บัตรทอง

“ศศิกานต์” กระทุ้ง “หมอฮา-สุภัทร” ขุดสปสช. ให้สุด หลังพบค่าบริหารสำนักงานสูงผิดปกติเกือบ 50%

กลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมให้ความสนใจอย่างมาก สำหรับกรณีงบประมาณกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือที่เรารู้จักกันในนามบัตรทอง เมื่อนางสาวศศิกานต์ วัฒนะจันทร์ รองโฆษกพรรครวมไทยสร้างชาติ ได้ออกมาเรียกร้องให้ นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ หรือ “หมอฮา” เดินหน้าตรวจสอบกรณี“ศศิกานต์” กระทุ้ง “หมอฮา-สุภัทร” ขุดสปสช. ให้สุด หลังพบค่าบริหารสำนักงานสูงผิดปกติเกือบ 50% เพื่อความโปร่งใสและผลประโยชน์ของประชาชนผู้ถือสิทธิทั่วประเทศ

“ศศิกานต์” กระทุ้ง “หมอฮา-สุภัทร” ขุดสปสช. ให้สุด หลังพบค่าบริหารสำนักงานสูงผิดปกติเกือบ 50%

แม้ทาง สปสช. จะออกมาชี้แจงถึงที่มาที่ไปของงบประมาณกว่า 179,528 ล้านบาท ว่ามีการกระจายไปยังส่วนต่างๆ ทั้งโรงพยาบาลเอกชน คลินิก บริการหมอออนไลน์ และค่ายา แต่ข้อกังขาเรื่องประสิทธิภาพการจัดการยังคงเป็นคำถามตัวโตที่ประชาชนต้องการคำตอบ การที่ตัวเลขงบบริหารสำนักงานพุ่งสูงขึ้นอย่างน่าตกใจในปี 2569 ยิ่งทำให้หลายฝ่ายเกิดความสงสัยถึงความคุ้มค่าในการใช้งบภาษีประชาชน

เจาะลึก 3 ประเด็นที่ต้องตรวจสอบให้ชัดเจน

นางสาวศศิกานต์ได้ระบุถึงประเด็นสำคัญที่ควรจับตาดูเป็นพิเศษ ได้แก่:

  • โครงสร้างการทำงาน: สปสช. ทำหน้าที่คล้ายบริษัทประกันสุขภาพรัฐที่ได้รับเงินเหมาหัวล่วงหน้า แต่กลับมีคำถามว่าเหตุใดโรงพยาบาลที่เป็นด่านหน้าในการรักษาจริงจึงยังประสบปัญหาขาดทุนสะสม
  • งบบริหารสำนักงานที่สูงเกินจริง: จากปี 2568 ที่ใช้งบ 1,564 ล้านบาท แต่ปี 2569 กลับขอเพิ่มเป็น 2,306 ล้านบาท ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นเกือบ 50% ถือเป็นตัวเลขที่สูงเกินไปจนน่าสงสัยว่ามีการบริหารจัดการที่โปร่งใสจริงหรือไม่
  • ความคุ้มค่าของโครงการย่อย: โดยเฉพาะงบประมาณด้านการฝึกอบรมสัมมนาบุคลากรที่พบว่าสูงกว่าปกติอย่างมาก

ด้วยเหตุนี้ การที่ “ศศิกานต์” กระทุ้ง “หมอฮา-สุภัทร” ขุดสปสช. ให้สุด หลังพบค่าบริหารสำนักงานสูงผิดปกติเกือบ 50% จึงไม่ใช่เรื่องของการเมืองเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของธรรมาภิบาลในองค์กรภาครัฐที่ดูแลสุขภาพของคนไทยกว่า 47 ล้านคน นอกจากนี้ ยังมีการเรียกร้องให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขในฐานะประธานบอร์ด สปสช. ลงมาตรวจสอบเรื่องนี้ด้วยตัวเอง เพื่อเรียกความเชื่อมั่นจากประชาชนกลับคืนมา

ในฐานะประชาชน เราต่างหวังเห็นการใช้งบประมาณอย่างคุ้มค่าที่สุด โดยเฉพาะเงินที่นำมาใช้เพื่อความเป็นอยู่และสุขภาพของเด็กและผู้สูงอายุที่ต้องพึ่งพาสิทธิบัตรทอง หากพบความไม่ชอบมาพากล การตรวจสอบโดย สตง. ถือเป็นทางออกที่ดีที่สุดเพื่อให้ความจริงปรากฏชัดเจนต่อสาธารณชน

ที่มา – “ศศิกานต์” กระทุ้ง “หมอฮา-สุภัทร” ขุดสปสช. ให้สุด หลังพบค่าบริหารสำนักงานสูงผิดปกติเกือบ 50%

เจาะลึกงบบัตรทอง 60,000 ล้าน ไม่หายไปไหน สปสช. ต้องชี้แจง

เจาะลึกงบบัตรทอง 60,000 ล้าน ไม่หายไปไหน สปสช. ต้องชี้แจง

กลายเป็นประเด็นที่หลายคนกำลังจับตามอง สำหรับงบประมาณกองทุนบัตรทองในปี 2568 ซึ่งมีมูลค่ามหาศาลกว่า 60,000 ล้านบาท ที่มีการตั้งคำถามว่าเงินจำนวนนี้หายไปไหน โดยนายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้ออกมาไขข้อข้องใจและยืนยันว่า งบบัตรทอง 60,000 ล้าน ไม่หายไปไหน อย่างแน่นอน พร้อมกำชับให้ สปสช. เร่งทำความเข้าใจกับประชาชนให้ชัดเจนที่สุด เพื่อความโปร่งใสและตรวจสอบได้

นายพัฒนาอธิบายว่า ในระบบสาธารณสุขไทยมีโครงสร้างงบประมาณที่ซับซ้อน โดยงบประมาณที่ สปสช. ได้รับนั้นไม่ได้ถูกจัดสรรลงไปที่โรงพยาบาลในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีการกระจายตัวไปยังหน่วยบริการอื่น ๆ อีกมากมาย อาทิ โรงพยาบาลนอกสังกัดกระทรวงฯ คลินิกเอกชน และหน่วยบริการในสังกัดกรุงเทพมหานคร ดังนั้น การที่หลายคนสงสัยว่า งบบัตรทอง 60,000 ล้าน ไม่หายไปไหน นั้น แท้จริงแล้วเป็นเรื่องของการบริหารจัดการและการจัดสรรงบประมาณไปยังภาคส่วนต่าง ๆ เพื่อให้ประชาชนกว่า 80% ของประเทศสามารถเข้าถึงบริการสุขภาพได้อย่างทั่วถึง

รายละเอียดการกระจายงบประมาณที่โปร่งใส

เพื่อให้เกิดความกระจ่าง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขได้สั่งการให้ สปสช. ดำเนินการดังนี้:

  • จัดทำรายละเอียดเส้นทางการเงินให้ชัดเจนว่าเงินถูกจัดสรรไปที่ใดบ้าง
  • แจกแจงรายการการใช้จ่ายของหน่วยบริการทั้งภาครัฐและเอกชน
  • แสดงหลักฐานการปฏิบัติงานจริงเพื่อให้มั่นใจว่าเงินภาษีประชาชนถูกนำไปใช้อย่างคุ้มค่า

นอกจากนี้ ยังมีการเน้นย้ำถึงพระราชบัญญัติปฐมภูมิ ปี 2562 ซึ่งจะเป็นเครื่องมือสำคัญในการวางมาตรฐานการให้บริการสุขภาพ ให้ครอบคลุมทุกหน่วยบริการ ไม่ว่าจะเป็นของรัฐหรือเอกชนที่ขึ้นทะเบียนกับ สปสช. เพื่อให้มั่นใจได้ว่าแม้เงินจะถูกจัดสรรไปยังส่วนต่าง ๆ แต่มาตรฐานการดูแลประชาชนต้องเป็นไปตามเกณฑ์ที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนดไว้

ในมุมมองของเรา นี่ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการยกระดับธรรมาภิบาลในระบบสาธารณสุขไทย การตั้งคำถามว่า งบบัตรทอง 60,000 ล้าน ไม่หายไปไหน ไม่ใช่เรื่องเสียหาย แต่เป็นการกระตุ้นให้หน่วยงานรัฐต้องทำงานด้วยความโปร่งใสมากยิ่งขึ้น ซึ่งท้ายที่สุดแล้ว ประชาชนผู้ใช้สิทธิทุกคนจะเป็นผู้ได้รับประโยชน์จากการตรวจสอบที่เข้มข้นนี้ครับ

ที่มา – “พัฒนา” ย้ำงบบัตรทอง 60,000 ล้าน ไม่หายไปไหน กำชับ สปสช. ต้องแจงรายละเอียดให้ชัด

ปลัด สธ. ยันไม่มีใครคิดล้ม “บัตรทอง” แต่ต้องปฏิรูป

เชื่อว่าหลายคนคงได้ยินกระแสข่าวเกี่ยวกับอนาคตของระบบสาธารณสุขไทย โดยเฉพาะประเด็นเรื่องงบประมาณที่ตึงตัว ซึ่งล่าสุด นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ได้ออกมาให้ความชัดเจนว่า ปลัด สธ. ยันไม่มีใครคิดล้ม “บัตรทอง” แต่ต้องปฏิรูป เพื่อให้ระบบนี้อยู่รอดและเป็นที่พึ่งของประชาชนได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว

ปลัด สธ. ยันไม่มีใครคิดล้ม “บัตรทอง” แต่ต้องปฏิรูป เพื่อความยั่งยืน

ปัญหาที่โรงพยาบาลรัฐต้องเผชิญในปัจจุบันไม่ใช่เรื่องเล่นๆ หลายแห่งประสบภาวะขาดสภาพคล่องอย่างหนักจนเข้าใกล้สภาวะล้มละลาย ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อคุณภาพการบริการผู้ป่วย เช่น การลดปริมาณยาหรือเปลี่ยนยี่ห้อยา สิ่งเหล่านี้คือสัญญาณเตือนว่าระบบบริหารจัดการกองทุนจำเป็นต้องได้รับการปรับปรุงขนานใหญ่ เพื่อให้การจัดสรรงบประมาณสะท้อนต้นทุนจริงและมีความโปร่งใสมากที่สุด

เหตุผลที่ต้องปฏิรูปบัตรทองให้ทันท่วงที

นอกจากประเด็นเรื่องงบประมาณแล้ว การปรับปรุงธรรมาภิบาลของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องถือเป็นหัวใจสำคัญ ปลัด สธ. ยันไม่มีใครคิดล้ม “บัตรทอง” แต่ต้องปฏิรูป เพื่อขจัดช่องโหว่ในการบริหารงาน โดยมีข้อเสนอสำคัญ 6 ประการ ได้แก่:

  • จัดสรรงบเพิ่มให้สอดคล้องกับต้นทุนการรักษาจริง
  • เน้นการใช้งบประมาณอย่างคุ้มค่าโดยจัดลำดับความสำคัญให้ชัดเจน
  • จัดตั้งกองทุนปฐมภูมิเพื่อส่งเสริมสุขภาพเชิงรุก
  • สร้างระบบตรวจสอบที่โปร่งใสในบอร์ดบริหาร
  • หยุดเพิ่มสิทธิประโยชน์ใหม่โดยไม่มีงบรองรับ
  • แยกงบเงินเดือนบุคลากรออกจากงบเหมาจ่ายรายหัว

การกล้ายอมรับความจริงว่าระบบกำลังมีปัญหา คือก้าวแรกที่สำคัญที่สุดในการแก้ไขปัญหาให้ยั่งยืน หากเราไม่เริ่มปฏิรูปตั้งแต่วันนี้ ภาระทางการเงินที่โรงพยาบาลรัฐต้องแบกรับอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนผู้ใช้สิทธิทุกคนในอนาคตอันใกล้ ความร่วมมือของทุกฝ่ายคือสิ่งเดียวที่จะทำให้ระบบหลักประกันสุขภาพของไทยกลับมาเข้มแข็งและมีคุณภาพได้อีกครั้ง

ที่มา – ปลัด สธ. ยันไม่มีใครคิดล้ม “บัตรทอง” แต่ต้องปฏิรูป หลัง รพ.รัฐขาดทุนหนักเสี่ยงล้มละลายในอนาคต

รัฐบาลปัดข้อกล่าวหานำงบบัตรทองไปจัดงานอีเวนต์ เพื่อความโปร่งใส

กลายเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจอย่างมากสำหรับกรณีการบริหารจัดการงบประมาณกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือที่เราคุ้นเคยกันดีในชื่อ รัฐบาลปัดข้อกล่าวหานำงบบัตรทองไปจัดงานอีเวนต์ พร้อมเปิดรับทุกการตรวจสอบเพื่อความโปร่งใส หลังจากที่มีกระแสวิพากษ์วิจารณ์ว่ามีการนำงบประมาณในส่วนของการรักษาพยาบาลไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ ล่าสุดทางรัฐบาลได้ออกมาเคลื่อนไหวเพื่อทำความเข้าใจกับประชาชนให้ชัดเจนยิ่งขึ้น

รัฐบาลปัดข้อกล่าวหานำงบบัตรทองไปจัดงานอีเวนต์ พร้อมเปิดรับทุกการตรวจสอบเพื่อความโปร่งใส

นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาชี้แจงว่า งบประมาณกว่า 60,000 ล้านบาทนั้นไม่ได้หายไปไหน แต่มีการกระจายตัวไปยังหน่วยบริการประเภทต่าง ๆ อย่างเป็นระบบ เช่น โรงพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุข โรงเรียนแพทย์ และหน่วยงานท้องถิ่น เพื่อให้ประชาชนในทุกพื้นที่เข้าถึงบริการได้อย่างทั่วถึง การตรวจสอบในครั้งนี้จึงเปรียบเสมือนการยกระดับธรรมาภิบาลให้ดียิ่งขึ้น

รายละเอียดการตรวจสอบงบประมาณบัตรทอง

เพื่อให้เกิดความกระจ่างแก่สังคม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขได้สั่งการให้ สปสช. จัดทำข้อมูลเชิงลึกภายใน 7 วัน โดยประเด็นสำคัญที่ประชาชนควรทราบมีดังนี้:

  • งบประมาณที่กล่าวถึงถูกกระจายไปสู่หน่วยบริการจริง เพื่อรองรับภาระงานรักษาพยาบาล
  • ไม่มีการนำงบบัตรทองไปใช้จัดกิจกรรมหรืออีเวนต์ตามที่ถูกกล่าวหา
  • หากมีการจัดงานในโรงพยาบาล จะใช้เพียงงบประมาณเงินบำรุงตามระเบียบที่เกี่ยวข้องเท่านั้น
  • รัฐบาลพร้อมเปิดรับการตรวจสอบทุกขั้นตอนเพื่อยืนยันความบริสุทธิ์ใจ

รัฐบาลยืนยันว่าเป้าหมายสำคัญที่สุดคือการทำให้ระบบหลักประกันสุขภาพของไทยมีความเข้มแข็ง รัฐบาลปัดข้อกล่าวหานำงบบัตรทองไปจัดงานอีเวนต์ พร้อมเปิดรับทุกการตรวจสอบเพื่อความโปร่งใส อย่างจริงจัง โดยไม่มีนโยบายปกป้องผู้กระทำผิด พร้อมปรับปรุงกระบวนการจัดสรรงบประมาณให้สอดคล้องกับภาระงานจริงของบุคลากรทางการแพทย์ เพื่อให้ประชาชนกว่า 47 ล้านคนมั่นใจได้ว่าจะได้รับการบริการที่ดีที่สุด

ในมุมมองของเรา การที่รัฐบาลออกมาแสดงความชัดเจนและเปิดช่องให้มีการตรวจสอบงบประมาณอย่างเป็นรูปธรรมถือเป็นสัญญาณที่ดี เพราะความเชื่อมั่นของประชาชนคือหัวใจสำคัญของระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เราสนับสนุนให้ทุกภาคส่วนติดตามผลการตรวจสอบในอีก 7 วันข้างหน้าอย่างใกล้ชิด เพื่อให้ได้ข้อสรุปที่โปร่งใสและสร้างความสบายใจให้กับทุกฝ่ายครับ

ที่มา – รัฐบาลปัดข้อกล่าวหานำงบบัตรทองไปจัดงานอีเวนต์ พร้อมเปิดรับทุกการตรวจสอบเพื่อความโปร่งใส

“เท้ง” ยัน พรรคประชาชนไม่มีแนวคิด “ล้มโครงการ 30 บาทและบัตรทอง”

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในโลกออนไลน์เมื่อมีการตั้งคำถามถึงทิศทางนโยบายด้านสาธารณสุขของพรรคการเมืองน้องใหม่ ซึ่งวันนี้เราจะมาเคลียร์ชัดให้หายข้องใจกันครับว่า “เท้ง” ยัน พรรคประชาชนไม่มีแนวคิด “ล้มโครงการ 30 บาทและบัตรทอง” ตามที่หลายคนยังคงกังวลใจ เพราะโครงการนี้ถือเป็นหัวใจสำคัญของสวัสดิการภาครัฐที่ทุกคนต้องเข้าถึงอย่างเท่าเทียม

“เท้ง” ยัน พรรคประชาชนไม่มีแนวคิด “ล้มโครงการ 30 บาทและบัตรทอง”

นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ได้ออกมายืนยันผ่านช่องทางโซเชียลมีเดียว่า ข่าวลือเรื่องการล้มเลิกโครงการดังกล่าวไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด โดยพรรคยังคงยึดถือว่าระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าหรือบัตรทอง คือสิ่งที่ช่วยให้คนไทยทุกคนเข้าถึงบริการสาธารณสุขได้โดยไม่กังวลเรื่องฐานะทางการเงิน ซึ่งถือเป็นความภูมิใจของระบบสาธารณสุขไทยในระดับสากล

ทำความเข้าใจจุดยืน: ทำไมพรรคประชาชนถึงสนับสนุนบัตรทอง?

ในมุมมองของพรรคประชาชน การที่ “เท้ง” ยัน พรรคประชาชนไม่มีแนวคิด “ล้มโครงการ 30 บาทและบัตรทอง” นั้นไม่ได้แปลว่าเราจะปล่อยให้ระบบดำเนินไปแบบเดิมโดยไม่แก้ไข แต่เรากลับมองว่าถึงเวลาที่ต้องปฏิรูปให้ดียิ่งขึ้น โดยมีหลักการสำคัญดังนี้:

  • เน้นการแก้ไขที่ต้นตอของปัญหาการจัดการงบประมาณ
  • ยกระดับคุณภาพบริการให้มีความยั่งยืนมากขึ้น
  • รักษาขวัญและกำลังใจของบุคลากรทางการแพทย์อย่างจริงจัง
  • ประชาชนต้องไม่เสียสิทธิประโยชน์ และไม่มีภาระเพิ่มขึ้น

พรรคประชาชนยืนยันว่าการแก้ไขกฎหมาย พ.ร.บ. หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2545 จะต้องทำไปเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ไม่ใช่เพื่อลดทอนสิทธิของประชาชน เราจะพิจารณาร่างกฎหมายต่างๆ อย่างรอบคอบที่สุดเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของพี่น้องประชาชน และยินดีที่จะรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นตัวแทนโรงพยาบาล หรือองค์กรภาคประชาสังคม เพื่อให้การปฏิรูปครั้งนี้บรรลุผลสำเร็จสูงสุด

ในฐานะประชาชนผู้ใช้บริการ เราจึงสบายใจได้ว่าพรรคการเมืองยังคงให้ความสำคัญกับสวัสดิการขั้นพื้นฐาน ซึ่งเปรียบเสมือนหลักประกันศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ โดยพรรคจะมุ่งผลักดันให้คณะกรรมการ สปสช. มีตัวแทนจากภาคประชาชนและบุคลากรทางการแพทย์มากขึ้น เพื่อให้คนไข้ หมอ และโรงพยาบาล สามารถเดินไปข้างหน้าด้วยกันได้อย่างยั่งยืนที่สุดครับ

ที่มา – “เท้ง” ยัน พรรคประชาชนไม่มีแนวคิด “ล้มโครงการ 30 บาทและบัตรทอง”

ไทยติดอันดับ 8 ระบบสาธารณสุขดีที่สุดในโลก ปี 2026

เชื่อเลยว่าทุกคนต้องปลื้มใจไปกับข่าวดีล่าสุด เมื่อมีการจัดอันดับคุณภาพชีวิตระดับโลก โดยพบข้อมูลที่น่าภาคภูมิใจว่า ไทยติดอันดับ 8 ระบบสาธารณสุขดีที่สุดในโลก ปี 2026 ซึ่งถือเป็นเครื่องยืนยันชั้นดีว่ามาตรฐานการบริการสุขภาพของบ้านเรานั้นก้าวไกลไปมาก และเป็นเบอร์หนึ่งในภูมิภาคอาเซียนอีกด้วยครับ

ไทยติดอันดับ 8 ระบบสาธารณสุขดีที่สุดในโลก ปี 2026

การจัดอันดับครั้งนี้มาจากเว็บไซต์ Numbeo ซึ่งเป็นฐานข้อมูลระดับโลกที่รวบรวมรีวิวจากผู้ใช้งานจริงทั่วทุกมุมโลก โดยพิจารณาจากหลากหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นค่าครองชีพ คุณภาพชีวิต และที่สำคัญที่สุดคือคุณภาพของระบบสาธารณสุข ซึ่งประเทศไทยเราทำคะแนนได้สูงถึง 77.5 คะแนน แซงหน้าหลายประเทศในยุโรปและเอเชียขึ้นมาติด Top 10 ได้สำเร็จครับ

ทำไมไทยติดอันดับ 8 ระบบสาธารณสุขดีที่สุดในโลก ปี 2026 ถึงเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้น?

สาเหตุหลักที่ทำให้เราได้รับคำชมเชยในระดับสากล ไม่ใช่แค่เรื่องของความทันสมัยของอุปกรณ์ทางการแพทย์เพียงอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของการเข้าถึงบริการที่ครอบคลุม โดยเฉพาะนโยบายที่รัฐบาลพยายามผลักดันอย่างต่อเนื่อง:

  • สิทธิบัตรทองหรือ 30 บาทรักษาทุกที่: ช่วยให้คนไทยเข้าถึงการรักษาที่มีคุณภาพได้โดยไม่ต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่าย
  • การยกระดับบริการด้วยเทคโนโลยี: การใช้บัตรประชาชนใบเดียวในการรักษาที่เชื่อมโยงข้อมูลสุขภาพทั่วประเทศ
  • ความเชี่ยวชาญของบุคลากรทางการแพทย์: แพทย์และพยาบาลไทยมีความเชี่ยวชาญเป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ
  • โครงสร้างพื้นฐานที่พร้อม: มีโรงพยาบาลทั้งรัฐและเอกชนที่มีมาตรฐานสูงรองรับการรักษาโรคทั่วไปจนถึงโรคซับซ้อน

ด้วยระบบที่แข็งแกร่งนี้ ทำให้ประเทศไทยกลายเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมของนักท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Medical Tourism) ที่ต้องการมาใช้บริการรักษาพยาบาลด้วยคุณภาพระดับโลกในราคาที่สมเหตุสมผล ซึ่งส่งผลดีต่อเศรษฐกิจภาพรวมของประเทศอย่างมหาศาลครับ

ในมุมมองของผม ความสำเร็จนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของนโยบาย แต่เป็นความร่วมมือจากบุคลากรทางการแพทย์ทุกภาคส่วนที่เสียสละทำงานหนัก เพื่อให้คนไทยทุกคนเข้าถึงสุขภาพที่ดีได้ หากเปรียบเทียบกับนานาชาติแล้ว เราสามารถพูดได้อย่างเต็มปากว่าการสาธารณสุขไทยคือหนึ่งในความภาคภูมิใจที่เราควรช่วยกันรักษาและพัฒนาต่อไปให้ดียิ่งขึ้น เพื่อก้าวไปสู่จุดที่สูงกว่านี้ในอนาคตครับ

ที่มา – รัฐบาลปลื้ม ไทยติดอันดับ 8 ระบบสาธารณสุขดีที่สุดในโลก ปี 2026 ตอกย้ำบริการคุณภาพ รักษาเข้าถึงทุกคน

รัฐบาล ย้ำสิทธิบัตรทอง ครอบคลุมแพทย์แผนไทย นวด–สมุนไพร–ฟื้นฟูแม่หลังคลอด

รัฐบาล ย้ำสิทธิบัตรทอง ครอบคลุมแพทย์แผนไทย นวด–สมุนไพร–ฟื้นฟูแม่หลังคลอด

ข่าวดีสำหรับผู้ใช้สิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือที่เรารู้จักกันดีในชื่อ สิทธิบัตรทอง ล่าสุดทางรัฐบาลได้ออกมาเน้นย้ำถึงความสำคัญของการเข้าถึงบริการสุขภาพวิถีไทย โดยยืนยันว่า รัฐบาล ย้ำสิทธิบัตรทอง ครอบคลุมแพทย์แผนไทย นวด–สมุนไพร–ฟื้นฟูแม่หลังคลอด เพื่อมุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนไทยให้ครอบคลุมทุกมิติ ทั้งการรักษา การฟื้นฟู และการส่งเสริมสุขภาพด้วยภูมิปัญญาไทยที่ได้มาตรฐาน

สำหรับการเตรียมความพร้อมในปีงบประมาณ 2569 รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณสนับสนุนเพิ่มเติมอย่างเต็มที่ เพื่อรองรับการให้บริการทางการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก โดยเพิ่มงบจากปี 2568 ถึง 31.9 บาทต่อประชากร เป็น 63.24 บาทต่อประชากร สะท้อนให้เห็นว่า รัฐบาล ย้ำสิทธิบัตรทอง ครอบคลุมแพทย์แผนไทย นวด–สมุนไพร–ฟื้นฟูแม่หลังคลอด นั้นไม่ใช่เพียงวาทกรรม แต่เป็นนโยบายที่พร้อมขับเคลื่อนด้วยเม็ดเงินที่ชัดเจน

สิทธิประโยชน์ทางการแพทย์แผนไทยที่บัตรทองครอบคลุม

ประชาชนที่มีสิทธิบัตรทอง สามารถเข้ารับบริการที่หน่วยบริการประจำหรือสถานพยาบาลในเครือข่าย สปสช. ได้ในรายการต่อไปนี้:

  • บริการนวดไทยและการประคบสมุนไพรเพื่อคลายเส้นและบรรเทาอาการปวดเมื่อย
  • บริการอบสมุนไพรและพอกเข่าเพื่อรักษาตามข้อบ่งชี้ทางแพทย์
  • การจ่ายยาสมุนไพรในบัญชียาหลักแห่งชาติ
  • บริการฝังเข็มและการกระตุ้นไฟฟ้าสำหรับกลุ่มผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง (Stroke)
  • บริการดูแลและฟื้นฟูสมรรถภาพมารดาหลังคลอด

โดยเฉพาะในส่วนของการฟื้นฟูมารดาหลังคลอด รัฐบาลให้ความสำคัญเป็นพิเศษ เพื่อลดความเหนื่อยล้าและปรับสมดุลร่างกายให้คุณแม่กลับมาแข็งแรงสมบูรณ์ได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ทั้งนี้ การให้บริการทั้งหมดอยู่ภายใต้มาตรฐานวิชาชีพและการดูแลอย่างใกล้ชิดจากผู้ประกอบวิชาชีพ ซึ่งในปีผ่านๆ มามีประชาชนใช้บริการนับล้านครั้งต่อปี

หากคุณเป็นผู้มีสิทธิบัตรทองที่สนใจเข้ารับบริการ คุณสามารถตรวจสอบสิทธิและติดต่อหน่วยบริการใกล้บ้านได้ทันที การเลือกดูแลสุขภาพด้วยแนวทางธรรมชาติควบคู่ไปกับการรักษาแผนปัจจุบัน คือทางเลือกที่คุ้มค่าและปลอดภัยตามสิทธิประโยชน์ที่คุณควรได้รับ รัฐบาลยังคงมุ่งมั่นที่จะพัฒนาบริการส่วนนี้ให้ดียิ่งขึ้น เพื่อให้ทุกคนเข้าถึงการรักษาที่เป็นธรรมและทั่วถึง เราขอแนะนำให้ทุกท่านลองใช้บริการด้านการแพทย์แผนไทยดูสักครั้งเพื่อสัมผัสกับประสิทธิภาพของสมุนไพรไทยด้วยตัวคุณเอง

ที่มา – รัฐบาล ย้ำสิทธิบัตรทอง ครอบคลุมแพทย์แผนไทย นวด–สมุนไพร–ฟื้นฟูแม่หลังคลอด

ข่าวดี อิมครานิบ 100 ยามะเร็งพระราชทาน กระจายถึงมือผู้ป่วยบัตรทอง

เชื่อว่านี่เป็นข่าวที่สร้างรอยยิ้มและความหวังให้กับผู้ป่วยหลายคนเลยครับ เมื่อมีการประกาศข่าวดีเรื่อง ข่าวดี อิมครานิบ 100 ยามะเร็งพระราชทาน ที่ล่าสุดได้ส่งมอบล็อตแรกให้กับองค์การเภสัชกรรมเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เตรียมพร้อมกระจายสู่โรงพยาบาลทั่วประเทศเพื่อช่วยกลุ่มผู้ป่วยสิทธิบัตรทองให้เข้าถึงยารักษาโรคได้อย่างทั่วถึงและเท่าเทียมยิ่งขึ้น

ข่าวดี อิมครานิบ 100 ยามะเร็งพระราชทาน มอบโอกาสชีวิตให้ผู้ป่วย

โครงการนี้เกิดขึ้นจากพระกรุณาธิคุณของ ศาสตราจารย์ ดร. สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ที่ทรงพระราชทานยา “อิมครานิบ 100 (Imcranib 100)” จำนวน 690,000 เม็ด ให้กับสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ภายใต้ “โครงการยารักษาโรคมะเร็งเฉลิมพระเกียรติ 69 พรรษา” เพื่อให้ผู้ป่วยมะเร็งในระบบบัตรทองได้รับยาที่ดีและมีประสิทธิภาพ โดยไม่ต้องกังวลเรื่องภาระค่าใช้จ่าย

ศักยภาพของยา อิมครานิบ 100 ต่อการรักษาโรคมะเร็ง

สำหรับยามะเร็งมุ่งเป้าชนิดนี้ เป็นนวัตกรรมที่มีความแม่นยำสูง โดยออกฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์ Tyrosine kinase ซึ่งช่วยควบคุมการเติบโตของเซลล์มะเร็งได้ดีเยี่ยมและมีผลข้างเคียงต่ำกว่าการทำเคมีบำบัดแบบเก่า ซึ่งยาดังกล่าวสามารถใช้รักษาโรคมะเร็งได้หลายชนิด ดังนี้:

  • โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวเรื้อรังชนิดซีเอ็มแอล (CML)
  • มะเร็งเม็ดเลือดขาวเฉียบพลันชนิดฟิลาเดลเฟียบวก (Ph+ ALL)
  • มะเร็งเนื้อเยื่อในระบบทางเดินอาหาร (GIST)
  • มะเร็งผิวหนังชนิดหายาก (DFSP)

ในปัจจุบัน องค์การเภสัชกรรมได้ดำเนินการรับยารุ่นแรกจากโรงงานผลิตเภสัชภัณฑ์ในพระดำริฯ มาเก็บรักษาภายใต้มาตรฐาน GDP อย่างเคร่งครัด เพื่อให้มั่นใจว่าตัวยาจะคงคุณภาพและความปลอดภัยไว้ได้สูงสุดจนถึงมือผู้ป่วยที่รอคอยอยู่ตามโรงพยาบาลต่างๆ ทั่วประเทศ นับว่าเป็นก้าวที่สำคัญมากในการลดความเหลื่อมล้ำทางสาธารณสุขไทย

ผมมองว่าโครงการนี้ไม่ใช่เพียงแค่การมอบยา 690,000 เม็ดเท่านั้น แต่คือการหยิบยื่น “โอกาส” และการยกระดับคุณภาพชีวิตให้แก่คนไทยอย่างแท้จริง การเข้าถึงเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ทันสมัยแบบนี้ถือเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่ผู้ป่วยควรได้รับ หวังว่าในอนาคตจะมีนวัตกรรมดีๆ แบบนี้ออกมาช่วยเหลือพี่น้องประชาชนอย่างต่อเนื่องนะครับ ใครที่มีสิทธิ์ในระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า สามารถติดตามรายละเอียดการรับยาได้ที่โรงพยาบาลตามสิทธิ์ของท่านได้เลยครับ

ที่มา – ข่าวดี “อิมครานิบ 100” ยามะเร็งพระราชทานล็อตแรกส่งมอบองค์การเภสัชกรรมแล้ว เตรียมช่วยผู้ป่วยบัตรทอง

บอร์ด สปสช. ไฟเขียวเพิ่มอัตราจ่าย “ปลูกถ่ายตับ-เปลี่ยนหัวใจ” บัตรทอง

เชื่อว่าเพื่อนๆ หลายคนคงได้รับข่าวดีเกี่ยวกับระบบสาธารณสุขของไทยกันบ้างแล้ว เมื่อล่าสุดทางบอร์ด สปสช. ได้ออกมาประกาศข่าวดีครั้งใหญ่ ด้วยการบอร์ด สปสช. ไฟเขียวเพิ่มอัตราจ่าย “ปลูกถ่ายตับ-เปลี่ยนหัวใจ” บัตรทอง เพิ่มโอกาสเข้าถึงการรักษา ให้กับผู้ป่วยที่ต้องการโอกาสในการมีชีวิตใหม่ งานนี้บอกเลยว่าเป็นก้าวสำคัญที่ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายให้กับพี่น้องประชาชนได้มหาศาลเลยครับ

บอร์ด สปสช. ไฟเขียวเพิ่มอัตราจ่าย “ปลูกถ่ายตับ-เปลี่ยนหัวใจ” บัตรทอง เพิ่มโอกาสเข้าถึงการรักษา

หลายคนอาจจะสงสัยว่าการปรับเปลี่ยนครั้งนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร คำตอบก็คือทางหน่วยงานได้นำงบประมาณที่ประหยัดได้จากการบริหารจัดการค่ายากดภูมิคุ้มกันมารวมใช้ให้เกิดประสิทธิภาพมากที่สุด โดยการปรับลดราคายาที่ลดลงตามท้องตลาด ทำให้เรามีงบส่วนเกินมาช่วยในส่วนของค่าผ่าตัดที่มีความซับซ้อนและมีราคาสูง ซึ่งแน่นอนว่าคุณภาพการรักษาและการดูแลผู้ป่วยจะยังคงมาตรฐานดีเยี่ยมเช่นเดิม

รายละเอียดการปรับเพิ่มอัตราจ่าย บอร์ด สปสช. ไฟเขียวเพิ่มอัตราจ่าย “ปลูกถ่ายตับ-เปลี่ยนหัวใจ” บัตรทอง เพิ่มโอกาสเข้าถึงการรักษา

สำหรับการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ มีประเด็นสำคัญที่น่าสนใจหลายจุด เพื่อให้โรงพยาบาลสามารถเดินหน้าดูแลผู้ป่วยได้อย่างไม่มีสะดุด ดังนี้ครับ:

  • ค่าเตรียมตัวก่อนผ่าตัด: ปรับเพิ่มขึ้นทั้งผู้รับบริจาคและผู้บริจาค โดยผู้รับบริจาคจะได้รับสูงสุดถึง 40,000 บาทต่อราย
  • ค่าผ่าตัดเหมาจ่าย: มีการปรับอัตราให้สอดคล้องกับภาระจริง เช่น การเปลี่ยนหัวใจอยู่ที่ 600,000 บาท และปลูกถ่ายตับในเด็กอยู่ที่ 660,000 บาท
  • การคลาดแยกค่าผ่าตัดตับ: ในผู้ใหญ่มีการแยกค่าผ่าตัดตับจากผู้บริจาคและผู้รับเพื่อให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง
  • การดูแลภาวะแทรกซ้อน: เพิ่มการชดเชยค่ารักษากรณีติดเชื้อไซโตเมกาโลไวรัส (CMV) เพื่อให้โรงพยาบาลกล้าตัดสินใจรักษาได้ทันที

ในมุมมองของผม การที่ภาครัฐให้ความสำคัญกับการปรับอัตราจ่ายให้สะท้อนความเป็นจริงเช่นนี้ ถือเป็นการสร้างโอกาสที่เท่าเทียมให้กับผู้ป่วยโรคตับระยะรุนแรงและผู้ป่วยหัวใจล้มเหลว เพราะเมื่อโรงพยาบาลไม่แบกรับภาระต้นทุนที่เกินจริง ก็จะสามารถให้บริการผู้ป่วยสิทธิบัตรทองได้อย่างเต็มที่และทั่วถึงมากขึ้น นี่คือตัวอย่างของการบริหารจัดการกองทุนสุขภาพที่น่าชื่นชมครับ

หวังว่าข้อมูลนี้จะเป็นประโยชน์แก่เพื่อนๆ ทุกคนที่สนใจหรือกำลังติดตามนโยบายด้านสุขภาพของไทยอยู่นะครับ สุดท้ายนี้ อย่าลืมดูแลสุขภาพให้ดีเพื่อหลีกเลี่ยงการเจ็บป่วยหนักกันนะครับ แต่ถ้าหากจำเป็นจริงๆ เชื่อมั่นได้เลยว่าระบบของเรากำลังพัฒนาให้ดีขึ้นในทุกๆ วัน

ที่มา – บอร์ด สปสช. ไฟเขียวเพิ่มอัตราจ่าย “ปลูกถ่ายตับ-เปลี่ยนหัวใจ” บัตรทอง เพิ่มโอกาสเข้าถึงการรักษา

Scroll to top