น้ํามันเชื้อเพลิง

รัฐบาล หนุนชุมชนใช้เทคโนโลยีเปลี่ยนขยะพลาสติกเป็นน้ำมันสร้างรายได้

ในยุคที่ค่าครองชีพสูงขึ้นแบบนี้ การหาทางออกใหม่ๆ เพื่อลดรายจ่ายและเพิ่มรายได้ถือเป็นเรื่องสำคัญมากครับ ล่าสุดถือเป็นข่าวดีเมื่อ รัฐบาล หนุนชุมชนใช้เทคโนโลยีเปลี่ยนขยะพลาสติกเป็นน้ำมันสร้างรายได้ ซึ่งนับเป็นการนำงานวิจัยมาปรับใช้ให้เข้ากับวิถีชีวิตชาวบ้านอย่างแท้จริง โดยการนำขยะพลาสติกที่เคยมองว่าไร้ค่า มาผ่านกระบวนการทางวิทยาศาสตร์จนกลายเป็นเชื้อเพลิงที่นำไปใช้งานได้จริง

รัฐบาล หนุนชุมชนใช้เทคโนโลยีเปลี่ยนขยะพลาสติกเป็นน้ำมันสร้างรายได้ อย่างยั่งยืน

แนวคิดนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของการกำจัดขยะแบบเดิมๆ แต่มันคือการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับคนในพื้นที่ โดยรัฐบาลได้นำเทคโนโลยีไพโรไลซิสเข้ามาเป็นหัวหอกสำคัญ เปลี่ยนพลาสติกให้เป็นน้ำมันเชื้อเพลิงที่ใช้ได้กับทั้งเครื่องสูบน้ำ เรือประมง หรือเครื่องกำเนิดไฟฟ้า ซึ่งแน่นอนว่าจะช่วยลดต้นทุนการผลิตให้กับเกษตรกรและพี่น้องในชุมชนได้อย่างมหาศาลเลยทีเดียวครับ

ทำไมการที่ รัฐบาล หนุนชุมชนใช้เทคโนโลยีเปลี่ยนขยะพลาสติกเป็นน้ำมันสร้างรายได้ จึงสำคัญ?

การปรับเปลี่ยนครั้งนี้ไม่เพียงแต่ช่วยเรื่องรายได้ แต่ยังมีข้อดีอีกหลายประการที่น่าสนใจ ดังนี้ครับ:

  • ลดปัญหาสิ่งแวดล้อม: ช่วยลดปริมาณขยะพลาสติกที่ต้องนำไปฝังกลบ ทำให้ชุมชนสะอาดขึ้น
  • ลดภาระค่าใช้จ่าย: พี่น้องเกษตรกรสามารถผลิตน้ำมันไว้ใช้เอง ลดการพึ่งพาพลังงานจากภายนอกได้ถึง 20-40%
  • สร้างอาชีพใหม่: เกิดระบบการรับซื้อขยะและการจัดการคัดแยกขยะในชุมชน ซึ่งเป็นการสร้างงานที่มั่นคง

นอกจากนี้ รัฐบาลยังได้เตรียมขยายโครงการต้นแบบไปยังพื้นที่อื่นๆ ทั่วประเทศ โดยเน้นการดึงสถาบันการศึกษาและภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วม เพื่อให้เทคโนโลยีเหล่านี้ตอบโจทย์กับความต้องการของแต่ละพื้นที่ได้อย่างแม่นยำที่สุด การสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชนพึ่งพาตนเองได้ในระยะยาวแบบนี้ คือหัวใจสำคัญของการพัฒนาประเทศที่ยั่งยืนจริงๆ ครับ

หากเราทุกคนร่วมมือกันคัดแยกขยะตั้งแต่ที่บ้าน ไม่เพียงแต่ช่วยลดมลพิษ แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศพลังงานสะอาดที่จะช่วยให้เศรษฐกิจฐานรากของเราเติบโตได้อย่างมั่นคง ถือเป็นก้าวสำคัญที่น่าติดตามและสนับสนุนอย่างยิ่งครับ

ที่มา – รัฐบาล หนุนชุมชนใช้เทคโนโลยีเปลี่ยนขยะพลาสติกเป็นน้ำมันสร้างรายได้

เติมลมยาง อ่อน หรือแข็งเกินไป ส่งผลเสียอย่างไรต่อยางและการขับขี่

เชื่อไหมครับว่าหลายคนมองข้ามเรื่องการเช็คลมยางไป ทั้งที่จริงๆ แล้ว เติมลมยาง อ่อน หรือแข็งเกินไป ส่งผลเสียอย่างไรต่อยางและการขับขี่ ของเราโดยตรง การมีแรงดันลมยางที่พอดีเป๊ะตามคู่มือรถ คือกุญแจสำคัญที่จะทำให้การขับขี่ปลอดภัย ยืดอายุการใช้งานยาง และยังช่วยให้คุณประหยัดเงินในกระเป๋าจากค่าน้ำมันได้อย่างมหาศาลเลยทีเดียว

เติมลมยาง อ่อน หรือแข็งเกินไป ส่งผลเสียอย่างไรต่อยางและการขับขี่

การปล่อยให้ลมยางไม่เหมาะสมนั้นอันตรายกว่าที่คิด วันนี้เรามาดูรายละเอียดกันว่าแต่ละแบบส่งผลเสียอย่างไรบ้าง เพื่อที่คุณจะได้หันมาใส่ใจดูแลยางรถยนต์คู่ใจให้มากขึ้น

ผลเสียเมื่อลมยางอ่อนเกินไป

เมื่อลมยางอ่อนกว่าค่ามาตรฐานที่ควรจะเป็น ยางจะเกิดการยุบตัวของแก้มยางมากกว่าปกติขณะขับขี่ ทำให้เกิดความร้อนสะสมภายในโครงสร้างยางอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้เสี่ยงต่ออาการยางระเบิดได้ง่ายโดยเฉพาะตอนขับรถด้วยความเร็วสูง นอกจากความร้อนแล้ว ยางที่อ่อนยังสร้างแรงต้านทานการหมุนที่มากกว่าเดิม เครื่องยนต์จึงต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อขับเคลื่อนรถยนต์ ผลลัพธ์ที่ตามมาคือเราจะรู้สึกว่ารถอืด เลี้ยวพวงมาลัยได้ยาก และกินน้ำมันมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

อันตรายเมื่อลมยางแข็งเกินไป

ตรงกันข้ามกับแบบแรก การที่เราเติมลมยางมากเกินไปจนแข็งกระด้าง จะลดพื้นที่สัมผัสระหว่างหน้ายางกับผิวถนน ทำให้การยึดเกาะลดลงอย่างน่ากลัว โดยเฉพาะเวลาเข้าโค้งหรือเจอถนนลื่น อาจเกิดอาการลื่นไถลหรือรถร่อนจนเสียการควบคุมได้ง่ายๆ แถมดอกยางส่วนกลางยังต้องรับภาระหนักจนสึกเร็วกว่าปกติอีกด้วย สังเกตง่ายๆ คือขับแล้วจะรู้สึกสะเทือนมากกว่าปกติและรถค่อนข้างร่อนในความเร็วสูง

  • ตรวจสอบลมยางเป็นประจำ: แนะนำให้เช็คอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง
  • อ้างอิงคู่มือเสมอ: เติมลมให้ตรงตามค่ามาตรฐานที่ผู้ผลิตรถกำหนด
  • เช็คก่อนเดินทางไกล: อย่าลืมวัดแรงดันลมยางทุกครั้งก่อนออกทริป เพื่อความสบายใจ

ท้ายที่สุด การให้เวลาไม่กี่นาทีกับการเช็คลมยางก่อนออกเดินทาง คือการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดเพื่อความปลอดภัยของตัวคุณเองและครอบครัวครับ อย่าปล่อยให้เรื่องเล็กน้อยกลายเป็นปัญหาใหญ่ที่ทำให้ทริปของคุณต้องสะดุด อย่าลืมตรวจเช็คสภาพยางและแรงดันลมอย่างสม่ำเสมอนะครับ

ที่มา – เติมลมยาง อ่อน หรือแข็งเกินไป ส่งผลเสียอย่างไรต่อยางและการขับขี่

ราชกิจจาฯ ประกาศลดราคาน้ำมันดีเซล หน้าโรงกลั่น 2.40 บาท

ข่าวดีสำหรับผู้ใช้รถยนต์และผู้ประกอบการขนส่ง! ล่าสุดมีประกาศสำคัญที่ทุกคนรอคอย โดยเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา ทางราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ประกาศคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน เกี่ยวกับการปรับลดราคา ณ โรงกลั่นน้ำมัน ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อค่าครองชีพของพวกเราทุกคน

ราชกิจจาฯ ประกาศลดราคาน้ำมันดีเซล หน้าโรงกลั่น 2.40 บาท

การปรับลดราคาในครั้งนี้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 24 กรกฎาคม ถึง 15 สิงหาคม 2569 โดยมีเหตุผลสำคัญมาจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยังคงยืดเยื้อ ซึ่งส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานพลังงานทั่วโลก รัฐบาลจึงต้องรีบเข้ามาดูแลเพื่อบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน

รายละเอียดการปรับลดราคาน้ำมันดีเซล

จากการประกาศฉบับล่าสุด ราชกิจจาฯ ประกาศลดราคาน้ำมันดีเซล หน้าโรงกลั่น 2.40 บาท ต่อลิตร ซึ่งครอบคลุมน้ำมันดีเซลหมุนเร็วทุกประเภท ดังนี้:

  • น้ำมันดีเซลหมุนเร็ว B0
  • น้ำมันดีเซลหมุนเร็วธรรมดา B7
  • น้ำมันดีเซลหมุนเร็ว B20

มาตรการนี้ถือเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยลดต้นทุนการขนส่งและต้นทุนการประกอบธุรกิจ ซึ่งหวังว่าจะส่งผลดีต่อภาพรวมเศรษฐกิจในระยะสั้นในช่วงที่ตลาดโลกมีความผันผวนสูง

สำหรับพี่น้องประชาชนที่ต้องใช้รถยนต์ดีเซลเป็นประจำ ช่วงเวลานี้ถือเป็นโอกาสดีที่จะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือนได้บ้าง แม้จะเป็นมาตรการระยะสั้นจนถึงวันที่ 15 สิงหาคม แต่ก็นับว่าเป็นความช่วยเหลือที่ตรงจุดจริงๆ อย่างไรก็ตาม เราคงต้องจับตาดูกันต่อไปว่าสถานการณ์โลกจะคลี่คลายไปในทิศทางใด เพื่อที่จะได้รับทราบมาตรการดูแลจากภาครัฐในลำดับต่อไปครับ หากใครที่ต้องวางแผนการเดินทางหรือวางแผนโลจิสติกส์ อย่าลืมจดจำช่วงเวลาที่มีผลบังคับใช้ไว้ให้ดีนะครับ

ที่มา – ราชกิจจาฯ ประกาศลดราคาน้ำมันดีเซล หน้าโรงกลั่น 2.40 บาท มีผล 24 ก.ค.-15 ส.ค. 69

เจาะลึกข่าว ลักลอบส่งออกน้ำมันไปเมียนมาทางเรือ กว่า 36.5 ล้านลิตร

สวัสดีครับทุกคน วันนี้มีประเด็นร้อนที่น่าจับตามองอย่างมากในแวดวงข่าวอาชญากรรม เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดใหญ่ลงพื้นที่จู่โจมตรวจสอบเรือขนส่งน้ำมัน หลังได้รับรายงานว่ามีการ ลักลอบส่งออกน้ำมันไปเมียนมาทางเรือ กว่า 36.5 ล้านลิตร ซึ่งเรื่องนี้ถือเป็นผลกระทบวงกว้างต่อความมั่นคงและเศรษฐกิจของบ้านเราเลยทีเดียวครับ

เบื้องลึกเบื้องหลังขบวนการ ลักลอบส่งออกน้ำมันไปเมียนมาทางเรือ กว่า 36.5 ล้านลิตร

เหตุการณ์เริ่มต้นจากการที่ พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร และคณะทำงานได้ลงพื้นที่อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย หลังพบว่ามีขบวนการผิดกฎหมายพยายามเลี่ยงกฎหมาย โดยใช้ช่องทางทางน้ำในการขนส่งเชื้อเพลิงข้ามพรมแดน ทั้งที่น้ำมันเป็นสินค้าควบคุมตามมติของสภาความมั่นคงแห่งชาติ เพื่อป้องกันไม่ให้เชื้อเพลิงเหล่านี้ตกไปเป็นพลังขับเคลื่อนให้กับเครือข่ายคอลเซ็นเตอร์หรือกลุ่มอาชญากรข้ามชาติ

ทำไมต้องทำแบบนี้? กลโกงของขบวนการ ลักลอบส่งออกน้ำมันไปเมียนมาทางเรือ กว่า 36.5 ล้านลิตร

กลวิธีที่ขบวนการนี้ใช้ก็นับว่าแยบยลไม่น้อย โดยกลุ่มผู้กระทำผิดมักจะสำแดงเอกสารเท็จว่าน้ำมันเหล่านี้กำลังจะถูกส่งไปยังประเทศลาว แต่ในความเป็นจริงแล้วเรือเหล่านั้นกลับมุ่งหน้าไปยังเมียนมาแทน ซึ่งจากการตรวจสอบเบื้องต้นพบความเสียหายที่น่าตกใจ ดังนี้:

  • ปริมาณน้ำมันที่ถูกลักลอบขนส่งไปแล้วรวมกว่า 36.5 ล้านลิตร
  • สูญเสียรายได้จากการจัดเก็บภาษีของภาครัฐไปสูงถึง 226 ล้านบาท
  • พบเรือขนส่งอย่างน้อย 1 ลำที่กระทำความผิดแบบซึ่งหน้า โดยขนไปเกือบ 400,000 ลิตร

ความเสียหายขนาดนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ เลยครับ เพราะเงินภาษีที่หายไปคือเงินที่ควรจะนำมาพัฒนาประเทศ กลับต้องกลายเป็นต้นทุนสนับสนุนกลุ่มอิทธิพลมืดที่สร้างความเดือดร้อนให้กับคนไทยผ่านแก๊งคอลเซ็นเตอร์ การที่เจ้าหน้าที่เข้มงวดตรวจสอบในครั้งนี้จึงสมควรได้รับคำชื่นชมอย่างยิ่ง เพื่อสกัดกั้นไม่ให้ธุรกิจสีเทาโตไปมากกว่านี้

ในตอนนี้ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติกำลังขยายผลเพื่อถอนรากถอนโคนผู้ที่อยู่เบื้องหลังทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นเจ้าของเรือ นายทุน หรือผู้เกี่ยวข้องในทุกระดับ ผมเชื่อว่าหากมีการสาวถึงตัวการใหญ่ได้ ความเชื่อมั่นในระบบจัดการพลังงานของเราจะกลับมาดีขึ้นอย่างแน่นอน สำหรับใครที่พบเห็นความผิดปกติหรือการขนส่งน้ำมันที่น่าสงสัยในพื้นที่ชายแดน อย่าลืมแจ้งเบาะแสให้กับเจ้าหน้าที่เพื่อช่วยกันดูแลทรัพย์สินของชาติกันนะครับ

ที่มา – พบขบวนการใหญ่ ลักลอบส่งออกน้ำมันไปเมียนมาทางเรือ กว่า 36.5 ล้านลิตร

รัฐบาลต่ออายุมาตรการลดค่าบริการการเดินอากาศ 30% อีก 2 เดือน

เชื่อว่าเพื่อนๆ ที่เป็นสายเที่ยวหรือคนที่ติดตามข่าวสารเศรษฐกิจ คงพอจะทราบกันดีว่าช่วงนี้สถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางส่งผลกระทบวงกว้างพอสมควร โดยเฉพาะกับเรื่องราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดมีข่าวดีออกมาสำหรับสายการบินในบ้านเราครับ เพราะรัฐบาลต่ออายุมาตรการลดค่าบริการการเดินอากาศ 30% อีก 2 เดือน เพื่อช่วยพยุงธุรกิจการบินให้เดินหน้าต่อไปได้ในช่วงวิกฤตนี้

รัฐบาลต่ออายุมาตรการลดค่าบริการการเดินอากาศ 30% อีก 2 เดือน ช่วยสายการบิน

การขยายเวลามาตรการนี้จัดทำขึ้นโดยบริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด (บวท.) ตามนโยบายของรัฐบาล เพื่อบรรเทาภาระต้นทุนโดยตรงให้กับสายการบินต่างๆ ที่ให้บริการเที่ยวบินภายในประเทศ ซึ่งการลดค่าธรรมเนียมลงถึง 30% ในช่วงเดือนกรกฎาคมถึงสิงหาคม 2569 นี้ ถือเป็นจังหวะที่ดีมากในการลดแรงกดดันจากค่าเชื้อเพลิงที่ผันผวน

รายละเอียดมาตรการช่วยเหลือและประโยชน์ต่อผู้ประกอบการ

ไม่เพียงแค่การลดค่าบริการเท่านั้น รัฐบาลยังเล็งเห็นถึงปัญหาเรื่องกระแสเงินสดของสายการบิน โดยมีการเพิ่มรายละเอียดในมาตรการดังนี้ครับ:

  • ลดค่าบริการเดินอากาศสำหรับเที่ยวบินภายในประเทศ 30% ตลอด 2 เดือน
  • ขยายระยะเวลาการชำระหนี้ให้กับสายการบิน
  • สายการบินสามารถชำระค่าบริการ 50% ตามรอบปกติ และยืดเวลาชำระส่วนที่เหลือออกไปได้อีก 30 วัน

มาตรการที่รัฐบาลต่ออายุมาตรการลดค่าบริการการเดินอากาศ 30% อีก 2 เดือนนี้ ไม่ได้ช่วยแค่สายการบินอย่างเดียว แต่ยังส่งผลดีต่อภาพรวมการท่องเที่ยวของเราด้วย เพราะเมื่อต้นทุนสายการบินลดลง ก็จะช่วยให้ราคาตั๋วเครื่องบินในประเทศไม่ปรับตัวสูงขึ้นจนเกินไป ช่วยกระตุ้นให้คนหันมาเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศมากขึ้นนั่นเอง

นอกจากนี้ บวท. ยังมุ่งเน้นการบริหารจัดการจราจรทางอากาศให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เพื่อให้เที่ยวบินต่างๆ สามารถลดความล่าช้าและประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงได้มากที่สุด ซึ่งสอดคล้องกับมาตรฐานความปลอดภัยระดับสากลที่ตั้งไว้ครับ

ในมุมมองของผม มาตรการนี้คือการช่วยต่อลมหายใจให้ธุรกิจการบินได้เป็นอย่างดีในสภาวะที่ปัจจัยภายนอกควบคุมไม่ได้แบบนี้ หวังว่าความช่วยเหลือจากรัฐบาลต่ออายุมาตรการลดค่าบริการการเดินอากาศ 30% อีก 2 เดือนในครั้งนี้ จะช่วยให้สายการบินต่างๆ มั่นคงขึ้นและพร้อมรองรับนักท่องเที่ยวในช่วงไฮซีซั่นที่จะมาถึงนี้ได้อย่างราบรื่นนะครับ

ที่มา – รัฐบาลต่ออายุมาตรการลดค่าบริการการเดินอากาศ 30% อีก 2 เดือน ช่วยสายการบินรับผลกระทบตะวันออกกลาง

ภัทรพงศ์ สั่งวิทยุการบินฯ ต่อเวลาหั่นค่าบริการ 30% พยุงสายการบิน

เชื่อว่าสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อกำลังส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในหลายภาคส่วน ไม่เว้นแม้แต่ธุรกิจการบิน ล่าสุดมีความเคลื่อนไหวสำคัญจากกระทรวงคมนาคมที่เข้ามาดูแลเรื่องนี้โดยตรง โดยนายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ได้ออกมาตรการเร่งด่วนเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการผ่านทางวิทยุการบินฯ

ภัทรพงศ์ สั่งวิทยุการบินฯ ต่อเวลาหั่นค่าบริการ 30% พยุงสายการบิน

นับเป็นข่าวดีของเหล่าสายการบิน เมื่อ ภัทรพงศ์ สั่งวิทยุการบินฯ ต่อเวลาหั่นค่าบริการ 30% พยุงสายการบิน เพื่อบรรเทาผลกระทบจากต้นทุนที่พุ่งสูงขึ้น โดยเฉพาะเรื่องราคาพลังงานที่ผันผวนอย่างหนักในปัจจุบัน มาตรการนี้ไม่ได้มีเป้าหมายแค่การลดค่าใช้จ่ายเท่านั้น แต่ยังเป็นการรักษาศักยภาพการแข่งขันของประเทศไทยในฐานะ Aviation Hub อีกด้วย

รายละเอียดมาตรการช่วยสายการบินภายใต้การผลักดันของ ภัทรพงศ์

จากการประชุมคณะกรรมการ บวท. เมื่อเร็วๆ นี้ ได้มีมติเห็นชอบขยายมาตรการช่วยเหลือออกไปอีก 2 เดือน คือเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม 2569 โดยมีรายละเอียดที่น่าสนใจดังนี้:

  • ลดค่าบริการการเดินอากาศในประเทศ 30% สำหรับเที่ยวบินที่ได้รับผลกระทบ
  • ขยายระยะเวลาการชำระหนี้ (Credit Term) โดยให้จ่าย 50% ตามกำหนด และส่วนที่เหลือขยายออกไปอีก 30 วัน
  • มุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจราจรทางอากาศเพื่อประหยัดเชื้อเพลิง

การที่ ภัทรพงศ์ สั่งวิทยุการบินฯ ต่อเวลาหั่นค่าบริการ 30% พยุงสายการบิน ในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความใส่ใจของภาครัฐที่ต้องการประคองสภาพคล่องให้กับผู้ประกอบการ เพื่อให้ธุรกิจยังสามารถเดินหน้าต่อไปได้ท่ามกลางวิกฤตความไม่สงบที่ส่งผลกระทบต่อราคาพลังงานทั่วโลก นอกจากนี้ วิทยุการบินแห่งประเทศไทยยังได้เตรียมแผนรองรับเหตุฉุกเฉินและติดตามสถานการณ์การบินอย่างใกล้ชิด เพื่อให้มั่นใจได้ว่าความปลอดภัยของผู้โดยสารจะมาเป็นอันดับหนึ่งเสมอ

ในมุมมองของเรา นี่ถือเป็นก้าวสำคัญที่แสดงถึงความยืดหยุ่นในการบริหารจัดการในช่วงวิกฤต เพราะหากไม่มีการยื่นมือเข้าช่วย ปัญหาสภาพคล่องอาจลุกลามจนกระทบต่อค่าตั๋วโดยสารของพี่น้องประชาชนได้ การช่วยเหลือจากภาครัฐจึงเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยลดภาระต้นทุนให้กับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง และยังเป็นการรักษามาตรฐานการบินไทยให้คงความแข็งแกร่งไว้ได้ในระยะยาว ท่ามกลางความท้าทายในระดับโลก

ที่มา – “ภัทรพงศ์” สั่งวิทยุการบินฯ ต่อเวลาหั่นค่าบริการ 30% พยุงสายการบินเซ่นพิษตะวันออกกลาง

ศุลกากรแม่สอด สกัดรถบรรทุกน้ำมันดีเซล 36,000 ลิตร เตรียมลอบขนส่งไปเมียนมา

ศุลกากรแม่สอด สกัดรถบรรทุกน้ำมันดีเซล 36,000 ลิตร เตรียมลอบขนส่งไปเมียนมา

เหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นบริเวณชายแดนไทย-เมียนมา เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา กลายเป็นประเด็นที่หลายคนให้ความสนใจ เมื่อศุลกากรแม่สอด สกัดรถบรรทุกน้ำมันดีเซล 36,000 ลิตร เตรียมลอบขนส่งไปเมียนมา ได้อย่างทันท่วงที โดยปฏิบัติการครั้งนี้ถือเป็นผลงานชิ้นโบแดงของเจ้าหน้าที่ที่สามารถป้องกันการสูญเสียทางเศรษฐกิจและป้องกันการกระทำผิดกฎหมายศุลกากรได้อย่างแนบเนียน

เจ้าหน้าที่ด่านศุลกากรแม่สอด ร่วมกับหน่วยงานความมั่นคง ได้เข้าตรวจค้นรถบรรทุกพ่วง 2 คันที่มีพฤติกรรมน่าสงสัยขณะมุ่งหน้าไปยังท่าข้ามธรรมชาติริมแม่น้ำเมย ผลการตรวจค้นพบถังบรรจุน้ำมันขนาด 1,000 ลิตร จำนวนรวม 40 ถัง คิดเป็นปริมาณน้ำมันดีเซลรวมทั้งสิ้น 36,000 ลิตร คิดเป็นมูลค่าสูงกว่า 1.5 ล้านบาท โดยพบว่าไม่มีเอกสารการผ่านพิธีการศุลกากรอย่างถูกต้อง ซึ่งถือว่าเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายร้ายแรง

เจาะลึกเบื้องหลังขบวนการลักลอบน้ำมัน

สาเหตุสำคัญที่ทำให้ขบวนการเหล่านี้พยายามอย่างหนักในการลักลอบขนส่งน้ำมัน คือส่วนต่างของราคาเชื้อเพลิงในฝั่งประเทศเพื่อนบ้าน ปัจจุบันราคาน้ำมันดีเซลในเมียนมาพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีราคาจำหน่ายปลายทางสูงกว่าลิตรละ 100 บาท จึงเป็นแรงจูงใจให้กลุ่มผู้มีอิทธิพลพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อให้ได้กำไรมหาศาลจากการลักลอบข้ามพรมแดนธรรมชาติ อย่างไรก็ตาม การที่ศุลกากรแม่สอด สกัดรถบรรทุกน้ำมันดีเซล 36,000 ลิตร เตรียมลอบขนส่งไปเมียนมาได้สำเร็จ นับเป็นการตัดวงจรรายได้ของขบวนการเหล่านี้ที่ทำลายระบบเศรษฐกิจชายแดน

  • ตรวจสอบรถยนต์บรรทุกต้องสงสัยที่ปิดคลุมผ้าใบมิดชิด
  • เข้าตรวจค้นและพบน้ำมันดีเซลในถังบรรจุรวม 36,000 ลิตร
  • ดำเนินคดีตามพ.ร.บ. ศุลกากร พ.ศ. 2560 อย่างเคร่งครัด

การกระทำดังกล่าวมีโทษอย่างไร?
ตามกฎหมายศุลกากร การนำของออกนอกราชอาณาจักรโดยไม่ผ่านพิธีการถือเป็นความผิดฐานลักลอบหนีศุลกากร ซึ่งเจ้าหน้าที่จะดำเนินการยึดของกลางและขยายผลหาผู้เกี่ยวข้องมาดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างถึงที่สุด เพื่อป้องกันไม่ให้เหตุการณ์ลักษณะเดียวกันเกิดขึ้นซ้ำอีก

ในฐานะประชาชน เราควรช่วยกันเป็นหูเป็นตาแจ้งเบาะแสให้กับเจ้าหน้าที่หากพบความผิดปกติบริเวณชายแดน เพราะการลักลอบขนส่งน้ำมันเถื่อนไม่เพียงแต่สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจ แต่ยังส่งผลกระทบต่อความมั่นคงในภาพรวมด้วย การทำงานของเจ้าหน้าที่ด่านศุลกากรและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่สามารถศุลกากรแม่สอด สกัดรถบรรทุกน้ำมันดีเซล 36,000 ลิตร เตรียมลอบขนส่งไปเมียนมาได้ในครั้งนี้ คือตัวอย่างที่ยอดเยี่ยมของการปฏิบัติหน้าที่อย่างจริงจังเพื่อรักษาผลประโยชน์ของชาติครับ

ที่มา – ศุลกากรแม่สอด สกัดรถบรรทุกน้ำมันดีเซล 36,000 ลิตร เตรียมลอบขนส่งไปเมียนมา

“อภิสิทธิ์” ฟาด “เอกนัฏ” ไหนบอกจะปรับโครงสร้างพลังงาน กลับทำตรงข้ามให้แบกรับหนี้

“อภิสิทธิ์” ฟาด “เอกนัฏ” ไหนบอกจะปรับโครงสร้างพลังงาน กลับทำตรงข้ามให้แบกรับหนี้

กลายเป็นประเด็นร้อนในรัฐสภา เมื่อนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ออกมาตั้งคำถามถึงกระทรวงพลังงาน โดยเฉพาะการทำงานของนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน ที่ก่อนหน้านี้ประกาศกร้าวว่าจะปฏิรูปโครงสร้างพลังงาน ทั้งราคาไฟฟ้าและราคาน้ำมัน แต่เมื่อเวลาผ่านไปกลับพบว่าสิ่งที่ทำนั้น “อภิสิทธิ์” ฟาด “เอกนัฏ” ไหนบอกจะปรับโครงสร้างพลังงาน กลับทำตรงข้ามให้แบกรับหนี้ อย่างชัดเจน ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อค่าครองชีพของประชาชน

ถอยกลางซอยหรือสะดุดขาตัวเอง?

นายอภิสิทธิ์ได้ตั้งข้อสังเกตว่า เดิมทีกระทรวงพลังงานเคยสัญญาว่าจะยกเลิกการอ้างอิงราคาน้ำมันจากสิงคโปร์ เพื่อลดราคาหน้าโรงกลั่น แต่ในที่สุดกลับไม่มีการดำเนินการใดๆ ทั้งสิ้น แถมยังเลือกใช้วิธีนำเงินจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงมาแบกรับภาระแทน ซึ่งสุดท้ายแล้วประชาชนก็ต้องเป็นผู้รับผิดชอบหนี้ก้อนนี้ในระยะยาว คำถามสำคัญคือเหตุใดถึงเลือกทำในสิ่งที่ตรงข้ามกับที่เคยพูดไว้ในสภาฯ การที่ “อภิสิทธิ์” ฟาด “เอกนัฏ” ไหนบอกจะปรับโครงสร้างพลังงาน กลับทำตรงข้ามให้แบกรับหนี้ จึงเป็นเรื่องที่สังคมกำลังจับตามองว่ามีความโปร่งใสจริงหรือไม่

  • การตรวจสอบส่วนต่างของค่าการกลั่นที่ไม่มีความชัดเจน
  • นโยบายค่าไฟฟ้าที่มองว่าคนใช้ไฟเกิน 400 หน่วยคือคนรวย ซึ่งในความเป็นจริงอาจเป็นเพียงครอบครัวขยายหรือร้านค้าเล็กๆ
  • การปล่อยให้กองทุนน้ำมันติดลบสะสมและเป็นภาระหนี้สาธารณะของประชาชน

นอกจากนี้ ในส่วนของค่าไฟฟ้า รัฐบาลกลับผลักภาระไปให้ผู้ที่ใช้ไฟเกิน 400 หน่วย ด้วยตรรกะที่มองว่าเป็นคนมีฐานะ ซึ่งในความเป็นจริงนโยบายนี้สร้างความเดือดร้อนให้คนชั้นกลางและร้านค้าขนาดเล็กอย่างมาก โดยสรุปได้ว่าภาพความขึงขังที่แสดงออกต่อสภานั้น สวนทางกับผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริงอย่างสิ้นเชิง

ท้ายที่สุด การบริหารงานด้านพลังงานไม่ใช่แค่เรื่องของการทำนโยบายเพื่อภาพลักษณ์ แต่คือความรับผิดชอบต่อปากท้องของคนทั้งประเทศ การที่ “อภิสิทธิ์” ฟาด “เอกนัฏ” ไหนบอกจะปรับโครงสร้างพลังงาน กลับทำตรงข้ามให้แบกรับหนี้ จึงเป็นการสะท้อนความล้มเหลวในการจัดทำนโยบายที่ยั่งยืน และเป็นการผลักภาระให้ประชาชนต้องแบกรับหนี้ที่ไม่ได้ก่อขึ้นเองโดยไม่จำเป็น

ที่มา – “อภิสิทธิ์” ฟาด “เอกนัฏ” ไหนบอกจะปรับโครงสร้างพลังงาน กลับทำตรงข้ามให้แบกรับหนี้

รถยนต์ EV HEV /PHEV แบบไหน เสี่ยงต่อการเกิดไฟไหม้มากที่สุด?

เชื่อว่าหลายคนคงเคยตั้งคำถามและเกิดความกังวลใจเกี่ยวกับความปลอดภัยของรถยนต์ในยุคใหม่ เมื่อพูดถึงเรื่องของอัคคีภัย หลายคนอาจจะพุ่งเป้าไปที่รถยนต์ไฟฟ้าล้วนเป็นอันดับแรกเสมอ แต่หากเรามาวิเคราะห์ข้อมูลจากสถิติอุบัติเหตุและงานวิจัยจากสถาบันระดับสากล จะพบความจริงที่น่าสนใจว่า รถยนต์ EV HEV /PHEV แบบไหน เสี่ยงต่อการเกิดไฟไหม้มากที่สุด? ซึ่งผลลัพธ์อาจจะทำให้คุณเปลี่ยนมุมมองไปเลยทีเดียว

วิเคราะห์ รถยนต์ EV HEV /PHEV แบบไหน เสี่ยงต่อการเกิดไฟไหม้มากที่สุด?

จากการสำรวจข้อมูลสถิติอัตราการเกิดไฟไหม้ต่อจำนวนรถยนต์ 100,000 คัน พบว่ากลุ่มรถยนต์ไฮบริด (HEV) และปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) กลับมีความเสี่ยงในการเกิดเพลิงไหม้สูงที่สุด ซึ่งสูงกว่าทั้งรถยนต์สันดาปล้วนและรถยนต์ไฟฟ้าเสียอีก เหตุผลสำคัญเพราะรถกลุ่มนี้คือการรวมเอา 2 ระบบที่มีความเสี่ยงมาไว้ในที่เดียว ทั้งระบบน้ำมันเชื้อเพลิงที่ไวไฟและมีความร้อนจากท่อไอเสีย บวกกับระบบไฟฟ้าแรงสูงและแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน

ความซับซ้อนของโครงสร้างนี้เองที่ทำให้เกิดความเสี่ยง หากเกิดอุบัติเหตุหรือระบบจัดการความร้อนผิดพลาด สารเคมีจากแบตเตอรี่และน้ำมันเชื้อเพลิงอาจกลายเป็นเชื้อเพลิงสนับสนุนกันและกันได้ง่ายกว่ารถรูปแบบอื่นๆ

เปิดสถิติความปลอดภัยเปรียบเทียบระหว่าง EV และรถไฮบริด

ในทางกลับกัน หลายคนอาจแปลกใจเมื่อทราบว่ารถยนต์ไฟฟ้าล้วน (BEV) คือกลุ่มที่มีความเสี่ยงต่ำที่สุดในแง่ของความถี่การเกิดเหตุ เนื่องจากไม่มีน้ำมันเชื้อเพลิงเหลว ไม่มีท่อไอเสียที่ร้อนจัด และมีการออกแบบระบบแพ็กแบตเตอรี่ที่มีความหนาแน่นและปลอดภัยสูง อย่างไรก็ตาม แม้จะมีโอกาสเกิดเหตุต่ำ แต่หากเกิดอุบัติเหตุรุนแรงจนนำไปสู่ภาวะ Thermal Runaway การควบคุมเพลิงจะทำได้ยากและซับซ้อนกว่าปกติ

หากคุณกำลังตัดสินใจเลือกซื้อรถ รถยนต์ EV HEV /PHEV แบบไหน เสี่ยงต่อการเกิดไฟไหม้มากที่สุด? ก็ถือเป็นหนึ่งข้อมูลสำคัญที่ควรทราบ นี่คือสรุปสั้นๆ แยกตามประเภท:

  • HEV/PHEV: มีความเสี่ยงสูงที่สุดเนื่องจากโครงสร้างระบบขับเคลื่อนที่ซับซ้อนและมีส่วนประกอบที่ไวไฟหลายจุด
  • EV (BEV): มีสถิติการเกิดเหตุต่ำที่สุด แต่ต้องการผู้เชี่ยวชาญในการจัดการหากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน

ท้ายที่สุด การเรียนรู้พฤติกรรมการใช้งานและการดูแลรักษาตามระยะเวลาที่กำหนด ไม่ว่าคุณจะขับรถประเภทใด สิ่งนี้คือหัวใจสำคัญที่จะช่วยลดความเสี่ยงและเพิ่มความปลอดภัยให้คนในครอบครัวได้ดีที่สุดครับ ไม่ว่าเทคโนโลยีจะก้าวไปทางไหน ความรอบคอบของผู้ขับขี่ยังคงเป็นปราการด่านแรกที่สำคัญที่สุดในการป้องกันอุบัติเหตุบนท้องถนน

ที่มา – รถยนต์ EV HEV /PHEV แบบไหน เสี่ยงต่อการเกิดไฟไหม้มากที่สุด?

Scroll to top