ประกาศ ราชกิจจานุเบกษา

โปรดเกล้าฯ พระราชทานยศทหาร-ตำรวจ รวม 2,951 ราย

ข่าวดีวันนี้! มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ พระราชทานยศทหารชั้นนายพล 90 ราย เป็นกรณีพิเศษ รวมถึงพระราชทานยศร้อยตำรวจตรีเป็นกรณีพิเศษให้แก่ดาบตำรวจเกษียณอายุราชการอีก 56 ราย นอกจากนี้ ยังมีข้าราชการตำรวจชั้นสัญญาบัตรที่ประพฤติดีได้รับพระราชทานยศอีกถึง 2,895 ราย รวมทั้งสิ้น 2,951 ราย ถือเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้

โปรดเกล้าฯ พระราชทานยศทหารชั้นนายพล 90 ราย ตร.ประพฤติดี-เกษียณราชการ 2,951 ราย

เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2568 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง พระราชทานยศทหารเป็นกรณีพิเศษ โดยมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานยศทหารชั้นนายพลเป็นกรณีพิเศษให้แก่นายทหารสัญญาบัตร สังกัดกระทรวงกลาโหม ที่ได้รับราชการมาด้วยความเรียบร้อยเป็นผลดีแก่ทางราชการ จำนวน 90 ราย ทั้งนี้ มีผลตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2568 ประกาศ ณ วันที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2568

(รายชื่อทหาร 90 ราย)

นอกจากนี้ ยังมีประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง พระราชทานยศตำรวจเป็นกรณีพิเศษ ซึ่งมีเนื้อหาว่า มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานยศร้อยตำรวจตรีเป็นกรณีพิเศษให้แก่ข้าราชการตำรวจชั้นประทวนยศดาบตำรวจที่มีความประพฤติเรียบร้อยและปฏิบัติหน้าที่ด้วยความวิริยอุตสาหะตลอดมา ซึ่งจะเกษียณอายุราชการในสิ้นปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 จำนวน 56 ราย โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2568 ประกาศ ณ วันที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2568

(รายชื่อข้าราชการตำรวจชั้นประทวนยศดาบตำรวจทั้ง 56 ราย)

และยังมีประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีอีกฉบับ เรื่อง พระราชทานยศตำรวจชั้นสัญญาบัตร ซึ่งมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานยศตำรวจชั้นสัญญาบัตรให้แก่ข้าราชการตำรวจชั้นสัญญาบัตรที่มีความรู้ความสามารถ มีความประพฤติดี และปฏิบัติหน้าที่ด้วยความวิริยอุตสาหะตลอดมา จำนวน 2,895 ราย ประกาศ ณ วันที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2568

(รายชื่อข้าราชการตำรวจประพฤติดี 2,895 ราย)

ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีทั้ง 3 ฉบับนี้ มีนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี เป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ

รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการโปรดเกล้าฯ พระราชทานยศ:

  • ยศทหารชั้นนายพล: พระราชทานให้แก่นายทหารสัญญาบัตร สังกัดกระทรวงกลาโหม จำนวน 90 ราย ที่ปฏิบัติราชการด้วยความเรียบร้อยและเป็นผลดีแก่ทางราชการ
  • ยศร้อยตำรวจตรี: พระราชทานเป็นกรณีพิเศษให้แก่ข้าราชการตำรวจชั้นประทวนยศดาบตำรวจ จำนวน 56 ราย ที่มีความประพฤติดีและจะเกษียณอายุราชการในสิ้นปีงบประมาณ พ.ศ. 2568
  • ยศตำรวจชั้นสัญญาบัตร: พระราชทานให้แก่ข้าราชการตำรวจชั้นสัญญาบัตร จำนวน 2,895 ราย ที่มีความรู้ความสามารถ มีความประพฤติดี และปฏิบัติหน้าที่ด้วยความวิริยอุตสาหะ

การโปรดเกล้าฯ พระราชทานยศทหารชั้นนายพล 90 ราย และตำรวจที่ประพฤติดีอีก 2,951 รายนี้ แสดงให้เห็นถึงพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อข้าราชการที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตและเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติอย่างแท้จริง

การได้รับพระราชทานยศครั้งนี้ถือเป็นเกียรติประวัติและความภาคภูมิใจสูงสุดในชีวิตของข้าราชการทุกท่าน ขอแสดงความยินดีกับทุกท่านที่ได้รับพระราชทานยศในครั้งนี้ด้วยนะครับ อย่าลืมตรวจสอบรายชื่อของท่านและคนรู้จักได้ตามลิงก์ที่ระบุไว้ข้างต้นนะครับ

ที่มา – โปรดเกล้าฯ พระราชทานยศทหารชั้นนายพล 90 ราย ตร.ประพฤติดี-เกษียณราชการ 2,951 ราย

ราชกิจจาฯ ประกาศเลื่อน “รุ่งเรือง-ทิพานัน-พล.ต.อ.อัศวิน” เป็น สส.บัญชีรายชื่อ

ราชกิจจาฯ ประกาศเลื่อน “รุ่งเรือง พิทยศิริ” เป็น สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ขยับ “ทิพานัน ศิริชนะ – พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง” ขึ้นเป็น สส.บัญชีรายชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาติ หลัง “นพดล-สุชาติ-ธนกร” ลาออก

เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2568 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา ได้เผยแพร่ประกาศสภาผู้แทนราษฎร จำนวน 3 ฉบับในลักษณะเดียวกัน เรื่องการเลื่อนผู้มีรายชื่อในลำดับถัดไปในบัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองขึ้นมาเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแทนตำแหน่งที่ว่าง โดยประกาศ ณ วันที่ 9 กันยายน 2568 และลงนามโดย นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

1. กรณี นายนพดล ปัทมะ ได้ยื่นหนังสือลาออกจากการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อของพรรคเพื่อไทย ลำดับที่ 15 ตั้งแต่วันที่ 6 กันยายน 2568 ซึ่งเป็นเหตุให้สมาชิกภาพสิ้นสุดลงตามมาตรา 101 (3) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ดังนั้น อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 105 (2) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 จึงประกาศให้ นายรุ่งเรือง พิทยศิริ ผู้มีชื่อในบัญชีรายชื่อลำดับที่ 41 เลื่อนขึ้นมาเป็น สส.บัญชีรายชื่อแทน

(อ่านฉบับเต็ม)

2. กรณี นายสุชาติ ชมกลิ่น ได้ยื่นหนังสือลาออกจากการเป็น สส.บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 5 ของพรรครวมไทยสร้างชาติ ตั้งแต่วันที่ 8 กันยายน 2568 ซึ่งเป็นเหตุให้สมาชิกภาพสิ้นสุดลง จึงประกาศให้ นางสาวทิพานัน ศิริชนะ ผู้มีชื่อในบัญชีรายชื่อลำดับที่ 18 เลื่อนขึ้นมาเป็น สส.บัญชีรายชื่อแทน

(อ่านฉบับเต็ม)

3. กรณี นายธนกร วังบุญคงชนะ ได้ยื่นหนังสือลาออกจากการเป็น สส.บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 10 ของพรรครวมไทยสร้างชาติ ตั้งแต่วันที่ 8 กันยายน 2568 ซึ่งเป็นเหตุให้สมาชิกภาพสิ้นสุดลง จึงประกาศให้ พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้มีชื่อในบัญชีรายชื่อลำดับที่ 20 เลื่อนขึ้นมาเป็น สส.บัญชีรายชื่อแทน

(อ่านฉบับเต็ม)

ราชกิจจาฯ ประกาศเลื่อน “รุ่งเรือง-ทิพานัน-พล.ต.อ.อัศวิน” เป็น สส.บัญชีรายชื่อ

การเปลี่ยนแปลงในสภาผู้แทนราษฎรครั้งนี้ เกิดขึ้นจากการลาออกของ สส. บัญชีรายชื่อจากทั้งพรรคเพื่อไทยและพรรครวมไทยสร้างชาติ ส่งผลให้ต้องมีการเลื่อนลำดับผู้มีชื่อในบัญชีรายชื่อขึ้นมาแทน

การลาออกของ สส. ดังกล่าวมีผลกระทบต่อองค์ประกอบของสภาผู้แทนราษฎร และอาจส่งผลต่อการดำเนินงานของรัฐสภาในอนาคต การเลื่อนลำดับ สส. บัญชีรายชื่อ เป็นกระบวนการปกติที่เกิดขึ้นเมื่อมีตำแหน่งว่างลง แต่ก็เป็นสิ่งที่น่าจับตามองว่าใครจะเข้ามาทำหน้าที่แทน และจะมีบทบาทอย่างไรในการผลักดันนโยบายต่างๆ

ทำความเข้าใจการเลื่อน สส.บัญชีรายชื่อ

การเลื่อน สส.บัญชีรายชื่อ เป็นไปตามกระบวนการที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย เมื่อมี สส. ลาออก หรือพ้นจากตำแหน่งด้วยเหตุอื่นใด ผู้มีชื่ออยู่ในบัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองนั้นในลำดับถัดไป จะได้รับการเลื่อนขึ้นมาดำรงตำแหน่งแทน เพื่อให้จำนวน สส. ในสภายังคงครบตามที่กฎหมายกำหนด

กระบวนการนี้มีความสำคัญต่อการรักษาความต่อเนื่องของการทำงานในสภาผู้แทนราษฎร และเป็นหลักประกันว่าประชาชนจะยังคงมีผู้แทนทำหน้าที่ในรัฐสภาอย่างครบถ้วน แม้จะมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น

สำหรับกรณี ราชกิจจาฯ ประกาศเลื่อน “รุ่งเรือง-ทิพานัน-พล.ต.อ.อัศวิน” เป็น สส.บัญชีรายชื่อ นั้น แสดงให้เห็นถึงการดำเนินงานตามกระบวนการดังกล่าวอย่างเป็นทางการและโปร่งใส โดยมีการประกาศในราชกิจจานุเบกษาเพื่อให้ประชาชนได้รับทราบข้อมูลอย่างถูกต้อง

การเปลี่ยนแปลงนี้ถือเป็นส่วนหนึ่งของการเมืองไทยที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะอาจส่งผลต่อทิศทางการดำเนินงานของรัฐบาลและสภาผู้แทนราษฎรในภาพรวม การได้ ราชกิจจาฯ ประกาศเลื่อน “รุ่งเรือง-ทิพานัน-พล.ต.อ.อัศวิน” เป็น สส.บัญชีรายชื่อ เข้ามาทำหน้าที่ จะมีส่วนช่วยผลักดันนโยบายของพรรคตนเองอย่างไร และจะมีบทบาทในการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลมากน้อยแค่ไหน เป็นสิ่งที่สังคมต้องจับตาดูต่อไป

ที่มา – ราชกิจจาฯ ประกาศเลื่อน “รุ่งเรือง-ทิพานัน-พล.ต.อ.อัศวิน” เป็น สส.บัญชีรายชื่อ

โปรดเกล้าฯ สราวุธ ทรงศิวิไล เป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ

พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง นายสราวุธ ทรงศิวิไล เป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ประกาศ ณ วันที่ 29 สิงหาคม พุทธศักราช 2568

โปรดเกล้าฯ สราวุธ ทรงศิวิไล เป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ

ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ประกาศสำคัญ เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2568 เรื่องการแต่งตั้งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ โดยมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง นายสราวุธ ทรงศิวิไล ให้ดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ นับตั้งแต่วันที่ประกาศเป็นต้นไป การแต่งตั้งนี้เกิดขึ้นเนื่องจาก นายปัญญา อุดชาชน ได้พ้นจากตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเนื่องจากครบวาระ ทำให้ตำแหน่งดังกล่าวว่างลง

ตามประกาศดังกล่าว วุฒิสภาได้พิจารณาและให้ความเห็นชอบ นายสราวุธ ทรงศิวิไล ซึ่งมีคุณสมบัติครบถ้วนตามที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 200 (5) กำหนด เพื่อให้ดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ

อาศัยอำนาจตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 200 ประกอบกับพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2561 มาตรา 8 และมาตรา 12 จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง นายสราวุธ ทรงศิวิไล ให้เป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญอย่างเป็นทางการ

การแต่งตั้ง นายสราวุธ ทรงศิวิไล ในครั้งนี้ ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการเสริมสร้างความแข็งแกร่งและความต่อเนื่องในการดำเนินงานของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นองค์กรที่มีบทบาทสำคัญในการพิทักษ์รัฐธรรมนูญและกฎหมายของประเทศ

ความสำคัญของการมีตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ

ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมีหน้าที่และความรับผิดชอบที่สำคัญยิ่งในการตีความรัฐธรรมนูญ พิจารณาตัดสินคดีที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายรัฐธรรมนูญ และให้ความเห็นชอบต่อกฎหมายต่างๆ ที่อาจขัดต่อรัฐธรรมนูญ การมีตุลาการที่ทรงคุณวุฒิและมีความเป็นกลางจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งต่อการรักษาความเป็นธรรมและความถูกต้องตามกฎหมาย

นอกจากนี้ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญยังมีบทบาทในการแก้ไขข้อขัดแย้งทางการเมืองและสังคมที่อาจเกิดขึ้นจากการตีความกฎหมายที่แตกต่างกัน การตัดสินใจของศาลรัฐธรรมนูญจึงมีผลกระทบอย่างกว้างขวางต่อการดำเนินงานของรัฐบาล รัฐสภา และประชาชนโดยรวม

การที่วุฒิสภาได้ให้ความเห็นชอบ นายสราวุธ ทรงศิวิไล แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นในความสามารถและคุณสมบัติของท่านที่จะปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การประกาศราชกิจจานุเบกษาเรื่องโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง สราวุธ ทรงศิวิไล เป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เป็นข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชนและสื่อมวลชนอย่างกว้างขวาง สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของศาลรัฐธรรมนูญในระบบการเมืองการปกครองของไทย

การพิจารณาคัดเลือกและแต่งตั้งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเป็นกระบวนการที่ต้องดำเนินการอย่างรอบคอบและโปร่งใส เพื่อให้มั่นใจได้ว่าผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งมีความรู้ความสามารถ ความซื่อสัตย์สุจริต และความเป็นกลางทางการเมือง ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่จำเป็นสำหรับการปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งดังกล่าว

  • ตรวจสอบประวัติและความรู้ความสามารถของผู้ได้รับการเสนอชื่อ
  • พิจารณาคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามตามที่กฎหมายกำหนด
  • เปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตรวจสอบและให้ข้อมูล

การมีส่วนร่วมของประชาชนในการตรวจสอบคุณสมบัติของผู้ได้รับการเสนอชื่อเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้กระบวนการคัดเลือกมีความโปร่งใสและน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น

โดยสรุป การโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง นายสราวุธ ทรงศิวิไล เป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ถือเป็นข่าวสำคัญที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการยุติธรรมและการเมืองการปกครองของไทย และเป็นหน้าที่ของประชาชนที่จะติดตามและตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเพื่อให้มั่นใจได้ว่าท่านจะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตและเป็นธรรม

ที่มา – โปรดเกล้าฯ “สราวุธ ทรงศิวิไล” เป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ

โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งข้าราชการกระทรวงมหาดไทย 6 ราย

พระราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่องมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งข้าราชการกระทรวงมหาดไทย ระดับสูง จำนวน 6 ราย โดยนายขจรเกียรติ ได้รับแต่งตั้งเป็นอธิบดีกรมที่ดิน นายเชษฐา ขึ้นเป็นอธิบดีปภ. และนายภาสกร เข้ารับตำแหน่งผู้ว่าฯ ระยอง

โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งข้าราชการกระทรวงมหาดไทย ระดับสูง 6 ราย

เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี ลงวันที่ 22 สิงหาคม เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญ โดยมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ข้าราชการพลเรือนสามัญ สังกัดกระทรวงมหาดไทย พ้นจากตำแหน่งเดิม และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง จำนวน 6 ราย ดังนี้

  1. นายพรพจน์ เพ็ญพาส พ้นจากตำแหน่งอธิบดีกรมที่ดิน และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง
  2. นายขจรเกียรติ รักพานิชมณี พ้นจากตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา สำนักงานปลัดกระทรวง และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมที่ดิน
  3. นายเชษฐา โมสิกรัตน์ พ้นจากตำแหน่งรองปลัดกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย
  4. นายสันติ รังษิรุจิ พ้นจากตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา สำนักงานปลัดกระทรวง
  5. นายไตรภพ วงศ์ไตรรัตน์ พ้นจากตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดระยอง สำนักงานปลัดกระทรวง และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี สำนักงานปลัดกระทรวง
  6. นายภาสกร บุญญลักษม์ พ้นจากตำแหน่งอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดระยอง สำนักงานปลัดกระทรวง

ทั้งนี้ มีผลตั้งแต่วันที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2568 เป็นต้นไป

ประกาศ ณ วันที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2568

ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ

ภูมิธรรม เวชยชัย

รองนายกรัฐมนตรี

รายละเอียดเกี่ยวกับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งข้าราชการกระทรวงมหาดไทย ระดับสูง 6 ราย

การโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งข้าราชการกระทรวงมหาดไทย ระดับสูง 6 ราย ในครั้งนี้ ถือเป็นการปรับเปลี่ยนตำแหน่งสำคัญในหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการบริหารราชการแผ่นดินในส่วนภูมิภาคและส่วนกลาง การเปลี่ยนแปลงนี้อาจส่งผลต่อทิศทางการดำเนินงานและนโยบายของแต่ละหน่วยงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการที่ดิน การป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และการพัฒนาจังหวัดต่างๆ

สำหรับนายขจรเกียรติ รักพานิชมณี อธิบดีกรมที่ดินคนใหม่ มีประสบการณ์ในการบริหารราชการในระดับจังหวัดมาอย่างยาวนาน การเข้ารับตำแหน่งอธิบดีกรมที่ดิน จึงเป็นความท้าทายในการนำความรู้และประสบการณ์มาพัฒนาระบบการบริหารจัดการที่ดินให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ในส่วนของนายเชษฐา โมสิกรัตน์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยคนใหม่ การได้รับความไว้วางใจให้ดำรงตำแหน่งนี้ แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการบริหารจัดการสถานการณ์ฉุกเฉินและการเตรียมพร้อมรับมือกับภัยพิบัติ ซึ่งเป็นภารกิจสำคัญของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย

นอกจากนี้ การโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งข้าราชการกระทรวงมหาดไทย ระดับสูง 6 ราย ยังรวมถึงการเปลี่ยนแปลงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดในหลายจังหวัด ซึ่งมีความสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลในระดับพื้นที่ และการแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในแต่ละจังหวัด การแต่งตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดที่มีความรู้ความสามารถและประสบการณ์ จึงเป็นปัจจัยสำคัญในการพัฒนาจังหวัดให้มีความเจริญก้าวหน้า

การติดตามผลการดำเนินงานของข้าราชการที่ได้รับการแต่งตั้งใหม่ในครั้งนี้ จะเป็นสิ่งสำคัญในการประเมินผลของการเปลี่ยนแปลง และวัดผลสำเร็จของการบริหารราชการแผ่นดินในภาพรวมต่อไป

ที่มา – โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งข้าราชการกระทรวงมหาดไทย ระดับสูง 6 ราย

แรงงานกัมพูชา ทำงานต่อในไทยได้อีก 6 เดือน

ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศกระทรวงมหาดไทย อนุญาตให้แรงงานกัมพูชาที่ทำงานในไทย ซึ่งไม่สามารถเดินทางกลับประเทศได้เนื่องจากการคุมเข้มจุดผ่านแดนตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา สามารถอยู่ทำงานต่อในประเทศไทยได้อีก 6 เดือน โดยมีเหตุผลด้านมนุษยธรรม

ประกาศให้แรงงานกัมพูชาอยู่ทำงานต่อในไทยได้อีก 6 เดือน

เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2568 ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การยกเว้นข้อห้ามมิให้คนต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักรเป็นกรณีพิเศษ สำหรับคนต่างด้าวสัญชาติกัมพูชาที่ได้รับอนุญาตให้ทำงานในประเทศไทย ตามมาตรา 64 แห่งพระราชกำหนดการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2560 โดยอ้างอิงเหตุผลทางด้านมนุษยธรรมตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2568

เนื่องจากสถานการณ์ที่ประเทศไทยและประเทศกัมพูชาได้ยกระดับมาตรการควบคุมการผ่านแดนในทุกจุด ทำให้แรงงานกัมพูชาที่ได้รับอนุญาตให้ทำงานในลักษณะไป-กลับ หรือตามฤดูกาล บริเวณชายแดน ไม่สามารถเดินทางกลับประเทศได้หลังจากสิ้นสุดวาระการจ้างงาน ดังนั้น เพื่อช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม จึงอนุญาตให้แรงงานกัมพูชาเหล่านี้ สามารถอยู่ในราชอาณาจักรและทำงานต่อไปได้

ใครบ้างที่เข้าข่ายได้รับสิทธิ์ให้อยู่ทำงานต่อ?

ตามประกาศ ข้อ 1 ระบุว่า คนต่างด้าวสัญชาติกัมพูชาที่ถือบัตรผ่านแดนตามมาตรา 13 (2) แห่งพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 ทั้งที่บัตรยังไม่หมดอายุหรือหมดอายุแล้ว ซึ่งได้รับอนุญาตให้ทำงานในราชอาณาจักรตามมาตรา 64 แห่งพระราชกำหนดการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2560 และที่แก้ไขเพิ่มเติม และการอนุญาตให้พำนักในเขตพื้นที่ชายแดนที่ได้รับอนุญาตสิ้นสุดลงตั้งแต่วันที่ 7 มิถุนายน 2568 แต่ไม่สามารถเดินทางออกนอกราชอาณาจักรเพื่อเดินทางกลับเข้ามาใหม่ได้ จะได้รับสิทธิ์นี้

ข้อ 2 กำหนดให้แรงงานกัมพูชาตามข้อ 1 สามารถอยู่ในราชอาณาจักรเป็นกรณีพิเศษเพื่อการทำงานต่อไปได้อีกเป็นระยะเวลา 6 เดือน นับตั้งแต่วันที่ประกาศนี้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา หรือจนกว่ามาตรการควบคุมการผ่านแดนระหว่างประเทศไทยและกัมพูชากลับสู่ภาวะปกติ แล้วแต่กรณีใดจะเกิดขึ้นก่อน ทั้งนี้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 13 สิงหาคม 2568

อย่างไรก็ตาม แรงงานที่ได้รับอนุญาตให้อยู่ต่อ จะต้องรายงานตัวต่อเจ้าพนักงานตรวจคนเข้าเมืองครั้งแรกภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ประกาศนี้เผยแพร่ในราชกิจจานุเบกษา จากนั้นต้องรายงานตัวทุก 30 วัน โดยสามารถรายงานตัวล่วงหน้าได้ไม่เกิน 7 วัน

ข้อ 3 ระบุว่า มาตรา 12 (10) และมาตรา 54 แห่งพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 และคำสั่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่ 1/2558 เรื่อง การไม่อนุญาตให้คนต่างด้าวบางจำพวกเข้ามาในราชอาณาจักร ลงวันที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558 จะไม่ถูกนำมาใช้บังคับกับแรงงานกัมพูชาที่อยู่ภายใต้ประกาศนี้

ข้อ 4 เมื่อสิ้นสุดการอนุญาตให้อยู่ต่อ แรงงานดังกล่าวจะได้รับอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรได้อีก 7 วัน เพื่อเตรียมการเดินทางออกนอกราชอาณาจักร

ข้อ 5 ระบุเงื่อนไขที่การอนุญาตให้อยู่ต่อเป็นกรณีพิเศษจะสิ้นสุดลงก่อนกำหนด หากเกิดกรณีใดกรณีหนึ่งดังต่อไปนี้:

  • แรงงานต้องโทษตามคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก (ยกเว้นความผิดเล็กน้อย)
  • มาตรการควบคุมการผ่านแดนระหว่างไทยและกัมพูชากลับสู่ภาวะปกติ
  • แรงงานไม่ปฏิบัติตามประกาศ
  • แรงงานเดินทางออกนอกเขตพื้นที่ที่ได้รับอนุญาต
  • การอนุญาตให้ทำงานสิ้นสุดลงตามประกาศกระทรวงแรงงาน

ประกาศนี้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2568 เป็นต้นไป ลงนามโดย ภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย

โดยสรุป ประกาศนี้มีจุดประสงค์เพื่อช่วยเหลือแรงงานกัมพูชาที่ได้รับผลกระทบจากการคุมเข้มชายแดน ให้สามารถทำงานและอยู่ในประเทศไทยต่อไปได้อีก 6 เดือน โดยมีเงื่อนไขและข้อกำหนดที่ต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด หากคุณเป็นหนึ่งในแรงงานที่เข้าข่าย อย่าลืมตรวจสอบสิทธิ์และดำเนินการตามขั้นตอนที่กำหนด เพื่อให้สามารถอยู่ในประเทศไทยได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย

ที่มา – ประกาศให้แรงงานกัมพูชาอยู่ทำงานต่อในไทยได้อีก 6 เดือน จากเหตุคุมเข้มชายแดน

Scroll to top