บัตรเลือกตั้ง 2569

“สมชัย” บุก กกต. ทวงเอกสารพิมพ์บัตรเลือกตั้ง 69

ในวันที่ 12 พฤษภาคม 2569 เกิดเหตุการณ์สำคัญในวงการการเมืองไทย เมื่อ “สมชัย” หรือนายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ร่วมกับนายธรรมธีร์ สุกโชติรัตน์ หรือ “ดร.เรือบิน” เดินทางบุกไปยังสำนักงาน กกต. เพื่อทวงเอกสารสำคัญเกี่ยวกับกระบวนการพิมพ์บัตรเลือกตั้งปี 2569 ที่ติดตั้งบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ด สร้างความฮือฮาให้กับสื่อและประชาชนที่ติดตามประเด็นนี้อย่างใกล้ชิด

“สมชัย” บุก กกต. ทวงเอกสารพิมพ์บัตรเลือกตั้ง 69

เหตุการณ์ “สมชัย” บุก กกต. ทวงเอกสารพิมพ์บัตรเลือกตั้ง 69 นี้ เกิดจากข้อสงสัยเรื่องการใส่บาร์โค้ด (Barcode) และ QR Code บนบัตรเลือกตั้ง ซึ่งอาจถูกนำไปสืบค้นข้อมูลผู้ลงคะแนนได้ สร้างความกังวลเรื่องการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลและหลักการเลือกตั้งลับ นายสมชัยได้ยื่นหนังสือขอข้อมูลรวม 20 รายการ เช่น มติ กกต. ที่สั่งให้ใส่รหัสเหล่านี้ ระเบียบ คำสั่ง และเอกสารจัดซื้อจัดจ้าง (TOR) ที่เกี่ยวข้อง หากไม่พบข้อกำหนดในเอกสารเหล่านี้ จะตั้งคำถามถึงอำนาจที่ กกต. ใช้ออกคำสั่งดังกล่าว

ประเด็นนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะบัตรเลือกตั้งต้องปกป้องความลับของผู้ลงคะแนนตามรัฐธรรมนูญ หากบาร์โค้ดสามารถเชื่อมโยงกลับไปยังบุคคลได้ จะกระทบต่อเสรีภาพในการเลือกตั้ง นายสมชัยยินดีมอบข้อมูลนี้ให้ศาลรัฐธรรมนูญนำไปพิจารณาตรวจสอบการเลือกตั้งที่ผ่านมา เพื่อความโปร่งใส

ปมบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง 69 ส่อโยงสิทธิส่วนบุคคล

การใส่บาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง 69 ถูกวิพากษ์วิจารณ์หนัก เนื่องจากอาจใช้ติดตามการลงคะแนนของแต่ละคน ซึ่งขัดกับหลักการเลือกตั้งลับตามมาตรา 101 ของรัฐธรรมนูญ นอกจากนี้ ยังอาจละเมิด พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) ที่เพิ่งบังคับใช้ ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายเลือกตั้งชี้ว่า หากพิสูจน์ได้ว่า กกต. ใช้อำนาจนอกเหนือมติ จะนำไปสู่การฟ้องร้องได้

  • มติ กกต. เกี่ยวกับการใส่บาร์โค้ดและ QR Code
  • เอกสาร TOR จัดจ้างพิมพ์บัตรเลือกตั้ง
  • รายละเอียดสัญญากับผู้รับจ้าง
  • รายงานการทดสอบระบบบัตร
  • เอกสารอื่นๆ รวม 20 รายการที่นายสมชัยร้องขอ

นอกจากนี้ นายสมชัยยังอัปเดตความคืบหน้าคดีที่ กกต. ยื่นฟ้องหมิ่นประมาทพวกเขา ผ่านไป 3 เดือนแล้วแต่ยังไม่มีการออกหมายเรียกจากกองปราบปราม แต่รายชื่อผู้ถูกฟ้องหลุดออกสู่สาธารณะ สร้างความเสียหายต่อชื่อเสียงและอาชีพ พวกเขาจึงเตรียมฟ้องกลับ กกต. และบุคคล 10 คน ในวันที่ 20 พฤษภาคม 2569 เวลา 10.00 น. ที่กองบังคับการปราบปราม

เหตุการณ์นี้สะท้อนปัญหาความโปร่งใสของ กกต. ในอดีตที่มีข้อครหามากมาย เช่น การเลือกตั้ง 2566 ที่ถูกศาลรัฐธรรมนูญสั่งให้ตรวจสอบใหม่ การเคลื่อนไหวนี้อาจจุดประกายให้ประชาชนตื่นตัวมากขึ้น เรียกร้องระบบเลือกตั้งที่เชื่อถือได้

จากมุมมองของผู้เขียน การบุกทวงเอกสารของสมชัยเป็นก้าวสำคัญสู่การตรวจสอบอำนาจรัฐ หาก กกต. ปฏิเสธเปิดเผย จะยิ่งเพิ่มข้อสงสัย ประชาชนควรติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะเกี่ยวข้องกับสิทธิเลือกตั้งของทุกคน

คำแนะนำ: หากคุณสนใจประเด็นการเลือกตั้งไทย ติดตามข่าวสารล่าสุดและแบ่งปันบทความนี้เพื่อสร้างความตระหนักรู้ร่วมกัน!

ที่มา – “สมชัย” บุก กกต. ทวงเอกสารพิมพ์บัตรเลือกตั้ง 69 จี้เผยปมใส่บาร์โค้ดส่อโยงสิทธิส่วนบุคคล

ศาล รธน. เรียกศรีสุวรรณปมคิวอาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง

ข่าวใหญ่ในวงการการเมืองไทยล่าสุดที่หลายคนให้ความสนใจ คือ ศาล รธน. เรียกศรีสุวรรณปมคิวอาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง ซึ่งเป็นประเด็นร้อนตั้งแต่การเลือกตั้ง สส. ที่ผ่านมา วันนี้เราจะมาอัปเดตข้อมูลแบบละเอียด เพื่อให้เข้าใจชัดเจนว่าปมนี้คืออะไร และจะส่งผลต่อระบบเลือกตั้งของเราอย่างไร

ศาล รธน. เรียกศรีสุวรรณปมคิวอาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง

ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำสั่งเรียกนายศรีสุวรรณ จรรยา ผู้นำองค์กรรักชาติ รักแผ่นดิน ให้จัดทำความเห็นเป็นหนังสือ ส่งให้ศาลภายใน 15 วัน ตามที่กำหนดในวันที่ 10 พฤษภาคม 2569 ปมนี้สืบเนื่องจากการร้องเรียนขององค์กรดังกล่าว เมื่อ 13 กุมภาพันธ์ 2569 ผ่านผู้ตรวจการแผ่นดิน ตามรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 213

ประเด็นหลักคือ การที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จัดทำบัตรเลือกตั้งที่มีคิวอาร์โค้ดและบาร์โค้ด อาจทำให้ผู้อื่นล่วงรู้ความลับในการลงคะแนนของผู้เลือกตั้งได้หรือไม่ ส่งผลให้การเลือกตั้ง สส. ที่ผ่านมา เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรมตามรัฐธรรมนูญมาตรา 85 หรือไม่ รวมถึงระเบียบ กกต. ว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. พ.ศ. 2566 ข้อ 129 วรรคสอง ชอบด้วย พ.ร.ป.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. 2561 มาตรา 84 และ 86 หรือไม่

ที่มาของปมคิวอาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง

ทุกคนรู้ดีว่าการเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตย หลักสำคัญคือ “ความลับในการลงคะแนน” เพื่อป้องกันการข่มขู่หรือซื้อสิทธิ์ขายเสียง แต่บัตรเลือกตั้งรุ่นใหม่ที่มี QR Code และ Barcode ถูกตั้งคำถามว่า สามารถสแกนเพื่อติดตามผลโหวตของบุคคลได้หรือไม่ แม้ กกต. จะยืนยันว่าใช้เพื่อตรวจสอบความถูกต้องของบัตรเท่านั้น แต่ฝ่ายร้องเรียนมองว่าอาจเสี่ยงต่อการละเมิดสิทธิ

ศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องของผู้ตรวจการแผ่นดินไว้ เมื่อ 18 มีนาคม 2569 ด้วยมติ 6 ต่อ 3 เสียง กำหนดเป็นเรื่องพิจารณาที่ ต.30/2569 ทำให้ประเด็นนี้กลายเป็นคดีสำคัญที่ทุกฝ่ายจับตา

5 ประเด็นที่ศาล รธน. เรียกศรีสุวรรณปมคิวอาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง

เพื่อให้การพิจารณาได้ข้อมูลครบถ้วน ศาลสั่งให้องค์กรรักชาติฯ จัดทำความเห็นตามประเด็นทั้ง 5 ข้อ ดังนี้

  • สภาพการไปใช้สิทธิเลือกตั้ง และการเห็นรหัสคิวอาร์โค้ด/บาร์โค้ดบนบัตร
  • วิธีการใดที่ทำให้ทราบผลการลงคะแนนของบุคคลอื่น หรือระบุตัวผู้ลงคะแนนจากรหัสเหล่านั้น
  • การโต้แย้ง คัดค้าน ร้องเรียน หรือแจ้งความเกี่ยวกับบัตรเลือกตั้งที่มีรหัส ก่อนที่สื่อจะนำเสนอ
  • พยานหลักฐานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการใช้งานรหัสในบัตร
  • ผลกระทบต่อความลับและความเที่ยงธรรมของการเลือกตั้ง

องค์กรรักชาติฯ มองว่าประเด็นเหล่านี้อาจไม่ตรงกับเจตนารมณ์หลักของคำร้อง ซึ่งเน้นที่ “การมีบาร์โค้ดทำให้การเลือกตั้งไม่ลับ” แต่ก็ยอมรับดุลยพินิจศาล และจะเร่งรวบรวมข้อมูล พยานหลักฐาน รวมถึงขอสอบพยานเพิ่มเติม ส่งให้ศาลตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ 2561 มาตรา 27 วรรคสาม

ทำไมปมนี้ถึงสำคัญต่อประชาชน

QR Code ในบัตรเลือกตั้งถูกนำมาใช้เพื่อป้องกันการปลอมแปลง แต่หลายประเทศอย่างสหรัฐอเมริกาหรือยุโรป ยังคงยึดหลักบัตรกระดาษธรรมดาโดยไม่มีรหัสติดตาม เพื่อรักษาความเชื่อมั่น ถ้าศาลวินิจฉัยว่าผิด ก็อาจต้องเปลี่ยนระบบเลือกตั้งครั้งใหญ่ ส่งผลถึงการเลือกตั้งท้องถิ่นหรือวุฒิสภาในอนาคต

นอกจากนี้ ยังสะท้อนปัญหาความโปร่งใสของ กกต. ที่ถูกวิจารณ์มาตลอด หากปล่อยให้มีช่องโหว่แบบนี้ ประชาชนอาจสูญเสียความไว้วางใจในระบบประชาธิปไตยไทย

ในมุมมองของผู้เขียน คดีนี้เป็นโอกาสดีที่จะยกระดับมาตรฐานการเลือกตั้งให้ทันสมัยแต่ยังรักษาหลักลับสุดยอด หากศาลตัดสินว่าชอบด้วยกฎหมาย กกต. ควรชี้แจงให้ชัดเจนเพื่อคลายข้อกังขา แต่ถ้าผิด ก็ต้องแก้ไขด่วนเพื่อการเลือกตั้งครั้งหน้า

คุณคิดอย่างไรกับ ศาล รธน. เรียกศรีสุวรรณปมคิวอาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง นี้? มาร่วมแสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อให้เพื่อนๆ ได้รับรู้ข้อมูลสำคัญ!

ที่มา – ศาล รธน. มีคำสั่งเรียก “ศรีสุวรรณ” ทำความเห็นเป็นหนังสือปมคิวอาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง

18 มี.ค. จับตาศาลรัฐธรรมนูญ คำร้องบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวไทยทุกคน วันนี้เรามาคุยกันแบบเป็นกันเองเกี่ยวกับประเด็นร้อนที่หลายคนกำลังให้ความสนใจ นั่นคือ 18 มี.ค. จับตาศาลรัฐธรรมนูญ รับ-ไม่รับ คำร้องบาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง 2569 เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ เพราะเกี่ยวข้องกับความโปร่งใสและหลักการสำคัญของการเลือกตั้งที่เราทุกคนมีส่วนร่วม มาดูกันว่ามันเกิดอะไรขึ้น และทำไมเราถึงต้องจับตาในวันพรุ่งนี้

18 มี.ค. จับตาศาลรัฐธรรมนูญ รับ-ไม่รับ คำร้องบาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง 2569

ทุกสายตาจับจ้องไปที่ศาลรัฐธรรมนูญในวันที่ 18 มีนาคม 2569 ซึ่งมีวาระสำคัญว่าจะรับคำร้องนี้ไว้พิจารณาหรือไม่ เรื่องราวเริ่มต้นจากประชาชนจำนวนมากที่ยื่นเรื่องร้องเรียนผ่านสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน โดยตั้งข้อสังเกตว่าการพิมพ์ บาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง ที่ใช้ในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ปี 2569 อาจเปิดช่องให้มีการตรวจสอบหรือเชื่อมโยงกลับไปหาผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งได้ สิ่งนี้อาจขัดแย้งกับหลักการเลือกตั้งที่ต้องเป็นการออกเสียงโดยลับตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้อย่างชัดเจน

บาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งคืออะไร และมีไว้ทำไม?

เพื่อนๆ หลายคนอาจสงสัยว่าบาร์โค้ดกับคิวอาร์โค้ดพวกนี้มาจากไหน คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) อธิบายว่ามันถูกพิมพ์ลงบนบัตรเลือกตั้งเพื่อวัตถุประสงค์ในการป้องกันการปลอมแปลงบัตรและตรวจสอบกระบวนการการพิมพ์ให้ถูกต้องเท่านั้น โดยกกต. ยืนยันว่าโค้ดเหล่านี้ไม่สามารถระบุตัวตนของผู้โหวตได้เด็ดขาด เป็นเพียงระบบควบคุมคุณภาพการผลิตบัตรเลือกตั้งให้ได้มาตรฐาน แต่ฝั่งผู้ร้องเรียนมองว่ามันอาจถูกนำไปใช้เชื่อมโยงข้อมูลได้ ถ้าถูกสแกนและวิเคราะห์อย่างละเอียด ซึ่งอาจละเมิดสิทธิส่วนบุคคลและหลักความลับในการเลือกตั้ง

ผู้ตรวจการแผ่นดินมีบทบาทอย่างไรในเรื่องนี้

เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2569 ที่ผ่านมา สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินได้ประชุมพิจารณาคำร้องถึง 21 เรื่อง และเห็นว่าประเด็น 18 มี.ค. จับตาศาลรัฐธรรมนูญ รับ-ไม่รับ คำร้องบาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง 2569 มีน้ำหนักเพียงพอ จึงมีมติส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามอำนาจหน้าที่ในรัฐธรรมนูญ ผู้ตรวจการตั้งข้อสังเกตว่าการใช้ระบบรหัสนี้ อาจขัดต่อหลักการเลือกตั้งโดยตรงและโดยลับที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญมาตรา 101 ซึ่งเป็นหัวใจของประชาธิปไตย

  • บัตรเลือกตั้งอาจถูกติดตามได้ผ่านโค้ด
  • กระทบต่อเสรีภาพในการเลือกตั้ง
  • อาจลดความเชื่อมั่นของประชาชนในระบบเลือกตั้ง
  • กกต. ควรชี้แจงเพิ่มเติมให้ชัดเจน

การตัดสินใจของผู้ตรวจการนี้ ทำให้เรื่องนี้กลายเป็นประเด็นใหญ่ และทุกคนต้องรอฟังคำตัดสินจากศาลในวัน 18 มี.ค. นี้

ผลกระทบหากศาลรัฐธรรมนูญรับหรือไม่รับคำร้อง

หากศาลรับคำร้อง อาจนำไปสู่การวินิจฉัยว่าการใช้บาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ดขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ ซึ่งอาจส่งผลให้ต้องปรับปรุงระบบบัตรเลือกตั้งในอนาคต หรือแม้กระทั่งกระทบผลการเลือกตั้งที่ผ่านมา แต่ถ้าไม่รับ เรื่องนี้ก็จะจบลงด้วยการยืนยันระบบของกกต. ไม่ว่าจะยังไง เรื่องนี้สะท้อนให้เห็นถึงความละเอียดอ่อนในการออกแบบระบบเลือกตั้งของไทย ที่ต้องสมดุลระหว่างความปลอดภัยและความลับของผู้โหวต

ย้อนดูประวัติศาสตร์ การเลือกตั้งทั่วไปปี 2569 ถือเป็นการเลือกตั้งที่สำคัญมาก หลังจากรัฐธรรมนูญใหม่และการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองมากมาย ประชาชนจำนวนไม่น้อยกังวลเรื่องความโปร่งใส โดยเฉพาะในยุคที่เทคโนโลยีถูกใช้มากขึ้น บาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดถูกนำมาใช้ครั้งแรกในระดับนี้เพื่อเสริมความมั่นใจ แต่กลับกลายเป็นจุดถกเถียงแทน

ในมุมส่วนตัวผมคิดว่าการใช้เทคโนโลยีเป็นสิ่งดี แต่ต้องออกแบบให้ไม่ละเมิดสิทธิพื้นฐาน ถ้าศาลรับคำร้อง จะเป็นโอกาสดีให้กกต. ปรับปรุงระบบให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น สร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนมากกว่าเดิม

สุดท้ายนี้ เชิญชวนเพื่อนๆ ติดตามผลการตัดสินในวัน 18 มี.ค. นี้ และมาแชร์ความเห็นของคุณในคอมเมนต์ด้านล่างนะครับ ว่าคุณคิดว่าบาร์โค้ดพวกนี้ควรมีหรือไม่ หรือมีวิธีไหนที่ดีกว่านี้บ้าง? อย่าลืมแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ได้อ่านด้วย!

ที่มา – 18 มี.ค. จับตาศาลรัฐธรรมนูญ รับ-ไม่รับ คำร้องบาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง 2569

กกต. สรุปข้อมูลเลือกตั้ง 2569 เปิดคะแนน สส.ปาร์ตี้ลิสต์

วันนี้เรามีข้อมูลสำคัญที่ทุกคนรอคอยกันเลยทีเดียว! กกต. สรุปข้อมูลเลือกตั้ง 2569 อย่างเป็นทางการแล้วนะครับ สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้เปิดเผยผลคะแนนทั้งหมดจากการเลือกตั้ง สส. แบบแบ่งเขตและแบบบัญชีรายชื่อ (ปาร์ตี้ลิสต์) ของทั้ง 57 พรรคการเมือง รวมถึงรายละเอียดการคำนวณเก้าอี้ สส.แต่ละพรรค และสถิติผู้มาใช้สิทธิใน 10 จังหวัดที่สูงสุดด้วย ข้อมูลนี้เผยแพร่เมื่อเวลา 18.40 น. วันที่ 5 มีนาคม 2569 ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญสำหรับการเมืองไทยในปีนี้เลยล่ะ

กกต. สรุปข้อมูลเลือกตั้ง 2569

การเลือกตั้งครั้งนี้ดุเดือดมาก มีพรรคเข้าร่วมถึง 57 พรรค และกกต. ได้รวบรวมข้อมูลครบถ้วนเพื่อความโปร่งใส เริ่มจากผลคะแนนรวมทั้งประเทศและรายจังหวัด 77 จังหวัด ซึ่งช่วยให้เราวิเคราะห์แนวโน้มการเมืองได้ชัดเจนยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นพรรคใหญ่ที่กวาดคะแนนเขต หรือพรรคเล็กที่ลุ้นปาร์ตี้ลิสต์ นอกจากนี้ยังมีข้อมูลเปรียบเทียบกับการออกเสียงประชามติเมื่อ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ด้วย

กกต. สรุปข้อมูลเลือกตั้ง 2569 รายงานคะแนนจังหวัด

10 จังหวัดที่มีผู้มาใช้สิทธิสูงสุด

น่าสนใจมากกับ 10 อันดับจังหวัดที่ประชาชนมาโหวตหนักสุด สะท้อนถึงความตื่นตัวทางการเมืองในพื้นที่เหล่านั้น เช่น เชียงใหม่ ขอนแก่น นครราชสีมา และกรุงเทพมหานคร ติดตามภาพรวมได้จากตารางด้านล่าง

  • อันดับ 1: เชียงใหม่ – ผู้มาใช้สิทธิเกือบ 80%
  • อันดับ 2: ขอนแก่น – สูงเป็นประวัติการณ์
  • อันดับ 3: นครราชสีมา
  • อันดับ 4: กรุงเทพฯ
  • อันดับ 5: ชลบุรี
  • อันดับ 6: สงขลา
  • อันดับ 7: อุดรธานี
  • อันดับ 8: สุราษฎร์ธานี
  • อันดับ 9: ปทุมธานี
  • อันดับ 10: นนทบุรี
10 จังหวัดผู้มาใช้สิทธิสูงสุด กกต. สรุปข้อมูลเลือกตั้ง 2569

การคำนวณ สส. แบบบัญชีรายชื่อ (ปาร์ตี้ลิสต์)

ส่วนที่หลายคนรอคอยคือการคำนวณ สส.ปาร์ตี้ลิสต์ กกต. ใช้สูตรมาตรฐานคือเอา cะแนนรวมทั้งประเทศของแต่ละพรรค หารด้วยโควต้า (จำนวน สส.บัญชีรายชื่อทั้งหมดหารด้วยคะแนนรวม) แล้วปัดเศษลง จากนั้นแจกเก้าอี้ตามลำดับคะแนน พรรคใหญ่ๆ อย่างพรรคเพื่อไทย พลังประชารัฐ และก้าวไกล น่าจะได้ส่วนแบ่งมหาศาล ข้อมูลนี้ครอบคลุมทุก 57 พรรคเลยครับ

การคำนวณ สส.ปาร์ตี้ลิสต์ กกต. สรุปข้อมูลเลือกตั้ง 2569
ตาราง สส.บัญชีรายชื่อทุกพรรค

นอกจากนี้ กกต. สรุปข้อมูลเลือกตั้ง 2569 ยังชี้แจงว่าทำไมจำนวนผู้มาใช้สิทธิไม่ตรงกับบัตรดี+เสีย เพราะมีกรณีไม่รับบัตร ฉีกบัตร หรือบัตรนอกระบบ ซึ่งกกต. จัดการนับใหม่หรือเลือกตั้งใหม่เรียบร้อยแล้ว ข้อมูลนี้ช่วยยืนยันความน่าเชื่อถือของผลเลือกตั้ง

โดยรวมแล้ว ผลครั้งนี้แสดงให้เห็นการเปลี่ยนแปลงพลังการเมือง พรรคใหม่ๆ อาจได้ลุ้นเก้าอี้ปาร์ตี้ลิสต์ ถ้าคุณสนใจพรรคไหน ลองเช็คคะแนนจากลิงก์กกต. เลยครับ สุดท้ายนี้ ขอให้การเมืองไทยเดินหน้าด้วยความโปร่งใสเพื่อประชาชนทุกคน ติดตามอัปเดตเพิ่มเติมจากเราได้นะ!

ที่มา – กกต. สรุปข้อมูลเลือกตั้ง 2569 เปิดคะแนนทั้งหมด-การคำนวณ สส.ปาร์ตี้ลิสต์ทุกพรรค

ตั้งกรรมการสอบ กปน. หน่วยเลือกตั้งที่ 1 และ 4 เขต 2 สุพรรณบุรี

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวสุพรรณบุรีและคนที่สนใจข่าวการเมืองวันนี้เรามาพูดถึงประเด็นร้อนที่กำลังเป็นที่พูดถึงกันอย่างกว้างขวาง นั่นคือกรณี ตั้งกรรมการสอบ กปน. หน่วยเลือกตั้งที่ 1 และ 4 เขต 2 สุพรรณบุรี น่าเชื่อว่าปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ หลังจากที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดสุพรรณบุรี หรือ กกต.สุพรรณบุรี ได้ตรวจพบความผิดปกติในการนับคะแนนเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

ตั้งกรรมการสอบ กปน. หน่วยเลือกตั้งที่ 1 และ 4 เขต 2 สุพรรณบุรี น่าเชื่อว่าปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ

เรื่องนี้เริ่มต้นจากเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 ที่มีการนับคะแนนเลือกตั้งใหม่ตามคำสั่งของ กกต. ซึ่งเกิดขึ้นหลังจากมีภาพและคลิปวิดีโอจากโซเชียลมีเดียแพร่กระจาย แสดงให้เห็นว่ากรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง หรือ กปน. ในบางหน่วยทำการนับคะแนนไม่โปร่งใส ไม่แสดงบัตรเลือกตั้งให้ผู้สังเกตการณ์และผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งได้ตรวจสอบเครื่องหมายลงคะแนนชัดเจน และยังขีดคะแนนในลักษณะที่มองเห็นยากอีกด้วย สิ่งเหล่านี้ทำให้เกิดข้อสงสัยในความถูกต้องของผลการนับคะแนนครั้งแรกเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569

กกต.สุพรรณบุรีจึงรีบดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงทันที และเสนอต่อ กกต.กลาง ซึ่งมีคำสั่งที่ 306/2569 ลงวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 สั่งให้นับคะแนนใหม่ในหน่วยเลือกตั้งหลายแห่ง โดยเฉพาะในเขตเลือกตั้งที่ 2 จังหวัดสุพรรณบุรี

หน่วยเลือกตั้งที่ได้รับผลกระทบจากการนับคะแนนใหม่

  • หน่วยเลือกตั้งที่ 1 ตำบลบางตาเถร อำเภอสองพี่น้อง เขต 2 (ส.ส. แบ่งเขตและบัญชีรายชื่อ)
  • หน่วยเลือกตั้งที่ 4 ตำบลบ้านช้าง อำเภอสองพี่น้อง เขต 2 (ส.ส. แบ่งเขต)
  • หน่วยเลือกตั้งที่ 11 ตำบลสนามชัย อำเภอเมืองสุพรรณบุรี เขต 1 (ส.ส. บัญชีรายชื่อ)
  • หน่วยเลือกตั้งที่ 4 ตำบลองครักษ์ อำเภอบางปลาม้า เขต 2 (ส.ส. บัญชีรายชื่อ)

การนับคะแนนใหม่ในวันศุกร์ที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 ดำเนินไปด้วยความเรียบร้อยในบางหน่วย เช่น หน่วยที่ 11 เขต 1 และหน่วยที่ 4 เขต 2 แต่สำหรับหน่วยเลือกตั้งที่ 1 และ 4 เขต 2 กลับพบว่าผลคะแนนแตกต่างจากครั้งแรกอย่างชัดเจน จน กกต.สุพรรณบุรีเชื่อได้ว่า กปน. เหล่านี้ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามกฎหมาย

ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัดสุพรรณบุรี จึงสั่งตั้งสำนวนสืบสวนทันที และมอบหมายให้คณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนประจำจังหวัดดำเนินการตามระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยการสืบสวน การไต่สวนและวินิจฉัยชี้ขาด พ.ศ. 2561 และที่แก้ไขเพิ่มเติม เพื่อเอาผิดกับผู้กระทำผิดและผู้เกี่ยวข้องต่อไป

ความสำคัญของความโปร่งใสในการเลือกตั้ง

เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจว่าการเลือกตั้งในประเทศไทย โดยเฉพาะระดับท้องถิ่นอย่างสุพรรณบุรี ยังคงมีช่องโหว่ที่ต้องแก้ไข กปน. ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการนับคะแนน ต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์และโปร่งใส เพื่อรักษาความเชื่อมั่นของประชาชน หากเกิดข้อครหาเช่นนี้ขึ้นบ่อยครั้ง อาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพทางการเมืองได้

นอกจากนี้ ยังสะท้อนถึงบทบาทของโซเชียลมีเดียที่ช่วยให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตรวจสอบมากขึ้น ภาพและคลิปที่แพร่กระจายกลายเป็นหลักฐานสำคัญที่นำไปสู่การตรวจสอบครั้งนี้

ในมุมมองของผม เหตุการณ์ ตั้งกรรมการสอบ กปน. หน่วยเลือกตั้งที่ 1 และ 4 เขต 2 สุพรรณบุรี น่าเชื่อว่าปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ นี้เป็นสัญญาณดีที่แสดงให้เห็นว่าระบบตรวจสอบของ กกต. ยังทำงานได้ แม้จะช้าแต่ชัวร์ และหวังว่าจะมีบทลงโทษที่เด็ดขาดเพื่อไม่ให้เกิดซ้ำ

สำหรับเพื่อนๆ ที่ติดตามข่าวการเมืองสุพรรณบุรี คุณคิดเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้ ลองแชร์ความคิดเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง หรือกดแชร์เพื่อให้คนอื่นรับรู้ข้อมูลที่ถูกต้องกันนะครับ และอย่าลืมติดตามอัปเดตผลการสอบสวนต่อไป!

ตั้งกรรมการสอบ กปน. หน่วยเลือกตั้งที่ 1 และ 4 เขต 2 สุพรรณบุรี

ที่มา – ตั้งกรรมการสอบ กปน. หน่วนเลือกตั้งที่ 1 และ 4 เขต 2 สุพรรณบุรี น่าเชื่อว่าปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ

“หมอวาโย” กางความมุ่งหมาย รธน. 60 ชี้ลงคะแนนลับจริง

สวัสดีครับเพื่อนๆ วันนี้เรามาคุยเรื่องการเมืองที่กำลังร้อนฉ่าเรื่องหนึ่งกันนะครับ โดยเฉพาะประเด็นที่ หมอวาโย กางความมุ่งหมาย รธน. 60 แล้วชี้แจงชัดๆ ว่าการลงคะแนนโดยลับนั้นต้องลับจริงๆ แม้แต่ตรวจสอบย้อนหลังก็ไม่ได้ว่าใครเลือกใคร สุดยอดเลยใช่ไหมล่ะ? เรื่องนี้เกิดขึ้นท่ามกลางดราม่าบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งที่หลายคนตั้งคำถาม มาดูกันว่ามันคืออะไรและทำไมถึงสำคัญขนาดนี้

หมอวาโย กางความมุ่งหมาย รธน. 60

เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2567 นพ.วาโย อัศวรุ่งเรือง หรือที่เรารู้จักในนาม “หมอวาโย” ว่าที่ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้โพสต์ภาพเอกสารสุดฮอตจาก “ความมุ่งหมายและคำอธิบายประกอบรายมาตราของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560” ที่ออกโดยสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร หน้าที่ 140-141 พร้อมแคปชั่นสุดแซ่บว่า “มันจบแล้วครับ กกต.” เย้ยเลยนะเนี่ย!

ก่อนอื่นต้องบอกก่อนว่าประเด็นนี้มาจากดราม่าบาร์โค้ด (Barcode) บนบัตรเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ หรือบัตรสีชมพูนั่นแหละครับ หลายคนสงสัยว่ามันเอาไว้ทำอะไร และทำไมถึงถูกมองว่าทำให้การลงคะแนนไม่ลับ? หมอวาโยเลยหยิบเอกสารเจตนารมณ์ผู้ยกร่าง รธน. 60 มากางออกมาให้ดูชัดๆ

เจตนารมณ์ รธน. 60 กับคำว่า “การออกเสียงลงคะแนนโดยลับ”

ในเอกสารระบุชัดเจนเลยครับว่า “การออกเสียงลงคะแนนโดยลับ” มีความหมายว่า การลงคะแนนของผู้มีสิทธิต้องกระทำในลักษณะที่ บุคคลอื่นไม่อาจทราบหรือตรวจสอบได้ ว่าลงคะแนนอย่างไรหรือให้ผู้สมัครคนใด “บุคคลอื่น” ในที่นี้หมายถึงทุกคนยกเว้นตัวผู้ลงคะแนนเอง รวมถึง กกต. ด้วยนะครับ! ไม่ใช่แค่ตอนลงคะแนนเท่านั้น แต่ต้องลับ “ตลอดไป” ตรวจสอบย้อนหลังไม่ได้เลย

  • ลับขณะลงคะแนน: ไม่มีใครเห็นว่าลงให้ใคร
  • ลับหลังลงคะแนน: ไม่มีวิธีไหนสแกนหรือเช็คย้อนได้
  • รวม กกต. ด้วย: เพราะ กกต. ก็เป็น “บุคคลอื่น” ตามเจตนารมณ์
  • ตัวอย่างปัญหา: บาร์โค้ดบนบัตรที่เชื่อมโยงกับผู้ลงคะแนน ทำให้รู้ได้ว่าใครลงใคร

หมอวาโยชี้ว่าการมีบาร์โค้ดที่สแกนแล้วรู้ได้ว่าผู้ลงคะแนนคนใดลงให้พรรคหรือรายชื่อไหน มันขัดกับ รธน. 60 ชัดๆ เลยครับ เพราะไม่ใช่การลงคะแนนโดยลับตามเจตนารมณ์ผู้ร่าง

ทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญ? เพราะหลักการลงคะแนนลับเป็นหัวใจของประชาธิปไตยเลยนะครับ มันป้องกันการซื้อสิทธิ์ขายเสียง การข่มขู่ หรือแรงกดดันจากนายทุนหรือผู้มีอำนาจ ถ้าการลงคะแนนไม่ลับจริง ประชาชนจะกล้าลงตามใจตัวเองได้ยังไง? ในต่างประเทศอย่างอเมริกาหรือยุโรป เขาก็ยึดหลักนี้เคร่งครัด บัตรเลือกตั้งต้องไม่เชื่อมโยงกับตัวบุคคลเด็ดขาด

ก่อนหน้านี้มีคนตีความคำว่า “ลับ” ต่างๆ นานา บ้างว่าลับแค่ไม่ให้คนอื่นเห็นตอนลง บ้างว่าหลังนับเสร็จก็เช็คได้ แต่หมอวาโยหยิบหลักฐานหนักแน่นจาก รธน. 2560 ที่เพิ่งร่างใหม่ๆ มาเมื่อไม่กี่ปีก่อน พยานบุคคลยังอยู่ครบ แถมเอกสารนี้บันทึกเจตนารมณ์ไว้ชัดเจนสุดๆ

สำหรับปมบาร์โค้ดนี่ กกต. บอกว่าเอาไว้ตรวจนับและป้องกันการปลอมแปลง แต่ถ้ามัน track ได้ถึงเจ้าของบัตร มันก็กลายเป็นเครื่องมือสอดแนมเสียงประชาชนไปเลยนะครับ นี่คือเหตุผลที่หมอวาโยโพสต์ “มันจบแล้วครับ กกต.” เพราะหลักฐานชี้ชัดว่าขัดรัฐธรรมนูญ

เพื่อนๆ ลองคิดดูสิครับ ถ้าเลือกตั้งครั้งหน้าบัตรยังมีบาร์โค้ดแบบนี้ ประชาชนจะไว้ใจได้แค่ไหน? มันอาจนำไปสู่การทุจริตซ่อนรูปได้ง่ายๆ เลยนะ ในฐานะนักข่าวหรือนักเขียนบล็อกอย่างผม คิดว่าประชาชนต้องตื่นตัว เรียกร้องให้ กกต. ปรับระบบใหม่ เอารหัสที่เชื่อมโยงบุคคลออกไป ให้เป็นการลงคะแนนลับแท้ๆ ตาม หมอวาโย กางความมุ่งหมาย รธน. 60

สรุปแล้ว เรื่องนี้เป็นบทเรียนสำคัญสำหรับการเลือกตั้งไทยครับ มันย้ำว่ากฎหมายไม่ได้ตีความเอาเองได้ ต้องยึดเจตนารมณ์ผู้ร่าง หวังว่า กกต. จะรับฟังเสียงประชาชนและแก้ไขให้ถูกต้อง ถ้าคุณเห็นด้วย ลองแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ได้อ่านกันนะครับ หรือคอมเมนต์ด้านล่างว่าคุณคิดยังไงกับประเด็นนี้? ติดตามข่าวการเมืองเพิ่มเติมได้ที่บล็อกเราเลย!

ที่มา – “หมอวาโย” กางความมุ่งหมาย รธน. 60 ชี้ลงคะแนนโดยลับ ต้องตรวจสอบย้อนหลังไม่ได้ว่าเลือกใคร

“สมชัย” ซัด กกต. แจ้งความประชาชนปั่นกระแส

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวบล็อกข่าวการเมืองวันนี้เรามาคุยกันแบบเป็นกันเองเรื่องดราม่าร้อนๆ ที่กำลังเป็นกระแสในโซเชียลมีเดีย “[strong]“สมชัย” ซัด กกต. แจ้งความประชาชนแบบปั่นกระแส[/strong]” นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ออกมาโพสต์เฟซบุ๊กแบบจัดเต็ม ซัด กกต. ชุดปัจจุบันว่าปล่อยข่าวแจ้งความประชาชนเพื่อปั่นกระแส สร้างความกลัวข่มขู่คนที่กล้าออกมาเปิดโปงความไม่ชอบมาดีของ กกต. เอง โดยเฉพาะท้าให้เปิดชื่อ 6 คนที่ถูกฟ้องเดี๋ยวนั้นเลยครับ

“สมชัย” ซัด กกต. แจ้งความประชาชนแบบปั่นกระแส

เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2567 (ในเนื้อหาดั้งเดิมบอก 2569 คงพิมพ์ผิดนะครับ) หลังจากสำนักงาน กกต. ออกเอกสารข่าวประชาสัมพันธ์ เลขที่ 196/2567 วันที่ 27 กุมภาพันธ์ เพื่ออธิบายว่าการแจ้งความไปกองปราบปราม ไม่ใช่การฟ้องประชาชนหรือคุกคามสื่อมวลชน แต่เป็นการดำเนินคดีกับ “คณะบุคคลที่ร่วมและแบ่งกันทำงานในขบวนการ” โดยอ้างเหตุผลถึง 6 ข้อ สมชัยมองว่านี่คือการปั่นกระแสหวังลดแรงตรวจสอบ เพราะเอกสารไม่ยอมเปิดชื่อผู้ถูกแจ้งความชัดเจน เหมือนกลัวโดนฟ้องกลับมาตรา 157 หรือการแจ้งความเท็จนั่นเอง

ทำไม “สมชัย” ถึงท้าให้ กกต. เปิด 6 ชื่อคนถูกฟ้อง?

สมชัยชี้ว่าพฤติกรรมลับๆ ล่อๆ แบบนี้ แสดงถึงความขลาดกลัวของ กกต. ถ้ามั่นใจว่าข้อกล่าวหาถูกต้อง ก็เปิดชื่อสิครับ จะได้พิสูจน์กันชัดๆ แต่ถ้าเป็นการแจ้งความเท็จ ก็เตรียมตัวโดนฟ้องกลับทั้งอาญาและแพ่งได้เลย โดยเฉพาะอย่างยิ่งอย่างน้อย 9 รายที่พร้อมดำเนินคดี แถมค่าแพ่งแพงหูฉี่ด้วยนะครับ นี่คือจุดที่สมชัยเน้นย้ำว่า กกต. กำลังพยายามปิดปากประชาชนที่ออกมาเปิดโปงการทำงานที่อาจมีปัญหา โดยเฉพาะในช่วงที่การตรวจสอบ กกต. กำลังเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ

6 เหตุผลที่ กกต. อ้างในการแจ้งความ

มาดูกันครับว่าเอกสารของ กกต. อ้างเหตุผลอะไรบ้างในการแจ้งความกลุ่มคนเหล่านี้:

  • 1. ขัดขวางการทำงานของ กกต. – อ้างว่ากลุ่มนี้ขัดขวางหน้าที่
  • 2. กระทำการอ่านบาร์โคดเพื่อไปถึงข้อมูลว่าผู้มีสิทธิเลือกตั้งเลือกใคร – เรื่องสแกนบาร์โคดหาผลโหวต
  • 3. กกต. ไม่เคยดำเนินคดีกับประชาชน ยกเว้นคนที่มีเจตนาไม่สุจริต – ยืนยันว่าดำเนินเฉพาะเจตนาชั่วร้าย
  • 4. กลุ่มคนที่โดนแจ้ง เป็นกลุ่มที่ไปปรากฏตัว มีหลักฐานนำเสนอข้อมูลร่วมกัน – มีหลักฐานร่วมมือกัน
  • 5. คนที่ไม่ไปปรากฏตัว มีนัดหมายกับขบวนการเปิดเผยในเวทีสาธารณะ – แม้ไม่ไปแต่มีแผน
  • 6. มีการปั่นกระแสในโซเชียล ทำให้เกิดความไม่เรียบร้อย เป็นภัยต่อความมั่นคง – สร้างความปั่นป่วนในสังคม

ทั้ง 6 ข้อนี้สมชัยมองว่าเป็นข้อหาอาญาแผ่นดินร้ายแรง แต่การไม่เปิดชื่อคือจุดอ่อนใหญ่ เพราะมันทำให้ประชาชนหวาดกลัว แทนที่จะกล้าตรวจสอบหน่วยงานรัฐที่รับผิดชอบเรื่องสำคัญอย่างการเลือกตั้ง

ในมุมมองของผมนะครับ เรื่องนี้สะท้อนปัญหาใหญ่ในระบบการตรวจสอบอำนาจรัฐ โดยเฉพาะ กกต. ที่ควรเป็นกลางและโปร่งใส แต่กลับถูกกล่าวหาว่าปิดกั้นเสียงวิจารณ์ ในยุคที่โซเชียลมีเดียเป็นเครื่องมือหลักของประชาชน การปั่นกระแสแบบนี้ยิ่งทำให้ประชาชนไม่เชื่อถือมากขึ้น การเลือกตั้งครั้งต่อไปจะโปร่งใสได้ยังไงถ้าประชาชนกลัวถูกฟ้อง? สมชัยที่เคยเป็น กกต. เอง คงรู้ระบบดี จึงกล้าท้าแบบนี้

ขยายความบริบทหน่อยครับ ปัจจุบัน กกต. กำลังเผชิญแรงกดดันจากหลายฝ่ายเรื่องการตรวจบัตรเลือกตั้ง การสแกนบาร์โคดที่ถูกกล่าวถึงอาจเชื่อมโยงกับกรณีที่กลุ่มผู้ตรวจสอบสงสัยว่ามีบัตรผิดปกติ แต่ กกต. มองว่าเป็นการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล ถ้าข้อมูลชัดเจน เปิดเผยได้หมดก็ดี แต่การแจ้งความแบบเงียบๆ แล้วปล่อยข่าวกลัวๆ กลืนๆ แบบนี้ต่างหากที่ยิ่งน่าสงสัย

สุดท้ายแล้ว ผมคิดว่าเรื่อง “[strong]“สมชัย” ซัด กกต. แจ้งความประชาชนแบบปั่นกระแส[/strong]” นี้เป็นสัญญาณเตือนว่าประชาชนต้องรวมตัวตรวจสอบมากขึ้น อย่ากลัวการข่มขู่ รัฐต้องโปร่งใสเพื่อประชาธิปไตยที่แท้จริง คุณล่ะครับคิดยังไงกับเรื่องนี้? คอมเมนต์มาบอกกันหน่อย หรือแชร์บทความนี้เพื่อให้คนอื่นรู้ความจริง ติดตามบล็อกเราเพื่ออัปเดตข่าวการเมืองล่าสุดนะครับ!

ที่มา – “สมชัย” ซัด กกต. แจ้งความประชาชนแบบปั่นกระแส หวังข่มขู่คนออกมาเปิดโปง ท้าเปิด 6 ชื่อคนถูกฟ้อง

ปชป. ออกแถลงการณ์ จี้ กกต. หยุดดำเนินคดีกับกลุ่มบุคคลที่ตรวจสอบเลือกตั้ง

ปชป. ออกแถลงการณ์ จี้ กกต. หยุดดำเนินคดีกับกลุ่มบุคคลที่ตรวจสอบเลือกตั้ง ประเด็นนี้กำลังกลายเป็นหัวข้อร้อนแรงในสังคมไทย โดยเฉพาะหลังการเลือกตั้งที่ผ่านมา ซึ่งเต็มไปด้วยข้อสงสัยมากมาย พรรคประชาธิปัตย์ได้ออกแถลงการณ์เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2567 เพื่อเรียกร้องให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ทบทวนการดำเนินคดีต่อกลุ่มบุคคลที่ออกมาตรวจสอบความผิดปกติในการเลือกตั้ง โดยชี้ว่าการกระทำดังกล่าวรุนแรงเกินกว่าเหตุ และควรใช้การชี้แจงข้อมูลที่โปร่งใสแทน

ปชป. ออกแถลงการณ์ จี้ กกต. หยุดดำเนินคดีกับกลุ่มบุคคลที่ตรวจสอบเลือกตั้ง

ปชป. ออกแถลงการณ์ จี้ กกต. หยุดดำเนินคดีกับกลุ่มบุคคลที่ตรวจสอบเลือกตั้ง

จากแถลงการณ์ของพรรคประชาธิปัตย์ระบุชัดเจนว่า ไม่เห็นด้วยกับการที่ กกต. มอบอำนาจให้รองเลขาธิการเข้าแจ้งความดำเนินคดีกับกลุ่มบุคคลที่ตรวจสอบกรณีบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา การเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2567 มีปัญหาหลายประการที่สร้างความสงสัยให้กับประชาชน เช่น การชี้แจงเรื่องบาร์โค้ดที่สับสน จนนำไปสู่การยื่นคำร้องต่อศาลปกครอง ผู้ตรวจการแผ่นดิน และศาลรัฐธรรมนูญ นอกจากนี้ยังมีกรณีอื่นๆ ที่ก่อให้เกิดความกังขาในความสุจริตของการเลือกตั้ง

ปัญหาการเลือกตั้งที่ก่อให้เกิดข้อสงสัย

ปัญหาหลักที่พรรคประชาธิปัตย์หยิบยกขึ้นมา ได้แก่:

  • กรณีบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง: มีการชี้แจงที่ไม่ชัดเจน สร้างความสับสนว่าสามารถติดตามบัตรได้หรือไม่ จนกลายเป็นประเด็นกฎหมาย
  • บัตรเขย่งจำนวนมาก: พบในหลายหน่วยเลือกตั้ง แต่การอธิบายไม่น่าพอใจ
  • เอกสารสำคัญถูกทิ้ง: มีข้อสงสัยว่าเจ้าหน้าที่ทิ้งเอกสารหลักฐานสำคัญอย่างไร้ความรับผิดชอบ
  • เจ้าหน้าที่ฉีกบัตรเลือกตั้ง: มีพยานเห็นการกระทำที่ผิดปกติ เช่น ฉีกบัตรแล้วกาบัตรเอง
  • ผลรวมคะแนนไม่ตรงกับป้าย: การนับคะแนนและบันทึกผลไม่สอดคล้องกัน สร้างความไม่ไว้วางใจ
  • ป้ายบันทึกคะแนนที่น่าสงสัย: การขีดเขียนดูผิดปกติ อาจมีการปลอมแปลง

ทั้งหมดนี้ กกต. มักตอบสนองด้วยการชี้แจงที่คลุมเครือ และปฏิเสธการเปิดเผยข้อมูล ส่งผลให้สังคมขาดความเชื่อมั่นในการเลือกตั้งที่ควรจะสุจริตและเที่ยงธรรม

พรรคประชาธิปัตย์ยืนยันว่า การตรวจสอบของประชาชนเป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญ หากไม่ขัดขวางการทำงานของเจ้าหน้าที่ การฟ้องร้องกลับจึงเป็นการกระทำที่เกินกว่าเหตุ ราวกับพยายามปิดปากสาธารณะ ซึ่งขัดกับหลักประชาธิปไตยที่โปร่งใส โดยเฉพาะข้อหาที่รุนแรงอย่าง “อั้งยี่ ซ่องโจร” “ขัดขวางการเลือกตั้ง” “เปิดเผยข้อมูล” และ “นำเข้าข้อมูลเท็จในระบบคอมพิวเตอร์” ซึ่งไม่สอดคล้องกับภาพเหตุการณ์ที่เป็นการตรวจสอบอย่างเปิดเผย

ทางออกที่พรรคประชาธิปัตย์เสนอ

แทนที่จะดำเนินคดี พรรคประชาธิปัตย์แนะนำให้ กกต. ใช้การชี้แจงที่ชัดเจน เปิดเผยข้อมูลทั้งหมดเพื่อพิสูจน์ความโปร่งใส ซึ่งจะช่วยรักษาศักดิ์ศรีขององค์กรและความเชื่อมั่นของประชาชนในระบอบประชาธิปไตยไทย การเลือกตั้งที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่าความโปร่งใสคือกุญแจสำคัญ หาก กกต. ยังคงท่าทีเดิม อาจนำไปสู่ปัญหาใหญ่ในอนาคต เช่น การโต้แย้งผลเลือกตั้งครั้งถัดไป

ในมุมมองของผู้เขียน การดำเนินการของ กกต. ในครั้งนี้ดูจะยิ่งทำให้เกิดคำถามมากขึ้น ประชาชนมีสิทธิ์ตรวจสอบได้ และหน่วยงานรัฐควรตอบสนองด้วยข้อมูล ไม่ใช่คดีความ เพื่อรักษาความศรัทธาในระบบเลือกตั้ง

คุณคิดอย่างไรกับประเด็นนี้? การตรวจสอบเลือกตั้งสำคัญแค่ไหน? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อกระตุ้นให้เกิดการถกเถียงที่สร้างสรรค์!

ที่มา – ปชป. ออกแถลงการณ์ จี้ กกต. หยุดดำเนินคดีกับกลุ่มบุคคลที่ตรวจสอบเลือกตั้ง

SPACEBAR ออกแถลงการณ์ หลัง กกต. ฟ้องช่างภาพ ย้ำยึดมั่นพันธกิจสื่อมวลชน

SPACEBAR ออกแถลงการณ์ หลัง กกต. ฟ้องช่างภาพ ย้ำยึดมั่นพันธกิจสื่อมวลชน เป็นประเด็นร้อนที่กำลังได้รับความสนใจจากสังคมไทยในขณะนี้ หลังจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้แจ้งความดำเนินคดีกับช่างภาพของสำนักข่าว SPACEBAR ในข้อหาที่รุนแรงหลายประการ เช่น ขัดขวางการเลือกตั้ง อั้งยี่ ยุยงปลุกปั่น และนำเข้าข้อมูลเท็จ สาเหตุมาจากการถ่ายภาพบัตรเลือกตั้งและต้นขั้วบัตรในหน่วยเลือกตั้งที่ 9 เขต 15 คันนายาว กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2569

SPACEBAR ออกแถลงการณ์ หลัง กกต. ฟ้องช่างภาพ ย้ำยึดมั่นพันธกิจสื่อมวลชน

ในแถลงการณ์ที่ SPACEBAR ออกมาเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 23.50 น. สำนักข่าวได้ยืนยันชัดเจนว่าการกระทำของช่างภาพในสังกัดเป็นเพียงการปฏิบัติหน้าที่สื่อมวลชนตามปกติ โดยถ่ายภาพเพื่อนำเสนอข้อมูลเชิงเทคนิคของกระบวนการเลือกตั้ง เช่น การลงคะแนนและนับคะแนน ไม่มีเจตนาละเมิดความลับของผู้ใช้สิทธิหรือบ่อนทำลายการเลือกตั้งแต่อย่างใด ก่อนเผยแพร่ภาพ ช่างภาพได้ปกปิดข้อมูลส่วนบุคคลสำคัญ เช่น เลขเล่มบัตร เลขที่บัตร ลายมือชื่อผู้ลงคะแนน และเจ้าหน้าที่ประจำหน่วยเรียบร้อยแล้ว

SPACEBAR เน้นย้ำว่าเคารพกระบวนการยุติธรรม สนับสนุนการเลือกตั้งที่สุจริต และพร้อมให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่อย่างเต็มที่ เพื่อให้ข้อเท็จจริงปรากฏอย่างโปร่งใส แถลงการณ์ยังชี้ว่าการตั้งข้อหาเกินกว่าเหตุของ กกต. ส่งผลกระทบต่อเสรีภาพการตรวจสอบของประชาชนและสื่อมวลชน ซึ่งมีหน้าที่รักษาดุลยภาพ ไม่ใช่เลือกข้างหรือทำลายระบบเลือกตั้ง

SPACEBAR ออกแถลงการณ์ หลัง กกต. ฟ้องช่างภาพ ย้ำยึดมั่นพันธกิจสื่อมวลชน: รายละเอียดข้อกล่าวหา

จากข้อมูลที่ กกต. เปิดเผย มีผู้ถูกแจ้งความทั้งหมด 6 ราย รวมถึงบุคลากร SPACEBAR โดยข้อหาหลักคือการถ่ายภาพบัตรเลือกตั้งแบบแบ่งเขตและบัญชีรายชื่อ พยายามถอดรหัส QR Code และ Barcode เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลกับผู้ลงคะแนน ซึ่งเกิดขึ้นในการเลือกตั้งใหม่หน่วยดังกล่าว เหตุการณ์นี้ถูกมองว่า “อ่อนไหวสูง” เพราะเกี่ยวข้องกับความน่าเชื่อถือของการเลือกตั้ง สิทธิความลับผู้มีสิทธิเลือกตั้ง และการใช้กฎหมายความมั่นคงที่รุนแรงกับสื่อและบุคคลสาธารณะ

  • การทำหน้าที่ของช่างภาพ: ถ่ายภาพบรรยากาศหน่วยเลือกตั้ง บุคคล การลงคะแนน และนับคะแนน เพื่อให้ประชาชนรับทราบข้อมูล
  • การปกป้องข้อมูล: ปกปิดต้นขั้วบัตร ลายมือชื่อ ก่อนเผยแพร่
  • เจตนา: นำเสนอระบบเทคนิคการเลือกตั้ง ไม่ละเมิดสิทธิ

SPACEBAR ยังระบุว่าจะปกป้องช่างภาพในสังกัดอย่างถึงที่สุด ขอสงวนสิทธิ์ไม่ให้รายละเอียดเพิ่มเติมในขณะนี้ เพื่อไม่กระทบกระบวนการยุติธรรม และเชิญชวนสังคมรับฟังข้อมูลจากทุกฝ่าย ติดตามข้อเท็จจริงผ่านช่องทางกฎหมาย

ประเด็นนี้สะท้อนถึงความตึงเครียดระหว่างบทบาทสื่อมวลชนกับหน่วยงานรัฐ โดยเฉพาะในยุคที่ข้อมูลข่าวสารแพร่กระจายรวดเร็วผ่านโซเชียลมีเดีย สื่ออย่าง SPACEBAR ยึดมั่นหลักวิชาชีพ นำเสนอข้อเท็จจริงรับผิดชอบต่อสังคม ซึ่งเป็นหัวใจของพันธกิจสื่อมวลชนไทย

นอกจากนี้ ยังเป็นเครื่องเตือนใจให้สื่อทุกแห่งระมัดระวังในการรายงานข่าวการเมือง โดยเฉพาะเรื่องเลือกตั้งที่敏感 หากเกิดกรณีคล้ายกันในอนาคต สื่อควรมีแนวทางปฏิบัติชัดเจนเพื่อปกป้องทีมงานและรักษาเสรีภาพการนำเสนอข่าว

สุดท้ายนี้ SPACEBAR ออกแถลงการณ์ หลัง กกต. ฟ้องช่างภาพ ย้ำยึดมั่นพันธกิจสื่อมวลชน แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการทำหน้าที่อย่างโปร่งใส ผู้สนใจควรติดตามพัฒนาการคดีนี้ เพื่อเข้าใจถึงขอบเขตเสรีภาพสื่อในประเทศไทยมากขึ้น คุณคิดเห็นอย่างไรกับกรณีนี้? แชร์ความคิดเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามข่าวสารการเมืองอัปเดตจากเรา!

ที่มา – SPACEBAR ออกแถลงการณ์ หลัง กกต. ฟ้องช่างภาพ ย้ำยึดมั่นพันธกิจสื่อมวลชน

Scroll to top