บุหรี่ไฟฟ้า

สสส. แจงปมซื้อสื่อโฆษณา ยันจัดซื้อตรงโปร่งใส 100% ตามระเบียบกรมบัญชีกลาง

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เรามีประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับหน่วยงานภาครัฐที่ทำงานเพื่อสังคมอย่าง สสส. มาฝากกันครับ ช่วงที่ผ่านมามีกระแสข่าววิพากษ์วิจารณ์เรื่องการใช้งบประมาณซื้อสื่อโฆษณา วันนี้เราจะมาเจาะลึกกันว่า สสส. แจงปมซื้อสื่อโฆษณา ยันจัดซื้อตรงโปร่งใส 100% ตามระเบียบกรมบัญชีกลาง นั้นเป็นอย่างไร เพื่อให้ทุกคนได้เข้าใจความจริงที่ถูกต้องกันครับ

สสส. แจงปมซื้อสื่อโฆษณา ยันจัดซื้อตรงโปร่งใส 100% ตามระเบียบกรมบัญชีกลาง

ดร.ประกาศิต กายะสิทธิ์ รองผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ได้ออกมาให้ข้อมูลชัดเจนเพื่อไขข้อข้องใจ หลังจากที่มีการแชร์ข้อมูลคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับป้ายโฆษณารณรงค์เรื่องบุหรี่ไฟฟ้า ว่า สสส. ไม่ได้จ่ายเงินผ่านคนกลาง แต่ดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างโดยตรงกับเจ้าของพื้นที่ เช่น บริษัท BEM (ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ) ซึ่งเป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมายทุกประการ

ความโปร่งใสคือหัวใจสำคัญของการทำงาน

หลายคนอาจกังวลเรื่องการใช้งบประมาณ แต่ต้องบอกเลยว่า สสส. แจงปมซื้อสื่อโฆษณา ยันจัดซื้อตรงโปร่งใส 100% ตามระเบียบกรมบัญชีกลาง โดยทุกขั้นตอนตั้งแต่การร่างขอบเขตงาน (TOR) ไปจนถึงการตรวจรับงาน มีคณะกรรมการที่เชี่ยวชาญกำกับดูแลอย่างเข้มงวด ยิ่งไปกว่านั้น สสส. ยังบริหารงบประมาณสื่อรณรงค์ได้คุ้มค่าสุดๆ โดยใช้งบไม่ถึง 5% ของงบทั้งหมด แต่กลับสร้างมูลค่าการประชาสัมพันธ์ได้มหาศาล

  • ใช้งบประมาณสื่อสารเพียง 220 ล้านบาท/ปี แต่สร้างมูลค่าสื่อได้สูงถึง 1,703 ล้านบาท
  • ได้รับความร่วมมือจากพันธมิตร เช่น MRT, BTS, และกรุงเทพมหานคร ให้ราคาพิเศษและพื้นที่เสริม
  • มีประสิทธิภาพสูงในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพของประชาชนถึง 84.59%

การที่ สสส. สามารถสื่อสารเรื่องสุขภาวะไปสู่สายตาประชาชนได้อย่างกว้างขวาง เป็นเพราะความร่วมมือกับภาคีเครือข่ายที่เล็งเห็นประโยชน์ของส่วนรวม ไม่ว่าจะเป็นสนามบิน 22 แห่งทั่วประเทศ หรือป้ายรอรถประจำทางต่างๆ ซึ่งถ้าเรามองย้อนกลับไป การที่ สสส. แจงปมซื้อสื่อโฆษณา ยันจัดซื้อตรงโปร่งใส 100% ตามระเบียบกรมบัญชีกลาง นั้น ถือเป็นการตอกย้ำให้เห็นว่า สสส. เป็นองค์กรที่ยึดมั่นในความถูกต้อง ตรวจสอบได้ และรับฟังเสียงสะท้อนจากสังคมอยู่เสมอครับ

ในฐานะประชาชน การได้รับข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วนเป็นสิ่งสำคัญมากครับ การที่หน่วยงานออกมาแสดงความรับผิดชอบและชี้แจงอย่างตรงไปตรงมาแบบนี้ ทำให้เรามั่นใจได้ว่าทุกบาททุกสตางค์ที่เสียไปนั้น เพื่อเป้าหมายใหญ่คือการสร้างเสริมสุขภาวะที่ดีให้กับคนไทยทุกคนจริงๆ ครับ หากใครมีข้อสงสัยหรืออยากให้กำลังใจการทำงานเพื่อสังคมของ สสส. ก็สามารถติดตามข้อมูลอัปเดตผ่านช่องทางหลักของทางหน่วยงานได้เลยครับ

ที่มา – สสส. แจงปมซื้อสื่อโฆษณา ยันจัดซื้อตรงโปร่งใส 100% ตามระเบียบกรมบัญชีกลาง

ศุภมาสผนึกตำรวจ ทลายโกดังบุหรี่ไฟฟ้าคลองถม ยึดของกลางอื้อ

ศุภมาสผนึกตำรวจ ทลายโกดังบุหรี่ไฟฟ้าคลองถม ยึดของกลางอื้อ

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในวงการคุ้มครองผู้บริโภค เมื่อ ศุภมาสผนึกตำรวจ ทลายโกดังบุหรี่ไฟฟ้าคลองถม ยึดของกลางอื้อ เพื่อเป็นการตัดวงจรการแพร่ระบาดของสินค้าผิดกฎหมายที่กำลังทำลายสุขภาพของเด็กและเยาวชนไทย โดยการปฏิบัติการครั้งนี้ถือเป็นการประกาศจุดยืนที่ชัดเจนของภาครัฐในการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง

จากการลงพื้นที่ตรวจค้นรวม 5 จุดในย่านคลองถม เจ้าหน้าที่สามารถยึดบุหรี่ไฟฟ้า น้ำยา และอุปกรณ์เสริมได้มากกว่า 20,000 ชิ้น มูลค่ารวมกว่า 8 ล้านบาท ซึ่งสินค้าเหล่านี้ถูกเตรียมกระจายไปยังตลาดหน้าร้านและแพลตฟอร์มออนไลน์ต่าง ๆ โดย นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ยืนยันว่า ปฏิบัติการ ศุภมาสผนึกตำรวจ ทลายโกดังบุหรี่ไฟฟ้าคลองถม ยึดของกลางอื้อ ในครั้งนี้จะไม่ใช่ครั้งสุดท้าย เพราะภาครัฐจะเดินหน้าไล่ล่าผู้กระทำความผิดอย่างต่อเนื่อง

อันตรายและโทษหนักจากการครอบครองบุหรี่ไฟฟ้า

หลายคนอาจยังไม่ทราบว่าการจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้ามีโทษรุนแรงตามกฎหมาย โดยผู้ฝ่าฝืนมีโทษจำคุกสูงสุดไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 600,000 บาท ซึ่งในคดีการ ศุภมาสผนึกตำรวจ ทลายโกดังบุหรี่ไฟฟ้าคลองถม ยึดของกลางอื้อ ครั้งนี้ เจ้าหน้าที่ได้กำชับชัดเจนว่ากฎหมายห้ามเปรียบเทียบปรับเพื่อระงับคดีเด็ดขาด เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้กระทำผิดกลับมาทำซ้ำ

ในมุมมองด้านสาธารณสุข บุหรี่ไฟฟ้าไม่ใช่สินค้าปลอดภัยอย่างที่หลายคนเข้าใจ ข้อมูลจาก สคบ. ยืนยันว่าสารพิษในบุหรี่ไฟฟ้าส่งผลกระทบต่อปอดและระบบทางเดินหายใจของเยาวชนอย่างรุนแรง ดังนี้:

  • นิโคตินในระดับสูง: บุหรี่ไฟฟ้า 1 แท่งอาจมีนิโคตินเทียบเท่าบุหรี่มวนถึง 20 มวน
  • ละอองขนาดเล็ก: อนุภาคเล็กกว่า PM 2.5 ทำให้สารเคมีซึมเข้าสู่กระแสเลือดได้ง่าย
  • สารก่อมะเร็งและโลหะหนัก: การสูดดมส่งผลต่อการพัฒนาการของสมองเด็กและวัยรุ่นในระยะยาว

ด้วยเหตุนี้ ผู้ปกครองควรหมั่นสังเกตพฤติกรรมบุตรหลาน หากพบเห็นการลักลอบจำหน่าย สามารถแจ้งเบาะแสได้ทันทีที่สายด่วน สคบ. 1166 หรือสายด่วนตำรวจ 1599 เพื่อช่วยกันปกป้องสังคมจากภัยเงียบนี้

การปราบปรามในครั้งนี้ถือเป็นสัญญาณที่ดีว่า ภาครัฐเอาจริงกับการกวาดล้างบุหรี่ไฟฟ้าให้หมดไปจากประเทศไทย เพื่ออนาคตที่ดีและสุขภาพที่แข็งแรงของลูกหลานเราในระยะยาว

ที่มา – “ศุภมาส” เอาจริง สคบ. ผนึกตำรวจ ทลายโกดังบุหรี่ไฟฟ้าคลองถม ยึด 2 หมื่นชิ้น ฟันโทษหนัก

รวบผู้ค้าระดับหัวจ่าย บุหรี่ไฟฟ้า ย่านบางแค ยึดของกลาง 5 หมื่น

เชื่อว่าหลายคนคงได้เห็นข่าวสะเทือนวงการนักสูบ เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจไซเบอร์ได้บุกเข้าทลายแหล่งเก็บสินค้าและจับกุมผู้ค้าระดับหัวจ่าย บุหรี่ไฟฟ้ารายใหญ่ย่านบางแค พร้อมของกลางจำนวนมหาศาล โดยเหตุการณ์ในครั้งนี้ถือเป็นบทเรียนสำคัญของการลักลอบจำหน่ายสินค้าผิดกฎหมายที่อยู่ใกล้ตัวเรามากกว่าที่คิดครับ

ปฏิบัติการกวาดล้างผู้ค้าระดับหัวจ่าย บุหรี่ไฟฟ้า ย่านบางแค

จากการเข้าตรวจสอบพื้นที่ซอยเพชรเกษม 63 กรุงเทพฯ เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน กก.3 บก.สอท.2 ได้เปิดปฏิบัติการตรวจค้นบ้าน 2 หลัง ซึ่งพบว่าเป็นคลังสินค้าขนาดใหญ่ที่ใช้แพ็คและจัดส่งสินค้าให้กับลูกค้าทั่วประเทศ การจับกุมครั้งนี้นำไปสู่การควบคุมตัวผู้ต้องหาชายและหญิงที่ทำหน้าที่เป็นผู้ค้าระดับหัวจ่าย บุหรี่ไฟฟ้ารายใหญ่ โดยยึดของกลางได้กว่า 50,000 ชิ้น พร้อมเงินสดในบัญชีและการหมุนเวียนกว่า 10 ล้านบาท นับว่าเป็นตัวเลขที่น่าตกใจไม่น้อยสำหรับธุรกิจมืดประเภทนี้

เบื้องลึกเบื้องหลังการบุกค้นแหล่งกระจายสินค้า

สาเหตุสำคัญที่ทำให้ทางตำรวจต้องเร่งดำเนินการอย่างจริงจัง เนื่องจากจุดเก็บสินค้าดังกล่าวตั้งอยู่ในเขตชุมชนและใกล้กับสถานศึกษาขนาดใหญ่ ซึ่งถือเป็นกลุ่มเสี่ยงที่พ่อค้าแม่ค้ามักจะพุ่งเป้าไปหานักเรียนนักศึกษา จากการสืบสวนพบข้อมูลที่น่าสนใจดังนี้:

  • สินค้ามีทั้งแบบใช้แล้วทิ้ง (Disposable Pod) และหัวน้ำยาบุหรี่ไฟฟ้า
  • มีการลักลอบนำเข้าจากประเทศเพื่อนบ้านและผลิตเองบางส่วน
  • สถานที่จัดเก็บมีการบริหารจัดการเหมือนบริษัทขนส่งสินค้าปกติ

การดำเนินการกวาดล้างผู้ค้าระดับหัวจ่าย บุหรี่ไฟฟ้าในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่เป็นการบังคับใช้กฎหมายตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภคเท่านั้น แต่ยังเป็นการปกป้องเยาวชนจากการเข้าถึงสารอันตรายที่ผิดกฎหมายอีกด้วยครับ เชื่อว่าหลังจากนี้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจะมีการขยายผลเพื่อถอนรากถอนโคนเครือข่ายเหล่านี้ต่อไปอย่างแน่นอน

ข้อคิดทิ้งท้ายจากเหตุการณ์นี้

การซื้อขายหรือครอบครองบุหรี่ไฟฟ้าในปัจจุบันยังคงเป็นเรื่องที่ผิดกฎหมายในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นการขายหรือการนำเข้า ล้วนมีโทษทางอาญาที่หนักหนา การพบเห็นแหล่งกระจายสินค้าใหญ่ขนาดนี้เป็นเครื่องเตือนใจว่าอย่าหลงเข้าสู่วงจรธุรกิจเถื่อน เพราะนอกจากจะสูญเสียเงินทองและเสี่ยงต่อการถูกจับกุมแล้ว ยังเป็นการสนับสนุนสินค้าที่ไม่มีมาตรฐานและส่งผลเสียต่อสุขภาพของประชาชนในระยะยาวครับ หากใครพบเบาะแสการลักลอบจำหน่าย สามารถแจ้งเจ้าหน้าที่เพื่อร่วมกันสร้างสังคมที่ปลอดภัยได้ทันที

ที่มา – ค้น 2 จุดย่านบางแค รวบผู้ค้าระดับหัวจ่าย “บุหรี่ไฟฟ้า” ยึดของกลาง 5 หมื่นชิ้น

ศุลกากรทุบวงจรบุหรี่เถื่อน-บุหรี่ไฟฟ้า เผยทำลายของกลาง 676 ล้าน

ศุลกากรทุบวงจรบุหรี่เถื่อน-บุหรี่ไฟฟ้า เผาทำลายของกลาง 95 ล้านชิ้น มูลค่า 676 ล้าน

เป็นที่ทราบกันดีว่าปัญหาการลักลอบนำเข้าสินค้าผิดกฎหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า กำลังเป็นภัยคุกคามต่อสุขภาพของพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะกับเด็กและเยาวชนไทย กรมศุลกากรจึงไม่ได้นิ่งนอนใจและได้เร่งปฏิบัติการเชิงรุกอย่างต่อเนื่อง และเมื่อเร็วๆ นี้ กรมศุลกากรได้จัดพิธีเผาทำลายของกลางครั้งใหญ่อันเป็นการศุลกากรทุบวงจรบุหรี่เถื่อน-บุหรี่ไฟฟ้า เผาทำลายของกลาง 95 ล้านชิ้น มูลค่า 676 ล้าน ซึ่งถือว่าเป็นก้าวสำคัญในการขจัดสินค้าผิดกฎหมายเหล่านี้ออกไปจากสังคมไทย

นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร ได้ให้ข้อมูลว่า การดำเนินการนี้เป็นไปตามนโยบายรัฐบาลที่เน้นย้ำเรื่องความเด็ดขาดในการป้องกันการลักลอบนำเข้าสินค้าอันตราย โดยสินค้าที่ถูกทำลายในครั้งนี้ประกอบไปด้วยบุหรี่มวนและบุหรี่ไฟฟ้าที่ผ่านกระบวนการทางกฎหมายจนคดีถึงที่สุดแล้ว การกำจัดของกลางทั้งหมดดำเนินการโดยบริษัท อัคคีปราการ จำกัด (มหาชน) ซึ่งใช้ระบบเตาเผาปิดที่ได้มาตรฐานสากล เพื่อให้มั่นใจว่าจะไม่เกิดมลพิษหรือส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตของคนในชุมชนนิคมอุตสาหกรรมบางปู

ผลกระทบและแนวทางการปราบปรามบุหรี่เถื่อน

การที่ศุลกากรทุบวงจรบุหรี่เถื่อน-บุหรี่ไฟฟ้า เผาทำลายของกลาง 95 ล้านชิ้น มูลค่า 676 ล้าน ถือเป็นสัญญาณเตือนภัยไปยังกลุ่มผู้ค้าที่คิดจะแสวงหาผลประโยชน์จากการนำเข้าของต้องห้ามเหล่านี้ นอกจากความเสียหายทางเศรษฐกิจแล้ว สิ่งสำคัญที่สุดคือสุขภาพของประชาชน กรมศุลกากรได้ผนึกกำลังกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเฝ้าระวังทั้งตามชายแดน ท่าเรือ และพัสดุไปรษณีย์ทั่วประเทศอย่างเข้มข้น

  • ปราบปรามทุกช่องทาง ทั้งทางบก ทางน้ำ และทางอากาศ
  • ใช้เทคโนโลยีและระบบการคัดกรองที่มีประสิทธิภาพ
  • สร้างความร่วมมือกับประชาชนในการแจ้งเบาะแส
  • รณรงค์ให้ความรู้เรื่องโทษของบุหรี่ไฟฟ้า

ความพยายามของกรมศุลกากรในการศุลกากรทุบวงจรบุหรี่เถื่อน-บุหรี่ไฟฟ้า เผาทำลายของกลาง 95 ล้านชิ้น มูลค่า 676 ล้าน ไม่ได้เป็นเพียงการกำจัดของกลางเท่านั้น แต่ยังเป็นการแสดงจุดยืนว่ารัฐบาลไทยไม่มีนโยบายผ่อนปรนกับสินค้าผิดกฎหมายที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ การทำงานแบบบูรณาการในครั้งนี้ยังช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนว่า กฎหมายถูกบังคับใช้อย่างจริงจังและเท่าเทียม

ในฐานะพลเมืองคนหนึ่ง เราทุกคนสามารถเป็นหูเป็นตาให้กับสังคมได้ หากพบเห็นการจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้าซึ่งเป็นสินค้าต้องห้าม ควรหลีกเลี่ยงการสนับสนุนและแจ้งเจ้าหน้าที่ทันที เพราะสุขภาพของเราและลูกหลานคนรุ่นหลังสำคัญกว่าการทดลองกับสิ่งเสพติดเหล่านี้ครับ เชื่อมั่นว่าการทำลายวงจรนี้จะทำให้สังคมไทยน่าอยู่ขึ้นกว่าเดิมแน่นอน

ที่มา – ศุลกากรทุบวงจรบุหรี่เถื่อน-บุหรี่ไฟฟ้า เผาทำลายของกลาง 95 ล้านชิ้น มูลค่า 676 ล้าน

ทลายแหล่งขายบุหรี่ไฟฟ้ารายใหญ่ จ.กาญจนบุรี

เรียกได้ว่าเป็นข่าวใหญ่ในวงการคดีออนไลน์เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจไซเบอร์ร่วมกันปฏิบัติภารกิจบุกตรวจสอบและทลายแหล่งขายบุหรี่ไฟฟ้ารายใหญ่ จ.กาญจนบุรี หลังจากมีการสืบทราบว่ามีการโฆษณาซื้อขายสินค้าผิดกฎหมายผ่านทางแอปพลิเคชันไลน์อย่างโจ่งแจ้ง ซึ่งการทำงานของเจ้าหน้าที่ในครั้งนี้ถือเป็นการกวาดล้างครั้งสำคัญที่สามารถยึดของกลางได้จำนวนมหาศาล

ทลายแหล่งขายบุหรี่ไฟฟ้ารายใหญ่ จ.กาญจนบุรี ได้ของกลางกว่า 3 ล้านบาท

จากการเข้าตรวจค้นบ้านพักในตำบลปากแพรก อำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี เจ้าหน้าที่พบของกลางเป็นบุหรี่ไฟฟ้าและหัวน้ำยาบุหรี่ไฟฟ้าจำนวนมากกว่า 11,305 ชิ้น บรรจุอยู่ในลังกระดาษหลายสิบลัง มูลค่ารวมกว่า 3 ล้านบาท โดยพบผู้ต้องหาซึ่งเป็นลูกจ้างทำหน้าที่แพ็คสินค้าเพื่อจัดส่งให้กับลูกค้าทั่วประเทศผ่านช่องทางขนส่งเอกชน โดยมีเงินหมุนเวียนในบัญชีกว่าหลักล้านบาทต่อเดือนเลยทีเดียว

เบื้องลึกการจับกุมและการขยายผลหลัง ทลายแหล่งขายบุหรี่ไฟฟ้ารายใหญ่ จ.กาญจนบุรี

การสืบสวนพบว่าขบวนการนี้มีความเป็นมืออาชีพสูง มีการย้ายฐานที่เก็บบินสินค้าบ่อยครั้งเพื่อหลบเลี่ยงการตรวจสอบจากเจ้าหน้าที่ และใช้ช่องทางสื่อสารที่ค่อนข้างเป็นส่วนตัวในการติดต่อกับกลุ่มลูกค้า โดยมีข้อมูลดังนี้:

  • พบรายการสินค้าครอบคลุมหลายยี่ห้อ เช่น Marbo, Esko Bar
  • ผู้ต้องหารับสารภาพว่าทำหน้าที่เป็นคนแพ็คส่งสินค้าเท่านั้น
  • เจ้าหน้าที่กำลังเร่งขยายผลเพื่อจับกุมตัวการใหญ่ที่อยู่เบื้องหลังทั้งหมด

สำหรับโทษของผู้กระทำผิดในกรณีนี้ถือว่าหนักหนาสาหัส เนื่องจากเป็นการฝ่าฝืนทั้งพ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค พ.ร.บ.ศุลกากร และพ.ร.บ.สรรพสามิต ซึ่งครอบคลุมทั้งเรื่องการจำหน่ายสินค้าต้องห้ามและการครอบครองสินค้าที่ไม่ได้เสียภาษีอย่างถูกต้องตามกฎหมาย

บทเรียนจากเหตุการณ์ครั้งนี้ถือเป็นเครื่องเตือนใจที่ดีสำหรับผู้ที่คิดจะแสวงหาผลประโยชน์จากสินค้าผิดกฎหมาย เพราะแม้ว่าจะพยายามหลบซ่อนตัวอย่างไร ตำรวจไซเบอร์ก็พร้อมที่จะสืบสวนจนถึงตัวเสมอ อยากฝากถึงทุกคนว่าสุขภาพเป็นเรื่องสำคัญ การหันมาให้ความสนใจกับสินค้าที่ถูกต้องตามกฎหมายจะปลอดภัยต่อทั้งสุขภาพและทรัพย์สินของคุณเองมากกว่าครับ

ที่มา – ทลายแหล่งขายบุหรี่ไฟฟ้ารายใหญ่ จ.กาญจนบุรี จับลูกจ้างคอยแพ็คสินค้า เร่งขยายผลเครือข่าย

วิกฤตบุหรี่ไฟฟ้าระบาดหนักในเยาวชนไทย จี้รัฐเข้มกฎหมาย

วิกฤตบุหรี่ไฟฟ้าระบาดหนักในเยาวชนไทย จี้รัฐเข้มกฎหมาย

ในปัจจุบันสถานการณ์การแพร่ระบาดของบุหรี่ไฟฟ้าในประเทศไทยนับเป็นปัญหาใหญ่ที่น่ากังวลอย่างยิ่ง ข้อมูลล่าสุดระบุว่ามีเยาวชนไทยหันมาสูบบุหรี่ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงอายุ 10-19 ปี ที่มีจำนวนสูงถึง 4 แสนคน ซึ่งเป็นตัวเลขที่สะท้อนถึงวิกฤตบุหรี่ไฟฟ้าระบาดหนักในเยาวชนไทยอย่างชัดเจน หลายคนมองว่าการสูบเป็นเรื่องทันสมัย หรือเป็นเพียงกิจกรรมเข้าสังคม แต่ในความเป็นจริงแล้ว นี่คือภัยเงียบที่ค่อยๆ บั่นทอนสุขภาพของผู้สูบไปทีละน้อยจนกลายเป็นความเจ็บป่วยรุนแรงในอนาคต

นายสกลธี ภัททิยกุล ประธานคณะกรรมาธิการการสาธารณสุข สภาผู้แทนราษฎร ได้ให้ความสำคัญกับประเด็นนี้เป็นอย่างมากและได้ออกมาเตือนถึงความเสี่ยงของสารพิษที่สะสมในร่างกาย การสูบบุหรี่ไฟฟ้าไม่ได้ส่งผลกระทบต่อตัวผู้สูบเองเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อคนรอบข้างผ่านควันมือสองอีกด้วย ซึ่งถือเป็นการสะสมความตายแบบผ่อนส่งที่น่ากลัวกว่าที่หลายคนคิด

ทำไมสถานการณ์ถึงมีความน่ากังวล?

ทางด้าน นพ.วีระพันธ์ สุวรรณนามัย รองประธานคณะกรรมาธิการสาธารณสุข วุฒิสภา ได้เปิดเผยข้อมูลที่น่าตกใจว่า ผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 30 ปี มีสัดส่วนการสูบบุหรี่ไฟฟ้าสูงถึง 73% การเข้าถึงสินค้าเหล่านี้ทำได้ง่ายขึ้นผ่านช่องทางออนไลน์ และมีการออกแบบผลิตภัณฑ์ให้ใช้งานง่ายจนเยาวชนเข้าใจผิดว่ามันไม่มีอันตรายรุนแรง ทั้งที่ความจริงแล้วนิโคตินในบุหรี่ไฟฟ้าสามารถกระตุ้นสมองให้เกิดการเสพติดและนำไปสู่โรคปอดหรือมะเร็งได้ง่ายกว่าบุหรี่ทั่วไป

ประเด็นหลักที่นักการเมืองทั้งสองท่านเห็นตรงกันคือ วิกฤตบุหรี่ไฟฟ้าระบาดหนักในเยาวชนไทย ในปัจจุบัน ไม่ได้ขาดแคลนกฎหมาย แต่ขาด “ความจริงจัง” ในการบังคับใช้กฎหมายให้ครอบคลุมและมีบทลงโทษที่รุนแรงเพียงพอที่จะหยุดยั้งขบวนการจำหน่ายที่ผิดกฎหมายเหล่านี้ได้

แนวทางการแก้ไขปัญหาเชิงรุก

  • หน่วยงานภาครัฐต้องเพิ่มความเข้มงวดในการกวดขันและบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง
  • โรงเรียนสถานศึกษาต้องมีมาตรการเด็ดขาดในการป้องกันการซื้อขายบุหรี่ไฟฟ้า
  • สร้างการรับรู้ผ่านโซเชียลมีเดียเพื่อให้เยาวชนรู้เท่าทันโทษของนิโคติน
  • เพิ่มบทลงโทษผู้ลักลอบนำเข้าและจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้าให้รุนแรงยิ่งขึ้น

สรุปได้ว่า หากเรายังปล่อยให้วิกฤตบุหรี่ไฟฟ้าระบาดหนักในเยาวชนไทยดำเนินต่อไปโดยไม่มีมาตรการมารองรับที่เข้มแข็ง อนาคตของเยาวชนและระบบสาธารณสุขไทยอาจต้องเผชิญกับภาระที่หนักอึ้ง ถึงเวลาแล้วที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกันอย่างจริงจังเพื่อตัดวงจรนิโคตินและพิทักษ์สุขภาพของคนรุ่นใหม่ให้ปลอดภัยจากการเสพติดทุกรูปแบบ การเริ่มต้นปฏิเสธบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้าตั้งแต่วันนี้ คือการสร้างพื้นฐานสุขภาพที่ดีที่สุดให้กับสังคมไทยครับ

ที่มา – “หมอวีระพันธ์-สกลธี” เตือนวิกฤตบุหรี่ไฟฟ้าระบาดหนักในเยาวชนไทย จี้รัฐเข้มบังคับใช้กฎหมาย

รัฐบาลรุกปราบลักลอบบุหรี่-บุหรี่ไฟฟ้า ยึด 409 ล้าน

รัฐบาล รุกปราบพวกลักลอบนำเข้าบุหรี่ บุหรี่ไฟฟ้า ก๊าซหัวเราะ ยึดของกลางได้กว่า 409 ล้านบาท ในช่วงเวลาตั้งแต่ตุลาคม 2568 ถึงพฤษภาคม 2569 นับเป็นผลงานที่โดดเด่นในการบูรณาการกำลังจากหน่วยงานต่างๆ เพื่อสกัดกั้นสินค้าผิดกฎหมายเหล่านี้ที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพประชาชนและรายได้ของรัฐ

รัฐบาล รุกปราบพวกลักลอบนำเข้าบุหรี่ บุหรี่ไฟฟ้า ก๊าซหัวเราะ ยึดของกลางได้กว่า 409 ล้านบาท

ตามนโยบายของนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รัฐบาลได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างกรมศุลกากร กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ร่วมมือกันปราบปรามอย่างเข้มข้น โดยผลการปฏิบัติงานในปีงบประมาณ 2569 สามารถตรวจยึดของกลางได้มูลค่ารวมสูงถึง 409 ล้านบาท

สถิติการตรวจยึดของกลางที่สำคัญ

ผลการจับกุมมีดังนี้

  • บุหรี่ผิดกฎหมาย: 49,064,878 มวน มูลค่า 225 ล้านบาท
  • บุหรี่ไฟฟ้าและอุปกรณ์: 548,577 ชิ้น มูลค่า 71 ล้านบาท
  • ก๊าซไนตรัสออกไซด์ (ก๊าซหัวเราะ): 140,200 กระบอก มูลค่า 95 ล้านบาท
  • สารเอโทมิเดต: 28 กิโลกรัม มูลค่า 18 ล้านบาท

ตัวเลขเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการปิดช่องโหว่ตั้งแต่ต้นทางจนปลายทาง

รูปแบบการลักลอบนำเข้าที่เปลี่ยนแปลงไป

ผู้กระทำผิดปรับวิธีการเพื่อหลบเลี่ยงการตรวจสอบ เช่น แยกชิ้นส่วนบุหรี่ไฟฟ้า (ตัวเครื่อง แบตเตอรี่ น้ำยา) แล้วสำแดงเท็จเป็นสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ซุกซ่อนในตู้คอนเทนเนอร์สินค้าอุปโภค สำหรับบุหรี่มวน หันมาใช้ช่องทางออนไลน์และพัสดุไปรษณีย์ โดยใน 2 เดือนล่าสุด อายัดพัสดุจากภาคใต้กว่า 4,000 หีบห่อ

ตัวอย่างกรณีเด่นในเดือนเมษายน 2569:

  • ตรวจใบขนสินค้าจากจีน พบบุหรี่ไฟฟ้าครบชุด 52,000 ชิ้น และน้ำยา 100 แกลลอน มูลค่า 6 ล้านบาท
  • ยึดบุหรี่ไฟฟ้าจากพัสดุที่สำนักงานศุลกากรภาคที่ 4: 52,742 ชิ้น มูลค่า 15 ล้านบาท
  • จับผู้โดยสารที่สุวรรณภูมิจากญี่ปุ่น: บุหรี่ไฟฟ้า 21 เครื่อง ไส้ 165,600 มวน มูลค่า 9 แสนบาท
  • ยึดบุหรี่ต่างประเทศ 14,028 คอตตอน (2,805,520 มวน) มูลค่า 13 ล้านบาท

สารเสพติดรูปแบบใหม่ที่น่ากังวล

นอกจากนี้ ยังพบการลักลอบสารเอโทมิเดตจากอินเดีย 28 กก. ซึ่งนำมาผสมน้ำยาบุหรี่ไฟฟ้าเป็น “น้ำมันอวกาศ” หรือ “บุหรี่ซอมบี้” ส่งผลต่อระบบทางเดินหายใจ หัวใจ สมอง ส่วนก๊าซหัวเราะปรับบรรจุเป็นกระป๋องเล็ก ยึดได้ 135,936 กระบอก มูลค่า 24 ล้านบาทใน 4 เดือนแรกของปี

รัฐบาล รุกปราบพวกลักลอบนำเข้าบุหรี่ บุหรี่ไฟฟ้า ก๊าซหัวเราะ ยึดของกลางได้กว่า 409 ล้านบาท ถือเป็นตัวอย่างของการทำงานเชิงรุกที่ประสบความสำเร็จ โดยบุหรี่ไฟฟ้าห้ามนำเข้า ครอบครอง จำหน่ายเด็ดขาด ผู้ฝ่าฝืนมีโทษหนัก

รัฐบาลขอให้ประชาชนตระหนักถึงภัยร้ายจากสารเคมีเหล่านี้ และหลีกเลี่ยงการใช้หรือสนับสนุน หากพบเห็นการลักลอบ สามารถแจ้งกรมศุลกากรหรือตำรวจได้ทันที เพื่อช่วยกันปกป้องสังคมและสุขภาพของคนไทย การปราบปรามครั้งนี้ไม่เพียงยึดทรัพย์สินเถื่อน แต่ยังตัดวงจรอาชญากรรมที่กระทบความมั่นคงทางสังคมในระยะยาว

ที่มา – รัฐบาล รุกปราบพวกลักลอบนำเข้าบุหรี่ บุหรี่ไฟฟ้า ก๊าซหัวเราะ ยึดของกลางได้กว่า 409 ล้านบาท

“อภิสิทธิ์” ฟังโรงเรียนขยายโอกาส จ.นนทบุรี

“อภิสิทธิ์” นำผู้สมัครพรรคประชาธิปัตย์ รุดฟังปัญหาการศึกษาโรงเรียนขยายโอกาสใน จ.นนทบุรี สะท้อนเด็กเรียนน้อยลง เรียนฟรีไม่จริง ค่าอาหารกลางวันไม่พอ ยาเสพติด-บุหรี่ไฟฟ้า-กัญชาระบาด

เมื่อเวลา 08.30 น. วันที่ 8 มกราคม 2569 ที่ จ.นนทบุรี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ลำดับที่ 1 พร้อมนายเมฆินทร์ เอี่ยมสะอาด รองหัวหน้าพรรคดูแลพื้นที่ภาคกลาง และนายเอิบ พงบุหงอ ผู้สมัคร สส.นนทบุรี เขตเลือกตั้งที่ 3 พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ร่วมลงพื้นที่รับฟังอุปสรรคระบบการศึกษา และการเรียนการสอนจากผู้อำนวยการโรงเรียนวัดใหม่ผดุงเขต จ.นนทบุรี

จากการหารือในเบื้องต้นมีการสะท้อนปัญหาเรื่องงบประมาณอุดหนุนค่าอาหารกลางวันของเด็กนักเรียนไม่สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริง และจำนวนนักเรียน เช่น เด็กต่ำกว่า 40 คน จะได้อุดหนุนค่าอาหารกลางวันรายหัว/วัน จะได้ 36 บาท แต่ถ้าหากมีเด็กนักเรียนมากกว่า 40 คนจะได้ค่าอาหารลดเหลือเพียง 22 บาท/หัว/วัน ซึ่งไม่เพียงพอ ทางโรงเรียนจึงฝากให้พรรคประชาธิปัตย์ช่วยผลักดันแก้ไขในเรื่องนี้ให้สอดคล้องกับความเป็นจริง เพราะกระทบต่อการเจริญเติบโตของเด็กนักเรียนที่เป็นอนาคตของชาติ

จากนั้นคณะของนายอภิสิทธิ์ พบปะกับนักเรียนที่ทำกิจกรรมอยู่ที่บริเวณลานสนามหน้าเสาธง โดยได้พูดคุยนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 และถามว่ารู้จักหรือไม่ว่าเป็นใคร เด็กชั้น ม.1 จึงตอบว่า “รู้จัก เป็นนายกฯ เก่าของประเทศไทย” นายอภิสิทธิ์ จึงกล่าวต่อไปว่า “แน่ใจนะ อาจจะเป็นนายกฯ ใหม่ก็ได้” เด็กนักเรียนจึงได้กล่าวต่อมาว่า “ก็เป็นไปได้”

ต่อมา นายอภิสิทธิ์ เปิดเผยว่า ตนตั้งใจมาโรงเรียนขยายโอกาส เนื่องจากโรงเรียนมีหลายรูปแบบและมีสภาพปัญหาที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งโรงเรียนขยายโอกาสมีขนาดใกล้เคียงกับโรงเรียนขนาดเล็ก และมีการเรียนการสอนถึงแค่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 เด็กส่วนใหญ่จะไปต่อสายอาชีพ ซึ่งพบว่าพื้นที่อื่นๆ เริ่มมีปัญหาจำนวนเด็กที่เรียนต่อลดลง วันนี้มาติดตามนโยบายหลายเรื่องที่พรรคประชาธิปัตย์เคยทำไว้ เช่น การเรียนฟรี ซึ่งปัจจุบันยังมีปัญหาไม่ฟรีจริง มีการติดขัดด้านงบประมาณต่างๆ จึงมีการจ้างบุคลากรเพิ่มเติม ซึ่งโรงเรียนนี้โชคดีที่มีองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ให้การสนับสนุน น่าจะเป็นจังหวัดเดียว เมื่อเปรียบเทียบกับพื้นที่อื่น 

และจากนี้จะเห็นปัญหาในเชิงโครงสร้างการเชื่อมโยงแม้กระทั่งความเหลื่อมล้ำที่เกิดขึ้น เรื่องการกู้ยืมเงินกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) รวมไปถึงปัญหาสังคมที่ทำให้การจัดการศึกษานั้นยากขึ้น รวมไปถึงเด็กสมาธิสั้นลง อีกทั้งมีเรื่องยาเสพติดในชุมชน บุหรี่ไฟฟ้า รวมไปถึงการลงพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราช เมื่อวันที่ 7 มกราคม 2569 ที่ผ่านมา ก็พบว่ามีสะท้อนปัญหาเรื่องกัญชาเข้ามามากในหมู่นักเรียนและเยาวชน.

“อภิสิทธิ์” นำผู้สมัคร สส.ปชป. ฟังโรงเรียนขยายโอกาส จ.นนทบุรี สะท้อนปัญหาการศึกษา

จากการลงพื้นที่“อภิสิทธิ์” นำผู้สมัคร สส.ปชป. ฟังโรงเรียนขยายโอกาส จ.นนทบุรี สะท้อนปัญหาการศึกษา พบว่าปัญหาการศึกษาไทยยังคงเป็นเรื่องที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงบประมาณที่ไม่เพียงพอต่อค่าอาหารกลางวันของเด็กนักเรียน หรือปัญหาเรื่องยาเสพติดที่แพร่ระบาดในหมู่นักเรียนและเยาวชน

สิ่งที่ “อภิสิทธิ์” ได้จากการฟังโรงเรียนขยายโอกาส จ.นนทบุรี

จากการรับฟังปัญหาจากผู้อำนวยการโรงเรียนวัดใหม่ผดุงเขต ทำให้ “อภิสิทธิ์” ได้เห็นภาพรวมของปัญหาการศึกษาในโรงเรียนขยายโอกาส ซึ่งเป็นโรงเรียนที่มีขนาดใกล้เคียงกับโรงเรียนขนาดเล็ก และมีการเรียนการสอนถึงแค่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ทำให้ “อภิสิทธิ์” เข้าใจถึงความต้องการและความจำเป็นของโรงเรียนเหล่านี้มากยิ่งขึ้น

  • ปัญหาเรื่องงบประมาณค่าอาหารกลางวันไม่เพียงพอ
  • ปัญหาเรื่องการเรียนฟรีที่ไม่ฟรีจริง
  • ปัญหายาเสพติดและบุหรี่ไฟฟ้าแพร่ระบาด
  • ปัญหาเด็กสมาธิสั้น
  • ปัญหาการกู้ยืมเงิน กยศ.

ปัญหาเหล่านี้เป็นปัญหาที่ซับซ้อนและต้องการการแก้ไขอย่างยั่งยืน ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน

ดังนั้น การที่ “อภิสิทธิ์” ลงพื้นที่“อภิสิทธิ์” นำผู้สมัคร สส.ปชป. ฟังโรงเรียนขยายโอกาส จ.นนทบุรี สะท้อนปัญหาการศึกษา ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการแก้ไขปัญหาการศึกษาไทย เพราะการรับฟังปัญหาจากผู้ที่เกี่ยวข้องโดยตรง จะช่วยให้เข้าใจถึงปัญหาอย่างแท้จริง และสามารถนำไปสู่การหาแนวทางแก้ไขที่ตรงจุดและยั่งยืนได้

อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาการศึกษาไทยไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องอาศัยความมุ่งมั่นและความตั้งใจจริงจากทุกฝ่าย หากเราต้องการเห็นการศึกษาไทยพัฒนาไปในทิศทางที่ดีขึ้น เราต้องร่วมมือกันแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง

การศึกษาเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาประเทศ หากเราสามารถยกระดับคุณภาพการศึกษาของไทยได้ เราก็จะสามารถสร้างอนาคตที่ดีให้กับลูกหลานของเราได้

การติดตาม“อภิสิทธิ์” นำผู้สมัคร สส.ปชป. ฟังโรงเรียนขยายโอกาส จ.นนทบุรี สะท้อนปัญหาการศึกษา ครั้งนี้ทำให้เราเห็นถึงความสำคัญของการรับฟังปัญหาจากผู้ที่เกี่ยวข้องโดยตรง ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในสังคม

ที่มา – “อภิสิทธิ์” นำผู้สมัคร สส.ปชป. ฟังโรงเรียนขยายโอกาส จ.นนทบุรี สะท้อนปัญหาการศึกษา

จับ! บุหรี่ไฟฟ้าซุกตู้คอนเทนเนอร์ 46,260 ชิ้น

กรมศุลกากรจับมือกรมสอบสวนคดีพิเศษ ตรวจยึด บุหรี่ไฟฟ้าซุกตู้คอนเทนเนอร์ จำนวน 46,260 ชิ้น ลักลอบนำเข้าประเทศไทย โดยปะปนมากับสินค้าเบ็ดเตล็ด คิดเป็นมูลค่ากว่า 10 ล้านบาท

เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2568 ณ กรมศุลกากร ได้มีการแถลงข่าวการจับกุม บุหรี่ไฟฟ้าซุกตู้คอนเทนเนอร์ โดยมีผู้บริหารระดับสูงจากหลายหน่วยงานเข้าร่วม อาทิ รัฐมนตรีประจำสำนักนายก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ อธิบดีกรมศุลกากร และผู้แทนจากหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง การจับกุมครั้งนี้เป็นการตรวจยึดบุหรี่ไฟฟ้าชนิดใช้แล้วทิ้ง จำนวน 46,260 ชิ้น มูลค่ารวม 10,871,100 บาท ซึ่งเป็นการกระทำผิดกฎหมายในการนำเข้าสินค้าเข้ามาในราชอาณาจักร

สืบเนื่องจากนโยบายเร่งด่วน (Quick Win) ของรัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี ที่มุ่งเน้นการปราบปรามสินค้าผิดกฎหมายอย่างจริงจัง เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2568 เจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการร่วมได้เข้าตรวจสอบตู้สินค้าตกค้างจำนวน 7 ตู้ ณ สำนักงานศุลกากรท่าเรือกรุงเทพ จากการตรวจค้นอย่างละเอียด พบว่ามีการอำพราง บุหรี่ไฟฟ้า คละกลิ่น ซุกซ่อนปะปนอยู่กับสินค้าเบ็ดเตล็ดภายในตู้คอนเทนเนอร์ เพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจจับของเจ้าหน้าที่ จึงได้ทำการตรวจยึดของกลางทั้งหมดไว้

นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร เปิดเผยว่า สถิติการจับกุมบุหรี่ไฟฟ้าและอุปกรณ์ในงบประมาณปี 2569 (ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม – 11 ธันวาคม 2568) สามารถตรวจยึดของกลางได้แล้วกว่า 123,870 ชิ้น รวมมูลค่าสูงถึง 25,170,659 บาท

กรมศุลกากรและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังคงยกระดับความเข้มงวดในการตรวจสอบสินค้า ณ ด่านชายแดนและท่าเรือทั่วประเทศ เพื่อป้องกันการลักลอบนำเข้าสินค้าที่ทำลายสุขภาพและส่งผลกระทบต่อสังคม

บุหรี่ไฟฟ้าซุกตู้คอนเทนเนอร์: การจับกุมครั้งใหญ่

การจับกุม บุหรี่ไฟฟ้าซุกตู้คอนเทนเนอร์ ครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความพยายามของภาครัฐในการปราบปรามสินค้าผิดกฎหมายอย่างจริงจัง การลักลอบนำเข้าบุหรี่ไฟฟ้าไม่เพียงแต่ผิดกฎหมาย แต่ยังส่งผลกระทบต่อสุขภาพของผู้บริโภคและสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจ

ผลกระทบของการลักลอบนำเข้าบุหรี่ไฟฟ้า

  • ความเสี่ยงต่อสุขภาพของผู้บริโภค: บุหรี่ไฟฟ้าที่ลักลอบนำเข้ามักไม่มีการควบคุมคุณภาพ อาจมีสารอันตรายที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ
  • การสูญเสียรายได้ของรัฐ: การลักลอบนำเข้าทำให้รัฐสูญเสียรายได้จากภาษี
  • ผลกระทบต่อผู้ประกอบการที่ถูกต้องตามกฎหมาย: การลักลอบนำเข้าทำให้ผู้ประกอบการที่ทำธุรกิจอย่างถูกต้องตามกฎหมายเสียเปรียบ

การจับกุม บุหรี่ไฟฟ้าซุกตู้คอนเทนเนอร์ จำนวนมากเช่นนี้ เป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าเจ้าหน้าที่กำลังทำงานอย่างหนักเพื่อปกป้องสังคมจากสินค้าผิดกฎหมาย หวังว่าการดำเนินการอย่างต่อเนื่องนี้จะสามารถลดปัญหาการลักลอบนำเข้าสินค้าอันตราย และสร้างความเป็นธรรมให้กับผู้ประกอบการที่สุจริต

การลักลอบนำเข้าบุหรี่ไฟฟ้านอกจากจะเป็นภัยต่อสุขภาพ และเศรษฐกิจของชาติแล้ว ยังเป็นเรื่องที่ผิดกฎหมาย การสนับสนุนสินค้าที่ถูกต้องตามกฎหมาย จะช่วยให้ประเทศพัฒนาไปในทิศทางที่ดี และสร้างรายได้ให้ภาครัฐนำไปพัฒนาประเทศต่อไป

ที่มา – ตรวจยึดบุหรี่ไฟฟ้าซุกตู้คอนเทนเนอร์ 46,260 ชิ้น มูลค่ากว่า 10 ล้านบาท

Scroll to top