้ำมันมีเยอะ ผู้ประกอบการรายใหญ่ทั้ง ปั๊ม PTT ปั๊มบางจาก และผู้ค้าอื่นๆ ยืนยันหมดแล้วว่าน้ำมันยังไม่หมด ยังเหลืออีกมาก ปัญหาคือการขนส่งที่ต้องเร่งจัดการ โดยเฉพาะช่วงที่ภาคอุตสาหกรรมหันมาเติมน้ำมันหน้าปั๊มมากขึ้น ทำให้คิวยาวและคนตื่นตระหนก

มาตรการเร่งด่วน 3 ข้อจากที่ประชุม

สรุปสิ่งที่ต้องทำทันทีจากที่ประชุม นายกฯ ถก ศบก. “เอกนิติ” ยืนยันน้ำมันดิบยังมีเยอะ เร่งทำความเข้าใจกับประชาชน มีดังนี้:

  • 1. การสื่อสารกับประชาชน: ให้ผู้ค้าน้ำมันออกมายืนยันว่าน้ำมันเพียงพอ ช่วยลดความตื่นตระหนก ลดการแห่ไปเติมน้ำมันเกินจำเป็น
  • 2. บริหารจัดการขนส่งและโลจิสติกส์: กระทรวงพลังงานต้องรายงานจุดที่สต็อกใกล้หมด แล้วรีบส่งไปเติมทันที เหมือนกรณี ATM ที่เงินยังมีพอ ต้องกระจายให้ทั่วถึง
  • 3. จัดการภาคอุตสาหกรรม: สภาหอการค้าแห่งประเทศไทยเสนอทางออก โดยนายพิพัฒน์ แนะนำให้ภาคอุตสาหกรรมมีช่องทางเติมน้ำมันแยก ไม่แย่งกับประชาชนทั่วไป เพื่อไม่ให้หน้าปั๊มแออัด

นอกจากนี้ ยังมีการกำชับให้ทุกฝ่ายทำงานประสานกัน เพื่อให้การบริหารจัดการมีประสิทธิภาพสูงสุด สถานการณ์แบบนี้เกิดจากปัจจัยภายนอก แต่ไทยมีสต็อกน้ำมันดีพอที่จะรับมือได้ หากทุกคนเข้าใจและไม่ตื่นตระหนก

ในมุมมองของผู้เขียน สถานการณ์นี้เป็นบททดสอบการสื่อสารของรัฐบาล ถ้าทำดี ประชาชนจะมั่นใจมากขึ้น ราคาน้ำมันไม่พุ่ง และเศรษฐกิจเดินหน้าต่อได้ ลองนึกภาพถ้าทุกคนใจเย็น รอเติมตามปกติ สถานการณ์คงคลี่คลายเร็วมาก

ติดตามข่าวสารเศรษฐกิจและการเมืองอัปเดตทุกวัน ที่นี่เพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ!

ที่มา – นายกฯ ถก ศบก. “เอกนิติ” ยืนยันน้ำมันดิบยังมีเยอะ เร่งทำความเข้าใจกับประชาชน

ชาวคิวบาเดือด บุกรื้ออาคารพรรคคอมมิวนิสต์

ชาวคิวบาเดือด บุกรื้ออาคารพรรคคอมมิวนิสต์ แค้นค่าอาหารพุ่ง-ไฟดับต่อเนื่อง สร้างความวุ่นวายครั้งใหญ่ในเมืองโมรอน หลังประชาชนทนไม่ไหวกับวิกฤตเศรษฐกิจและพลังงานที่ยืดเยื้อ

ชาวคิวบาเดือด บุกรื้ออาคารพรรคคอมมิวนิสต์ แค้นค่าอาหารพุ่ง-ไฟดับต่อเนื่อง

เหตุการณ์ชาวคิวบาเดือด บุกรื้ออาคารพรรคคอมมิวนิสต์ แค้นค่าอาหารพุ่ง-ไฟดับต่อเนื่อง เกิดขึ้นเมื่อกลุ่มผู้ประท้วงบุกเข้าไปรื้อค้นและทำลายทรัพย์สินภายในสำนักงานสาขาพรรคคอมมิวนิสต์ในเมืองโมรอน ซึ่งตั้งอยู่ตอนกลางของประเทศคิวบา สำนักข่าวต่างประเทศหลายแห่งรายงานว่า การชุมนุมเริ่มต้นตั้งแต่คืนวันศุกร์และบานปลายในวันเสาร์ที่ 14 มี.ค. โดยผู้ประท้วงไม่พอใจกับราคาอาหารที่พุ่งสูงขึ้นอย่างน่าตกใจ และปัญหาไฟฟ้าดับที่เกิดขึ้นซ้ำๆ สลับกันในทุกพื้นที่

กระทรวงมหาดไทยคิวบาแจ้งว่า มีผู้ถูกจับกุมแล้ว 5 ราย จากการบุกทำลายทรัพย์สิน หนังสือพิมพ์ Invasor ของรัฐบาลระบุว่า การชุมนุมเริ่มอย่างสงบ แต่กลายเป็นการก่อวินาศกรรมเมื่อกลุ่มผู้ประท้วงขว้างก้อนหินใส่ทางเข้า นำเฟอร์นิเจอร์จากพื้นที่ต้อนรับมาวางกลางถนนแล้วจุดไฟเผา ไม่เพียงเท่านั้น ร้านขายยาและตลาดของรัฐยังถูกโจมตีเช่นกัน

สาเหตุหลักของการประท้วง: ค่าอาหารพุ่งและไฟดับยาวนาน

ความเดือดร้อนของชาวคิวบามีหลายประการ โดยเฉพาะปัญหาไฟฟ้าดับที่เกิดต่อเนื่อง ขาดแคลนอาหาร เชื้อเพลิง และยารักษาโรค ซึ่งถูกซ้ำเติมจากมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ ที่ปิดกั้นการขนส่งน้ำมัน ประธานาธิบดีมิเกล ดิอัซ-กาเนล กล่าวผ่านทีวีถ่ายทอดสดว่า ประเทศขาดเชื้อเพลิงนำเข้ามาตลอด 3 เดือน เนื่องจากนโยบายของสหรัฐฯ

ก่อนหน้านี้ คิวบาพึ่งพาน้ำมันจากเวเนซุเอลาถึง 50% ของความต้องการพลังงานทั้งหมด แต่หลังจากสหรัฐฯ จับกุมนีโกลัส มาดูโร ในเดือนมกราคม การส่งน้ำมันถูกระงับ สหรัฐฯ ยังขู่ว่าจะเก็บภาษีประเทศที่ขายน้ำมันให้คิวบา นี่คือการคว่ำบาตรที่ยาวนานกว่า 6 ทศวรรษ ทำให้เศรษฐกิจคิวบาใกล้ล่มสลาย

ผลกระทบจากวิกฤตพลังงานครอบคลุมทุกภาคส่วน

วิกฤตนี้ไม่ใช่แค่ไฟดับหรืออาหารแพง แต่กระทบทุกด้านของชีวิตประจำวัน

  • การผลิตไฟฟ้าต้องหยุดชะงัก
  • ราคาอาหารและสินค้าจำเป็นพุ่งสูง
  • โรงพยาบาลแผนกฉุกเฉินขาดแคลนไฟฟ้า
  • การขนส่งสาธารณะหยุดนิ่ง
  • การศึกษาต้องหยุดชั่วคราว
  • แม้แต่การเก็บขยะก็เป็นปัญหา

ชาวคิวบาต้องเผชิญความลำบากหนัก หลังจากรัฐบาลเพิ่งยืนยันว่าจะเจรจากับสหรัฐฯ เพื่อหาทางออก

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ เคยขู่อย่างชัดเจนว่าต้องการเปลี่ยนแปลงผู้นำคิวบา โดยเรียกปัญหาว่า “ฝังรากลึก” และขู่ว่าจะ “ยึดครองแบบเป็นมิตร” คำพูดเหล่านี้ยิ่งทำให้สถานการณ์ตึงเครียด

นอกจากนี้ คิวบายังสูญเสียพันธมิตรอย่างเวเนซุเอลา ทำให้การนำเข้าพลังงานยากลำบากยิ่งขึ้น เศรษฐกิจที่เคยพึ่งพาการนำเข้าเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้า ตอนนี้ใกล้จุดวิกฤตสุดขีด

อนาคตของคิวบาจะเป็นอย่างไร?

เหตุการณ์ประท้วงครั้งนี้สะท้อนถึงความไม่พอใจที่สะสมมานาน หากรัฐบาลไม่หาทางแก้ไขด่วน อาจนำไปสู่ความวุ่นวายใหญ่หลวงยิ่งกว่านี้ การเจรจากับสหรัฐฯ อาจเป็นทางออกหนึ่ง แต่ต้องเห็นผลจริง ชาวคิวบาเดือด บุกรื้ออาคารพรรคคอมมิวนิสต์ แค้นค่าอาหารพุ่ง-ไฟดับต่อเนื่อง จึงเป็นสัญญาณเตือนภัยที่โลกต้องจับตา

ในมุมมองของผู้เขียน เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงความเปราะบางของระบบเศรษฐกิจที่พึ่งพาพันธมิตรภายนอกมากเกินไป คิวบาควรเร่งพัฒนาแหล่งพลังงานทางเลือก เช่น พลังงานหมุนเวียน เพื่อลดการพึ่งพาน้ำมันนำเข้า คุณคิดอย่างไรกับสถานการณ์นี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์และติดตามข่าวต่างประเทศเพิ่มเติมได้ที่ https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา – ชาวคิวบาเดือด บุกรื้ออาคารพรรคคอมมิวนิสต์ แค้นค่าอาหารพุ่ง-ไฟดับต่อเนื่อง

ที่มาเพิ่มเติม: BBC

กรมธุรกิจพลังงาน แจง ค่าการกลั่นพุ่ง จากตลาดสากล

หลายคนคงสงสัยว่าทำไมค่าการกลั่นน้ำมันถึงพุ่งสูงขึ้นในช่วงนี้ กรมธุรกิจพลังงาน แจง ค่าการกลั่นพุ่ง ว่าเป็นเรื่องปกติที่เกิดจากกลไกตลาดสากล ไม่ใช่การกำหนดราคาโดยรัฐหรือโรงกลั่นแต่อย่างใด วันนี้เราจะมาอธิบายให้ฟังแบบเข้าใจง่าย ๆ ว่ามันคืออะไร และมีผลกระทบยังไงต่อราคาน้ำมันที่เราต้องเติมทุกวัน

กรมธุรกิจพลังงาน แจง ค่าการกลั่นพุ่ง

ตามที่นายสราวุธ แก้วตาทิพย์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน ได้ชี้แจงในวันที่ 13 มีนาคม 2569 หลังการประชุมศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง (ศบก.) กับผู้ประกอบการโรงกลั่นน้ำมัน ค่าการกลั่นที่สูงขึ้นนี้มาจากส่วนต่างระหว่างราคาน้ำมันดิบกับน้ำมันสำเร็จรูป เช่น เบนซิน ดีเซล หรือ LPG ซึ่งอิงตามดัชนี MOPS สิงคโปร์ หักลบด้วยต้นทุนน้ำมันดิบจากตลาดล่วงหน้า ไม่ใช่ความผิดปกติอะไร

ค่าการกลั่นหรือ Refinery Margin นี้ เป็นดัชนีที่สะท้อนสถานการณ์ตลาดจริง ๆ บางวันบวก บางวันลบ สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) รายงานข้อมูลนี้เพื่อให้เห็นภาพชัดเจน กรมธุรกิจพลังงาน แจง ค่าการกลั่นพุ่ง ย้ำว่า มันไม่ได้บ่งชี้กำไรโรงกลั่นเสมอไป ถ้าโรงกลั่นไม่มีประสิทธิภาพ แม้ margin สูงก็อาจขาดทุนได้ เช่น ซื้อน้ำมันดิบแพงแต่ขายสำเร็จรูปได้ราคาต่ำกว่า

เข้าใจสาเหตุที่กรมธุรกิจพลังงาน แจง ค่าการกลั่นพุ่ง

สาเหตุหลักมาจากความผันผวนของตลาดโลก โดยเฉพาะสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง ที่ทำให้ราคาน้ำมันสำเร็จรูปพุ่งจากความตื่นตระหนก (Panic Buying) แม้น้ำมันดิบยังไม่ปรับขึ้นตาม ส่งผลให้ส่วนต่างกว้างขึ้น นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยอื่น ๆ เช่น:

  • ราคาน้ำมันดิบตามสัญญาซื้อขายล่วงหน้า
  • ดัชนี MOPS สำหรับน้ำมันสำเร็จรูปในภูมิภาคเอเชีย
  • ความต้องการน้ำมันที่เพิ่มขึ้นจากเศรษฐกิจฟื้นตัว
  • ข้อจำกัดการขนส่งจากตะวันออกกลาง

กรมธุรกิจพลังงานยืนยันว่า ไม่มีผลโดยตรงต่อราคาน้ำมันหน้าปั๊ม เพราะราคาขายปลีกคำนวณจากราคาหน้าโรงกลั่น + ภาษี + กองทุนน้ำมัน ตามกลไกตลาดเสรี

ผลกระทบต่อประชาชนและมาตรการช่วยเหลือ

ถึงแม้ กรมธุรกิจพลังงาน แจง ค่าการกลั่นพุ่ง จะไม่กระทบราคาโดยตรง แต่ถ้าสถานการณ์ยืดเยื้อ อาจส่งผลทางอ้อมผ่านต้นทุนพลังงาน รัฐบาลจึงมอบหมายกระทรวงพลังงานร่วมสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ติดตามใกล้ชิด จัดทำฉากทัศน์ต่าง ๆ เพื่อช่วยประชาชน เช่น ลดภาษีหรืออุดหนุนกองทุน

นอกจากนี้ ยังศึกษาการนำเข้าน้ำมันจากรัสเซีย ซึ่งโรงกลั่นไทยรองรับได้ทางเทคนิค โดยอิงราคา Brent เป็นหลัก เพื่อลดความเสี่ยงจากแหล่งตะวันออกกลางที่มีปัญหา ขั้นตอนต่อไปคือประสานโรงกลั่นและเทรดเดอร์

สำหรับผู้บริโภคอย่างเรา ค่าการกลั่นนี้ช่วยให้เข้าใจว่าทำไมราคาน้ำมันถึงผันผวนได้ แม้รัฐจะควบคุมบางส่วน แต่ตลาดโลกยังเป็นตัวกำหนดหลัก

ในมุมมองของผม สถานการณ์นี้เป็นโอกาสให้ไทยเร่งหาแหล่งพลังงานทางเลือก เช่น น้ำมันจากรัสเซียหรือพลังงานหมุนเวียน เพื่อลดการพึ่งพาต่างชาติ ติดตามข่าวสารพลังงานเพิ่มเติมได้ที่บล็อกนี้ และแชร์บทความนี้ให้เพื่อน ๆ เพื่อให้ทุกคนเข้าใจมากขึ้นนะครับ!

ที่มา – “กรมธุรกิจพลังงาน” แจง ค่าการกลั่นพุ่ง เป็นผลจากความต่างระหว่างน้ำมันดิบและสำเร็จรูป ตามตลาดสากล

Scroll to top