บิ๊กเต่า

“บิ๊กเต่า” จ่อลุย วัดดังปทุมธานี ปมพระโอนเงิน

ร้อนระอุ! “บิ๊กเต่า” จ่อลุยวัดดังปทุมธานี ปมพระโอนเงินข้ามทวีปให้สีกาที่เยอรมัน งานนี้มีสะเทือนวงการสงฆ์แน่นอน เมื่อ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รอง ผบช.ก. เตรียมเปิดคดีใหม่สะท้านวงการ เกี่ยวกับพระวัดดังในจังหวัดปทุมธานี ที่พัวพันกับเงินวัดจำนวนมหาศาลที่โยงไปถึงสีกาในเยอรมนี! เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ตามติดข่าวด่วน!

“บิ๊กเต่า” จ่อลุยวัดดังปทุมธานี ปมพระโอนเงิน

งานเข้าอย่างจังสำหรับพระวัดดังในจังหวัดปทุมธานี เมื่อ “บิ๊กเต่า” เตรียมลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีมีพระรูปหนึ่งโอนเงินวัดจำนวน 12.2 ล้านบาท ไปให้กับสีกาที่อยู่ในเยอรมนี! เรื่องนี้แดงขึ้นมา เมื่อทนายอนันต์ชัย ไชยเดช ออกมาโพสต์หลักฐานสำคัญเกี่ยวกับคดีนี้ ทำให้สังคมเกิดความสงสัยว่าลูกศิษย์วัดทำผิดจริงหรือไม่ และเรียกร้องให้มีการชี้แจงโดยด่วน

เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2568 พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รอง ผบช.ก. ได้ออกมาเปิดเผยถึงความคืบหน้าของคดีนี้ว่า มีผู้แจ้งความร้องทุกข์ไว้ที่กองปราบแล้ว และขณะนี้อยู่ในระหว่างการตรวจสอบข้อมูลที่ได้มา ซึ่งถือว่ามีความน่าสนใจอยู่พอสมควร ประเด็นสำคัญคือการตรวจสอบเส้นทางการเงินของบัญชีวัด หากพบว่าใครมีส่วนเกี่ยวข้อง จะต้องถูกดำเนินการตามกฎหมายอย่างแน่นอน

ทนายอนันต์ชัยโพสต์หลักฐานเด็ด

การที่ทนายอนันต์ชัยนำหลักฐานออกมาโพสต์ผ่านโซเชียลมีเดียนั้น ถือว่าเป็นประโยชน์ต่อรูปคดีอย่างมาก แม้ว่าการจะเรียกทนายมาสอบสวนหรือไม่นั้น ยังอยู่ในระหว่างการพิจารณาของพนักงานสอบสวน แต่คาดว่าในเร็ว ๆ นี้ เรื่องราวทั้งหมดจะมีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น

ทนายอนันต์ชัย ไชยเดช ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า คดีนี้เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2561 โดยมีสีกาคนหนึ่งอาศัยอยู่ที่ประเทศเยอรมนี ถูกพระวัดดังในจังหวัดปทุมธานีฟ้องร้องในคดีแพ่งเกี่ยวกับเงินของวัด เนื่องจากพระรูปดังกล่าวได้โอนเงินประมาณ 12.2 ล้านบาท เข้าบัญชีของสีกา ต่อมาพระต้องการให้สีกาโอนเงินกลับคืนมาเป็นจำนวน 13 ล้านบาท แต่สีกาไม่ยอมโอนคืนให้ พระจึงแจ้งความดำเนินคดีแพ่ง โดยอ้างว่าเงินดังกล่าวเป็นค่าเดินทาง ค่าอาหารแมว และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ

สีกาคนดังกล่าวทราบภายหลังว่า เงินที่ได้รับนั้น ไม่ใช่เงินส่วนตัวของพระ แต่เป็นเงินของวัด จึงได้ปรึกษาทนายความและตัดสินใจแจ้งความกลับเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา จากการตรวจสอบพบว่ามีผู้เกี่ยวข้องในขบวนการนี้ถึง 8 คน รวมพระด้วยเป็น 9 คน ทนายอนันต์ชัยจึงขอฝากถึงพระที่ถูกกล่าวหา ให้รีบออกมาแสดงความบริสุทธิ์ของตนเอง เพราะทางทนายมีหลักฐานอยู่ในมือมากมาย

“บิ๊กเต่า” จ่อลุยวัดดังปทุมธานี ปมพระโอนเงิน กลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมให้ความสนใจอย่างมาก การตรวจสอบเส้นทางการเงินและความเชื่อมโยงกับสีกาในเยอรมนี จะนำไปสู่การเปิดโปงขบวนการที่ใหญ่กว่านี้หรือไม่ ต้องติดตามกันต่อไปอย่างใกล้ชิด

เรื่องนี้เป็นอุทาหรณ์สอนใจว่า การใช้เงินวัดต้องเป็นไปอย่างโปร่งใสและถูกต้องตามพระธรรมวินัย เพื่อรักษาศรัทธาของประชาชนที่มีต่อพระพุทธศาสนา การที่ “บิ๊กเต่า” จ่อลุยวัดดังปทุมธานี ปมพระโอนเงินครั้งนี้ อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการปฏิรูปวงการสงฆ์ครั้งใหญ่ก็เป็นได้

ที่มา – “บิ๊กเต่า” จ่อลุยวัดดังปทุมธานี ปมพระโอนเงินข้ามทวีปให้สีกาที่เยอรมัน กว่า 12 ล้าน

จบด้วยดี! โผตำรวจ ยึด พ.ร.บ.ตำรวจ ปี 65

โผตำรวจจบลงด้วยดี “บิ๊กเต่า-บิ๊กต่าย” ไหว้ เคลียร์ใจ ยึด พ.ร.บ.ตำรวจ ปี 65

เรื่องราวการแต่งตั้งโยกย้ายตำรวจระดับสูง หรือที่เรียกกันว่า โผตำรวจ นั้น ได้จบลงด้วยดี หลังจากการประชุมของคณะกรรมาธิการตำรวจสภาผู้แทนราษฎร โดยมีประเด็นสำคัญคือ การยึดมั่นใน พ.ร.บ.ตำรวจ ปี 65 อย่างเคร่งครัด

พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ได้นำทีมเข้าร่วมชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการตำรวจ ถึงหลักเกณฑ์ในการพิจารณาแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรวจระดับนายพล โดยยืนยันว่าการดำเนินการทั้งหมดเป็นไปตาม พ.ร.บ.ตำรวจ ปี 65 และกฎ ก.ตร. ปี 2567

หลักเกณฑ์สำคัญที่ใช้ในการพิจารณาประกอบด้วย 5 ข้อหลัก ได้แก่ ความอาวุโส 50% และอีก 50% พิจารณาจากความรู้ความสามารถที่เป็นที่ประจักษ์, ประวัติการรับราชการ, ผลงานหรือการปฏิบัติงาน, ความประพฤติส่วนตัวและหน้าที่ และการประเมินความพึงพอใจของพี่น้องประชาชนในพื้นที่

ความคืบหน้าล่าสุดเกี่ยวกับโผตำรวจ และการยึด พ.ร.บ.ตำรวจ ปี 65

ในการประชุมครั้งนี้ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (รอง ผบช.ก.) ซึ่งเป็นผู้ร้องเรียนเกี่ยวกับหลักเกณฑ์การแต่งตั้งโยกย้าย ได้เข้าร่วมรับฟังการชี้แจงจาก ผบ.ตร. และภายหลังจากการชี้แจง รอง ผบช.ก. ได้แสดงความเข้าใจและไม่ติดใจในประเด็นดังกล่าว เนื่องจากมีการปรับโผให้กับหลายท่านที่เหมาะสมแล้ว

น.ส.สุณัฐชา โล่สถาพรพิพิธ ประธานคณะกรรมาธิการตำรวจสภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยว่า บรรยากาศในการประชุมเป็นไปด้วยดี ไม่มีการปะทะคารมใดๆ แต่เป็นการระบายความในใจของแต่ละฝ่ายมากกว่า พร้อมทั้งได้ขอบคุณกรรมาธิการตำรวจที่เปิดพื้นที่ให้ได้มีการปรับความเข้าใจกัน

ที่สำคัญคือ หลังจากการประชุม “บิ๊กเต่า” พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ได้ไหว้ “บิ๊กต่าย” พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ และมีการตบไหล่ จับมือกัน แสดงให้เห็นถึงความเข้าใจอันดีที่เกิดขึ้น

ประเด็นสำคัญที่ได้จากการประชุมครั้งนี้คือ การยืนยันว่าจะมีการยึดมั่นใน พ.ร.บ.ตำรวจ ปี 65 อย่างเคร่งครัด ในการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรวจทุกระดับชั้น เพื่อความเป็นธรรมและโปร่งใส

สรุปประเด็นสำคัญ:

  • ผบ.ตร. ยืนยันการยึดมั่นใน พ.ร.บ.ตำรวจ ปี 65
  • มีการใช้หลักเกณฑ์ 5 ข้อในการพิจารณา
  • “บิ๊กเต่า” ไม่ติดใจ ไหว้ “บิ๊กต่าย”
  • กมธ.ตร. เน้นย้ำความสำคัญของการยึดหลักเกณฑ์เพื่อความเป็นธรรม

การที่คณะกรรมาธิการตำรวจ สภาฯ ได้พิจารณาเรื่องนี้ ถือเป็นการสร้างมาตรฐานว่าในการแต่งตั้งโยกย้ายโผตำรวจ ระดับใดก็ตาม ต้องยึดหลักเกณฑ์ตาม พ.ร.บ.ตำรวจ ปี 65 เพื่อป้องกันปัญหาการร้องเรียนต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งและความเข้าใจผิดในเรื่องการแต่งตั้งโยกย้ายตำรวจ ถือเป็นสิ่งสำคัญในการสร้างขวัญและกำลังใจให้กับผู้ปฏิบัติงาน และทำให้องค์กรตำรวจสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น การยึดมั่นในกฎหมายและหลักเกณฑ์ที่เป็นธรรม จึงเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาองค์กรตำรวจให้มีความน่าเชื่อถือและเป็นที่พึ่งของประชาชนอย่างแท้จริง และการที่เรื่อง โผตำรวจ จบลงด้วยดี โดยมีการเคลียร์ใจและยึด พ.ร.บ.ตำรวจ ปี 65 เป็นหลัก ถือเป็นสัญญาณที่ดีของการเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ถูกต้อง

ที่มา – โผตำรวจจบลงด้วยดี “บิ๊กเต่า-บิ๊กต่าย” ไหว้ เคลียร์ใจ ยึด พ.ร.บ.ตำรวจ ปี 65

กมธ.ตำรวจ เลื่อนฟังชี้แจง “โผนายพล” เหตุส่งคนแจงหลายทอด

คณะกรรมาธิการตำรวจ (กมธ.ตำรวจ) มีมติเลื่อนการฟังคำชี้แจงเรื่อง “โผนายพล” ตามคำร้องของ “บิ๊กเต่า” เนื่องจาก “บิ๊กต่าย” มอบหมายให้ “อาชยน” ชี้แจงแทน แต่กลับมีการมอบหมายให้ผู้อื่นชี้แจงแทนอีกทอด ทำให้ กมธ. เห็นว่าไม่ให้เกียรติกลไกการตรวจสอบของฝ่ายนิติบัญญัติ จึงเลื่อนการพิจารณาไปยังนัดหน้า และย้ำว่าผู้เกี่ยวข้องจะต้องมาชี้แจงด้วยตนเอง

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 4 กันยายน 2568 ณ รัฐสภา คณะกรรมาธิการ (กมธ.) การตำรวจ สภาผู้แทนราษฎร โดยมี น.ส.สุณัฐชา โล่สถาพรพิพิธ สส.ตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะประธานกรรมาธิการตำรวจ ทำหน้าที่ในการประชุมพิจารณาวาระเกี่ยวกับหลักเกณฑ์การแต่งตั้งเลื่อนตำแหน่งสูงขึ้น และโยกย้ายสับเปลี่ยนหมุนเวียนของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (“โผนายพล”) โดยได้เชิญผู้เกี่ยวข้องมาชี้แจง อาทิ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (รอง ผบช.ก.), พล.ต.อ.กิตติรัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. ซึ่งมอบหมายให้ พล.ต.ท.อาชยน ไกรทอง ผู้บัญชาการสำนักงานกำลังพล ในฐานะผู้แทน ผบ.ตร., พล.ต.ท.ธนพล ศรีโสภา รองจเรตำรวจแห่งชาติ, พลตำรวจโท อนุชา รมยะนันทน์, พลตำรวจตรี ฐายุฏฐ์ จันทร์ถาวร, ว่าที่พันตำรวจเอก อดิศักดิ์ อรพันธ์ ตัวแทนสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ เข้าร่วมชี้แจง

หลังเริ่มการประชุมได้ประมาณ 20 นาที ที่ประชุม กมธ.ตำรวจ ได้มีมติให้เลื่อนการประชุมพิจารณาเรื่องนี้ออกไปในการประชุมครั้งหน้า โดยให้เหตุผลว่าผู้มาชี้แจงไม่ได้ให้เกียรติ กมธ.ตำรวจ เนื่องจาก ผบ.ตร. มอบหมายให้ผู้บัญชาการสำนักงานกำลังพลมาชี้แจงแทน แต่ผู้บัญชาการสำนักงานกำลังพลกลับมอบหมายให้บุคคลอื่นมาชี้แจงแทนอีกทอดหนึ่ง ซ้ำยังแจ้งให้ กมธ. ทราบก่อนการประชุมเพียงครึ่งชั่วโมงเท่านั้น ที่ประชุมจึงมีมติให้ออกหนังสือเชิญตาม พ.ร.บ.อำนาจเรียกของคณะ กมธ. ของสภาผู้แทนราษฎร และของวุฒิสภา พ.ศ. 2568 มาตรา 8 โดยยืนยันที่จะเชิญ ผบ.ตร. มาชี้แจงด้วยตนเอง

น.ส.สุณัฐชา เปิดเผยภายหลังการประชุมว่า การประชุมในครั้งนี้ต้องเลื่อนออกไปพิจารณาในคราวหน้า เนื่องจากมีการมอบหมายให้บุคคลอื่นมาชี้แจงแทนถึงสองชั้น กมธ.ตำรวจ จึงเห็นว่าเป็นการไม่ให้เกียรติกลไกของสภาผู้แทนราษฎรที่ทำหน้าที่ตรวจสอบ หากเป็นการมาชี้แจงถึงหลักเกณฑ์ในการพิจารณาแต่งตั้งโยกย้ายปรับเลื่อนตำแหน่งก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร กมธ.ตำรวจ จึงมีมติเห็นพ้องกันว่าจะเชิญบุคคลที่เกี่ยวข้องมาชี้แจงในเรื่องนี้ในการประชุมครั้งหน้า โดยจะมีการประสานงานภายในก่อน เพื่อหลีกเลี่ยงการออกหนังสือตาม พ.ร.บ.อำนาจเรียกของคณะ กมธ. ของสภาผู้แทนราษฎร และของวุฒิสภา พ.ศ. 2568 มาตรา 8 เพราะอาจจะส่งผลกระทบต่อการพิจารณาและมีผลต่อวินัยของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จึงขอความร่วมมือจากผู้เกี่ยวข้องให้มาตามที่ กมธ.ตำรวจเชิญไป

ทั้งนี้ หาก พล.ต.ท.อาชยน ไกรทอง ผู้บัญชาการสำนักงานกำลังพล จะมาชี้แจงแทน ผบ.ตร. ในกรณีที่มีภารกิจ กมธ.ตำรวจก็ยินดีรับฟัง แต่ไม่เห็นด้วยกับการมอบหมายให้บุคคลอื่นมาชี้แจงแทนอีกทอด

กมธ.ตำรวจ ย้ำอำนาจตรวจสอบ “โผนายพล”

น.ส.สุณัฐชา กล่าวย้ำว่า:

“ยืนยันว่า กมธ.ตำรวจ ทำหน้าที่ในฝ่ายนิติบัญญัติยังมีอำนาจเต็มในการตรวจสอบ อย่ามองว่าสถานการณ์ทางการเมืองขณะนี้ อยู่ในห้วงสูญญากาศแล้วจะทำเช่นนี้”

ทำไม กมธ.ตำรวจ ถึงให้ความสำคัญกับเรื่อง “โผนายพล”?

การพิจารณาหลักเกณฑ์การแต่งตั้งโยกย้ายในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนและมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความเชื่อมั่นของประชาชน การที่ผู้เกี่ยวข้องไม่ได้ให้ความสำคัญกับการมาชี้แจงต่อ กมธ. จึงเป็นสิ่งที่ กมธ. มองว่าไม่เหมาะสมและจำเป็นต้องดำเนินการแก้ไข

การเลื่อนการพิจารณาในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของ กมธ. ตำรวจ ในการทำหน้าที่ตรวจสอบอย่างเต็มที่ และยืนยันที่จะให้มีการชี้แจงจากผู้ที่มีอำนาจตัดสินใจโดยตรง เพื่อให้การพิจารณาเป็นไปอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม

เรื่องนี้เป็นประเด็นที่น่าสนใจและต้องติดตามกันต่อไปว่าผลสรุปของการพิจารณา “โผนายพล” จะเป็นอย่างไร และจะมีการเปลี่ยนแปลงใดๆ ในหลักเกณฑ์การแต่งตั้งโยกย้ายในสำนักงานตำรวจแห่งชาติหรือไม่

ที่มา – กมธ.ตำรวจ มีมติเลื่อนฟังคำชี้แจง “โผนายพล” เหตุส่งคนแจงต่อหลายทอด ชี้ไม่ให้เกียรติสภา

“บิ๊กเต่า” ยังติดใจโผนายพลตำรวจ ยันทำงานเต็มสูบ

“บิ๊กเต่า” ยังติดใจโผแต่งตั้งโยกย้ายบางรายชื่อไม่เหมาะสม แต่ดีใจกับ พล.ต.ต.นพศิลป์-พล.ต.ต.รุ่งโรจน์ ชมเป็นคนเก่ง มีความสามารถ ส่วนตัวเดินหน้าทำงานเต็มสูบ แม้ไม่ได้รับการแต่งตั้งอีก

จากการประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) เมื่อวานนี้ใช้เวลานานถึง 8 ชั่วโมง ในการจัดทำบัญชีรายชื่อ ซึ่งมีตำรวจที่ได้รับการแต่งตั้งโยกย้ายครั้งนี้ 250 นาย แต่ปรากฏว่า พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รองผบช.ก. ไม่มีชื่อในการแต่งตั้งโยกย้าย ซึ่งก่อนหน้านี้เคยออกมาเปิดหน้ายื่นขอความเป็นธรรมกับ นายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี

เกี่ยวกับเรื่องนี้ เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 1 กันยายน 2568 ที่กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รองผบช.ก. ให้สัมภาษณ์กับสื่อ ก่อนร่วมงานสถาปนากองบังคับการปราบปราม ถึงผลการแต่งตั้งดังกล่าว ยืนยันว่าไม่น้อยใจที่ไม่ได้รับการแต่งตั้ง ตามที่เคยให้สัมภาษณ์ไปแล้วว่าอยากให้คนทำงานได้รับโอกาส เช่น พล.ต.ต.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ รองผบช.น. ที่ได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้บัญชาการประจำสำนักงานผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ตนยินดีด้วย เพราะ พล.ต.ต.นพศิลป์ เป็นคนเก่งและมีความสามารถ ทำงานด้านสืบสวน หรือ พล.ต.ต.รุ่งโรจน์ ฐากูรปุณยสิริ รองผบช.ตชด. ที่ได้ขึ้นเป็นผู้บัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน จากผลงานร่วมรบที่แนวชายแดนไทย-กัมพูชา และคนอื่นๆ ตนเองดีใจด้วย แต่ก็ยังมีบางรายชื่อ 2-3 นายที่ตนเองยังมองว่าไม่เหมาะสมกับตำแหน่งที่ได้รับเลื่อนยศจากพล.ต.ต.  ขึ้นเป็นพล.ต.ท.  ส่วนระดับยศพ.ต.อ.  ขึ้นพล.ต.ต.  ตนเองยังไม่เห็นรายชื่อ จึงยังไม่สามารถให้ความเห็นได้

พล.ต.ต.จรูญเกียรติ มองว่า ถ้าเพียงแค่ตนเองกระตุกเตือน ก.ตร. หรือผู้บังคับบัญชาให้แก้ไขเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมได้ ก็เป็นสิ่งที่ดี หลังจากนี้ตนเองจะไปหารือกับกรรมาธิการการตำรวจ รวมทั้งคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรมข้าราชการตำรวจ (ก.พ.ค.ตร.) เพื่อวางแนวทางโครงการการพิจารณาเรื่องการแต่งตั้งในหมวดความรู้ความสามารถให้มีความชัดเจนต่อไป ว่าควรคำนึงถึงอะไรบ้างในการแต่งตั้ง และช่วยผลักดัน ก.ตร. ชุดนี้ใช้ พ.ร.บ.ตำรวจ พ.ศ.2565 สำหรับการแต่งตั้งในอนาคตให้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น เป็นธรรมกับทุกคน

นอกจากนี้ยังมองว่าการที่ทั้ง พล.ต.ต.นพศิลป์ และคนอื่นๆ ได้เลื่อนตำแหน่ง ไม่ใช่แผนการของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ได้วางตัวเลื่อนตำแหน่งไว้แล้ว ล่อให้ตนออกมาร้องขอความเป็นธรรม แต่เป็นเพราะผลงานของนายตำรวจเหล่านี้ที่มีความสามารถโดดเด่น ส่วนตัวเองแม้จะไม่ได้รับการแต่งตั้งอีกในปีหน้า ก็จะไม่มีการร้องเรียนใดๆ แต่จะยิ่งทำงานหนักเพื่อส่วนรวม ไม่มีเสียขวัญกำลังใจ

“บิ๊กเต่า” ยังติดใจโผนายพลตำรวจ ยันเดินหน้าทำงานเต็มสูบ แม้ไม่ได้รับการแต่งตั้งอีก

จากกรณีที่ “บิ๊กเต่า” พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รอง ผบช.ก. ออกมาแสดงความเห็นเกี่ยวกับ “บิ๊กเต่า” ยังติดใจโผนายพลตำรวจ ยันเดินหน้าทำงานเต็มสูบ แม้ไม่ได้รับการแต่งตั้งอีก ทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในวงกว้าง วันนี้เราจะมาสรุปประเด็นสำคัญที่ “บิ๊กเต่า” ได้กล่าวถึง

ประเด็นที่ “บิ๊กเต่า” ยังติดใจ

  • ความไม่เหมาะสมของบางรายชื่อ: “บิ๊กเต่า” มองว่ายังมีนายตำรวจบางรายชื่อที่ไม่เหมาะสมกับตำแหน่งที่ได้รับการแต่งตั้ง
  • ความยินดีกับผู้ที่ได้รับการแต่งตั้ง: แสดงความยินดีกับ พล.ต.ต.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ และ พล.ต.ต.รุ่งโรจน์ ฐากูรปุณยสิริ ที่ได้รับการแต่งตั้ง
  • การทำงานหนักเพื่อส่วนรวม: ยืนยันว่าจะยังคงทำงานหนักเพื่อส่วนรวมต่อไป แม้จะไม่ได้รับการแต่งตั้งอีก

“บิ๊กเต่า” ยังกล่าวถึงความสำคัญของการพิจารณาความรู้ความสามารถในการแต่งตั้งโยกย้าย และตั้งใจที่จะผลักดันให้เกิดความชัดเจนและเป็นธรรมในการแต่งตั้งในอนาคต โดยใช้ พ.ร.บ.ตำรวจ พ.ศ.2565 ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

สิ่งที่ “บิ๊กเต่า” ได้แสดงออกมา สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการทำงานเพื่อส่วนรวม และความตั้งใจที่จะผลักดันให้เกิดความเป็นธรรมในระบบตำรวจ แม้ว่าตนเองจะไม่ได้รับการแต่งตั้งก็ตาม “บิ๊กเต่า” ยังติดใจโผนายพลตำรวจ ยันเดินหน้าทำงานเต็มสูบ แม้ไม่ได้รับการแต่งตั้งอีก เป็นประเด็นที่น่าสนใจและควรค่าแก่การติดตาม

การออกมาแสดงความเห็นของ “บิ๊กเต่า” ครั้งนี้ เป็นการกระตุ้นให้สังคมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหันมาพิจารณาถึงหลักเกณฑ์และกระบวนการในการแต่งตั้งโยกย้ายให้มีความโปร่งใสและเป็นธรรมมากยิ่งขึ้น เพื่อสร้างขวัญและกำลังใจให้กับผู้ที่ตั้งใจทำงานเพื่อประเทศชาติอย่างแท้จริง “บิ๊กเต่า” ยังติดใจโผนายพลตำรวจ ยันเดินหน้าทำงานเต็มสูบ แม้ไม่ได้รับการแต่งตั้งอีก แสดงให้เห็นถึงความกล้าหาญและความเสียสละของนายตำรวจท่านนี้

ที่มา – “บิ๊กเต่า” ยังติดใจโผนายพลตำรวจ ยันเดินหน้าทำงานเต็มสูบ แม้ไม่ได้รับการแต่งตั้งอีก

หลวงปู่ศิลา ฉันเพลห้องบิ๊กเต่า พร้อมให้พร

“หลวงปู่ศิลา” มาฉันเพลที่ห้องทำงาน “บิ๊กเต่า” ในอาคารกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง พร้อมพูดอวยพรให้กำลังใจ ก่อนเดินทางกลับ “วัดพระธาตุหมื่นหิน”

เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 27 ส.ค. 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ห้องทำงาน พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รอง ผบช.ก. ชั้น 27 อาคารพิทักษ์สันติ กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) “หลวงปู่ศิลา” ได้มาฉันเพลที่ห้องทำงาน พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รอง ผบช.ก. พร้อมพูดอวยพรให้กำลังใจ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ และยังบอกว่าเป็นห่วงสถานการณ์จังหวัดชายแดน โดยใช้เวลาประมาณชั่วโมงครึ่งจึงเสร็จสิ้น

จากนั้นได้ลงไปเจิมท้าวเวสสุวรรณ หน้ากองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) ชั้น 16 และ 15 อาคารกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง เพื่อเป็นสิริมงคล ก่อนเดินทางกลับวัดพระธาตุหมื่นหิน จ.กาฬสินธุ์.

หลวงปู่ศิลา มาฉันเพลที่ห้องทำงาน บิ๊กเต่า พร้อมพูดอวยพรให้กำลังใจ

เรื่องราวของ “หลวงปู่ศิลา” ที่มาฉันเพลในห้องทำงานของ “บิ๊กเต่า” ไม่ได้เป็นเพียงแค่ภาพของการทำบุญ แต่ยังแสดงให้เห็นถึงความเคารพและความศรัทธาที่ข้าราชการตำรวจมีต่อพระสงฆ์ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ การที่หลวงปู่ท่านเมตตามาให้พรถึงที่ทำงาน ย่อมเป็นขวัญและกำลังใจอย่างยิ่งในการปฏิบัติหน้าที่

พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รอง ผบช.ก. ได้รับพรจาก หลวงปู่ศิลา นับเป็นสิริมงคลอย่างยิ่ง การได้รับความเมตตาจากพระสงฆ์ที่เคารพนับถือ ย่อมเป็นกำลังใจให้ท่านและทีมงานสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างราบรื่น พบเจอแต่สิ่งดีงาม และสามารถฟันฝ่าอุปสรรคต่างๆ ไปได้ด้วยดี

ทำไมการมาฉันเพลของหลวงปู่ศิลาจึงมีความสำคัญ

การมาฉันเพลของ หลวงปู่ศิลา ที่ห้องทำงานของบิ๊กเต่า มีความสำคัญหลายประการ ดังนี้:

  • ความเป็นสิริมงคล: การได้รับพรจากพระสงฆ์ที่เคารพนับถือ ถือเป็นสิริมงคลแก่สถานที่และผู้ที่ได้รับพร
  • ขวัญและกำลังใจ: เป็นการเสริมสร้างขวัญและกำลังใจแก่ข้าราชการตำรวจในการปฏิบัติหน้าที่
  • สร้างความสัมพันธ์อันดี: เป็นการสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างพระสงฆ์และข้าราชการ
  • เป็นแบบอย่างที่ดี: เป็นการส่งเสริมให้ข้าราชการทำความดี มีคุณธรรมจริยธรรม

จากเหตุการณ์นี้ เราได้เห็นถึงความสำคัญของศาสนาและความเชื่อมั่นที่มีต่อพระสงฆ์ในสังคมไทย การที่ หลวงปู่ศิลา เมตตามาให้พรถึงที่ทำงาน ย่อมเป็นสิ่งที่ประทับใจและเป็นกำลังใจให้แก่ผู้ที่ได้รับพรทุกคน

นอกจากนี้ การที่หลวงปู่ศิลากล่าวถึงความเป็นห่วงสถานการณ์ในจังหวัดชายแดนใต้ แสดงให้เห็นถึงความเมตตาและความห่วงใยที่ท่านมีต่อประชาชนในพื้นที่ การอวยพรให้กำลังใจจึงเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งที่จะช่วยให้เจ้าหน้าที่และประชาชนสามารถก้าวผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ไปได้

การที่หลวงปู่ศิลาเดินทางไปเจิมท้าวเวสสุวรรณที่กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นในสิ่งศักดิ์สิทธิ์ การขอพรและบารมีจากท้าวเวสสุวรรณ ย่อมเป็นกำลังใจให้แก่เจ้าหน้าที่ในการปฏิบัติหน้าที่ให้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี

โดยรวมแล้ว เหตุการณ์ที่ หลวงปู่ศิลา มาฉันเพลที่ห้องทำงานของบิ๊กเต่า และให้พรแก่ข้าราชการตำรวจ เป็นเรื่องราวที่สร้างความประทับใจและเป็นกำลังใจให้แก่ผู้ที่เกี่ยวข้องทุกคน สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของศาสนา ความเชื่อมั่น และความเมตตาในสังคมไทย

การมีสติในการทำงาน การทำความดี และการช่วยเหลือผู้อื่น ล้วนเป็นสิ่งที่สำคัญที่เราสามารถนำมาปรับใช้ในชีวิตประจำวัน เพื่อสร้างสังคมที่ดีและน่าอยู่ยิ่งขึ้น

การปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต และการมีคุณธรรมจริยธรรม ถือเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับข้าราชการตำรวจ การได้รับพรจาก หลวงปู่ศิลา ย่อมเป็นเครื่องเตือนใจให้ทุกท่านยึดมั่นในคุณงามความดี และปฏิบัติหน้าที่เพื่อประเทศชาติและประชาชนต่อไป

ที่มา – “หลวงปู่ศิลา” มาฉันเพลที่ห้องทำงาน “บิ๊กเต่า” พร้อมพูดอวยพรให้กำลังใจ

“บิ๊กเต่า” เปิดใจปมแต่งตั้งโยกย้ายตำรวจ

เปิดใจ “บิ๊กเต่า” หลังเป็นตัวแทนตำรวจ ยื่นหนังสือร้องขอความเป็นธรรม ปมแต่งตั้งโยกย้ายตำรวจ หวังผู้บังคับบัญชาให้ความเป็นธรรม ตำรวจรุ่นใหม่ไฟแรงที่ตั้งใจทำงาน

เมื่อเวลา 15.30 น. วันที่ 26 ส.ค. 2568 กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รอง ผบช.ก. เปิดเผยถึงกรณีที่มีการยื่นหนังสือร้องขอความเป็นธรรม กับนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รักษาราชการแทนนายกฯ เรื่องการพิจารณาแต่งตั้งเลื่อนตำแหน่ง และโยกย้ายสับเปลี่ยนหมุนเวียนข้าราชการตำรวจปี 68 ว่า

จากการที่คณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) ชุดเล็กประชุมพิจารณากลั่นกรองไปแล้วนั้น ทำให้เราทราบว่ามีการพิจารณาให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ของ พ.ร.บ.ตำรวจ 2565 ในหมวดของความรู้ความสามารถ และลำดับอาวุโส และเราเห็นว่าคนที่ได้และมาเปรียบเทียบกับอีกหลายคนในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) ยังไม่มีความเหมาะสม ทำให้มีผู้เสียสิทธิ์จำนวนมาก และคนเหล่านั้นได้มาพบตน ในฐานะที่ดูแลเรื่องทุจริตประพฤติมิชอบ มาขอคำปรึกษา โอดครวญว่าจะทำยังไงให้กฎหมายเป็นกฎหมาย

ฉะนั้นตนขอรับเป็นหน้าเสื่อ ในร้องขอความเป็นธรรม ที่ ก.ตร. ไปตัดหลักเกณฑ์การพิจารณาของรองผู้บัญชาการฯ จาก 2 ปีเป็น 3-4 ปี ทำให้เป็นการตัดสิทธิ์ของผู้ที่ควรจะขึ้น มองว่าการทำเช่นนี้ทำให้ตำรวจไม่ได้รับความเป็นธรรม ส่งผลถึงการปฏิบัติหน้าที่ ที่คุณตั้งใจทำงานกลับถูกตัดสิทธิ์ ทำให้ผลงานที่ออกมาอาจจะดีหรือไม่ดี แบบเช้าชามเย็นชาม

อีกทั้งสิ่งที่ตนเขียนไป เพราะอยากขอความเป็นธรรมจาก ก.ตร. ชุดใหญ่ รวมถึงนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะรักษาราชการนายกรัฐมนตรี โปรดพิจารณาเจ้าหน้าที่ทุกนายที่หลักเกณฑ์ครบ ให้ได้พิสูจน์ตามข้อมูลหลักฐานที่ได้ส่งไป โดย พ.ร.บ.ตำรวจ 2565 มีการเปลี่ยนหลักเกณฑ์หลังมีการลงความเห็นในที่ประชุมเมื่อวันที่ 10 กรกฎาคมที่ผ่านมา ที่ให้สำรวจข้อมูลในการแต่งตั้ง และแบบฟอร์มของผู้มีสิทธิ์ไปทำรายละเอียดผลงานรวบรวมเป็นรูปเล่ม ทำให้ต้องเสียค่าใช้จ่ายจำนวนมาก

แต่ในวันที่ 29 ก.ค. นั้น กลับมีหนังสือออกจากสำนักตำรวจแห่งชาติ ให้ชะลอหนังสือของ ผบ.ตร. ถึงการประเมินผลงาน และไม่ดำเนินการในเรื่องดังกล่าว จนทำให้ตำรวจที่ได้รับการแต่งตั้ง เราไม่รู้ว่ามีความสามารถยังไง พร้อมยกตัวอย่างกรณีของ พล.ต.ต.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ รอง ผบช.น. ที่อยู่ในตำแหน่งมา 3 ปี แต่ยังไม่ได้รับการพิจารณา ทั้งที่มีความสามารถ และมีผลงาน จึงอยากขอให้ความเป็นธรรมกับทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน ไม่ว่าจะเป็นผู้บัญชาการหรือรองผู้บัญชาการ

พล.ต.ต.จรูญเกียรติ กล่าวต่อว่า ทุกคนทำงานล้วนหวังความเจริญก้าวหน้าในชีวิตเพื่อขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่ แต่ในเมื่อสำนักงานตำรวจแห่งชาติให้ความเป็นธรรมกับผู้ใต้บังคับบัญชาไม่ได้ และผู้บังคับบัญชาจะเอาความเป็นธรรมให้พี่น้องประชาชนได้อย่างไร ฉะนั้นจะต้องพิจารณาในด้านคุณธรรมให้เป็นธรรมกับผู้ใต้บังคับบัญชาทุกคนให้ได้รับความเสมอภาค เพราะหากพิจารณาด้วยความเหมาะสมแล้วจะไม่เกิดเรื่องร้องเรียน

ส่วนวิธีการการประเมิน มองว่าไม่ควรตัดสิทธิ์ เพราะเป็นวิธีที่ผ่านการเห็นชอบมาแล้วไม่ควรยกเลิก ไม่ใช่อ้างว่าไม่มีเวลาสัมภาษณ์หรือไม่ทันกำหนด เพราะว่าวันที่ 29 – 31 ต.ค. การสัมภาษณ์ของกองบัญชาการต่างๆ เขาสัมภาษณ์มาหมดแล้ว เหลือแค่รองผู้บัญชาการที่จะเป็นผู้บัญชาการ 80 คน เชื่อว่าใช้เวลา 1 ถึง 3 วันก็เสร็จสิ้นแล้ว มันไม่ใช่ข้ออ้าง และผลที่ได้จากการพิจารณากลั่นกรองมันไม่ชัดเจน

หลังจากเมื่อวานนี้ที่ยื่นหนังสือถึงนายภูมิธรรมแล้ว ยังไม่ได้คุยกัน แต่ท่านได้บอกผ่านคณะทำงานมาว่า จะให้ความเป็นธรรมกับทุกคน ฉะนั้นความยุติธรรมความเป็นธรรมต้องเกิด และขอให้สบายใจได้

สำหรับการที่ออกมาเป็นหน้าเสื่อจะส่งผลกระทบต่ออนาคตตัวเองหรือไม่ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ระบุว่า ถ้าเรากังวลมันก็จะเปลี่ยนแปลงระบบไม่ได้ ตนจะได้หรือไม่ได้ไม่ใช่เรื่อง แต่เป็นเรื่องที่ ก.ตร. ต้องให้ความเป็นธรรมกับทุกคน ตนจึงร้องเรียนแทนทุกคนเพื่อผู้ใต้บังคับบัญชาจะได้มีขวัญและกำลังใจ ไม่ใช่ทำงานรอวันเกษียณ ตั้งข้อสังเกตคนที่ใกล้เกษียณควรจะต้องพิจารณา เพราะเป็นคนที่พูดไม่รู้เรื่อง เวลาขอความร่วมมือหรือสั่งการอะไรก็ควรที่จะพิจารณา ส่วนคนที่อายุน้อยๆ อย่างรุ่นน้องของตนมีจำนวนมาก เป็นหนุ่มไฟแรงที่ตั้งใจทำงาน แต่ใช่ว่าคนที่ใกล้เกษียณจะทำงานไม่ดี มีหลายคนที่ทำงานได้ดี และมีหลายคนที่ต้องปรับปรุงอย่างมาก

อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าการร้องครั้งนี้เป็นการกระตุกเตือนผู้บังคับบัญชา ทั้งผู้บังคับบัญชาจากการเลือกตั้ง, การแต่งตั้ง และจากการดำรงตำแหน่ง ได้ย้อนกลับมาคิดว่าภาพลักษณ์ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติควรจะเดินไปทางไหน ควรเดินไปในทางที่ชอบธรรม และเป็นธรรมเพื่อพี่น้องประชาชนหรือเดินในทางที่เป็นผลประโยชน์ส่วนตัวหรือเป็นระบบอุปถัมภ์ก็ขอให้พิจารณา.

“บิ๊กเต่า” เปิดใจหลังยื่นหนังสือร้องขอความเป็นธรรม ปมแต่งตั้งโยกย้ายตำรวจ

ประเด็นเรื่อง “บิ๊กเต่า” เปิดใจหลังยื่นหนังสือร้องขอความเป็นธรรม ปมแต่งตั้งโยกย้ายตำรวจ กลายเป็นที่สนใจของสังคมอย่างกว้างขวาง หลายคนตั้งคำถามถึงความเป็นธรรมในการพิจารณาตำแหน่งต่างๆ และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับขวัญกำลังใจของตำรวจชั้นผู้น้อย

ความสำคัญของความเป็นธรรมในกระบวนการแต่งตั้งโยกย้ายตำรวจ

กระบวนการแต่งตั้งโยกย้ายตำรวจที่โปร่งใสและเป็นธรรม ถือเป็นหัวใจสำคัญของการสร้างขวัญและกำลังใจให้กับผู้ปฏิบัติงาน การที่ข้าราชการตำรวจรู้สึกว่าตนได้รับการพิจารณาอย่างยุติธรรมตามความสามารถและผลงาน จะส่งผลให้เกิดแรงจูงใจในการปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มกำลัง และนำไปสู่การบริการประชาชนที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ในทางกลับกัน หากกระบวนการแต่งตั้งโยกย้ายตำรวจไม่เป็นธรรม อาจนำไปสู่ความรู้สึกท้อแท้ หมดกำลังใจ และอาจส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพในการทำงาน รวมถึงภาพลักษณ์ขององค์กรตำรวจโดยรวม การสร้างความเชื่อมั่นในระบบราชการจึงเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง

ดังนั้น การที่ “บิ๊กเต่า” ออกมาเรียกร้องความเป็นธรรมในประเด็นนี้ จึงถือเป็นการสะท้อนปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในระบบ และเป็นโอกาสอันดีที่ผู้บังคับบัญชาจะได้ทบทวนและปรับปรุงกระบวนการให้มีความโปร่งใสและเป็นธรรมมากยิ่งขึ้น เพื่อสร้างองค์กรตำรวจที่เข้มแข็งและพร้อมที่จะให้บริการประชาชนอย่างเต็มที่

ที่มา – “บิ๊กเต่า” เปิดใจหลังยื่นหนังสือร้องขอความเป็นธรรม ปมแต่งตั้งโยกย้ายตำรวจ

ทิดอลงกต! ผันเงินบริจาคหลักพันล้าน ซื้อที่ดิน?

“บิ๊กเต่า” เผยพฤติการณ์ทิดอลงกต ใช้เงินบริจาคมหาศาลไม่ทัน จึงนำไปซื้อที่ดิน ทำสนามฟุตบอล ลงทุนในรูปของบริษัท ยอดหลักพันล้าน ยอมเผยข้อมูลส่วนตัว แต่ขอไปเทียบหลักฐานเพื่อให้ได้ความชัดเจนก่อน

วันที่ 26 ส.ค. 68 พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง เปิดเผย ภายหลังเข้าร่วมสอบปากคำ “หลวงพ่ออลงกต” อดีตเจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ ก่อนที่ “หลวงพ่ออลงกต” จะยินยอมลาสิกขา เมื่อช่วงบ่ายที่ผ่านมา

โดยพลตำรวจตรีจรูญเกียรติ เปิดเผยว่า วันนี้ตำรวจได้เข้าตรวจค้น 17 จุด และขณะนี้ก็ยังไม่เสร็จสิ้น อยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐานเอกสารต่าง ๆ เมื่อมีความชัดเจนว่ามีความเกี่ยวข้องเกี่ยวโยงกับบุคคลใดอย่างไร ก็จะมีการแถลงข่าวในภายหลัง

แต่เบื้องต้น “อดีตพระอลงกต” ให้ความร่วมมือในหลายเรื่องที่ตำรวจตั้งข้อสงสัย ตำรวจก็ได้พูดถึงความดีที่ท่านสร้างมา และอธิบายว่าเมื่อได้เงินเข้ามาจำนวนมหาศาล และได้กระทำในสิ่งที่ผิด ท่านแยกระหว่างพระธรรมวินัยกับเรื่องกฎหมายบ้านเมืองได้ แยกได้ว่าสิ่งที่ทำบางสิ่งก็มีประโยชน์กับประชาชน บางสิ่งก็ผิดกฎหมายบ้านเมืองก็ยอมรับโดยดี ยินดีเข้าสู่กระบวนการ ยอมลาสิกขาโดยไม่มีการถูกบังคับขู่เข็ญ

ทั้งนี้ ก่อนการสึก ได้เทศน์ให้ประชาชน และพระให้การปฏิบัติตน หรือใช้ชีวิตด้วย ซึ่งตำรวจก็จะเผยแพร่คลิปดังกล่าวต่อไป

ส่วนพฤติการณ์ในการกระทำความผิดนั้น เป็นการที่มีก้อนเงินเข้ามามากมาย และนำไปใช้จ่ายอย่างอื่นไม่ทัน จึงได้นำไปซื้อที่ดิน ทำสนามฟุตบอล ลงทุนในรูปของบริษัท ที่มีทั้งทำกำไร และขาดทุน ซึ่งน่าจะมียอดหลักพันล้านขึ้นไป เมื่อเงินบริจาคเยอะไป ใช้ไม่ทัน ก็ทำให้พระเกิดกิเลส

ส่วนเรื่องไทม์ไลน์ของอดีตพระอลงกต ประเด็นบัตรประชาชนต่าง ๆ ตำรวจขอตรวจสอบเอกสารต่าง ๆ ตั้งแต่เกิดจนถึงปัจจุบันให้ละเอียดก่อน โดยช่วงเวลาที่ประวัติของ “อดีตพระอลงกต” หายไปนั้น ท่านให้ข้อมูลมาแล้ว แต่เจ้าหน้าที่ต้องไปเปรียบเทียบกับเอกสารพยานหลักฐานต่าง ๆ ก่อนเพื่อให้ได้ความชัดเจน และจะต้องมีการสอบปากคำ “อดีตพระอลงกต” รวมถึงญาติพี่น้อง ผู้ที่เกี่ยวข้องก่อน ซึ่งถ้าปลอมใบสุทธิก็เป็นความผิดทางอาญา

ส่วน “หมอบี” ยังให้การอยู่ แต่ไม่ค่อยเป็นประโยชน์สักเท่าไร

ด้าน พล.ต.ต.วิทยา ศรีประเสริฐภาพ ผู้บังคับการปราบปราม เปิดเผยว่า ตำรวจกองบังคับการปราบปรามจะดำเนินคดีหมอบีเป็นหลัก เรื่องบัญชีใจฟ้า 300 ล้านบาท ที่มีวัตถุประสงค์บริจาคให้วัดพระบาทน้ำพุ แต่ถูกนำไปใช้ผิดวัตถุประสงค์

เบื้องต้นมีการปิดบัญชีแล้ว และเปลี่ยนกลับไปเป็นบัญชีวัดแล้ว หลังจากนี้ตำรวจก็จะขยายผลบุคคลที่เกี่ยวข้องบ้าง ขยายผลทรัพย์สินของบุคคลใกล้ชิดที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด ก็จะแจ้ง ปปง. ยึดอายัดทรัพย์ต่อ

อย่างไรก็ตามปัญหาของคดีนี้คือโอนเงินออกจากบัญชีมาเป็นเงินสด การใช้จ่ายต่างๆ จะเป็นเงินสดทั้งหมด ทำให้การตรวจสอบธุรกรรมการเงินต้องใช้เวลา

ส่วนหลังสอบปากคำเสร็จจะให้ประกันตัวหรือไม่นั้น ยังต้องพิจารณาอีกครั้งหนึ่ง แต่ยืนยันว่าตำรวจได้เฝ้าติดตามและพบพฤติการณ์ที่อาจจะหลบหนี จึงต้องเข้าจับกุมตามหมายจับ

ขณะที่นายภูมิวิศาล เกษมศุข เลขาธิการ ปปท. บอกว่า ตั้งแต่เริ่มปฏิบัติการจนถึงวันนี้ยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบเส้นทางการเงิน เบื้องต้นที่พอจะกล่าวได้มีเข้าไปเกี่ยวเนื่องสัมพันธ์เกี่ยวกับบุคคลรายบุคคล ยอดจำนวนเงินต้องใช้คำว่า “มหาศาล” ไม่ใช่หลัก 10 ล้านบาทหรือ 100 ล้านบาท แต่เป็นหลักมหาศาล ซึ่งในชั้นนี้ขอให้ทางเจ้าหน้าที่ และ ปปง. ได้ร่วมกันปฏิบัติดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงให้เป็นที่ยุติก่อน 

เช่นเดียวกับทาง ป.ป.ช. จะดำเนินการในส่วนที่จะตรวจสอบข้อเท็จจริง ค้นหาความจริงที่ประชาชนสงสัยว่าเงินบริจาคได้ใช้ในทางที่ถูกต้องหรือไม่ หากเห็นว่าเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ก็คงจะต้องมีการส่งให้ ป.ป.ช. ดำเนินการต่อไป

เผยพฤติการณ์ “ทิดอลงกต” ผันเงินบริจาคหลักพันล้าน ซื้อที่ดิน-ลงทุน

จากกรณีข่าวการลาสิกขาของอดีตพระอลงกต อดีตเจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ และการถูกกล่าวหาเรื่องการใช้เงินบริจาคผิดวัตถุประสงค์ ทำให้เกิดคำถามมากมายในสังคมถึงความโปร่งใสในการจัดการเงินบริจาคของวัด วันนี้เราจะมาเจาะลึกถึงพฤติการณ์ที่ถูกกล่าวหา รวมถึงประเด็นสำคัญที่เกี่ยวข้องกับคดีนี้

ข้อกล่าวหาสำคัญ: ผันเงินบริจาคหลักพันล้านซื้อที่ดิน

ประเด็นหลักที่ถูกกล่าวหาคือ การที่อดีตพระอลงกต นำเงินบริจาคจำนวนมหาศาลไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ โดยมีการนำเงินไปซื้อที่ดิน ลงทุนในธุรกิจต่างๆ รวมถึงการทำสนามฟุตบอล ซึ่งการกระทำดังกล่าวขัดต่อเจตนารมณ์ของผู้บริจาคที่ต้องการให้เงินเหล่านั้นถูกนำไปช่วยเหลือผู้ป่วย HIV/AIDS และเด็กกำพร้าที่อยู่ในความดูแลของวัดพระบาทน้ำพุ

เรื่องราวของ “ทิดอลงกต” และประเด็นการเผยพฤติการณ์ “ทิดอลงกต” ผันเงินบริจาคหลักพันล้าน ซื้อที่ดิน-ลงทุน ได้กลายเป็นที่สนใจของสังคมอย่างกว้างขวาง ทำให้เกิดการตั้งคำถามถึงจริยธรรมและความโปร่งใสในการบริหารจัดการเงินบริจาคขององค์กรการกุศลต่างๆ

การเผยพฤติการณ์ “ทิดอลงกต” ผันเงินบริจาคหลักพันล้าน ซื้อที่ดิน-ลงทุน ยังนำไปสู่การตรวจสอบเส้นทางการเงิน และทรัพย์สินที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการขยายผลไปยังบุคคลที่อาจมีส่วนเกี่ยวข้องในการกระทำความผิด

การดำเนินการทางกฎหมายกับอดีตพระอลงกต และผู้ที่เกี่ยวข้อง ถือเป็นบทพิสูจน์สำคัญในการรักษากฎหมาย และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนในการบริจาคเงินเพื่อการกุศล

ผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในการบริจาค

กรณีนี้ส่งผลกระทบอย่างมากต่อความเชื่อมั่นของประชาชนในการบริจาคเงินให้กับองค์กรการกุศลต่างๆ หลายคนเริ่มตั้งคำถามถึงความโปร่งใส และประสิทธิภาพในการจัดการเงินบริจาค ทำให้เกิดความลังเลในการบริจาคเงินเพื่อช่วยเหลือผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือ

อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญคือการไม่เหมารวมว่าองค์กรการกุศลทุกแห่งจะมีการบริหารจัดการที่ไม่โปร่งใส ยังมีองค์กรอีกมากมายที่ทำงานอย่างซื่อสัตย์ และมุ่งมั่นในการช่วยเหลือสังคมอย่างแท้จริง การตรวจสอบ และกำกับดูแลองค์กรการกุศลอย่างเข้มงวด จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน และส่งเสริมให้เกิดการบริจาคอย่างยั่งยืนต่อไป

การเผยพฤติการณ์ “ทิดอลงกต” ผันเงินบริจาคหลักพันล้าน ซื้อที่ดิน-ลงทุน เป็นอุทาหรณ์สำคัญที่แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการตรวจสอบ และกำกับดูแลองค์กรการกุศลอย่างเข้มงวด เพื่อป้องกันการทุจริต และสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริจาคว่าเงินของพวกเขาจะถูกนำไปใช้อย่างถูกต้อง และเกิดประโยชน์สูงสุดแก่ผู้ที่ต้องการความช่วยเหลืออย่างแท้จริง

สิ่งที่เกิดขึ้นกับอดีตพระอลงกตนั้นเป็นเรื่องที่น่าเสียใจและเป็นบทเรียนราคาแพงสำหรับทุกฝ่าย การเรียนรู้จากความผิดพลาดและความไม่โปร่งใสจะช่วยให้เราสร้างระบบการจัดการเงินบริจาคที่ดีขึ้นโปร่งใสขึ้นและสามารถช่วยเหลือผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือได้อย่างยั่งยืน

ที่มา – เผยพฤติการณ์ “ทิดอลงกต” ผันเงินบริจาคหลักพันล้าน ซื้อที่ดิน-ลงทุน

“ภูมิธรรม” ยันไทยยึดข้อตกลงหยุดยิง รับเรื่องบิ๊กเต่า

“ภูมิธรรม” ชี้ แก้ปัญหาตามสภาพการณ์ หลังชาวกัมพูชาบุกรื้อลวดหนามบ้านหนองจาน จ.สระแก้ว ยืนยันไทยทำถูกต้องภายใต้ข้อตกลงหยุดยิง รับ “บิ๊กเต่า” ยื่นร้องขอความเป็นธรรมแต่งตั้งโยกย้ายโผตำรวจจริง

เมื่อเวลา 08.35 น. วันที่ 26 สิงหาคม 2568 นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะรักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี กล่าวที่ทำเนียบรัฐบาล ก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถึงสถานการณ์ความวุ่นวายหลังชาวกัมพูชาบุกรื้อรั้วลวดหนามที่บ้านหนองจาน จ.สระแก้ว จะมีมาตรการอย่างไร ว่า ทางโฆษกกองทัพบกได้ชี้แจงแล้ว ก็เป็นไปตามนั้นเลย

ส่วนคำถามว่าจะมีมาตรการอะไรเพิ่มเติมหรือไม่ นายภูมิธรรม ย้ำว่า ตามที่โฆษกกองทัพบกได้ชี้แจงแล้ว ซึ่งตรงนี้ยังเป็นปัญหาที่กระทบกันอยู่ ก็ต้องแก้ไขปัญหาไปตามสภาพการณ์ เราก็ยืนยันว่าสิ่งที่เราทำนั้นถูกต้อง เราทำทุกอย่างภายใต้ข้อตกลงหยุดยิงที่ประเทศมาเลเซีย

“ภูมิธรรม” ยันไทยยึดข้อตกลงหยุดยิง รับ “บิ๊กเต่า” ยื่นขอความเป็นธรรมแต่งตั้งโยกย้าย

ขณะเดียวกัน นายภูมิธรรม ยังให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รองผู้บัญชาการกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (รอง ผบช.ก.) ยื่นหนังสือขอความเป็นธรรมการแต่งตั้งโยกย้ายที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม ว่า พล.ต.ต.จรูญเกียรติ มายื่นหนังสือ ตนได้รับเรื่องไว้แล้ว เมื่อถามต่อไปว่าจะพิจารณาอย่างไร นายภูมิธรรม ตอบว่า ขณะนี้ยังไม่ได้ประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) จึงรับเรื่องไว้เพื่อส่งให้ผู้มีอำนาจเกี่ยวข้องได้พิจารณา ก็ต้องไปคุยกันต่อถือว่าเรารับหนังสือด้วยความเข้าใจ เห็นใจ แต่ต้องขอดูรายละเอียดอีกครั้ง

ในกรณีที่การเสนอเรื่องมาแบบนี้ถือว่ามีปัญหาภายในของตำรวจสอบสวนกลางหรือไม่ นายภูมิธรรม ระบุว่า ยังไม่รู้ว่าจะตอบว่ามีปัญหาที่ไหน ซึ่ง พล.ต.ต.จรูญเกียรติ มองว่ากระบวนการแต่งตั้งทั้งหมดที่เสนอมามีบางคนที่ท่านคิดว่าไม่เกิดความยุติธรรม ท่านก็มีสิทธิร้อง ตนก็เป็นคนที่รับเรื่อง ต้องไปหารายละเอียดว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร ถ้าไม่ได้รับความเป็นธรรมก็ต้องพยายามคืนความเป็นธรรมให้ได้ แต่ถ้าไม่ได้มีปัญหาอะไรก็ต้องชี้แจงให้ท่านทราบ ขณะนี้ยังไม่ได้สรุปว่าอะไรเป็นอะไร เพียงแต่รับเรื่องด้วยความเข้าใจ

อย่างไรก็ตาม นายภูมิธรรม กล่าวด้วยว่า เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม ไม่ทันได้พบกัน เพราะตนออกจากทำเนียบรัฐบาลก็ไปที่กระทรวงมหาดไทยเลย แต่ได้รับโทรศัพท์คุยกันแล้ว ได้รับทราบเข้าใจเรื่องราวแล้ว.

“บิ๊กเต่า” ยื่นขอความเป็นธรรมแต่งตั้งโยกย้าย: ภูมิธรรมรับเรื่องแล้ว

จากกรณีที่ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว หรือ “บิ๊กเต่า” ได้ยื่นหนังสือขอความเป็นธรรมเกี่ยวกับการแต่งตั้งโยกย้ายนั้น นายภูมิธรรมได้กล่าวว่า ได้รับเรื่องไว้แล้วและจะส่งให้ผู้มีอำนาจพิจารณาต่อไป ประเด็นนี้เป็นที่สนใจของสังคมเนื่องจากเกี่ยวข้องกับความโปร่งใสและความยุติธรรมในการบริหารงานภายในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ นายภูมิธรรมเน้นย้ำว่าหากพบว่ากระบวนการไม่เป็นธรรม จะดำเนินการแก้ไขเพื่อให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย

นอกจากนี้ นายภูมิธรรมยังได้กล่าวถึงสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา กรณีชาวกัมพูชารื้อรั้วลวดหนาม โดยยืนยันว่าไทยยึดมั่นในข้อตกลงหยุดยิงและจะแก้ไขปัญหาตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้น การยืนกรานในหลักการและข้อตกลงระหว่างประเทศเป็นสิ่งสำคัญในการรักษาสันติภาพและความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศเพื่อนบ้าน

สถานการณ์ทั้งสองประเด็นนี้แสดงให้เห็นถึงความท้าทายในการบริหารประเทศที่ต้องเผชิญกับปัญหาทั้งภายในและภายนอกประเทศ การแก้ไขปัญหาด้วยความรอบคอบ การยึดมั่นในหลักการ และการให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่ายเป็นสิ่งสำคัญในการนำพาประเทศไปสู่ความสงบและความเจริญรุ่งเรือง

โดยสรุปแล้ว ประเด็นสำคัญคือ 1) การรับเรื่องร้องเรียนของ “บิ๊กเต่า” และการให้คำมั่นว่าจะพิจารณาด้วยความเป็นธรรม และ 2) การยืนยันว่าไทยยึดมั่นในข้อตกลงหยุดยิงกับประเทศกัมพูชา ทั้งสองประเด็นนี้สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาและรักษาความสงบเรียบร้อยของประเทศ หากคุณมีข้อสงสัยเพิ่มเติมเกี่ยวกับประเด็นเหล่านี้ สามารถติดตามข่าวสารและข้อมูลเพิ่มเติมได้จากแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือ

ที่มา – “ภูมิธรรม” ยันไทยยึดข้อตกลงหยุดยิง รับ “บิ๊กเต่า” ยื่นขอความเป็นธรรมแต่งตั้งโยกย้าย

“บิ๊กเต่า” ส่งหนังสือร้องถึง “ภูมิธรรม” จริงหรือ?

“บิ๊กเต่า” ยอมรับ ส่งหนังสือร้องเรียนถึง “ภูมิธรรม” จริง หลังไม่ได้รับความเป็นธรรมในการแต่งตั้งโยกย้ายประจำปี 2568 พร้อมลั่นอยากให้เห็นใจคนทำงาน เรื่องราวของ “บิ๊กเต่า” ส่งหนังสือร้องถึง “ภูมิธรรม” หลังไม่ได้รับความเป็นธรรมในการแต่งตั้ง กำลังเป็นประเด็นร้อนแรงในวงการสีกากี

“บิ๊กเต่า” ส่งหนังสือร้องถึง “ภูมิธรรม” หลังไม่ได้รับความเป็นธรรมในการแต่งตั้ง

วันที่ 25 ส.ค. 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานกรณีมีเอกสารของ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รอง ผบช.ก. ทำหนังสือร้องขอความเป็นธรรมไปถึง นายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานกรรมการข้าราชการตำรวจและกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) กรณีไม่ได้รับความเป็นธรรมกับการแต่งตั้งโยกย้ายประจำปี 2568 เผยแพร่ตามสื่อออนไลน์ต่างๆ เรื่องนี้สร้างความฮือฮาและเกิดคำถามมากมายถึงความโปร่งใสในการแต่งตั้งโยกย้ายตำรวจ

ทั้งนี้ ตามหนังสือดังกล่าวระบุว่า การแต่งตั้งครั้งนี้คณะกรรมการละเลยถึงคุณสมบัติความรู้ความสามารถ ตำรวจบางนายที่ได้รับการเลื่อนตำแหน่งในครั้งนี้ กลับไม่เคยมีผลงานเป็นประจักษ์ ทำให้เกิดข้อกังขาว่าเกณฑ์ในการพิจารณาคืออะไรกันแน่

ต่อมาผู้สื่อข่าวได้โทรศัพท์สอบถามไปยัง พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ถึงหนังสือร้องเรียนดังกล่าว ซึ่งทาง พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ยอมรับว่า ตนได้ส่งหนังสือร้องเรียนไปยัง รักษาการนายกรัฐมนตรีในฐานะประธาน ก.ตร. จริง เนื่องจากส่วนตัวแล้วมองว่าการแต่งตั้งครั้งนี้ตนไม่ได้รับความเป็นธรรม เพราะตามระเบียบแล้วตนเองก็มีสิทธิ์ได้รับการพิจารณา

รวมทั้งยังมีผลงานจับกุมคดีสำคัญๆ ในระดับประเทศหลายสิบคดี มีผลงานการจับกุมอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด ซึ่งนอกจากตนแล้ว ก็ยังมีนายตำรวจอีกหลายนายที่ผ่านการทำงานมาอย่างหนัก แต่กลับไม่ได้รับการพิจารณาเช่นเดียวกับคนอื่นด้วย ทำให้เกิดความรู้สึกท้อแท้ในหมู่ตำรวจที่ตั้งใจทำงาน

ประเด็นสำคัญจากกรณี “บิ๊กเต่า” ส่งหนังสือร้องถึง “ภูมิธรรม” หลังไม่ได้รับความเป็นธรรมในการแต่งตั้ง

  • ความโปร่งใสในการแต่งตั้งโยกย้าย: กรณีนี้ทำให้เกิดคำถามถึงความโปร่งใสและเป็นธรรมในการแต่งตั้งโยกย้ายตำรวจ
  • การพิจารณาจากผลงาน: การละเลยผลงานและความสามารถในการพิจารณาแต่งตั้ง อาจทำให้ตำรวจที่ตั้งใจทำงานรู้สึกท้อแท้และขาดกำลังใจ
  • ความสำคัญของขวัญและกำลังใจ: การสร้างขวัญและกำลังใจให้กับตำรวจเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้พวกเขาสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างเต็มที่

การที่ “บิ๊กเต่า” ส่งหนังสือร้องถึง “ภูมิธรรม” หลังไม่ได้รับความเป็นธรรมในการแต่งตั้ง ทำให้สังคมต้องหันกลับมามองระบบการแต่งตั้งโยกย้ายตำรวจอีกครั้ง การแก้ไขปัญหาความไม่เป็นธรรมและสร้างความโปร่งใสในกระบวนการแต่งตั้ง จะช่วยสร้างขวัญและกำลังใจให้กับตำรวจ และทำให้พวกเขาสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

การร้องเรียนของบิ๊กเต่า อาจเป็นสัญญาณที่บ่งบอกถึงปัญหาที่ซ่อนอยู่ภายในระบบ และเป็นโอกาสในการปรับปรุงและพัฒนาระบบให้ดียิ่งขึ้น

ที่มา – “บิ๊กเต่า” ส่งหนังสือร้องถึง “ภูมิธรรม” หลังไม่ได้รับความเป็นธรรมในการแต่งตั้ง

Scroll to top