บ้านหนองจาน สระแก้ว

เกิดเหตุ จนท.ชุดเก็บกู้ทุ่นระเบิด เหยียบ PMN ที่บ้านหนองจาน

เชื่อว่าหลายคนคงได้ยินข่าวสะเทือนใจเกี่ยวกับอุบัติเหตุในพื้นที่ชายแดนจังหวัดสระแก้ว เมื่อมีรายงานว่าเกิดเหตุ จนท.ชุดเก็บกู้ทุ่นระเบิด เหยียบ PMN ที่บ้านหนองจาน จนได้รับบาดเจ็บสาหัส ซึ่งถือเป็นเรื่องที่น่าเห็นใจและน่าใจหายเป็นอย่างยิ่งสำหรับคนทำงานที่เสียสละเพื่อความปลอดภัยของผู้คนในพื้นที่

สถานการณ์ระทึกเมื่อเกิดเหตุ จนท.ชุดเก็บกู้ทุ่นระเบิด เหยียบ PMN ที่บ้านหนองจาน

เหตุการณ์ครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2569 ในพื้นที่บ้านหนองจาน ตำบลโนนหมากมุ่น อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว โดยจ่าสิบเอกอุดมศักดิ์ นึกมั่น เจ้าหน้าที่จากหน่วยปฏิบัติการทุ่นระเบิดด้านมนุษยธรรม นปท.1 ได้ปฏิบัติภารกิจสำรวจทางเทคนิคตามปกติ ก่อนจะพลาดเหยียบเข้ากับทุ่นระเบิดสังหารบุคคลชนิด PMN ซึ่งเป็นวัตถุระเบิดอันตรายที่ยังคงตกค้างมาจากอดีต

รายละเอียดและอาการบาดเจ็บของเจ้าหน้าที่

จากแรงระเบิดที่เกิดขึ้น ส่งผลให้เจ้าหน้าที่ได้รับบาดเจ็บสาหัส โดยข้อเท้าซ้ายขาดและมีบาดแผลฉกรรจ์จากสะเก็ดระเบิดตามแขนซ้าย อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะได้รับบาดเจ็บรุนแรง แต่ในขณะนั้นผู้ประสบเหตุยังคงมีสติอยู่ ทีมงานจึงได้รีบทำการปฐมพยาบาลเบื้องต้นและเคลื่อนย้ายส่งโรงพยาบาลอรัญประเทศอย่างเร่งด่วน โดยปัจจุบันอยู่ในการดูแลของทีมแพทย์อย่างใกล้ชิด

เหตุการณ์ที่เกิดเหตุ จนท.ชุดเก็บกู้ทุ่นระเบิด เหยียบ PMN ที่บ้านหนองจาน ในครั้งนี้ย้ำเตือนให้เราเห็นถึงความสำคัญของภารกิจของเหล่าเจ้าหน้าที่ผู้กล้า หลายคนอาจไม่ทราบว่างานเก็บกู้ทุ่นระเบิดนั้นมีความเสี่ยงสูงเพียงใด โดยเฉพาะ:

  • พื้นที่ดังกล่าวยังคงมีวัตถุระเบิดที่มองเห็นได้ยากฝังอยู่
  • สภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงอาจทำให้การตรวจหาทำได้ยากขึ้น
  • การทำงานต้องใช้ความใจเย็นและความเชี่ยวชาญระดับสูง

เราทุกคนควรส่งกำลังใจให้เจ้าหน้าที่ผู้ได้รับบาดเจ็บหายป่วยโดยเร็ว และขอให้ทีมงานที่เหลือปฏิบัติภารกิจต่อไปด้วยความระมัดระวังสูงสุด เพราะพื้นที่เหล่านี้หากยังไม่ได้รับการเคลียร์อย่างสมบูรณ์ ย่อมเป็นอันตรายต่อประชาชนทั่วไปเสมอ การเสียสละของพวกเขามีค่าต่อความปลอดภัยของส่วนรวมอย่างมหาศาล

ที่มา – เกิดเหตุ จนท.ชุดเก็บกู้ทุ่นระเบิด เหยียบ PMN ที่บ้านหนองจาน ขาซ้ายขาด อาการสาหัส

กองกำลังบูรพา สร้างบังเกอร์ใหม่ บ้านหนองจาน

กองกำลังบูรพาเริ่มสร้างบังเกอร์ใหม่ หลัง “กัน จอมพลัง” มอบบล็อกคอนกรีตให้ เพื่อเสริมความมั่นคงชายแดนไทย-กัมพูชา บริเวณพื้นที่บ้านหนองจาน และบ้านหนองหญ้าแก้ว คาดว่าจะแล้วเสร็จภายใน 2 วัน มาดูกันว่า กองกำลังบูรพา สร้างบังเกอร์ใหม่ บ้านหนองจาน จะเสริมความแข็งแกร่งให้พื้นที่ชายแดนได้อย่างไร

วันที่ 7 กันยายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กองกำลังบูรพาได้พาคณะสื่อมวลชนลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้าการก่อสร้างบังเกอร์แนวชายแดนไทย–กัมพูชา ในพื้นที่บ้านหนองจาน และบ้านหนองหญ้าแก้ว อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว หลังจากเมื่อวันที่ 6 กันยายนที่ผ่านมา นายกัน จอมพลัง ได้มอบบล็อกคอนกรีตให้กับทหาร เพื่อใช้ในการเสริมสร้างบังเกอร์แนวป้องกันชายแดน

บรรยากาศในพื้นที่เต็มไปด้วยความร่วมแรงร่วมใจ โดยผู้ใหญ่บ้านหนองจาน พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง และชาวบ้านบางส่วน นำอุปกรณ์ทำงาน เช่น จอบ เสียม เข้ามาช่วยขุดเปิดหน้าดิน เตรียมพื้นที่สำหรับการวางบล็อกคอนกรีต ขณะเดียวกันยังมีการนำรถแบ็กโฮเข้ามาขุดดิน เคลียร์พื้นที่ และโค่นต้นไม้ใหญ่ในจุดประจำการ เพื่ออำนวยความสะดวกในการก่อสร้าง

ทั้งนี้แผนการก่อสร้างประกอบด้วยบังเกอร์ 2 จุด ได้แก่ ที่บ้านหนองจาน 1 บังเกอร์ และบ้านหนองหญ้าแก้วอีก 1 บังเกอร์ โดยแต่ละบังเกอร์ใช้บล็อกคอนกรีต 4 บล็อก มีขนาดความกว้าง 2.10 เมตร ความสูง 2.10 เมตร เมื่อนำมาประกอบรวมกันจะมีความลึกประมาณ 4 เมตร ถือเป็นโครงสร้างที่แข็งแรงและปลอดภัย สามารถรองรับการปฏิบัติงานของกำลังพลได้อย่างมีประสิทธิภาพ

รูปแบบการก่อสร้างบังเกอร์อ้างอิงจากต้นแบบที่ นายกัน จอมพลัง เคยดำเนินการที่พื้นที่ตาเมือนธม ซึ่งนอกจากจะใช้เป็นที่กำบังทางยุทธวิธีแล้ว หากพื้นที่มีไฟฟ้าเข้าถึง ยังสามารถติดตั้งพัดลมและอุปกรณ์สนับสนุนทางการทหาร เพื่ออำนวยความสะดวกแก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน

นอกจากบังเกอร์แล้ว ยังมีการเสริมป้อมตรวจการณ์เพิ่มเติม เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการตรวจตราและดูแลแนวชายแดนอย่างใกล้ชิด โดยกองกำลังบูรพาคาดว่า การก่อสร้างบังเกอร์ทั้งสองแห่งจะแล้วเสร็จภายใน 2 วัน ซึ่งจะช่วยยกระดับความมั่นคงและความปลอดภัยให้แก่กำลังพล รวมถึงประชาชนในพื้นที่ชายแดนได้มากยิ่งขึ้น

กองกำลังบูรพา สร้างบังเกอร์ใหม่ บ้านหนองจาน

ทำไมต้องสร้างบังเกอร์ใหม่ที่บ้านหนองจาน?

การตัดสินใจของ กองกำลังบูรพา สร้างบังเกอร์ใหม่ บ้านหนองจาน มีจุดประสงค์เพื่อเสริมความแข็งแกร่งในการป้องกันชายแดน ตอบสนองต่อสถานการณ์ความมั่นคงที่อาจเกิดขึ้น และเพื่อให้กำลังพลมีที่มั่นที่ปลอดภัยในการปฏิบัติหน้าที่ การมีบังเกอร์ที่แข็งแรงจะช่วยเพิ่มความมั่นใจให้กับทั้งเจ้าหน้าที่และประชาชนในพื้นที่

การก่อสร้างนี้ได้รับความร่วมมือจากหลายภาคส่วน ทั้งจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคประชาชน และโดยเฉพาะอย่างยิ่งจากนายกัน จอมพลัง ที่ได้มอบบล็อกคอนกรีตให้ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความร่วมมือร่วมใจในการสร้างความมั่นคงให้กับประเทศ

บังเกอร์ที่สร้างขึ้นนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่ที่กำบัง แต่ยังสามารถพัฒนาให้เป็นพื้นที่ปฏิบัติงานที่มีอุปกรณ์อำนวยความสะดวกต่างๆ เช่น พัดลม และอุปกรณ์ทางการทหารอื่นๆ ทำให้เจ้าหน้าที่มีสภาพแวดล้อมที่ดีในการทำงาน

นอกจากนี้ การเสริมป้อมตรวจการณ์เพิ่มเติมยังช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการตรวจตราและดูแลแนวชายแดน ทำให้สามารถตอบสนองต่อสถานการณ์ต่างๆ ได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

โดยสรุปแล้ว การที่ กองกำลังบูรพา สร้างบังเกอร์ใหม่ บ้านหนองจาน เป็นการลงทุนเพื่อความมั่นคงในระยะยาว ที่จะส่งผลดีต่อทั้งกำลังพลและประชาชนในพื้นที่ชายแดน

ที่มา – กองกำลังบูรพา เริ่มสร้างบังเกอร์ใหม่ เสริมความมั่นคงชายแดน พื้นที่บ้านหนองจาน

ผู้ว่าฯ สระแก้ว ทวงคืนพื้นที่ “บ้านหนองจาน-บ้านหนองหญ้าแก้ว”

ผู้ว่าฯ สระแก้ว ยืนยันเอาจริง ย้ายคนกัมพูชาที่รุก “บ้านหนองจาน-บ้านหนองหญ้าแก้ว” รอผลประชุม GBC 10 ก.ย. นี้ เผย สมช. ไฟเขียวตั้งคณะกรรมการศึกษาความเป็นไปได้ในการสร้างรั้วชายแดน

วันที่ 6 ก.ย. 68 คณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ สภาผู้แทนราษฎร ร่วมประชุม ติดตามสถานการณ์ปัญหาความมั่นคงชายแดนในพื้นที่อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว (บ้านหนองจานและบ้านหนองหญ้าแก้ว) ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ นายปริญญา โพธิสัตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว พ.อ.ปฏิวัติ เฟื่องประภัสสร์ ผู้บัญชาการกองกำลังบูรพา พ.อ.ชัยณรงค์ กาสี ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจ 12 กองกำลังบูรพา ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสระแก้ว เข้าร่วม 

ผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว ชี้แจงในที่ประชุมว่า ตนเองยังไม่เกษียณอายุราชการ เพียงแต่ต่อระยะเวลาการดำรงตำแหน่ง รวมทั้งที่มีการนำเสนอข่าวว่าพื้นที่บ้านหนองจานไม่มีเอกสารสิทธิ์นั้น ไม่เป็นความจริง บ้านหนองจาน มีพื้นที่รวมกว่า 3,000 ไร่ โดยพื้นที่ที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์คือพื้นที่ที่อยู่ใกล้เคียง ยืนยันว่าจะมีการออกเอกสารสิทธิ์ให้พื้นที่ดังกล่าว ทวงคืนพื้นที่เหล่านี้กลับมา เนื่องจากเป็นพื้นที่ทำกินและเป็นผืนแผ่นดินไทย

“ใครที่บอกว่าผมขายชาติ ลองคิดดูว่าขายหรือไม่ ถ้าผมทำอย่างนี้แล้ว ก็อยู่ที่ท่านจะใช้ดุลยพินิจ”

นายปริญญา กล่าวต่อว่า ตนเองได้ทำหนังสือถึงผู้ว่าราชการจังหวัดบันเตียเมียนเจย กัมพูชา ขอความร่วมมือดำเนินการย้ายราษฎรกัมพูชาที่รุกล้ำพื้นที่บ้านหนองจาน และบ้านหนองหญ้าแก้ว ซึ่งฝ่ายกัมพูชาได้ประท้วงกลับ เรามีจุดประสงค์ให้สังคมไทยรู้ว่า กองกำลังบูรพา แม่ทัพภาคที่ 1 เอาจริง ไม่ใช่ทำเชิงสัญลักษณ์เท่านั้น เราทำอย่างรอบคอบรัดกุมเป็นไปตามเงื่อนไขทวิภาคีและกฎหมายระหว่างประเทศ พร้อมกับตอบคำถามกับผู้สังเกตการณ์ได้ โดยขั้นตอนต่อไปต้องรอผลการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) ที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 10  ก.ย.นี้ 

เนื่องจากได้ชงเรื่องเขตแดนบ้านหนองจานไปยังสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ขอให้นำวาระเข้าไปพูดคุยกับฝ่ายกัมพูชา แม้จะมีการส่งหนังสือหนังสือถึงผู้ว่าราชการจังหวัดบันเตียเมียนเจยไปแล้วก็ตาม โดยยืนยันว่าได้วางแผนดำเนินการไว้ทั้งหมดแล้ว เบื้องต้นได้ทำการติดป้ายประกาศขอให้ออกจากพื้นที่ หากไม่ปฏิบัติตามก็จะดำเนินการตามตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 รวมถึงพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 ในเวลาที่เหมาะสม

ส่วนแนวคิดการสร้างรั้วบริเวณชายแดน 16 กิโลเมตร เมื่อวานนี้ (5 ก.ย.68) ที่ประชุม สมช. ได้มีมติตั้งคณะกรรมการศึกษาความเป็นไปได้ในการสร้างรั้วชายแดนในจุดที่มีความจำเป็นต้องสร้าง เพื่อป้องกันการขนยาเสพติด สินค้าหนีภาษี และการแสดงอาณาเขตของประเทศ 

ด้าน นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานกรรมาธิการ ระบุว่าเรากังวลว่าจะมีการยกระดับไปสู่การปะทะ คณะกรรมาธิการจึงจำเป็นจะต้องรวบรวมข้อมูล เผื่อนำไปสู่การสนับสนุนนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อการแก้ปัญหาในพื้นที่ ยืนยันว่าไม่ได้ค้านการสร้างรั้ว แต่อย่างไรจะต้องหามาตรการเพิ่มเติม หากมีการละเมิดอธิปไตยก็ต้องบังคับใช้กฎหมายเพื่อปกป้องอาณาเขตของประเทศไทย  ฉะนั้นเรื่องเทคโนโลยีและกล้องเป็นสิ่งสำคัญ สอดคล้องกับฝ่ายทหารที่ต้องการ CCTV เพื่อเฝ้าระวังจุดที่มีความอ่อนไหว โดยประเด็นนี้คณะกรรมาธิการจะมีการพูดคุยกับ สมช. ต่อไป

ผู้ว่าฯ สระแก้ว ยันเอาจริง ทวงคืนพื้นที่ “บ้านหนองจาน-บ้านหนองหญ้าแก้ว”

ทำไมผู้ว่าฯ สระแก้วถึงต้องทวงคืนพื้นที่ “บ้านหนองจาน-บ้านหนองหญ้าแก้ว”

ประเด็นสำคัญที่ผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้วให้ความสำคัญในการทวงคืนพื้นที่ “บ้านหนองจาน-บ้านหนองหญ้าแก้ว” นั้น เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของชาติและความเป็นอยู่ของประชาชนชาวไทยในพื้นที่ดังกล่าว การดำเนินการนี้ไม่ใช่เพียงแค่การย้ายราษฎรที่รุกล้ำ แต่เป็นการรักษาอธิปไตยและผลประโยชน์ของประเทศ

การที่ผู้ว่าฯ สระแก้วดำเนินการอย่างจริงจังในการทวงคืนพื้นที่ “บ้านหนองจาน-บ้านหนองหญ้าแก้ว” แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการปกป้องดินแดนและความเป็นอยู่ของประชาชนชาวไทย การดำเนินการนี้อาจมีผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ แต่เป็นการกระทำที่จำเป็นเพื่อรักษาผลประโยชน์ของชาติ

การแก้ไขปัญหาพื้นที่ “บ้านหนองจาน-บ้านหนองหญ้าแก้ว” ไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องของการทวงคืนพื้นที่ แต่ยังเป็นการสร้างความเข้าใจและความร่วมมือระหว่างประเทศ การเจรจาและการแก้ไขปัญหาอย่างสันติวิธีเป็นสิ่งสำคัญในการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างประเทศ

การดำเนินการทวงคืนพื้นที่ “บ้านหนองจาน-บ้านหนองหญ้าแก้ว” เป็นเรื่องที่ซับซ้อนและต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายภาคส่วน การติดตามข่าวสารและความคืบหน้าของสถานการณ์อย่างใกล้ชิดเป็นสิ่งสำคัญเพื่อให้เราเข้าใจถึงผลกระทบและการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น

ที่มา – ผู้ว่าฯ สระแก้ว ยันเอาจริง ทวงคืนพื้นที่ “บ้านหนองจาน-บ้านหนองหญ้าแก้ว”

ทบ. ซัดกัมพูชาป่วนบ้านหนองจาน ยั่วยุทหารไทย

กองทัพบก (ทบ.) ออกมาตำหนิกัมพูชาที่ไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิง กรณีเหตุการณ์วุ่นวายที่ “บ้านหนองจาน” โดยมีการเกณฑ์คนจากภายนอกพื้นที่มาร่วมประท้วง พร้อมทั้งพกอาวุธเพื่อยั่วยุทหารไทย นอกจากนี้ ยังพบว่าแกนนำมีการใช้วิทยุสื่อสาร และมีทหารกัมพูชาคอยสังเกตการณ์และแทรกซึมอยู่ในกลุ่มผู้ประท้วงด้วย

เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2568 ทีมโฆษกกองทัพบกได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า กองทัพบกได้รับรายงานจากศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 1 ว่าพบประชาชนชาวกัมพูชาประมาณ 150 คน รวมตัวประท้วงใกล้หลักเขตแดนที่ 46 บริเวณบ้านหนองจาน อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ยังมีการอ้างสิทธิ์อยู่ โดยพบว่าผู้ประท้วงบางส่วนมีพฤติกรรมไม่เหมาะสม แสดงท่าทียั่วยุเจ้าหน้าที่ พกพาอาวุธ เช่น ไม้ และบางคนมีลักษณะเป็นแกนนำโดยมีการใช้วิทยุสื่อสาร นอกจากนี้ ยังพบทหารกัมพูชาคอยสังเกตการณ์และร่วมอยู่ในกลุ่มผู้ประท้วง

ตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ดังกล่าว ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 1 โดยกองกำลังบูรพา ได้จัดกำลังพลร่วมกับชุดควบคุมฝูงชนของตำรวจภูธรสระแก้ว เข้าควบคุมสถานการณ์ และเตรียมพร้อมดำเนินการกับกลุ่มผู้ประท้วงทันที หากพบว่ามีการรุกล้ำอธิปไตยไทยหรือกระทำผิดกฎหมาย

พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก กล่าวเพิ่มเติมว่า เมื่อเวลา 13.30 น. กองกำลังบูรพารายงานว่า กัมพูชามีการเกณฑ์ประชาชนทั้งจากนอกพื้นที่และผู้ที่สัญจรผ่านไปมา ให้เข้าร่วมการประท้วงและแสดงท่าทียั่วยุต่อทหารไทย ซึ่งการกระทำนี้ถือเป็นการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงที่ไทยและกัมพูชาได้ตกลงร่วมกันในการประชุม GBC และ RBC ที่ผ่านมา

โฆษกกองทัพบกย้ำว่า ขอให้กัมพูชายึดถือและปฏิบัติตามข้อระเบียบต่างๆ ที่ได้กำหนดไว้ ทั้งที่เคยให้ไว้ร่วมกันและที่เป็นสมาชิกภาคีในอนุสัญญาต่างๆ ในระดับสากล กองทัพบก โดยกองทัพภาคที่ 1 ยืนยันความพร้อมในการปฏิบัติภารกิจ หากตรวจพบการกระทำผิดของประชาชนชาวกัมพูชา ภายใต้ขอบเขตอำนาจหน้าที่ที่มีอยู่ เพื่อดำรงไว้ซึ่งอธิปไตยของชาติและดูแลความปลอดภัยของพี่น้องประชาชนชาวไทยตามแนวชายแดนอย่างเต็มกำลังความสามารถ

ทบ. ซัดกัมพูชาป่วนบ้านหนองจาน ยั่วยุทหารไทย

สถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ยังคงต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะประเด็นเรื่องการชุมนุมประท้วงใกล้พื้นที่ชายแดน การกระทำใดๆ ที่สุ่มเสี่ยงต่อการละเมิดอธิปไตย และการยั่วยุให้เกิดความขัดแย้ง จำเป็นต้องได้รับการแก้ไขอย่างสันติวิธีและเป็นไปตามข้อตกลงที่ทั้งสองฝ่ายได้ให้ไว้

กองทัพบก (ทบ.) เน้นย้ำให้กัมพูชายึดมั่นในข้อตกลง

กองทัพบกได้เน้นย้ำให้กัมพูชายึดมั่นในข้อตกลงต่างๆ ที่ได้ทำร่วมกันไว้ เพื่อป้องกันไม่ให้สถานการณ์บานปลายจนเกิดความขัดแย้งรุนแรง การเคารพซึ่งกันและกันและความร่วมมือในการแก้ไขปัญหาเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการอยู่ร่วมกันอย่างสันติในภูมิภาค

ข้อตกลงหยุดยิงและความสำคัญต่อความสัมพันธ์

ข้อตกลงหยุดยิงระหว่างไทยและกัมพูชาเป็นเครื่องมือสำคัญในการรักษาสันติภาพและความมั่นคงตามแนวชายแดน การที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งละเมิดข้อตกลงนั้น ย่อมส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และอาจนำไปสู่ความเข้าใจผิดและความขัดแย้งที่ขยายตัวได้ ดังนั้น การปฏิบัติตามข้อตกลงอย่างเคร่งครัดจึงเป็นสิ่งจำเป็น

  • การเจรจาและการแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธีเป็นทางออกที่ดีที่สุด
  • การเคารพซึ่งกันและกันและการปฏิบัติตามข้อตกลงเป็นสิ่งสำคัญ
  • การสื่อสารที่เปิดเผยและโปร่งใสช่วยลดความเข้าใจผิด

เหตุการณ์ ทบ. ซัดกัมพูชาป่วนบ้านหนองจาน เป็นบทเรียนสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงความเปราะบางของสถานการณ์ตามแนวชายแดน และความจำเป็นในการมีกลไกการแก้ไขปัญหาที่มีประสิทธิภาพและเป็นธรรม การรักษาสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาคต้องอาศัยความร่วมมือและความเข้าใจซึ่งกันและกันของทุกฝ่าย

การที่กองทัพบกออกมาแสดงความกังวลต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการปกป้องอธิปไตยของชาติ และดูแลความปลอดภัยของประชาชนชาวไทย อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งจำเป็นต้องใช้ความอดทนและความรอบคอบ เพื่อไม่ให้สถานการณ์ลุกลามจนควบคุมไม่ได้ การเจรจาและการพูดคุยกันอย่างเปิดใจยังคงเป็นทางออกที่ดีที่สุด

ที่มา – ทบ. ซัดกัมพูชา ป่วนบ้านหนองจาน เกณฑ์คนนอกพื้นที่ร่วมประท้วง ยั่วยุทหารไทย

“บิ๊กเล็ก” ยันยิงตอบโต้ หากกัมพูชารุกล้ำ

“บิ๊กเล็ก” ยันกองทัพยิงตอบโต้ได้ทันทีหากกัมพูชารุกล้ำ

“บิ๊กเล็ก” ชี้ มวลชนกัมพูชาป่วนรื้อรั้วลวดหนามบ้านหนองจาน ทำแบบนี้ในพื้นที่อธิปไตยไทยไม่ได้ จ่อแจ้งความเอาผิดทำลายทรัพย์สินราชการ เล็งใช้ตำรวจควบคุมมวลชน ยัน หากรุกล้ำยิงตอบโต้ได้ทันที

วันที่ 26 สิงหาคม 2568 พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ในฐานะรักษาราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ให้สัมภาษณ์ที่ทำเนียบรัฐบาล ถึงกรณีที่มวลชนชาวกัมพูชาเข้ารื้อรั้วลวดหนาม บริเวณชายแดนบ้านหนองจาน จ.สระแก้ว ว่า จากที่ได้รับรายงานคือผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้วจะเดินทางมาพบประชาชนคนไทยในบริเวณพื้นที่ดังกล่าว ทางกองทัพภาคที่ 1 กองกำลังบูรพา จึงได้วางแนวรั้วลวดหนามเพิ่มเติมเพื่อป้องกันชาวบ้านชาวกัมพูชาจะเข้ามารบกวน ซึ่งไม่ใช่ส่วนที่วางไว้เดิม

ทั้งนี้ตนได้ให้แนวทางไปว่าเป็นการปฏิบัติในพื้นที่ประเทศไทย จะทำอย่างนี้ไม่ได้ ผิดกฎหมายอาญา ในฐานความผิดทำลายทรัพย์สินทางราชการ และขอให้ดำเนินการตามกฎหมาย อย่าให้เกิดเหตุการณ์เช่นเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2568 อีก ซึ่งผู้ที่จะแจ้งความเป็นใครก็ได้ จะเป็นกองกำลังบูรพา กองทัพภาคที่ 1 หรือจังหวัดสระแก้ว แต่จะต้องไม่เกิดเหตุการณ์เช่นนั้นอีกเพราะประชาชนรับไม่ได้ อีกทั้งได้สั่งการให้ทำหนังสือประท้วงผ่านกระทรวงการต่างประเทศไปด้วย เพราะนี่คือพื้นที่อธิปไตยของไทยเขาจะมาทำอย่างนี้ไม่ได้

ผู้สื่อข่าวถามต่อ การปฏิบัติการหลังจากนี้จะเป็นในลักษณะการปราบกลุ่มผู้ชุมนุมใช่หรือไม่ พล.อ.ณัฐพล ตอบว่า ทางกองทัพภาคที่ 1 เริ่มใช้ LRAD เครื่องมือที่ช่วยสลายการชุมนุมในเบื้องต้น เพราะฉะนั้นจะต้องมีการเตรียมกำลังเพิ่มเติม พิจารณาใช้เจ้าหน้าที่ตำรวจ เพราะกำลังทหารอาจจะดูรุนแรงเกินไป

เมื่อถามต่อถึงกรณีที่ชาวกัมพูชามีความพยายามจะใช้ชาวบ้านเป็นโล่กำแพงมนุษย์ เข้ามาสร้างความปั่นป่วนในพื้นที่ไทย มีรายงานหรือไม่ว่ามีทหารกัมพูชาอยู่เบื้องหลัง พล.อ.ณัฐพล เผยว่า ไม่ต้องมีข้อมูล เพราะเขายืนอยู่ข้างหลังอยู่แล้ว ซึ่งเราได้ให้กองทัพภาคที่ 1 ทำหนังสือประท้วงไป และเรื่องนี้จะนำเข้าหารือในที่ประชุม GBC ในช่วงต้นเดือนกันยายน 2568 ด้วย แต่อย่างไรก็ไม่ได้รอการประชุม GBC เพราะได้สั่งให้ทำหนังสือประท้วงไปเรียบร้อยแล้ว

ส่วนจะถึงขั้นใช้รถฉีดน้ำแรงดันสูงหรือแก๊สน้ำตาหรือไม่ พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า เป็นไปตามขั้นตอน ซึ่งจากการประชุม RBC ของกองทัพภาคที่ 1 เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2568 มีข้อตกลงว่าจะมีการติดต่อสื่อสารกันระหว่างผู้ประสานงานในพื้นที่ วันนี้อาจจะไม่มีอะไรก็ได้ ยอมรับว่าเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม กองทัพภาคที่ 1 มีการพูดคุยกับทางกัมพูชา เหตุการณ์จึงคลี่คลายลงในตอนหลัง เนื่องจากกัมพูชาเข้าใจแล้วว่าไม่ได้เป็นการวางเพื่อสกัดกั้นเพิ่มเติม แต่เป็นการวางป้องกันเฉพาะกรณี

ในคำถามว่าพื้นที่เขาพระวิหาร มีรายงานสถานการณ์เข้ามาบ้างหรือไม่ เนื่องจากมีการรายงานว่าทางกัมพูชาเติมกำลังเข้ามาในพื้นที่ พล.อ.ณัฐพล ระบุว่า มี เราได้เตรียมพร้อมเอาไว้ ส่วนเจรจาก็เจรจาไป ส่วนเตรียมกำลังก็เตรียมกำลังไป เราจะต้องไม่ยอมมาปฏิบัติการอะไรทางทหารในพื้นที่เป็นอันขาด

ไฟเขียวยิงตอบโต้ได้ทันทีหากกัมพูชารุกล้ำ

เมื่อถามอีกว่าจากที่แม่ทัพภาคที่ 2 ออกมาระบุ หากมีการล้ำในพื้นที่จะไฟเขียวให้ยิงตอบโต้ได้ในทันทีนั้น พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า แน่นอน เพราะตนพูดตั้งแต่ต้น ไม่ใช่ว่าหยุดยิงแล้วหยุดยิงตลอดไป หากเขาล่วงล้ำอธิปไตยก็สามารถทำตามอำนาจหน้าที่ได้เลย กฎใช้กำลังของกระทรวงกลาโหม ได้ให้อำนาจไว้แล้ว ผบ.เหล่าทัพ แม่ทัพภาค มีอำนาจทำได้อยู่แล้ว ไม่ใช่ว่าหยุดยิงแล้วอย่างไรก็ไม่ยิง ยืนยันว่าไม่ใช่แน่นอน แต่อย่างไรไทยเรามีการเตรียมพร้อมไว้ทั้งหมด

ในประเด็นว่าหากมีการปะทะเกิดขึ้นอีกครั้งจะมีการเตรียมพร้อมอพยพประชาชนอย่างไร พล.อ.ณัฐพล บอกว่า ทางกระทรวงมหาดไทยเตรียมพร้อมอยู่แล้ว เช่น เหตุการณ์เมื่อคืนที่ จ.สุรินทร์ ทางผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ มีการเตรียมศูนย์อพยพเพิ่มเติม ยอมรับว่าทำให้คนในพื้นที่แตกตื่นอยู่เหมือนกัน แต่ยืนยันว่าไม่มีอะไร เป็นการเตรียมความพร้อมเอาไว้ เพราะไม่สามารถคาดการณ์เหตุการณ์อะไรไว้ล่วงหน้า

อย่างไรก็ตาม เมื่อถามถึงกรณีที่ ผู้ว่า บันเตียเมียนเจย ส่งหนังสือมายังผู้ว่าฯ สระแก้ว เรื่องการออกเอกสารสิทธิ์ที่ดินจะกระทบต่อความมั่นคงหรือไม่ พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า ต้องแยกกัน การออกเอกสารสิทธิ์หรือโฉนดเป็นเรื่องของกระทรวงมหาดไทย แต่เรื่องความมั่นคง ปกป้องอธิปไตย เป็นเรื่องของกระทรวงกลาโหม โดยมีกระทรวงมหาดไทยสนับสนุน ต้องแยกออกจากกัน เรื่องเอกสารสิทธิ์ก็ว่ากันไป ส่วนการปกป้องอธิปไตยกระทรวงกลาโหมไม่ยอมอยู่แล้ว.

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงต้องจับตาอย่างใกล้ชิด การเตรียมพร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์เป็นสิ่งจำเป็น เพื่อรักษาอธิปไตยของชาติเเละความปลอดภัยของประชาชนคนไทย การ “บิ๊กเล็ก” ยันกองทัพยิงตอบโต้ได้ทันทีหากกัมพูชารุกล้ำ” เป็นการประกาศจุดยืนที่ชัดเจนว่าไทยจะไม่ยอมให้มีการรุกล้ำอธิปไตยอย่างแน่นอน เเต่ทั้งนี้ก็หวังว่าสถานการณ์จะไม่บานปลายจนเกิดความสูญเสีย

การที่ “บิ๊กเล็ก” ยันกองทัพยิงตอบโต้ได้ทันทีหากกัมพูชารุกล้ำ” นั้นเป็นไปตามอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย เเละกองทัพก็มีความพร้อมที่จะปกป้องอธิปไตยของชาติอย่างเต็มที่ อย่างไรก็ตาม การเจรจาเเละการพูดคุยกันระหว่างประเทศ เป็นสิ่งที่ควรทำควบคู่ไปกับการเตรียมพร้อมทางทหาร เพื่อหลีกเลี่ยงความขัดเเย้งที่อาจเกิดขึ้น

สิ่งสำคัญที่สุดคือการรักษาความสงบเรียบร้อยตามแนวชายเเดน เเละปกป้องผลประโยชน์ของชาติ การที่กองทัพมีความชัดเจนในเรื่องการ “บิ๊กเล็ก” ยันกองทัพยิงตอบโต้ได้ทันทีหากกัมพูชารุกล้ำ” จะช่วยป้องปรามไม่ให้เกิดการรุกล้ำอธิปไตยได้

ที่มา – “บิ๊กเล็ก” ยันกองทัพยิงตอบโต้ได้ทันทีหากกัมพูชารุกล้ำ เล็งใช้กำลัง ตร.ควบคุมมวลชน

“ภูมิธรรม” ยันไทยยึดข้อตกลงหยุดยิง รับเรื่องบิ๊กเต่า

“ภูมิธรรม” ชี้ แก้ปัญหาตามสภาพการณ์ หลังชาวกัมพูชาบุกรื้อลวดหนามบ้านหนองจาน จ.สระแก้ว ยืนยันไทยทำถูกต้องภายใต้ข้อตกลงหยุดยิง รับ “บิ๊กเต่า” ยื่นร้องขอความเป็นธรรมแต่งตั้งโยกย้ายโผตำรวจจริง

เมื่อเวลา 08.35 น. วันที่ 26 สิงหาคม 2568 นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะรักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี กล่าวที่ทำเนียบรัฐบาล ก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถึงสถานการณ์ความวุ่นวายหลังชาวกัมพูชาบุกรื้อรั้วลวดหนามที่บ้านหนองจาน จ.สระแก้ว จะมีมาตรการอย่างไร ว่า ทางโฆษกกองทัพบกได้ชี้แจงแล้ว ก็เป็นไปตามนั้นเลย

ส่วนคำถามว่าจะมีมาตรการอะไรเพิ่มเติมหรือไม่ นายภูมิธรรม ย้ำว่า ตามที่โฆษกกองทัพบกได้ชี้แจงแล้ว ซึ่งตรงนี้ยังเป็นปัญหาที่กระทบกันอยู่ ก็ต้องแก้ไขปัญหาไปตามสภาพการณ์ เราก็ยืนยันว่าสิ่งที่เราทำนั้นถูกต้อง เราทำทุกอย่างภายใต้ข้อตกลงหยุดยิงที่ประเทศมาเลเซีย

“ภูมิธรรม” ยันไทยยึดข้อตกลงหยุดยิง รับ “บิ๊กเต่า” ยื่นขอความเป็นธรรมแต่งตั้งโยกย้าย

ขณะเดียวกัน นายภูมิธรรม ยังให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รองผู้บัญชาการกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (รอง ผบช.ก.) ยื่นหนังสือขอความเป็นธรรมการแต่งตั้งโยกย้ายที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม ว่า พล.ต.ต.จรูญเกียรติ มายื่นหนังสือ ตนได้รับเรื่องไว้แล้ว เมื่อถามต่อไปว่าจะพิจารณาอย่างไร นายภูมิธรรม ตอบว่า ขณะนี้ยังไม่ได้ประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) จึงรับเรื่องไว้เพื่อส่งให้ผู้มีอำนาจเกี่ยวข้องได้พิจารณา ก็ต้องไปคุยกันต่อถือว่าเรารับหนังสือด้วยความเข้าใจ เห็นใจ แต่ต้องขอดูรายละเอียดอีกครั้ง

ในกรณีที่การเสนอเรื่องมาแบบนี้ถือว่ามีปัญหาภายในของตำรวจสอบสวนกลางหรือไม่ นายภูมิธรรม ระบุว่า ยังไม่รู้ว่าจะตอบว่ามีปัญหาที่ไหน ซึ่ง พล.ต.ต.จรูญเกียรติ มองว่ากระบวนการแต่งตั้งทั้งหมดที่เสนอมามีบางคนที่ท่านคิดว่าไม่เกิดความยุติธรรม ท่านก็มีสิทธิร้อง ตนก็เป็นคนที่รับเรื่อง ต้องไปหารายละเอียดว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร ถ้าไม่ได้รับความเป็นธรรมก็ต้องพยายามคืนความเป็นธรรมให้ได้ แต่ถ้าไม่ได้มีปัญหาอะไรก็ต้องชี้แจงให้ท่านทราบ ขณะนี้ยังไม่ได้สรุปว่าอะไรเป็นอะไร เพียงแต่รับเรื่องด้วยความเข้าใจ

อย่างไรก็ตาม นายภูมิธรรม กล่าวด้วยว่า เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม ไม่ทันได้พบกัน เพราะตนออกจากทำเนียบรัฐบาลก็ไปที่กระทรวงมหาดไทยเลย แต่ได้รับโทรศัพท์คุยกันแล้ว ได้รับทราบเข้าใจเรื่องราวแล้ว.

“บิ๊กเต่า” ยื่นขอความเป็นธรรมแต่งตั้งโยกย้าย: ภูมิธรรมรับเรื่องแล้ว

จากกรณีที่ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว หรือ “บิ๊กเต่า” ได้ยื่นหนังสือขอความเป็นธรรมเกี่ยวกับการแต่งตั้งโยกย้ายนั้น นายภูมิธรรมได้กล่าวว่า ได้รับเรื่องไว้แล้วและจะส่งให้ผู้มีอำนาจพิจารณาต่อไป ประเด็นนี้เป็นที่สนใจของสังคมเนื่องจากเกี่ยวข้องกับความโปร่งใสและความยุติธรรมในการบริหารงานภายในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ นายภูมิธรรมเน้นย้ำว่าหากพบว่ากระบวนการไม่เป็นธรรม จะดำเนินการแก้ไขเพื่อให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย

นอกจากนี้ นายภูมิธรรมยังได้กล่าวถึงสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา กรณีชาวกัมพูชารื้อรั้วลวดหนาม โดยยืนยันว่าไทยยึดมั่นในข้อตกลงหยุดยิงและจะแก้ไขปัญหาตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้น การยืนกรานในหลักการและข้อตกลงระหว่างประเทศเป็นสิ่งสำคัญในการรักษาสันติภาพและความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศเพื่อนบ้าน

สถานการณ์ทั้งสองประเด็นนี้แสดงให้เห็นถึงความท้าทายในการบริหารประเทศที่ต้องเผชิญกับปัญหาทั้งภายในและภายนอกประเทศ การแก้ไขปัญหาด้วยความรอบคอบ การยึดมั่นในหลักการ และการให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่ายเป็นสิ่งสำคัญในการนำพาประเทศไปสู่ความสงบและความเจริญรุ่งเรือง

โดยสรุปแล้ว ประเด็นสำคัญคือ 1) การรับเรื่องร้องเรียนของ “บิ๊กเต่า” และการให้คำมั่นว่าจะพิจารณาด้วยความเป็นธรรม และ 2) การยืนยันว่าไทยยึดมั่นในข้อตกลงหยุดยิงกับประเทศกัมพูชา ทั้งสองประเด็นนี้สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาและรักษาความสงบเรียบร้อยของประเทศ หากคุณมีข้อสงสัยเพิ่มเติมเกี่ยวกับประเด็นเหล่านี้ สามารถติดตามข่าวสารและข้อมูลเพิ่มเติมได้จากแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือ

ที่มา – “ภูมิธรรม” ยันไทยยึดข้อตกลงหยุดยิง รับ “บิ๊กเต่า” ยื่นขอความเป็นธรรมแต่งตั้งโยกย้าย

Scroll to top