บริษัทเทคโนโลยี

อีลอน มัสก์ เสียสถานะ เศรษฐีล้านล้าน หลังหุ้นเทคร่วง

เชื่อว่าช่วงนี้ใครที่เป็นนักลงทุนหรือติดตามข่าวเศรษฐกิจโลก คงจะเห็นข่าวใหญ่ที่ทำเอาตลาดหุ้นทั่วโลกต้องสะเทือน เมื่อพ่อมดแห่งวงการเทคโนโลยีอย่าง อีลอน มัสก์ ต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่น่าตกใจ เพราะล่าสุด อีลอน มัสก์ เสียสถานะ “เศรษฐีล้านล้าน” แล้ว หลังหุ้นเทคโนโลยีร่วงหนัก จนทำเอาหลายคนอดตั้งคำถามไม่ได้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับอาณาจักรของเขากันแน่

สถานการณ์ที่น่าจับตา: อีลอน มัสก์ เสียสถานะ “เศรษฐีล้านล้าน” แล้ว หลังหุ้นเทคโนโลยีร่วงหนัก

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลังจากที่เขาสร้างประวัติศาสตร์เป็นบุคคลแรกของโลกที่มีความมั่งคั่งแตะระดับ 1 ล้านล้านดอลลาร์ได้สำเร็จเพียงไม่กี่สัปดาห์ แต่ทว่าความผันผวนของตลาดหุ้นในกลุ่มเทคโนโลยี โดยเฉพาะบริษัทที่เขาถือครองหุ้นใหญ่อย่าง SpaceX และ Tesla ได้ฉุดมูลค่าทรัพย์สินให้ลดลงต่ำกว่าเกณฑ์ดังกล่าวอย่างรวดเร็ว

ปัจจัยหลักที่ทำให้ อีลอน มัสก์ เสียสถานะ “เศรษฐีล้านล้าน” แล้ว หลังหุ้นเทคโนโลยีร่วงหนัก

ความผันผวนครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นลอยๆ แต่มันมีเหตุผลเบื้องหลังที่น่าสนใจ ดังนี้:

  • ผลกระทบต่อหุ้นเทคโนโลยี: ตลาดมีความกังขาเรื่องความสามารถในการทำกำไรในระยะยาวของปัญญาประดิษฐ์ (AI) ทำให้เกิดปรากฏการณ์เทขายหุ้นกลุ่มนี้ขนานใหญ่
  • ความเปราะบางของพอร์ตการลงทุน: ต่างจากมหาเศรษฐีคนอื่น มัสก์กระจุกความมั่งคั่งไว้ใน SpaceX และ Tesla ถึงเกือบ 80% ทำให้เมื่อใดที่หุ้นเหล่านี้ขยับ มูลค่ารวมของเขาจึงผันผวนสูงมาก
  • หุ้น SpaceX ปรับฐานแรง: หลังจากเข้าตลาดหุ้น ไม่กี่วันต่อมาหุ้น SpaceX ก็ร่วงลงมากกว่า 30% จากจุดสูงสุด ส่งผลให้มูลค่าทรัพย์สินของมัสก์หายไปมหาศาลภายในเวลาข้ามคืน

แม้หลายคนจะตกใจกับตัวเลขความมั่งคั่งที่หายไป แต่ในความเป็นจริงแล้ว อีลอน มัสก์ ยังคงครองแชมป์บุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในโลกอยู่ดี ซึ่งตัวเลขนี้เป็นเพียงภาพสะท้อนของตลาดทุนที่มักจะมีช่วงขาขึ้นและขาลงเป็นธรรมดา

ในมุมมองนักลงทุน นี่คือบทเรียนสำคัญว่า การลงทุนในบริษัทที่เน้นการเติบโตสูง (Growth Stock) มาพร้อมกับความคาดหวังที่สูงลิ่ว หากวันใดที่ความเป็นจริงไม่สอดคล้องกับข่าวดี (Hype) ตลาดก็พร้อมจะปรับฐานอย่างรุนแรงเสมอ สำหรับคุณล่ะ คิดว่ามัสก์จะสามารถกู้คืนสถานะมหาเศรษฐีล้านล้านกลับมาได้อย่างรวดเร็วแค่ไหน? นี่อาจเป็นเพียงช่วงพักฐานก่อนพุ่งทะยานครั้งใหม่ครับ

ที่มา – อีลอน มัสก์ เสียสถานะ “เศรษฐีล้านล้าน” แล้ว หลังหุ้นเทคโนโลยีร่วงหนัก

60 ประเทศลงนามสนธิสัญญาอาชญากรรมไซเบอร์

มากกว่า 60 ประเทศร่วมลงนามสนธิสัญญาอาชญากรรมไซเบอร์ฉบับแรกขององค์การสหประชาชาติ ท่ามกลางเสียงต่อต้านจากทั้งกลุ่มสิทธิฯ และบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่

เมื่อวันเสาร์ที่ 25 ต.ค. 2568 มากกว่า 60 ประเทศร่วมลงนามในสนธิสัญญาว่าด้วยการต่อต้านอาชญากรรมไซเบอร์ฉบับแรกขององค์การสหประชาชาติ ที่การประชุมในกรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม แม้จะมีเสียงคัดค้านจากกลุ่มบริษัทเทคโนโลยี และกลุ่มสิทธิมนุษยชน ที่เตือนว่าสนธิสัญญานี้อาจทำให้ขอบเขตการสอดแนมของรัฐเพิ่มขึ้น

กรอบกฎหมายระดับโลกฉบับใหม่นี้ มีเป้าหมายเพื่อเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศในการต่อสู้กับอาชญากรรมดิจิทัล ตั้งแต่สื่อลามกอนาจารเด็ก ไปจนถึงการหลอกลวงทางไซเบอร์ข้ามชาติและการฟอกเงิน การที่ 60 ประเทศลงนามสนธิสัญญาอาชญากรรมไซเบอร์ ถือเป็นก้าวสำคัญในการจัดการปัญหาเหล่านี้

รัฐบาลเวียดนามยืนยันว่า มีมากกว่า 60 ประเทศที่เข้าร่วมลงนามในสนธิสัญญาเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา แต่ไม่ระบุว่ามีประเทศใดบ้าง โดยข้อตกลงนี้จะเริ่มมีผลบังคับใช้ทันทีหลังจากประเทศเหล่านั้นให้สัตยาบัน

นาย อันโตนิโอ กูเตร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติกล่าวว่า การลงนามครั้งนี้เป็น “หมุดหมายสำคัญ” แต่ก็เตือนด้วยว่า นี่เป็นเพียงแค่ “จุดเริ่มต้น” เท่านั้น

“ทุก ๆ วัน การหลอกลวงที่ซับซ้อนได้ทำลายครอบครัว ปล้นจากผู้อพยพ และดูดเงินหลายพันล้านดอลลาร์ออกจากเศรษฐกิจของเรา … เราจำเป็นต้องมีการตอบสนองระดับโลกที่แข็งแกร่งและเชื่อมโยงกัน” นายกูเตร์เรสกล่าวในพิธีเปิดการประชุมที่เมืองหลวงของเวียดนามเมื่อวันเสาร์

ทั้งนี้ สนธิสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านอาชญากรรมไซเบอร์ (UN Convention against Cybercrime) ถูกเสนอขึ้นครั้งแรกโดยนักการทูตรัสเซียในปี 2017 และได้รับอนุมัติด้วยฉันทามติเมื่อปีที่แล้วหลังจากการเจรจาที่ยาวนาน

อย่างไรก็ตาม ฝ่ายที่ต่อต้านมองว่า ภาษาที่ใช้ในสัญญานั้นกว้างขวางมาก จนอาจนำไปสู่การใช้อำนาจในทางที่ผิด และเปิดช่องให้มีการปราบปรามผู้ที่วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลข้ามพรมแดนได้

“มีข้อกังวลมากมายที่ถูกหยิบยกขึ้นตลอดการเจรจาสนธิสัญญา เกี่ยวกับวิธีที่มันจะบังคับให้บริษัทต่าง ๆ ต้องแบ่งปันข้อมูลในท้ายที่สุด” ซาบานาซ ราชิด ดียา ผู้ก่อตั้งสถาบันวิจัย “Tech Global Institute” กล่าว “มันแทบจะเป็นการประทับตราอนุมัติให้กับแนวปฏิบัติที่เป็นปัญหาอย่างมาก ซึ่งถูกนำไปใช้กับนักข่าวและในประเทศที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จ”

กลุ่มสิทธิมนุษยชนนับสิบกลุ่มยังระบุในจดหมายที่พวกเขาลงนามร่วมกันว่า ความคุ้มครองที่สนธิสัญญาฉบับนี้มอบให้นั้น “อ่อนแอ” เกินไป

ส่วนบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ก็ออกมาแสดงความกังวลเช่นกัน

นาย นิค แอชตัน-ฮาร์ท หัวหน้าคณะผู้แทนของ Cybersecurity Tech Accord (CTA) ซึ่งเป็นตัวแทนของบริษัทมากกว่า 160 แห่ง รวมถึง Meta, Dell และ Infosys ของอินเดีย ที่ไปร่วมเจรจาสนธิสัญญาฉบับนี้กล่าวก่อนหน้านี้ว่า คณะผู้แทนจะไม่เข้าร่วมการลงนามสนธิสัญญาในกรุงฮานอย

บริษัทเทคโนโลยีเคยเตือนว่า สนธิสัญญาดังกล่าวอาจทำให้ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์กลายเป็นอาชญากร และ “อนุญาตให้รัฐต่าง ๆ ร่วมมือกันในการกระทำความผิดทางอาญาเกือบทุกอย่างที่พวกเขาเลือกจะทำ”

CTA กล่าวระหว่างกระบวนการเจรจาว่า การที่หน่วยงานภาครัฐสามารถใช้อำนาจเกินขอบเขตนั้นก่อให้เกิด “ความเสี่ยงร้ายแรงต่อระบบไอทีของบริษัทที่ผู้คนหลายพันล้านคนต้องพึ่งพาในทุก ๆ วัน”

แอชตัน-ฮาร์ทกล่าวด้วยว่า ข้อตกลงระหว่างประเทศที่มีอยู่แล้วอย่างอนุสัญญาบูดาเปสต์ว่าด้วยอาชญากรรมไซเบอร์ (Budapest Convention on Cybercrime) มีแนวทางในการใช้ในลักษณะที่ “เคารพสิทธิ” มากกว่า

60 ประเทศลงนามสนธิสัญญาอาชญากรรมไซเบอร์

การที่ 60 ประเทศลงนามสนธิสัญญาอาชญากรรมไซเบอร์ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมทางไซเบอร์ที่ทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้นในยุคดิจิทัล อย่างไรก็ตาม ข้อกังวลจากกลุ่มสิทธิมนุษยชนและบริษัทเทคโนโลยีก็เป็นสิ่งที่ต้องนำมาพิจารณาอย่างรอบคอบ เพื่อให้มั่นใจว่าสนธิสัญญานี้จะไม่ถูกนำไปใช้ในทางที่ผิด

ความกังวลเกี่ยวกับสนธิสัญญาอาชญากรรมไซเบอร์

  • การละเมิดสิทธิส่วนบุคคล
  • การเซ็นเซอร์ข้อมูล
  • การใช้อำนาจโดยมิชอบโดยรัฐบาล

การถ่วงดุลระหว่างความมั่นคงทางไซเบอร์และสิทธิมนุษยชนจึงเป็นสิ่งสำคัญยิ่งในการนำสนธิสัญญานี้ไปปฏิบัติให้เกิดผลอย่างแท้จริง แม้ว่า 60 ประเทศลงนามสนธิสัญญาอาชญากรรมไซเบอร์ แต่การบังคับใช้ที่เป็นธรรมและโปร่งใสจะเป็นกุญแจสำคัญ

สนธิสัญญาฉบับนี้จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในโลกไซเบอร์อย่างแน่นอน ความร่วมมือระหว่างประเทศเป็นสิ่งสำคัญ แต่การปกป้องสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานก็ขาดไม่ได้เช่นกัน

ที่มา – 60 ประเทศลงนามสนธิสัญญาอาชญากรรมไซเบอร์ แม้กลุ่มสิทธิต่อต้าน

ทรัมป์-นายกฯ UK ลงนามข้อตกลงเทคโนโลยี กระชับสัมพันธ์

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ลงนามข้อตกลงความร่วมมือเทคโนโลยีร่วมกับผู้นำสหราชอาณาจักร พร้อมเชิดชูความสัมพันธ์ระหว่างทั้ง 2 ประเทศ ระหว่างการเยือน UK วันที่ 2

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวยกย่องความสัมพันธ์ที่ตัดไม่ขาดระหว่างสหรัฐฯ กับสหราชอาณาจักร ขณะที่เขากับนายกรัฐมนตรี เคียร์ สตาร์เมอร์ ได้ร่วมลงนามข้อตกลงด้านเทคโนโลยีครั้งใหญ่ในวันพฤหัสบดีที่ 18 ก.ย. 2568 ซึ่งเป็นวันที่ 2 ที่นายทรัมป์เดินทางเยือน UK

เมื่อวันพุธที่ผ่านมา สมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 ทรงจัดพิธีต้อนรับทรัมป์อย่างสมเกียรติ ที่พระราชวังวินด์เซอร์ ก่อนที่นายทรัมป์จะเดินทางไปยังบ้านพักตากอากาศเชคเกอร์สของ เซอร์ สตาร์เมอร์ เพื่อหารือกันในประเด็นที่ละเอียดอ่อน รวมถึงเรื่องสงครามในยูเครนและฉนวนกาซา

นายทรัมป์กับ เซอร์ สตาร์เมอร์ ได้ลงนามข้อตกลงความร่วมมือเพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์ในด้าน ปัญญาประดิษฐ์ (AI), คอมพิวเตอร์ควอนตัม และพลังงานนิวเคลียร์ การลงนามข้อตกลงทรัมป์-นายกฯ UK ลงนามข้อตกลงเทคโนโลยี ครั้งนี้ ถือเป็นการแสดงออกถึงความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาความร่วมมือด้านเทคโนโลยีขั้นสูงร่วมกัน

ในพิธีลงนามในวันพฤหัสบดี ซึ่งมีซีอีโอบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ของสหรัฐฯ หลายคนมาเข้าร่วม เซอร์ สตาร์เมอร์กล่าวว่า เขากับนายทรัมป์เป็นผู้นำที่ชื่นชอบกันอย่างแท้จริง และ “นี่คือแพ็กเกจการลงทุนที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์อังกฤษอย่างไม่ต้องสงสัย”

ด้านนายทรัมป์กล่าวว่า ข้อตกลงนี้เป็น “เรื่องที่ยิ่งใหญ่มาก” พร้อมเสริมเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับสหราชอาณาจักรซึ่งเป็นพันธมิตรสำคัญในองค์การ NATO ว่า “เรามีสายสัมพันธ์ที่ตัดไม่ขาด ไม่ว่าเราจะทำอะไรในวันนี้ก็ตาม”

การลงนามข้อตกลงดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ของสหรัฐฯ ทั้ง ไมโครซอฟต์, กูเกิล และแบล็กสโตน สัญญาจะลงทุนในสหราชอาณาจักรเป็นมูลค่า 1.5 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ

ข้อตกลงทรัมป์-นายกฯ UK ลงนามข้อตกลงเทคโนโลยีนี้ ครอบคลุมหลายด้านที่สำคัญต่ออนาคตของโลก รวมถึงปัญญาประดิษฐ์ ซึ่งเป็นสาขาที่มีการพัฒนาอย่างรวดเร็วและมีศักยภาพในการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตและการทำงานของเราอย่างมาก นอกจากนี้ คอมพิวเตอร์ควอนตัม ซึ่งเป็นเทคโนโลยีล้ำสมัยที่สามารถแก้ปัญหาที่ซับซ้อนเกินกว่าที่คอมพิวเตอร์ทั่วไปจะทำได้ ก็เป็นอีกหนึ่งในความร่วมมือที่สำคัญ

พลังงานนิวเคลียร์ก็เป็นอีกด้านหนึ่งที่ข้อตกลงดังกล่าวให้ความสำคัญ เนื่องจากเป็นแหล่งพลังงานที่สะอาดและเชื่อถือได้ ซึ่งสามารถช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้ นอกจากนี้ การลงทุนของบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ของสหรัฐฯ ในสหราชอาณาจักรก็เป็นสัญญาณบวกที่แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นในเศรษฐกิจของสหราชอาณาจักรและความมุ่งมั่นที่จะสร้างงานและโอกาสใหม่ๆ

ทรัมป์-นายกฯ UK ลงนามข้อตกลงเทคโนโลยี

การลงนามข้อตกลงทรัมป์-นายกฯ UK ลงนามข้อตกลงเทคโนโลยีครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงแค่การลงนามในกระดาษ แต่เป็นการแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและความตั้งใจจริงของทั้งสองประเทศที่จะร่วมมือกันเพื่อสร้างอนาคตที่ดีกว่าเดิมสำหรับประชาชนของตนและสำหรับโลกทั้งใบ

ความสำคัญของข้อตกลงเทคโนโลยี

ความร่วมมือด้านเทคโนโลยีเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในโลกปัจจุบัน เนื่องจากเทคโนโลยีมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ การพัฒนาสังคม และการแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่โลกกำลังเผชิญอยู่ การที่สหรัฐฯ และสหราชอาณาจักร ซึ่งเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีของโลก ได้ร่วมมือกัน จะช่วยส่งเสริมการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ และนำไปสู่การสร้างสรรค์นวัตกรรมที่จะเป็นประโยชน์ต่อมนุษยชาติ

  • ปัญญาประดิษฐ์ (AI)
  • คอมพิวเตอร์ควอนตัม
  • พลังงานนิวเคลียร์

การที่ผู้นำของทั้งสองประเทศให้ความสำคัญกับการลงนามข้อตกลงนี้ แสดงให้เห็นว่าพวกเขามองเห็นอนาคตและความสำคัญของเทคโนโลยีในการสร้างความเจริญรุ่งเรืองและความมั่นคงให้กับประเทศของตนและให้กับโลก

ข้อตกลงนี้เป็นก้าวสำคัญในการเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ และสหราชอาณาจักร และแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของทั้งสองประเทศที่จะร่วมมือกันเพื่อเผชิญกับความท้าทายต่างๆ ที่โลกกำลังเผชิญอยู่

ที่มา – ทรัมป์-นายกฯ UK ลงนามข้อตกลงเทคโนโลยี ชูความสัมพันธ์แน่นแฟ้น

Scroll to top