บิ๊กเล็ก

“บิ๊กเล็ก” รับควบคุมอุปกรณ์ก่อสร้างชายแดนไทย-กัมพูชา

สวัสดีครับเพื่อนๆ วันนี้เรามาพูดถึงข่าวสำคัญที่กำลังเป็นกระแสในแวดวงการเมืองและความมั่นคงกันหน่อยนะครับ โดยเฉพาะเรื่อง บิ๊กเล็ก ควบคุมอุปกรณ์ก่อสร้างชายแดนไทย-กัมพูชา ที่ พล.อ.ณัฐพล นาคพานิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม หรือที่รู้จักกันในชื่อ “บิ๊กเล็ก” ได้ออกมายอมรับตรงๆ ว่าจำเป็นต้องมีมาตรการเข้มงวด เพื่อสกัดกั้นไม่ให้ของเหล่านี้ถูกนำไปซ่อมแซมตึกของเหล่าสแกมเมอร์ข้ามชาติ นอกจากนี้ยังมีประเด็นเรื่องการบูรณะปราสาทตาควายที่กำลังรอคณะรัฐมนตรีชุดใหม่เคาะงบด้วย ไปติดตามรายละเอียดกันเลย!

บิ๊กเล็ก ควบคุมอุปกรณ์ก่อสร้างชายแดนไทย-กัมพูชา

ก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569 พล.อ.ณัฐพล ได้เปิดเผยว่า กระทรวงกลาโหมเตรียมเสนอกฎหมายควบคุมสินค้าส่งออกตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาให้ครม.รับทราบ โดยเน้นไปที่อุปกรณ์ก่อสร้างต่างๆ เช่น ปูนซีเมนต์ เหล็กเส้น และวัสดุอื่นๆ ที่อาจถูกนำไปใช้ซ่อมแซมอาคารของแก๊งสแกมเมอร์ในพื้นที่ชายแดนฝั่งกัมพูชา ที่ผ่านมา ปัญหานี้รุนแรงมาก โดยเฉพาะหลังจากมีการปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์และสแกมออนไลน์ที่ซ่อนตัวในตึกสูงหลายชั้น ซึ่งบางแห่งถูกทำลายหรือเสียหายจากการปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่ ทำให้ต้องการวัสดุก่อสร้างจำนวนมาก

บิ๊กเล็กยอมรับชัดเจนว่า บิ๊กเล็ก ควบคุมอุปกรณ์ก่อสร้างชายแดนไทย-กัมพูชา เป็นเรื่องจำเป็น เพราะก่อนหน้านี้ฝั่งตะวันตกอย่างไทย-เมียนมา ได้มีมาตรการควบคุมเข้มแล้ว แต่ฝั่งตะวันออกยังใช้ระเบียบเก่า ทำให้เกิดช่องโหว่ นอกจากอุปกรณ์ก่อสร้างแล้ว ยังรวมถึงน้ำมันและสินค้าจำเป็นอื่นๆ เพื่อให้การบังคับใช้เหมือนกันทั้งสองฝั่ง สิ่งนี้จะช่วยลดการไหลเวียนของวัสดุที่สนับสนุนกิจกรรมผิดกฎหมาย และปกป้องผลประโยชน์ของคนไทยไม่ให้ถูกเอาเปรียบ

เหตุผลหลักที่ต้องบิ๊กเล็ก ควบคุมอุปกรณ์ก่อสร้างชายแดนไทย-กัมพูชา

  • ป้องกันการนำปูนซีเมนต์ เหล็กเส้น ไปซ่อมตึกสแกมเมอร์ที่เสียหายจากการปราบปราม
  • ปรับกฎหมายให้ทันสมัย สอดคล้องกับปัญหาชายแดนทั้งตะวันตกและตะวันออก
  • ลดอาชญากรรมข้ามชาติ เช่น แก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่หลอกลวงคนไทยสูญเงินหลายพันล้าน
  • เสริมความมั่นคงชายแดน ลดการลักลอบค้าขายสินค้าควบคุม

จากข้อมูลล่าสุด แก๊งสแกมเมอร์ในกัมพูชามีฐานที่มั่นหลายแห่ง โดยเฉพาะในพื้นที่อย่างปอยเปตและโอสมัช ซึ่งใกล้ชายแดนไทยมาก การนำเข้าอุปกรณ์ก่อสร้างจากไทยจึงเป็นปัญหาใหญ่ หากไม่ควบคุม อาจทำให้การปราบปรามไม่ยั่งยืน เพราะตึกเหล่านี้จะถูกสร้างใหม่ได้ง่ายๆ นอกจากนี้ ยังช่วยประหยัดทรัพยากรของไทย ไม่ให้ถูกใช้ในทางมิชอบ

ความคืบหน้าการบูรณะปราสาทตาควาย

ในประเด็นที่เกี่ยวข้อง น.ส.ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ได้อัปเดตความคืบหน้าการซ่อมแซมปราสาทตาควาย อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ ว่าอยู่ในขั้นตอนสำรวจและเตรียมประชุมคณะกรรมการในวันพรุ่งนี้ (11 ก.พ.) โดยจะกำหนดจุดเริ่มซ่อมและแผนงาน แต่ต้องรอครม.ชุดใหม่อนุมัติงบประมาณก่อน เพราะได้ปรึกษากระทรวงต่างประเทศไทยและหน่วยงานความมั่นคงแล้ว อธิบดีกรมศิลปากรยืนยันว่าซ่อมง่ายกว่าที่คิด เพียงแต่ต้องเร่งด่วนเพื่อป้องกันพังทลาย

มาตรการความปลอดภัยในการเข้าพื้นที่

สำหรับความปลอดภัย หน่วยงานความมั่นคงกำหนดให้แจ้งทุกครั้งก่อนเข้า และจะประเมินสถานการณ์ให้ ที่ผ่านมามีการเข้าไปสำรวจหลายครั้งแล้วก็ได้รับไฟเขียวตลอด ทำให้มั่นใจได้ว่าการบูรณะจะดำเนินไปได้อย่างราบรื่น ปราสาทตาควายเป็นโบราณสถานสำคัญ สะท้อนวัฒนธรรมขอมโบราณ การอนุรักษ์จึงเป็นหน้าที่ของเราทุกคน

โดยรวมแล้ว ข่าวเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความพยายามของรัฐบาลในการจัดการปัญหาชายแดนทั้งด้านมั่นคงและวัฒนธรรม การที่บิ๊กเล็กออกมายอมรับเรื่องควบคุมอุปกรณ์ก่อสร้างชายแดนไทย-กัมพูชา ถือเป็นสัญญาณดีว่าจะมีมาตรการเข้มแข็งขึ้นในอนาคต ช่วยลดปัญหาสแกมเมอร์ที่ทำให้คนไทยเดือดร้อนมานาน

คุณคิดอย่างไรกับมาตรการนี้? คิดว่าช่วยได้จริงไหม ลองแชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมกดไลค์ แชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ได้อ่าน เพื่อช่วยกันสร้างความตระหนักรู้เรื่องปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา สนับสนุนการต่อสู้กับสแกมเมอร์ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น!

ที่มา – “บิ๊กเล็ก” รับ ต้องควบคุมอุปกรณ์ก่อสร้างชายแดนไทย-กัมพูชา สกัดนำไปซ่อมตึกสแกมเมอร์

บิ๊กเล็กขอเวลา! สถานการณ์ชายแดนอีกไม่นานคลี่คลาย

“บิ๊กเล็ก” ลั่นสถานการณ์ชายแดน “ขอเวลาอีกไม่นาน” แจงอาวุธที่ยึดได้เนิน 500 กองทัพใช้หรือทำลายได้หมด แค่ตรวจสอบก่อน ย้ำสกัดกั้นน้ำมันไปกัมพูชาด้วยสันติวิธี

พล.อ. ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวถึงสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาล่าสุดว่า มีความคืบหน้าไปตามลำดับ และไม่มีข้อกังวล ทุกอย่างเป็นไปตามแผนที่กองทัพวางไว้

ส่วนประเด็นขีปนาวุธที่เนิน 500 ที่มีการตั้งข้อสังเกตว่าอาจมีผู้สนับสนุนซื้อมาในตลาดมืด พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า ข่าวยังไม่ยืนยันและกำลังตรวจสอบอยู่

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า ทางการจีนได้มีการประสานขอคืนอาวุธเหล่านี้หรือไม่ พล.อ.ณัฐพล ตอบว่าไม่ได้รับการติดต่อเรื่องดังกล่าว ซึ่งอาวุธทั้งหมดอยู่ในความดูแลของกองทัพ และสามารถใช้หรือทำลายได้หลังจากการตรวจสอบ

สำหรับความกังวลของหลายประเทศเรื่องการสกัดกั้นน้ำมัน โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา พล.อ.ณัฐพล ยืนยันว่าใช้วิธีสันติ ไม่มีการใช้กำลังหรืออาวุธ เป็นการจำกัดฝ่ายกัมพูชาที่จะเข้ามาปฏิบัติการในฝ่ายไทย และจะหยุดยิงเมื่อกัมพูชาสิ้นสุดการเป็นปรปักษ์อย่างชัดเจน

เรื่องรถน้ำมันที่จอดเป็นร้อยคันที่ช่องเม็ก จังหวัดอุบลราชธานี เป็นเรื่องของหน่วยราชการที่เกี่ยวข้องดำเนินการ โดยกองทัพภาคที่ 2 ได้ควบคุมสถานการณ์เนื่องจากทราบว่ามีการขนส่งน้ำมันไปยังกัมพูชา ซึ่งเป็นมาตรการสันติวิธีเพื่อจำกัดการปฏิบัติการของกัมพูชาต่อฝ่ายไทย

เมื่อถามว่าสถานการณ์จะยืดเยื้ออีกนานแค่ไหน พล.อ.ณัฐพล ตอบอย่างหนักแน่นว่า “ขอเวลาอีกไม่นาน”

“ขอเวลาอีกไม่นาน” สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงเป็นประเด็นที่หลายฝ่ายจับตามอง โดยเฉพาะเรื่องความตึงเครียดและความเป็นไปได้ในการปะทะ อย่างไรก็ตาม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมได้ออกมาให้ความมั่นใจว่าสถานการณ์จะคลี่คลายในเร็ววัน และกองทัพกำลังดำเนินการทุกวิถีทางเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อย

อาวุธที่ยึดได้และสถานการณ์ชายแดน “ขอเวลาอีกไม่นาน”

การจัดการกับอาวุธที่ยึดได้เป็นอีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่ต้องพิจารณา หลังจากที่มีการยึดอาวุธได้ที่เนิน 500 คำถามคืออาวุธเหล่านี้จะถูกนำไปใช้ประโยชน์อย่างไร หรือจะถูกทำลายทิ้ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมได้ให้ความชัดเจนว่ากองทัพสามารถใช้อาวุธเหล่านี้ได้ หรือหากไม่จำเป็นก็สามารถทำลายทิ้งได้เช่นกัน แต่ต้องผ่านกระบวนการตรวจสอบก่อน

นอกจากนี้ การสกัดกั้นน้ำมันที่ส่งไปยังกัมพูชาเป็นอีกหนึ่งมาตรการที่ถูกนำมาใช้เพื่อกดดันให้กัมพูชายุติการเป็นปรปักษ์ แม้ว่ามาตรการนี้จะถูกวิพากษ์วิจารณ์จากหลายฝ่าย แต่รัฐบาลก็ยืนยันว่าจะใช้วิธีสันติในการแก้ไขปัญหา

พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ ได้เน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลและกองทัพในการแก้ไขปัญหาชายแดนด้วยสันติวิธี และขอให้ประชาชนมั่นใจในการทำงานของเจ้าหน้าที่

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นเรื่องที่ซับซ้อนและมีหลายปัจจัยที่เกี่ยวข้อง การแก้ไขปัญหาต้องอาศัยความอดทนและความรอบคอบ การใช้สันติวิธีและการเจรจาเป็นหนทางที่ดีที่สุดในการหลีกเลี่ยงความขัดแย้งและการสูญเสีย

สถานการณ์ชายแดน “ขอเวลาอีกไม่นาน” จริงหรือไม่? คงต้องติดตามกันต่อไป แต่สิ่งที่แน่นอนคือ รัฐบาลและกองทัพกำลังพยายามอย่างเต็มที่เพื่อนำสันติสุขกลับคืนสู่ชายแดน

ที่มา – “บิ๊กเล็ก” ลั่นสถานการณ์ชายแดน “ขอเวลาอีกไม่นาน” แจงอาวุธที่ยึดได้ กองทัพใช้หรือทำลายได้หมด

นายกฯ บินด่วนชายแดนไทยกัมพูชา ถกมาตรการรองรับความเสี่ยง

จากสถานการณ์ชายแดนไทยกัมพูชาที่ตึงเครียดขึ้น นายกฯ บินด่วนชายแดนไทยกัมพูชา ถกมาตรการรองรับความเสี่ยง เพื่อความปลอดภัยของประชาชนและกำลังพล

“อนุทิน” เตรียมควง “บิ๊กเล็ก” บินด่วน ไปชายแดนไทยกัมพูชาพรุ่งนี้ หลังเหตุปะทะ สั่งกองทัพดูแลกำลังพลส่วนหน้าอย่างเต็มที่ ให้จังหวัดเตรียมรองรับการอพยพประชาชน

เมื่อวันที่ 7 ธ.ค. 2568 น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขาธิการนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ในวันพรุ่งนี้ (8 ธ.ค. 68) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วย พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รมว.กลาโหม และคณะ มีกำหนดนำคณะลงพื้นที่ 4 จังหวัดชายแดนไทย–กัมพูชา ได้แก่ ศรีสะเกษ อุบลราชธานี สุรินทร์ และบุรีรัมย์ เพื่อติดตามสถานการณ์ด้านความมั่นคง การจัดการพิทักษ์ส่วนหลัง รวมถึงมาตรการรองรับความเสี่ยงของประชาชนในพื้นที่เสี่ยง หลังจากที่วันนี้ (7 ธ.ค. 68) เกิดเหตุปะทะระหว่างกำลังฝ่ายไทยและกัมพูชาบริเวณภูผาเหล็ก–พลาญหินแปดก้อน ทำให้ต้องยกระดับการเตรียมพร้อมในพื้นที่อย่างเข้มงวด และกองทัพภาคที่ 2 ได้แจ้งเตือนประชาชนใน 4 จังหวัดชายแดนให้ดำเนินการอพยพ ทั้งนี้ นายอนุทินได้รับรายงานและติดตามสถานการณ์ในพื้นที่อย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง โดยได้แสดงความห่วงใยต่อกำลังพล รวมถึงประชาชนในจังหวัดชายแดน จึงสั่งการให้ทุกหน่วยงานบูรณาการด้านความปลอดภัย พร้อมตัดสินใจลงพื้นที่โดยเร็ว เพื่อรับฟังข้อมูลจากกองทัพและฝ่ายปกครองในพื้นที่จริงเพื่อกำหนดมาตรการสนับสนุนให้สอดคล้องกับสถานการณ์ต่อไป

น.ส.ไตรศุลี กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีกำชับให้กองทัพดูแลกำลังพลส่วนหน้าอย่างเต็มที่ และให้จังหวัดต่าง ๆ เตรียมระบบรองรับประชาชนในพื้นที่เสี่ยง โดยเฉพาะศูนย์พักพิงตามแผนอพยพ การลงพื้นที่ครั้งนี้ก็เพื่อประเมินสถานการณ์และเตรียมมาตรการรองรับหากมีความตึงเครียดเพิ่มขึ้น ทั้งนี้ ข้อมูลจากกองทัพภาคที่ 2 ระบุว่า เหตุปะทะเกิดขึ้นเวลา 14.15 น. ของวันที่ 7 ธ.ค. หลังฝ่ายกัมพูชาเป็นฝ่ายเปิดฉากยิงก่อนบริเวณภูผาเหล็ก–พลาญหินแปดก้อน ทำให้ฝ่ายไทยตอบโต้ ก่อนสถานการณ์ยุติลงในเวลา 14.50 น. แต่ยังคงประเมินว่ามีความไม่แน่นอนสูง หน่วยในพื้นที่ต้องตรึงกำลังและเฝ้าระวังตลอดเวลา โดยมีรายงานกำลังพลไทยบาดเจ็บ 2 นาย นอกจากนี้ ศูนย์ปฏิบัติการ ทภ.2 ได้แจ้งเตือนประชาชนใน 4 จังหวัดชายแดนให้ดำเนินการอพยพตามแผน เพื่อความปลอดภัยสูงสุด โดยการที่นายกรัฐมนตรีเตรียมลงพื้นที่ในวันที่ 8 ธ.ค.นี้ จะมีการหารือถึงมาตรการรองรับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นเพิ่มเติมต่อไปด้วย

นายกฯ บินด่วนชายแดนไทยกัมพูชา ถกมาตรการรองรับความเสี่ยง

ทำไมนายกฯ ถึงต้องบินด่วนไปชายแดนไทยกัมพูชา?

การตัดสินใจของนายกรัฐมนตรีในการเดินทางไปยังพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชาอย่างเร่งด่วน สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญในการจัดการกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างใกล้ชิด การลงพื้นที่ด้วยตนเองช่วยให้สามารถรับฟังข้อมูลโดยตรงจากผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์และประเมินสถานการณ์ได้อย่างแม่นยำยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการกำหนดมาตรการที่เหมาะสมและมีประสิทธิภาพในการรับมือกับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น

สถานการณ์ความตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นประเด็นที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างระมัดระวัง การปะทะกันระหว่างกำลังพลทั้งสองฝ่ายอาจนำไปสู่ความขัดแย้งที่รุนแรงยิ่งขึ้น การที่นายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญกับการดูแลกำลังพลส่วนหน้าและการเตรียมระบบรองรับประชาชนในพื้นที่เสี่ยง แสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบและความห่วงใยที่มีต่อความปลอดภัยของประชาชนและเจ้าหน้าที่

ประชาชนควรเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์อย่างไร?

  • ติดตามข่าวสารจากทางการอย่างใกล้ชิด
  • เตรียมพร้อมสำหรับการอพยพตามแผนที่กำหนด
  • ดูแลรักษาสุขภาพให้แข็งแรง
  • เตรียมสิ่งของจำเป็นสำหรับการดำรงชีวิต เช่น น้ำ อาหาร ยา

การที่นายกรัฐมนตรีลงพื้นที่เพื่อหารือถึงมาตรการรองรับความเสี่ยงเพิ่มเติม แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาและลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับประชาชน การทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐและประชาชนเป็นสิ่งสำคัญในการสร้างความปลอดภัยและความมั่นคงในพื้นที่ชายแดน

สถานการณ์ชายแดนเป็นเรื่องละเอียดอ่อน การติดตามข่าวสารและเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์อยู่เสมอจึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับทุกคน

ที่มา – นายกฯ บินด่วนพรุ่งนี้ ไปชายแดนไทยกัมพูชา ถกมาตรการรองรับความเสี่ยง

บิ๊กเล็กสบายใจ ฮุนเซนท้าปิดด่าน 100 ปี จริงหรือ?

พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวถึงความคืบหน้าในการเก็บกู้ทุ่นระเบิดตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา โดยยืนยันว่าจะเร่งดำเนินการอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าฝ่ายกัมพูชายังไม่ได้ให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่ทหารไทยได้รับบาดเจ็บจากการเหยียบทุ่นระเบิดหลายราย พล.อ.ณัฐพล ย้ำว่าความปลอดภัยของประชาชนและทหารที่ปฏิบัติหน้าที่เป็นสิ่งสำคัญที่สุด และไทยจะดำเนินการเก็บกู้ทุ่นระเบิดในพื้นที่ของตนเองต่อไป

นอกจากนี้ พล.อ.ณัฐพล ยังกล่าวถึงกรณีของเชลยศึกชาวกัมพูชาจำนวน 18 ราย โดยยืนยันว่าจะยังไม่ปล่อยตัว เนื่องจากต้องการใช้เป็นสัญลักษณ์แสดงให้เห็นว่ากัมพูชายังไม่ได้ยุติความเป็นปรปักษ์ต่อไทยอย่างสิ้นเชิง พร้อมย้ำว่าการดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตามกฎหมายและหลักการ ไม่ได้เป็นการต่อรองใดๆ ทั้งสิ้น

ประเด็นสำคัญที่ได้รับความสนใจอย่างมากคือกรณีที่ สมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา ได้ออกมากล่าวว่า หากไทยต้องการปิดด่าน 100 ปี ก็สามารถทำได้ ซึ่ง พล.อ.ณัฐพล ได้ตอบคำถามในประเด็นนี้ว่า สื่อมวลชนน่าจะเข้าใจความหมายของการกระทำดังกล่าวดี และขอให้พิจารณารายละเอียดในปฏิญญา Joint Declaration ที่มีการระบุถึงการงดเว้นการยั่วยุและการแสดงความมุ่งมั่นที่จะไปสู่สันติภาพ

บิ๊กเล็กสบายใจ ฮุนเซนท้าปิดด่าน 100 ปี

พล.อ.ณัฐพล กล่าวเสริมว่า ตนเองเคยกล่าวไว้ว่าไม่จำเป็นต้องพูดคุยเรื่องการเปิดด่านกับตนเองอีกต่อไป เนื่องจากประชาชนชาวไทยไม่ต้องการ และเมื่อสมเด็จฮุน เซน กล่าวว่า 100 ปี ไม่ต้องเปิดด่าน พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่าตนเองรู้สึกบิ๊กเล็กสบายใจ ฮุนเซนท้าปิดด่าน 100 ปี เพราะจะได้ไม่ต้องพูดคุยในประเด็นนี้อีกต่อไป นี่คือจุดยืนที่ชัดเจนและเด็ดเดี่ยวของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม

ทำไมบิ๊กเล็กรู้สึกสบายใจกับท่าทีของฮุนเซน?

ความรู้สึกบิ๊กเล็กสบายใจ ฮุนเซนท้าปิดด่าน 100 ปี นั้นสะท้อนให้เห็นถึงความเหนื่อยหน่ายกับปัญหาชายแดนที่ยืดเยื้อและการขาดความจริงใจในการแก้ไขปัญหาจากฝ่ายกัมพูชา การที่สมเด็จฮุน เซน ออกมากล่าวในลักษณะดังกล่าว ทำให้ พล.อ.ณัฐพล มองว่าเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่ากัมพูชาไม่ต้องการที่จะเจรจาหรือประนีประนอมในเรื่องนี้อีกต่อไป ดังนั้นจึงเป็นเรื่องที่สบายใจกว่าที่จะไม่ต้องเสียเวลาและทรัพยากรในการพูดคุยที่ไร้ผล

การยืนยันว่าจะไม่ปล่อยตัวเชลยศึกทั้ง 18 นาย ก็เป็นอีกหนึ่งสัญญาณที่บ่งบอกถึงความแข็งกร้าวในการดำเนินนโยบายต่อกัมพูชาของรัฐบาลไทย แม้ว่าอาจจะถูกมองว่าเป็นการกระทำที่ไม่เป็นมิตร แต่รัฐบาลไทยมองว่าเป็นการแสดงออกถึงความไม่พอใจต่อการกระทำของกัมพูชาที่ยังคงเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของชาติ

ประเด็นเรื่องการเก็บกู้ทุ่นระเบิดก็เป็นอีกหนึ่งปัญหาที่คาราคาซังมานาน การที่กัมพูชายังไม่ให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่ ทำให้ไทยต้องดำเนินการเอง ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลไทยในการแก้ไขปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของประชาชน

โดยสรุปแล้ว สถานการณ์ความสัมพันธ์ระหว่างไทยและกัมพูชายังคงมีความตึงเครียดและเต็มไปด้วยความท้าทาย การที่บิ๊กเล็กสบายใจ ฮุนเซนท้าปิดด่าน 100 ปี สะท้อนให้เห็นถึงความรู้สึกสิ้นหวังในการแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธี และอาจนำไปสู่การดำเนินนโยบายที่แข็งกร้าวมากยิ่งขึ้นในอนาคต อย่างไรก็ตาม การรักษาสันติภาพและความมั่นคงตามแนวชายแดนยังคงเป็นเป้าหมายสูงสุดที่ทั้งสองประเทศควรให้ความสำคัญ

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงต้องติดตามอย่างใกล้ชิด การเจรจาและการสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างสองประเทศเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต เราหวังว่าทั้งสองฝ่ายจะหันหน้าเข้าหากันเพื่อแก้ไขปัญหาอย่างสันติวิธี

ที่มา – “บิ๊กเล็ก” ลั่น สบายใจ หลัง “ฮุน เซน” ท้าปิดด่าน 100 ปี ยัน ไม่ปล่อย 18 เชลยศึก

ก่อนประชุม สมช. ยัน ทุ่นระเบิดเป็นของใหม่ จริงหรือ?

พล.อ.ณัฐพล ยัน ทุ่นระเบิดเป็นของใหม่ โต้กลับเสียงวิจารณ์ บอกทำไมต้องฟังความเห็นกัมพูชา? รอผลประชุม สมช. ก่อนตัดสินใจขั้นสูงสุด

เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2568 พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้เดินทางเข้าร่วมการประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ที่ทำเนียบรัฐบาล โดยตอบคำถามสื่อมวลชนถึงกรณีที่ฝ่ายกัมพูชาออกมาแถลงการณ์เกี่ยวกับทุ่นระเบิดที่ทหารไทยเหยียบเมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2568 ซึ่งระบุว่าเป็นทุ่นระเบิดเก่าตั้งแต่สมัยสงคราม พล.อ.ณัฐพล ตอบอย่างหนักแน่นว่า “จะไปฟังกัมพูชาทำไม ต้องฟังพี่สิ” แสดงความไม่เห็นด้วยกับข้อมูลที่ทางกัมพูชาให้ไว้

ผู้สื่อข่าวได้ถามย้ำถึงประเด็นที่ว่าทุ่นระเบิดดังกล่าวเป็นของใหม่จริงหรือไม่ พล.อ.ณัฐพล พยักหน้ารับและยืนยันหนักแน่นว่าเป็นของใหม่ สร้างความกระจ่างในประเด็นที่สังคมกำลังให้ความสนใจ นอกจากนี้ เมื่อถูกถามถึงความเป็นไปได้ในการดำเนินการขั้นสูงสุดกับกัมพูชา พล.อ.ณัฐพล ตอบอย่างระมัดระวังว่า จะรอผลการประชุม สมช. ก่อนที่จะตัดสินใจในเรื่องนี้

ก่อนประชุม สมช. ยัน ทุ่นระเบิดเป็นของใหม่

สถานการณ์ดังกล่าวสร้างความตึงเครียดในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ แต่ พล.อ.ณัฐพล ยืนยันถึงความสำคัญของการพิจารณาข้อมูลอย่างรอบด้านก่อนที่จะตัดสินใจใดๆ การรอผลการประชุม สมช. จึงเป็นขั้นตอนที่สำคัญ เพื่อให้การตัดสินใจเป็นไปอย่างมีข้อมูลสนับสนุนและคำนึงถึงผลกระทบในทุกมิติ

ทำไมต้องรอ ก่อนประชุม สมช. ยัน ทุ่นระเบิดเป็นของใหม่?

การประชุม สมช. ถือเป็นกลไกสำคัญในการประเมินสถานการณ์ด้านความมั่นคงและกำหนดแนวทางในการแก้ไขปัญหา การที่ พล.อ.ณัฐพล ระบุว่าจะรอผลการประชุม สมช. ก่อนตัดสินใจ แสดงให้เห็นถึงความรอบคอบและความมุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหาอย่างมีหลักการและเหตุผล

  • ประเด็นสำคัญที่ต้องติดตามในการประชุม สมช.
  • การประเมินข้อมูลและหลักฐานเกี่ยวกับทุ่นระเบิด
  • การพิจารณาผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
  • การกำหนดแนวทางในการป้องกันเหตุการณ์ซ้ำรอย
  • การให้ความช่วยเหลือและเยียวยาแก่ผู้ได้รับผลกระทบ

การที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมออกมาให้ข้อมูลที่ขัดแย้งกับข้อมูลของทางกัมพูชา ทำให้ประเด็นนี้มีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้น การยืนยันว่าทุ่นระเบิดเป็นของใหม่ สวนทางกับข้อมูลที่กัมพูชาอ้างว่าเป็นระเบิดเก่า ทำให้ต้องมีการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างละเอียดเพื่อหาข้อสรุปที่ชัดเจน

สถานการณ์ดังกล่าวเป็นเครื่องเตือนใจถึงความสำคัญของการรักษาความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศ และการแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธี การใช้เหตุผลและการเจรจาเป็นสิ่งสำคัญในการป้องกันความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต การที่ทุกฝ่ายให้ความร่วมมือในการตรวจสอบข้อเท็จจริงและแก้ไขปัญหาอย่างสร้างสรรค์ จะเป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่าย

การตอบโต้ของ พล.อ.ณัฐพล ที่ว่า “จะไปฟังกัมพูชาทำไม ต้องฟังพี่สิ” แสดงให้เห็นถึงความมั่นใจในข้อมูลที่ตนเองมีอยู่ อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่างประเทศจำเป็นต้องอาศัยความรอบคอบและการรับฟังความคิดเห็นจากทุกฝ่าย เพื่อให้ได้ข้อสรุปที่เป็นธรรมและยั่งยืน การรอผลการประชุม สมช. จึงเป็นขั้นตอนที่สำคัญในการพิจารณาข้อมูลอย่างรอบด้านและตัดสินใจอย่างมีเหตุผล

แม้ว่าสถานการณ์จะมีความตึงเครียด แต่การที่ทุกฝ่ายแสดงความมุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธีถือเป็นสัญญาณที่ดี การเจรจาและการแลกเปลี่ยนข้อมูลอย่างตรงไปตรงมา จะเป็นประโยชน์ในการสร้างความเข้าใจและความไว้วางใจซึ่งกันและกัน การที่ทุกฝ่ายให้ความร่วมมือในการแก้ไขปัญหา จะเป็นประโยชน์ต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในระยะยาว

การออกมาโต้แย้งเกี่ยวกับทุ่นระเบิดเป็นของใหม่ เป็นการแสดงจุดยืนที่ชัดเจนของรัฐบาลไทย แต่การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่างประเทศจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือและการเจรจาจากทุกฝ่าย การรอผลการประชุม สมช. จะเป็นโอกาสให้ทุกฝ่ายได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นและหาทางออกร่วมกัน

ก่อนประชุม สมช. ยัน ทุ่นระเบิดเป็นของใหม่ ท้ายที่สุดแล้ว การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่างประเทศต้องอาศัยความอดทนและความเข้าใจซึ่งกันและกัน การที่ทุกฝ่ายให้ความสำคัญกับการเจรจาและการแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธี จะเป็นประโยชน์ต่อความมั่นคงและสันติภาพในภูมิภาค

ที่มา – ก่อนประชุม สมช. “บิ๊กเล็ก” โต้กลับ ยันทุ่นระเบิดเป็นของใหม่ บอกจะฟังกัมพูชาทำไม

บิ๊กเล็กยัน! ไม่เคยสั่งหยุดยิง โยนถามบิ๊กกุ้ง

“บิ๊กเล็ก” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ปฏิเสธข่าวสั่งหยุดยิง 6 ชั่วโมงแรก ย้ำได้รับคำยืนยันจากผู้บัญชาการทหารบก ว่าไม่มีใครสั่งหยุดยิง ชี้ ต้องถาม “แม่ทัพกุ้ง” พร้อมเผยคำพูดอดีตแม่ทัพภาคที่ 2 บอกต้องเอาคืน แต่จนเกษียณก็ไม่เห็นมีอะไรเกิดขึ้น

วันที่ 10 พฤศจิกายน 2568 พลเอก ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ชี้แจงกรณี พลโท บุญสิน พาดกลาง หรือ แม่ทัพกุ้ง อดีตแม่ทัพภาคที่ 2 ให้ข้อมูลว่า มีผู้สั่งการให้หยุดยิงในช่วง 6 ชั่วโมงแรกของการปะทะเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2568 ที่ผ่านมา โดยพลเอก ณัฐพล ยืนยันชัดเจนว่าไม่เคยเป็นผู้สั่งการหรือพูดให้หยุดยิง และในวันเกิดเหตุได้เพียงติดตามสถานการณ์ พร้อมมอบอำนาจการสั่งการให้คณะผู้บัญชาการทางทหาร ซึ่งมีผู้บัญชาการทหารสูงสุดเป็นหัวหน้าคณะรับผิดชอบ

ผู้สื่อข่าวถามต่อ ทราบหรือไม่ว่าใครเป็นผู้พูดหรือผู้สั่งการ พลเอก ณัฐพล ตอบว่า “อันนี้ต้องไปถามคนพูด เพราะผมไม่ทราบและไม่ได้พูด ต้องกลับไปถามแม่ทัพกุ้งเอง” พร้อมย้ำว่าเรื่องดังกล่าวไม่ได้สร้างแรงกดดันหรือบั่นทอนกำลังใจในการทำงานของตน โดยตนได้สอบถามผู้บัญชาการทหารบกแล้ว และได้รับคำยืนยันว่าไม่มีใครสั่งหยุดยิง แถมยังตรงกันข้ามกับที่มีการกล่าวอ้าง เพราะในช่วงที่มีการปะทะ พลโทบุญสิน เป็นฝ่ายระบุเองว่าต้องเอาคืน และตนยังบอกพลโทบุญสิน ว่าหากมีการเตรียมการไว้แล้วให้รีบดำเนินการก่อนเกษียณ แต่จนกระทั่งเกษียณก็ไม่เห็นมีอะไรเกิดขึ้น

เมื่อถูกถามถึงกระแสว่าอาจเป็นคำสั่งจาก นายภูมิธรรม เวชชชัย ซึ่งขณะนั้นรักษาการนายกรัฐมนตรี โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมยืนยันว่า “ไม่มีคำสั่งดังกล่าวแน่นอน”

บิ๊กเล็กยัน ไม่เคยสั่งหยุดยิง โยนถามบิ๊กกุ้ง

คำถามที่ยังค้างคาใจ: ใครสั่งหยุดยิง?

ประเด็นการสั่งหยุดยิงในช่วง 6 ชั่วโมงแรกของการปะทะ กลายเป็นประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงอีกครั้ง โดยพลเอก ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ออกมายืนยันว่าตนเองไม่เคยสั่งการ และโยนคำถามไปยังพลโท บุญสิน พาดกลาง หรือ แม่ทัพกุ้ง อดีตแม่ทัพภาคที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ให้ข้อมูลเรื่องนี้

ความคลุมเครือในเรื่องนี้ ทำให้เกิดคำถามมากมายในสังคม ใครเป็นผู้ออกคำสั่งหยุดยิงจริง? เหตุผลเบื้องหลังคำสั่งนั้นคืออะไร? และการหยุดยิงส่งผลกระทบต่อสถานการณ์โดยรวมอย่างไร?

พลเอก ณัฐพล ยังกล่าวอีกว่า ตนได้สอบถามไปยังผู้บัญชาการทหารบกแล้ว และได้รับการยืนยันว่าไม่มีใครสั่งหยุดยิง ซึ่งขัดแย้งกับข้อมูลที่พลโท บุญสิน ให้ไว้ ทำให้เรื่องนี้ยิ่งซับซ้อนและต้องการการตรวจสอบที่ชัดเจนยิ่งขึ้น

ประเด็นที่น่าสนใจอีกประการหนึ่งคือ คำกล่าวอ้างของพลโท บุญสิน ที่บอกว่า “ต้องเอาคืน” ซึ่งพลเอก ณัฐพล ได้กล่าวว่า ตนได้สนับสนุนให้พลโท บุญสิน ดำเนินการก่อนเกษียณ แต่ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น เรื่องนี้ชี้ให้เห็นถึงความขัดแย้งและความไม่ลงรอยกันภายในกองทัพ ที่อาจส่งผลต่อการปฏิบัติงานและความมั่นคงของชาติ

สิ่งที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการสื่อสารที่ชัดเจนและความรับผิดชอบต่อข้อมูลที่เผยแพร่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของชาติ การออกมาให้ข้อมูลที่ไม่ตรงกัน อาจก่อให้เกิดความสับสนและลดความเชื่อมั่นของประชาชนต่อกองทัพและรัฐบาล

ดังนั้น การตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างละเอียดและเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใส จึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อให้สังคมได้รับทราบความจริงและสามารถตัดสินใจได้อย่างถูกต้อง

เราหวังว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะเร่งดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ และให้ความกระจ่างแก่สังคมโดยเร็ว เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

ท้ายที่สุดนี้ การทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพและการสื่อสารที่เปิดเผยจะเป็นสิ่งที่ช่วยให้ประเทศไทยรักษาความมั่นคงและก้าวไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคง

ที่มา – ไม่เคยสั่งหยุดยิง “บิ๊กเล็ก” โยนถาม “บิ๊กกุ้ง” พร้อมเผยคำพูด บอกต้องเอาคืน

บิ๊กเล็ก มอบ บิ๊กดุลย์ ตรวจสอบโควตาสลากองค์การทหารผ่านศึก

“บิ๊กเล็ก” มอบ “บิ๊กดุลย์” แก้ปัญหาโควตาสลาก องค์การทหารผ่านศึก ยืนยันไม่นิ่งนอนใจ สั่งแก้ไขปัญหาแล้วลั่น บอกฝ่ายค้านไม่ต้องตามหา

วันที่ 4 พ.ย. 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล พลเอก ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวถึงกรณีโควตาสลากองค์การทหารผ่านศึก หรือ อผศ. ที่มีการวิพากษ์วิจารณ์ว่า โควตาถูกโอนไปอยู่ในมือบุคคลอื่นว่า เรื่องนี้ยังไม่ทราบในรายละเอียด เพราะในช่วงที่เป็นรัฐมนตรีที่ผ่านมาก็ไม่เคยเข้าไปเกี่ยวข้อง แต่อย่างไรก็ตามก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ ได้มอบหมายให้พลโทอดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม เข้าไปดูปัญหา และพลโท อดุลย์ ก็เป็นผู้อาสาเข้าไปดูปัญหาในเรื่องนี้ เนื่องจากท่านเป็นผู้มีความรู้ในเรื่องนี้ และ ผอ.อผศ. ก็เป็นเพื่อนเตรียมทหารรุ่นเดียวกับท่าน

ส่วนจะมีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบหรือไม่ เนื่องจากเป็นประเด็นที่ให้ความสนใจ และฝ่ายค้านกำลังโจมตีเรื่องนี้ พลเอก ณัฐพล ระบุว่า ทางกระทรวงกลาโหมให้ความสนใจ และให้ความสำคัญ ซึ่งตนเพิ่งเดินทางกลับจากการประชุมรัฐมนตรีกลาโหมอาเซียน ที่ประเทศมาเลเซีย ขอให้รอสักนิด เชื่อว่าไม่นาน  หากพบผู้กระทำความผิดจะมีการดำเนินการเช่นไรนั้น พลเอก ณัฐพล กล่าวว่า ต้องแก้ไข ซึ่งหากพบว่า เป็นเจ้าหน้าที่ ก็มีกฎกติกาที่ต้องดำเนินการ ไม่มีใครอยู่เหนือกติกาได้

เมื่อถามย้ำว่า กรณีที่ สส. ฝ่ายค้าน โพสต์เฟซบุ๊กตามหารัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม จะมีโอกาสไปพูดคุยเพื่อแก้ไขปัญหาหรือไม่ พลเอก ณัฐพล กล่าวว่า ไม่ต้องตาม ยืนยันแก้ไขปัญหาอยู่แล้ว และได้สั่งการไปแล้ว และพร้อมจะไปพูดคุยหากฝ่ายค้านเชิญมา โดยจะมอบให้รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหมไปชี้แจง เพราะมีความเข้าใจในเรื่องนี้ดี

บิ๊กเล็ก มอบ บิ๊กดุลย์ ตรวจสอบโควตาสลากองค์การทหารผ่านศึก

จากกรณีข่าวร้อนแรงเรื่อง บิ๊กเล็ก มอบ บิ๊กดุลย์ ตรวจสอบโควตาสลากองค์การทหารผ่านศึก ทำให้เกิดความสนใจในวงกว้าง ทั้งในแวดวงการเมืองและประชาชนทั่วไป ประเด็นหลักอยู่ที่การตรวจสอบการจัดสรรโควตาสลากองค์การทหารผ่านศึก (อผศ.) ที่มีการร้องเรียนเรื่องความไม่โปร่งใสและการกระจายโควตาที่ไม่เป็นธรรม

ทำไมเรื่องโควตาสลากองค์การทหารผ่านศึกถึงสำคัญ?

เรื่องนี้มีความสำคัญเนื่องจากเกี่ยวข้องกับสิทธิและผลประโยชน์ของทหารผ่านศึก ซึ่งเป็นผู้ที่เสียสละเพื่อประเทศชาติ การจัดสรรโควตาสลากกินแบ่งรัฐบาลควรเป็นไปอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม เพื่อให้ทหารผ่านศึกได้รับประโยชน์อย่างแท้จริง การตรวจสอบโควตาสลากองค์การทหารผ่านศึก จึงเป็นเรื่องที่สังคมควรให้ความสนใจและติดตามอย่างใกล้ชิด

การมอบหมายให้ พลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ เข้ามาดูแลในเรื่องนี้ แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจของกระทรวงกลาโหมในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว พลโท อดุลย์ เป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถและมีความเข้าใจในเรื่องนี้เป็นอย่างดี การที่ ผอ.อผศ. เป็นเพื่อนเตรียมทหารรุ่นเดียวกับท่าน ก็อาจช่วยให้การประสานงานและความร่วมมือเป็นไปได้ด้วยดี แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ความโปร่งใสและเป็นธรรมในการตรวจสอบยังคงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด

สิ่งที่น่าสนใจคือท่าทีของฝ่ายค้านที่ให้ความสนใจในเรื่องนี้ และพร้อมที่จะตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล การที่ สส. ฝ่ายค้านโพสต์เฟซบุ๊กตามหารัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการทำหน้าที่ตรวจสอบ ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในระบอบประชาธิปไตย

การแก้ไขปัญหาโควตาสลากองค์การทหารผ่านศึก ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้ หากทุกฝ่ายร่วมมือกันอย่างจริงจัง โดยยึดหลักความโปร่งใส ความเป็นธรรม และผลประโยชน์ของทหารผ่านศึกเป็นสำคัญ เชื่อว่าปัญหานี้จะสามารถคลี่คลายไปในทิศทางที่ดีได้

ดังนั้น การตรวจสอบอย่างละเอียดและการเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณชน จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจให้กับประชาชน รวมถึงทหารผ่านศึกเอง และนี่คือจุดเริ่มต้นของการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน

ที่มา – “บิ๊กเล็ก” มอบ “บิ๊กดุลย์” ตรวจสอบโควตาสลากองค์การทหารผ่านศึก

ไทย-กัมพูชา ถอนอาวุธหนัก 3 เฟส ไม่เสียศักดิ์ศรี

“บิ๊กเล็ก” ชี้ไทย-กัมพูชาดีเดย์ถอนอาวุธตั้งแต่ 26 ต.ค. วางไทม์ไลน์ 6 สัปดาห์ 3 เฟส รอทัพภาค 2 ถกกัมพูชา พร้อมกำหนดกรอบ AOT ทำงาน 3 เดือน บรรลุ 3 เรื่อง ลั่น ไม่ยอมให้ไทยเสียศักดิ์ศรี

วันที่ 28 ตุลาคม 2568 พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวที่ทำเนียบรัฐบาล ภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถึงการถอนอาวุธหนักออกจากแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ว่า หากนับเวลาตั้งแต่มีการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) วันที่ 23 ตุลาคม 2568 และต่อมาวันที่ 26 ตุลาคม นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ลงนามปฏิญญาเพื่อนำไปสู่สันติภาพ ช่วงค่ำของวันเดียวกันมีการเริ่มถอนอาวุธ ซึ่งอาวุธของทั้งฝ่ายไทยและกัมพูชาที่ถอนออกมาไม่เหมือนกัน ขณะนี้กองทัพภาคที่ 2 อยู่ระหว่างการพูดคุยในรายละเอียดกับกัมพูชา จึงขอให้ประชาชนมั่นใจว่ากระทรวงกลาโหมยึดมั่นในอธิปไตย และความปลอดภัยของประชาชนเป็นสำคัญ จะไม่ยอมให้ไทยเสียศักดิ์ศรีอย่างแน่นอน

เมื่อถามว่าไทยมีการถอนอาวุธในช่วงค่ำวันที่ 26 ตุลาคม ใช่หรือไม่เพื่อเป็นการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ พล.อ.ณัฐพล ตอบว่า ใช่ ผู้สื่อข่าวถามต่อถึงจรวด BM 21 ที่ไทยคาดหวังให้กัมพูชาถอนออกไปเนื่องจากเป็นอาวุธที่อันตรายนั้น พล.อ.ณัฐพล ระบุว่า ถือเป็นสิ่งที่อยากให้กัมพูชาได้ดำเนินการถอน ซึ่งตามแผนการปฏิบัติการ ได้กำหนดกรอบเวลาเอาไว้ 6 สัปดาห์ ประมาณ 1 เดือนครึ่ง หรืออาจจะมากกว่านั้น และกัมพูชาก็เห็นพ้อง ซึ่งจะมีอยู่ 3 เฟส คือเริ่มทันทีในคืนวันที่ 26 ตุลาคม ส่วนเฟสที่ 2 จะเริ่มภายใน 3 สัปดาห์ และเฟสที่ 3 คือสัปดาห์ที่ 6 ซึ่งจะมีการแบ่งการถอนอาวุธเป็นลอต ขณะที่แต่ละลอตจะถอนอาวุธอะไรบ้างนั้นอยู่ระหว่างการพูดคุย และต้องถอนพร้อมกันไม่ว่าจะเป็นเฟสไหนก็ตาม

ในส่วนของประเด็นการจัดตั้งคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน (AOT) ใช้กรอบการทำงานระยะเวลาเท่าใด พล.อ.ณัฐพล เผยว่า ประมาณ 3 เดือน และสามารถต่อได้อีก คาดว่าในห้วงเวลาดังกล่าวสามารถเห็นผลได้ใน 3 เรื่อง ทั้งถอนอาวุธหนัก เก็บกู้วัตถุระเบิดตามแนวชายแดน ในส่วนของบ้านหนองจานและบ้านหนองหญ้าแก้ว อ.โคกสูง จ.สระแก้ว คาดว่าจะแล้วเสร็จในวันที่ 17 ธันวาคม 2568 รวมถึงพื้นที่กองทัพภาคที่ 2 ด้วย ซึ่งขณะนี้ทำอยู่ ซึ่งจะเริ่มทำแผนการดำเนินการส่งไปยังกัมพูชา

พร้อมกันนี้ รมว.กลาโหม ย้ำว่าเมื่อวันที่ 26 ตุลาคมที่ผ่านมาถือเป็นวันดีเดย์ อาวุธอะไรที่เริ่มถอนได้ก็ให้ถอน แม้จะเล็กน้อยแต่ถือว่าเป็นการเริ่มต้น เราติดตามความคืบหน้าไป ซึ่งปัจจุบันนี้ได้ขอนายกรัฐมนตรีตั้งคณะทำงานในเรื่องนี้ โดยมี พล.อ.อุกฤษฎ์ บุญตานนท์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด เป็นประธาน และมีหน่วยงานกระทรวงการต่างประเทศ สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) และกระทรวงมหาดไทยร่วมขับเคลื่อนในเรื่องดังกล่าวเพื่อให้ประชาชนสบายใจ

พล.อ.ณัฐพล กล่าวอีกว่า เรื่องการเก็บกู้ทุ่นระเบิด หากอยู่ในพื้นที่ของฝ่ายใดให้ฝ่ายนั้นเป็นผู้เก็บกู้ทุ่นระเบิด เมื่อถามในช่วงท้ายจะมั่นใจได้อย่างไรว่าฝ่ายกัมพูชาจะเก็บกู้ทุ่นระเบิดในพื้นที่ เช่น ในพื้นที่ปราสาทตาควาย และพื้นที่โดยรอบ พล.อ.ณัฐพล ตอบว่า คณะ AOT ต้องลงไปดูในพื้นที่ปราสาทตาควายว่ามีการเก็บกู้ทุ่นระเบิดจริงหรือไม่ โดยเบื้องต้นเริ่ม 13 พื้นที่.

ไทย-กัมพูชา ถอนอาวุธหนัก 3 เฟส ไม่เสียศักดิ์ศรี

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา กลับมาเป็นที่สนใจอีกครั้ง หลังจากการประกาศแผนการถอนอาวุธหนัก 3 เฟส โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ ซึ่งเน้นย้ำถึงความสำคัญของการรักษาอธิปไตยและศักดิ์ศรีของชาติไทย

การดำเนินการดังกล่าวเกิดขึ้นภายหลังจากการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) และการลงนามปฏิญญาเพื่อสันติภาพ โดยมีเป้าหมายที่จะสร้างความเชื่อมั่นและความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างทั้งสองประเทศ

รายละเอียดแผนการถอนอาวุธหนัก 3 เฟส

แผนการถอนอาวุธหนัก 3 เฟส มีกรอบเวลาดำเนินการ 6 สัปดาห์ หรือประมาณ 1 เดือนครึ่ง โดยแบ่งออกเป็น:

  • เฟสที่ 1: เริ่มทันทีในคืนวันที่ 26 ตุลาคม
  • เฟสที่ 2: เริ่มภายใน 3 สัปดาห์
  • เฟสที่ 3: เริ่มในสัปดาห์ที่ 6

การถอนอาวุธในแต่ละเฟสจะมีการแบ่งเป็นลอต ซึ่งรายละเอียดของอาวุธที่จะถูกถอนในแต่ละลอตนั้น อยู่ระหว่างการพูดคุยและตกลงร่วมกันระหว่างกองทัพภาคที่ 2 ของไทยและฝ่ายกัมพูชา

บทบาทของคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน (AOT)

คณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน (AOT) จะมีบทบาทสำคัญในการตรวจสอบและยืนยันการถอนอาวุธหนัก 3 เฟส รวมถึงการเก็บกู้วัตถุระเบิดตามแนวชายแดน โดยมีกรอบการทำงานประมาณ 3 เดือน และสามารถต่ออายุได้หากจำเป็น

นอกจากนี้ AOT จะเข้าไปตรวจสอบพื้นที่ปราสาทตาควาย เพื่อยืนยันว่ามีการเก็บกู้ทุ่นระเบิดจริงตามที่ได้ตกลงกันไว้

การดำเนินการทั้งหมดนี้ มีเป้าหมายเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนและส่งเสริมความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างประเทศไทยและกัมพูชา โดยยึดมั่นในหลักการอธิปไตยและความปลอดภัยของประชาชนเป็นสำคัญ การถอนอาวุธหนัก 3 เฟส จึงเป็นก้าวสำคัญในการสร้างสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค

การที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมเน้นย้ำถึงการไม่ยอมให้ไทยเสียศักดิ์ศรี แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการปกป้องผลประโยชน์ของชาติ และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนว่ารัฐบาลจะดำเนินการทุกวิถีทางเพื่อรักษาความมั่นคงของประเทศ

ที่มา – รมว.กลาโหม ชี้ไทย-กัมพูชาวางไทม์ไลน์ถอนอาวุธ 3 เฟส ลั่น ไม่ยอมให้ไทยเสียศักดิ์ศรี

บิ๊กเล็กรีบตอบ? อนุทินพูดไทยรุกล้ำกัมพูชา

“บิ๊กเล็ก” ชิ่งตอบดราม่า “อนุทิน” พูดไทยรุกล้ำพื้นที่กัมพูชา ช่วงเดินทางร่วมประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 47 ที่ประเทศมาเลเซีย บอก รอถามตอนนายกฯ กลับมา

เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 28 ตุลาคม 2568 ผู้สื่อข่าวพยายามสอบถาม พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ที่ทำเนียบรัฐบาล กรณีที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนในห้วงการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 47 ที่ประเทศมาเลเซียว่า ส่วนที่กัมพูชารุกล้ำเราก็มี และต้องยอมรับว่าส่วนที่ประเทศไทยไปรุกล้ำพื้นที่เขาก็มี โดย พล.อ.ณัฐพล หลีกเลี่ยงการให้สัมภาษณ์โดยกล่าวเพียงสั้นๆ ว่า “รอถามตอนนายกรัฐมนตรีกลับมา” จากนั้นเดินขึ้นตึกบัญชาการ 1 เพื่อเข้าประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ทันที

บิ๊กเล็กรีบตอบ? อนุทินพูดไทยรุกล้ำกัมพูชา

สถานการณ์ดังกล่าวกลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงการเมืองและสังคมออนไลน์ หลายฝ่ายแสดงความคิดเห็นแตกต่างกันไป บางส่วนเห็นด้วยกับสิ่งที่นายอนุทินกล่าว เนื่องจากเป็นการยอมรับความจริงว่าปัญหาการรุกล้ำชายแดนเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริงและต้องได้รับการแก้ไขอย่างตรงไปตรงมา ในขณะที่อีกส่วนหนึ่งมองว่าคำพูดดังกล่าวอาจส่งผลเสียต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และอาจถูกนำไปใช้เป็นข้ออ้างในการสร้างความขัดแย้ง

การที่ พล.อ.ณัฐพล ปฏิเสธที่จะให้ความเห็นในเรื่องนี้ ยิ่งทำให้เกิดความสงสัยและวิพากษ์วิจารณ์มากยิ่งขึ้น หลายคนตั้งคำถามว่ารัฐบาลกำลังพยายามปกปิดข้อเท็จจริงบางอย่างหรือไม่ และเหตุใดจึงไม่พร้อมที่จะชี้แจงเรื่องนี้ให้ประชาชนได้รับทราบ

ทำไมเรื่อง อนุทินพูดไทยรุกล้ำกัมพูชา ถึงเป็นประเด็น?

ประเด็นการรุกล้ำชายแดนระหว่างประเทศ เป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ การให้ข้อมูลที่ไม่ถูกต้องหรือไม่ครบถ้วน อาจนำไปสู่ความเข้าใจผิดและความขัดแย้งที่รุนแรงยิ่งขึ้นได้ ดังนั้น การที่รัฐบาลยังไม่พร้อมที่จะให้ข้อมูลที่ชัดเจนในเรื่องนี้ จึงเป็นสิ่งที่น่ากังวล

  • ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ: การกล่าวถึงการรุกล้ำอาจกระทบความสัมพันธ์
  • ข้อเท็จจริงที่ต้องพิจารณา: ข้อมูลที่ไม่ครบถ้วนอาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิด
  • ความโปร่งใส: รัฐบาลควรเปิดเผยข้อมูลเพื่อให้ประชาชนเข้าใจสถานการณ์

การหลีกเลี่ยงที่จะตอบคำถามสำคัญเช่นนี้ อาจทำให้ประชาชนขาดความเชื่อมั่นในรัฐบาล และอาจถูกมองว่ารัฐบาลกำลังพยายามหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบ ดังนั้น จึงเป็นสิ่งสำคัญที่รัฐบาลจะต้องแสดงความโปร่งใสและให้ข้อมูลที่ถูกต้องแก่ประชาชนโดยเร็วที่สุด

ในขณะที่รอความชัดเจนจากนายกรัฐมนตรี สิ่งที่ประชาชนทำได้คือการติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด และพิจารณาข้อมูลอย่างรอบคอบ เพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของการบิดเบือนข้อมูลและการโฆษณาชวนเชื่อ นอกจากนี้ การแสดงความคิดเห็นอย่างสร้างสรรค์และเคารพซึ่งกันและกัน ก็เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้สังคมไทยก้าวข้ามความขัดแย้งและสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างกันได้

การที่ พล.อ.ณัฐพล เลือกที่จะไม่ตอบคำถามเกี่ยวกับกรณี อนุทินพูดไทยรุกล้ำกัมพูชา สะท้อนให้เห็นถึงความละเอียดอ่อนของสถานการณ์และความจำเป็นในการจัดการอย่างระมัดระวัง หวังว่าเมื่อนายกรัฐมนตรีกลับมา จะมีความชัดเจนและข้อมูลที่ครบถ้วนเกี่ยวกับเรื่องนี้ เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบข้อเท็จจริงและร่วมกันหาทางออกที่ดีที่สุดสำหรับประเทศ

ที่มา – “บิ๊กเล็ก” ชิ่งตอบดราม่า “อนุทิน” พูดไทยรุกล้ำกัมพูชา บอก รอถามนายกฯ

Scroll to top