บังเกอร์

ตราด: ชาวบ้านชายแดน เร่งเข้าหลุมหลบภัย

สถานการณ์ตึงเครียดตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ที่จังหวัดตราดยังคงน่าจับตามอง ล่าสุดมีรายงานว่า ชาวบ้านชายแดนที่ตราด เร่งเข้าหลุมหลบภัย หวั่นเกรงว่าจะเกิดการปะทะหนักในช่วงกลางดึก ซ้ำรอยเหตุการณ์รุนแรงที่เกิดขึ้นเมื่อคืนก่อนหน้า ท่ามกลางบรรยากาศที่เงียบผิดปกติ ทำให้ความกังวลในหมู่ประชาชนเพิ่มสูงขึ้น

เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2568 ทีมข่าวได้ลงสำรวจพื้นที่บริเวณแนวชายแดนในตำบลชำราก อำเภอเมือง จังหวัดตราด พบว่าบรรยากาศโดยทั่วไปเต็มไปด้วยความตึงเครียด แม้ว่าสถานการณ์ภายนอกจะดูเงียบสงบ แต่ชาวบ้านในพื้นที่ยังคงรู้สึกหวาดกลัวและไม่ไว้วางใจ โดยมีเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองและชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) คอยดูแลรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด ตรวจตราบุคคลที่เดินทางเข้าออกพื้นที่อย่างละเอียด เพื่อป้องกันเหตุการณ์ไม่คาดฝันที่อาจจะเกิดขึ้นได้

ความหวาดกลัวต่อสถานการณ์ความรุนแรงที่อาจปะทุขึ้นอีกครั้ง ทำให้ ชาวบ้านชายแดนที่ตราด เร่งเข้าหลุมหลบภัย เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ โดยเฉพาะความกังวลเกี่ยวกับการใช้อาวุธหนักจากฝั่งกัมพูชา ทำให้หลายครอบครัวตัดสินใจที่จะใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่ในหลุมหลบภัย เพื่อความปลอดภัยของตนเองและครอบครัว แม้ว่าในขณะนี้จะยังไม่มีสัญญาณของการปะทะเกิดขึ้นก็ตาม

ชาวบ้านรายหนึ่งในพื้นที่เปิดเผยว่า ความเงียบที่เกิดขึ้นในวันนี้กลับสร้างความกังวลใจมากกว่าเดิม เพราะไม่มีใครทราบได้ว่าจะเกิดเหตุการณ์รุนแรงขึ้นเมื่อใด หลายคนต้องใช้ชีวิตอยู่ในบังเกอร์มาหลายวันติดต่อกันแล้ว และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าสถานการณ์จะคลี่คลายไปในทิศทางที่ดีขึ้นโดยเร็ว เพื่อที่จะได้กลับมาใช้ชีวิตตามปกติสุขได้อีกครั้ง

ชาวบ้านชายแดนที่ตราด เร่งเข้าหลุมหลบภัย

นอกจากความกังวลและความหวาดกลัวที่เกิดขึ้นแล้ว ชาวบ้านในพื้นที่ยังได้ฝากส่งกำลังใจและความห่วงใยไปยังทหารที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่แนวหน้า ขอให้ทุกนายปลอดภัยและปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเข้มแข็ง ท่ามกลางสถานการณ์ชายแดนที่ยังคงมีความเปราะบางและความไม่แน่นอนสูง

สถานการณ์ชายแดนตึงเครียด ชาวบ้านชายแดนที่ตราด เร่งเข้าหลุมหลบภัย

สถานการณ์ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ยังคงเป็นที่จับตามองอย่างใกล้ชิดจากทุกฝ่าย ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนทั่วไป การเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัย เพื่อลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อชีวิตและทรัพย์สิน

การดำเนินชีวิตภายใต้สถานการณ์ความไม่แน่นอนเช่นนี้ ถือเป็นความยากลำบากอย่างยิ่งสำหรับ ชาวบ้านชายแดนที่ตราด เร่งเข้าหลุมหลบภัย พวกเขาต้องเผชิญกับความเครียด ความวิตกกังวล และความหวาดกลัวอย่างต่อเนื่อง การได้รับความช่วยเหลือและสนับสนุนจากทุกภาคส่วนจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้พวกเขาสามารถผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ไปได้

หน่วยงานภาครัฐและองค์กรต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ควรเร่งให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมแก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบตามแนวชายแดน รวมถึงให้การสนับสนุนด้านจิตใจ เพื่อบรรเทาความเครียดและความวิตกกังวลที่เกิดขึ้น นอกจากนี้ การสร้างความเข้าใจและความร่วมมือระหว่างประเทศเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้นอย่างยั่งยืน

ทางออกที่ดีที่สุดสำหรับสถานการณ์นี้คือการเจรจาและการแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธี เพื่อหลีกเลี่ยงการสูญเสียและความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น การสร้างความเข้าใจและความไว้วางใจซึ่งกันและกันเป็นสิ่งสำคัญในการสร้างสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค

ในขณะที่สถานการณ์ยังคงไม่แน่นอน การเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉิน การดูแลสุขภาพกายและใจ และการให้กำลังใจซึ่งกันและกัน เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัย ขอเป็นกำลังใจให้ทุกท่านปลอดภัยและสามารถกลับมาใช้ชีวิตตามปกติสุขได้โดยเร็ว

ที่มา – ชาวบ้านชายแดนที่ตราด เร่งเข้าหลุมหลบภัย หวั่นปะทะหนักกลางดึกซ้ำรอยคืนก่อน

ชาวบ้านสร้างหลุมหลบภัยแทนอพยพ ฝากทหารเป็นของขวัญปีใหม่

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาในพื้นที่ อ.บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์ ยังคงตึงเครียด แม้จะมีศูนย์พักพิงสำหรับผู้ที่ต้องการอพยพ แต่ชาวบ้านบางส่วนเลือกที่จะ “ชาวบ้านสร้างหลุมหลบภัยแทนอพยพ” พวกเขาลงทุนสร้างบังเกอร์หลุมหลบภัยส่วนตัว เพื่อใช้เป็นที่กำบังในกรณีฉุกเฉิน แสดงให้เห็นถึงความห่วงใยในทรัพย์สินและความมุ่งมั่นที่จะปกป้องบ้านเกิดของตนเอง

ชาวบ้านสร้างหลุมหลบภัยแทนอพยพ

เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า แม้จะยังได้ยินเสียงปืนดังจากชายแดนสุรินทร์เป็นระยะ แต่ชาวบ้านใน อ.บ้านกรวดจำนวนหนึ่งตัดสินใจที่จะไม่ทิ้งบ้าน พวกเขาลงทุนซื้อท่อซีเมนต์ จ้างรถแบคโฮ และรถบรรทุก 6 ล้อ เพื่อขุดหลุมหลบภัยในบริเวณบ้านของตนเอง นอกจากนี้ ยังเตรียมพร้อมขนย้ายสิ่งของจำเป็นใส่รถยนต์ส่วนตัว เพื่อรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเลวร้ายลง

นายพล นนทบท ชาวบ้านวัย 52 ปี จาก อ.บ้านกรวด เปิดเผยว่า เขาไม่สะดวกที่จะอพยพไปยังศูนย์พักพิง จึงตัดสินใจสร้างบังเกอร์หลุมหลบภัย เพื่อเป็นที่หลบภัยสำหรับตนเองและเพื่อนบ้าน “ชาวบ้านสร้างหลุมหลบภัยแทนอพยพ” เป็นการป้องกันไว้ก่อน หากสถานการณ์ไม่รุนแรงก็ถือว่าเป็นเรื่องดีไป

ในหมู่บ้านของนายพล มีชาวบ้านอพยพไปยังศูนย์พักพิงกว่า 70% แต่เขาและเพื่อนบ้านที่เหลือเลือกที่จะอยู่ต่อ เพื่อดูแลทรัพย์สินและช่วยผู้นำชุมชน รวมถึง ชรบ. รักษาความปลอดภัยให้กับหมู่บ้าน การตัดสินใจ “ชาวบ้านสร้างหลุมหลบภัยแทนอพยพ” แสดงให้เห็นถึงความสามัคคีและความเสียสละของคนในชุมชน

ความสำคัญของหลุมหลบภัยที่ชาวบ้านสร้างขึ้น

การที่ชาวบ้านตัดสินใจสร้างหลุมหลบภัยด้วยตนเอง สะท้อนให้เห็นถึงความรู้สึกไม่มั่นคงและความกังวลต่อสถานการณ์ชายแดน พวกเขาต้องการที่จะพึ่งพาตนเองและเตรียมพร้อมรับมือกับภัยคุกคามที่อาจเกิดขึ้น หลุมหลบภัยเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่ที่กำบัง แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ของความเข้มแข็งและความสามัคคีของชุมชนอีกด้วย

  • การเตรียมพร้อม: หลุมหลบภัยช่วยให้ชาวบ้านมีสถานที่ปลอดภัยในกรณีฉุกเฉิน
  • ความอุ่นใจ: การมีหลุมหลบภัยทำให้ชาวบ้านรู้สึกอุ่นใจและมั่นใจมากขึ้น
  • การพึ่งพาตนเอง: การสร้างหลุมหลบภัยด้วยตนเองแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการพึ่งพาตนเอง

นอกจากนี้ ชาวบ้านยังได้ฝากกำลังใจไปยังทหารที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่แนวหน้า ขอให้ทหารทุกนายสู้เพื่อรักษาอธิปไตยของชาติ และหวังว่าสถานการณ์จะไม่ยืดเยื้อเกินไปนัก พวกเขาปรารถนาให้ทหารไทยได้รับชัยชนะกลับมา เพื่อเป็นของขวัญปีใหม่ให้กับคนไทยทั้งประเทศ เพื่อให้ทุกคนได้ร่วมเฉลิมฉลองปีใหม่ด้วยกันอย่างมีความสุข

สิ่งที่ชาวบ้านทำนั้น แสดงถึงความรักชาติและความห่วงใยต่อกองทัพที่เสียสละ พวกเขาไม่ได้เพียงแค่ปกป้องตนเอง แต่ยังส่งกำลังใจให้ทหารหาญที่ปกป้องประเทศชาติอีกด้วย สิ่งที่ “ชาวบ้านสร้างหลุมหลบภัยแทนอพยพ” ไม่ใช่แค่ที่หลบภัย แต่มันคือสัญลักษณ์ของความกล้าหาญ ความสามัคคี และความรักชาติที่ฝังลึกอยู่ในใจของคนไทย

ที่มา – ชาวบ้านสร้างหลุมหลบภัยแทนอพยพ ฝากทหารรักษาอธิปไตย เพื่อเป็นของขวัญปีใหม่

บ้านหนองหญ้าแก้ว: ชาวบ้านหลบภัย ตรึงกำลังเข้ม

สถานการณ์ล่าสุดที่บ้านหนองหญ้าแก้ว เมื่อเวลา 19.22 น. ชาวบ้านเริ่มทยอยเข้าไปหลบในบังเกอร์ เจ้าหน้าที่ยังคงตรึงกำลังเข้ม เฝ้าระวังสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง

จากรายงานของผู้สื่อข่าว สถานการณ์ที่บ้านหนองหญ้าแก้ว อ.โคกสูง จ.สระแก้ว หลังเกิดเหตุการณ์ความไม่สงบที่บริเวณชายแดน โดยมีรายงานว่าฝ่ายกัมพูชาใช้อาวุธปืนเล็ก ยิงเข้ามาบริเวณบังเกอร์ฝั่งไทย ซึ่งกองกำลังบูรพา (กกล.บูรพา) ได้ดำเนินการยิงเตือนและตอบโต้เหตุการณ์ดังกล่าว ใช้เวลาประมาณ 10 นาที สถานการณ์จึงกลับสู่สภาวะปกติ จากการตรวจสอบเบื้องต้น ฝ่ายไทยไม่พบการสูญเสียใดๆ

ณ เวลา 19.22 น. เจ้าหน้าที่ทหาร, ชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ยังคงตรึงกำลังในพื้นที่ 100% เพื่อเฝ้าระวังอย่างเข้มงวด ต่อมาพบว่ามีชาวบ้านบางส่วนเริ่มวิ่งเข้าไปหลบภัยในหลุมหลบภัยที่จัดเตรียมไว้

บ้านหนองหญ้าแก้ว: ชาวบ้านหลบภัยในบังเกอร์

สถานการณ์ตึงเครียดที่บ้านหนองหญ้าแก้ว ทำให้หลายฝ่ายกังวลถึงความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่ เจ้าหน้าที่ยังคงเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝัน

มาตรการช่วยเหลือประชาชนที่บ้านหนองหญ้าแก้ว

หน่วยงานภาครัฐได้เตรียมพร้อมมาตรการช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัย โดยมีการจัดเตรียมอาหาร น้ำดื่ม และสิ่งของจำเป็นอื่นๆ ไว้ให้พร้อม นอกจากนี้ ยังมีการจัดกำลังเจ้าหน้าที่ดูแลความปลอดภัย และให้คำแนะนำแก่ประชาชนในการปฏิบัติตนเมื่อเกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน

การอพยพประชาชนออกจากพื้นที่เสี่ยงภัย เป็นอีกหนึ่งมาตรการที่อาจถูกนำมาใช้ หากสถานการณ์มีความรุนแรงมากขึ้น โดยมีการเตรียมแผนการอพยพ และจัดเตรียมสถานที่รองรับผู้ที่ได้รับผลกระทบไว้แล้ว

อย่างไรก็ตาม จนถึงขณะนี้ ยังไม่มีคำสั่งให้อพยพประชาชนออกจากพื้นที่บ้านหนองหญ้าแก้ว เจ้าหน้าที่ยังคงประเมินสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง และจะแจ้งให้ประชาชนทราบ หากมีความจำเป็นต้องอพยพ

สิ่งที่สำคัญที่สุดในขณะนี้ คือการที่ประชาชนในพื้นที่ต้องตั้งสติ และปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่อย่างเคร่งครัด เพื่อความปลอดภัยของตนเองและครอบครัว

นอกจากนี้ ประชาชนควรติดตามข่าวสารจากแหล่งข่าวที่เชื่อถือได้ และหลีกเลี่ยงการเผยแพร่ข้อมูลที่ไม่เป็นความจริง ซึ่งอาจก่อให้เกิดความตื่นตระหนก และความสับสน

สถานการณ์ชายแดนเป็นสิ่งที่ละเอียดอ่อน และมีความผันผวนอยู่เสมอ การมีสติ และความร่วมมือจากทุกฝ่าย จึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้เราสามารถผ่านพ้นวิกฤตนี้ไปได้

เป็นกำลังใจให้พี่น้องประชาชนชาวบ้านหนองหญ้าแก้ว และขอให้สถานการณ์คลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้นโดยเร็ว

ที่มา – ที่บ้านหนองหญ้าแก้ว ชาวบ้านเริ่มเข้าไปหลบในบังเกอร์ เจ้าหน้าที่ตรึงกำลังเข้ม

กองทุนหทัยทิพย์ เร่งสร้างหลุมบุคคลคู่ ปกป้องทหาร

ความคืบหน้าล่าสุดจาก “กองทุนหทัยทิพย์” ที่กำลังเร่งสร้างบังเกอร์และหลุมหลบภัยในพื้นที่ชายแดน กองทัพภาคที่ 2 เดินหน้าสร้างหลุมบุคคลคู่จำนวน 256 แห่ง ควบคู่ไปกับหลุมหลบภัยสำหรับประชาชนอีก 7 แห่ง โครงการนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อปกป้องกำลังพลและประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังเหตุการณ์โดรนจากกัมพูชาทิ้งระเบิดบริเวณช่องอานม้า

เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2568 พลโทวีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 ได้ลงพื้นที่ตรวจความคืบหน้าโครงการก่อสร้างฐานที่มั่นกำบัง (หลุมบุคคลคู่) ภายใต้โครงการ “กองทุนหทัยทิพย์” ของมูลนิธิจุฬาภรณ์ ณ ฐานปฏิบัติการแดนไกล ช่องอานม้า อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี การลงพื้นที่ครั้งนี้เกิดขึ้นภายหลังจากสถานการณ์ปะทะตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งก่อนหน้านี้กำลังพลไทยต้องเผชิญกับความเสี่ยงเนื่องจากขาดที่กำบัง ทำให้มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตจากเหตุโดรนโจมตี

กองทุนหทัยทิพย์ เร่งสร้างหลุมบุคคลคู่ให้ทหาร 256 จุด หลุมหลบภัยชาวบ้าน 7 แห่ง

พลโทวีระยุทธ กล่าวว่า โครงการนี้เป็นความร่วมมือระหว่างกองทัพภาคที่ 2 และกองกำลังสุรนารี โดยมีเป้าหมายหลักในการเสริมสร้างความปลอดภัยให้แก่กำลังพลและประชาชนที่อาศัยอยู่ตามแนวชายแดน ปัจจุบันได้ดำเนินการก่อสร้างหลุมบุคคลคู่แล้ว 256 แห่ง และหลุมหลบภัยสำหรับประชาชนอีก 7 แห่ง ครอบคลุมพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี ศรีสะเกษ สุรินทร์ และบุรีรัมย์

ในการลงพื้นที่ครั้งนี้ พลตรีสมภพ ภาระเวช ผู้บัญชาการกองกำลังสุรนารี, พลตรี กิติศักดิ์ ถารวร ผู้บัญชาการกองพลพัฒนา 2 และพันเอก คุณนิธ สิทธิชัยกานต์ ผู้บังคับการช่างที่ 2 พัน 202 ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักในการก่อสร้าง ได้รายงานความคืบหน้าของโครงการให้แม่ทัพภาคที่ 2 ทราบ

ความสำคัญของหลุมบุคคลคู่จากกองทุนหทัยทิพย์

แม่ทัพภาคที่ 2 ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการสร้างฐานที่มั่นกำบัง หรือบังเกอร์ ในพื้นที่เสี่ยงภัย โดยระบุว่าเป็นการปกป้องชีวิตนักรบชายแดน พร้อมทั้งขอบคุณทุกภาคส่วนที่ให้การสนับสนุนโครงการกองทุนหทัยทิพย์ ซึ่งช่วยให้กำลังพลสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างปลอดภัยและมั่นใจยิ่งขึ้น

“ไทยนี้รักสงบ แต่หากจำเป็นต้องปกป้องอธิปไตย เราก็พร้อมปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มกำลัง” แม่ทัพภาคที่ 2 กล่าว

โครงการก่อสร้างหลุมบุคคลคู่และหลุมหลบภัยยังคงเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความพร้อมและความปลอดภัยสูงสุดให้กับทั้งกำลังพลและประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่แนวชายแดนไทย-กัมพูชา

โครงการนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและความห่วงใยของกองทัพและทุกภาคส่วนในการดูแลความปลอดภัยของประชาชนและทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดน การมีหลุมบุคคลคู่และหลุมหลบภัยที่ได้มาตรฐานจะช่วยลดความเสี่ยงและเพิ่มความมั่นใจในการปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมาก

ที่มา – “กองทุนหทัยทิพย์” เร่งสร้างหลุมบุคคลคู่ให้ทหาร 256 จุด หลุมหลบภัยชาวบ้าน 7 แห่ง

Scroll to top