ประชาธิปไตย

“อนุสรณ์”พรรคประชาชน แสดงจุดยืนคัดค้าน “มิน อ่อง หล่าย” เยือนประเทศไทย

“อนุสรณ์”พรรคประชาชน แสดงจุดยืนคัดค้าน “มิน อ่อง หล่าย” เยือนประเทศไทย อย่างเป็นทางการ

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในหน้าการเมืองไทย เมื่อนายอนุสรณ์ ธรรมใจ สส.พรรคประชาชน ได้ออกมาเคลื่อนไหวครั้งสำคัญ โดยการ“อนุสรณ์”พรรคประชาชน แสดงจุดยืนคัดค้าน “มิน อ่อง หล่าย” เยือนประเทศไทย เพื่อส่งสัญญาณเตือนรัฐบาลไทยให้ทบทวนท่าทีต่อสถานการณ์ในเมียนมา ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อทั้งความมั่นคง สิทธิมนุษยชน และคุณภาพชีวิตของคนไทยในพื้นที่ชายแดน

ในมุมมองของพรรคประชาชน การที่ผู้นำเผด็จการเมียนมาเดินทางมาเยือนในครั้งนี้ อาจเป็นการสร้างความชอบธรรมให้กับรัฐบาลทหารที่กำลังถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในระดับนานาชาติ นายอนุสรณ์ย้ำชัดว่า ประเทศไทยในฐานะประเทศที่มีรัฐบาลมาจากการเลือกตั้ง ควรให้ความสำคัญกับหลักการประชาธิปไตยมากกว่าการให้พื้นที่กับผู้ที่ถูกมองว่าละเมิดสิทธิมนุษยชน

ผลกระทบที่คนไทยต้องเผชิญจากการที่ “อนุสรณ์”พรรคประชาชน แสดงจุดยืนคัดค้าน “มิน อ่อง หล่าย” เยือนประเทศไทย

ปัญหาที่เกิดจากเมียนมาไม่ได้เป็นเรื่องไกลตัว แต่ส่งผลกระทบต่อเราอย่างเห็นได้ชัด ทั้งปัญหามลพิษ PM 2.5 สารพิษในแม่น้ำกก รวมถึงเหตุการณ์ละเมิดอธิปไตยไทยจากการโจมตีกองกำลังชนกลุ่มน้อยจนล้ำเขตแดน ทำให้ประชาชนคนไทยในพื้นที่ได้รับความเดือดร้อนอย่างแสนสาหัส

ข้อเรียกร้องหลักจากพรรคประชาชนประกอบด้วย:

  • ขอให้รัฐสภาไทยประกาศจุดยืนที่ชัดเจนยึดมั่นในหลักสิทธิมนุษยชนสากล
  • ให้รัฐบาลทบทวนนโยบายต่างประเทศและหยุดการสนับสนุนสร้างความชอบธรรมให้ผู้นำทหาร
  • เสนอตั้งคณะกรรมการร่วมเพื่อสันติภาพและประชาธิปไตยในเมียนมา
  • ต้องมีการกำหนดกรอบระยะเวลาที่ชัดเจนในการแก้ปัญหาสารพิษข้ามพรมแดนและปัญหาสแกมเมอร์
  • จัดตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจด้านการทูตเพื่อเจรจาในพื้นที่ชายแดนอย่างยั่งยืน

ท้ายที่สุด การที่“อนุสรณ์”พรรคประชาชน แสดงจุดยืนคัดค้าน “มิน อ่อง หล่าย” เยือนประเทศไทย ในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงการขัดแย้งทางการเมือง แต่เป็นการเรียกร้องความรับผิดชอบจากรัฐบาลไทยเพื่อให้ความสำคัญกับศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และความมั่นคงของประเทศชาติเหนือผลประโยชน์ทางการเมืองระยะสั้น เราเชื่อว่าการดำเนินนโยบายต่างประเทศที่กล้าหาญและยึดมั่นในคุณค่าสากล คือทางออกที่ดีที่สุดสำหรับประเทศไทยในเวทีโลกปัจจุบัน

ที่มา – “อนุสรณ์”พรรคประชาชน แสดงจุดยืนคัดค้าน “มิน อ่อง หล่าย” เยือนประเทศไทย

กกต.เรียก “ศรีสุวรรณ” สอบปมพรรคส้มโพสต์กล่าวหาองคมนตรี

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงการเมืองไทยอีกครั้ง เมื่อสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้เรียกตัวนายศรีสุวรรณ จรรยา เข้าให้ถ้อยคำเกี่ยวกับประเด็นสำคัญที่สังคมกำลังจับตามอง ซึ่งก็คือเรื่อง กกต.เรียก “ศรีสุวรรณ” สอบปมพรรคส้มโพสต์กล่าวหาองคมนตรี-รัฐบาล กระทำการมิบังควร โดยมีประเด็นหลักคือการตรวจสอบว่าพรรคประชาชนได้กระทำการที่เข้าข่ายขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่

กกต.เรียก “ศรีสุวรรณ” สอบปมพรรคส้มโพสต์กล่าวหาองคมนตรี-รัฐบาล กระทำการมิบังควร

เหตุการณ์เริ่มต้นจากการที่นายศรีสุวรรณได้ยื่นคำร้องต่อ กกต. เพื่อขอให้ไต่สวนพรรคประชาชน หลังจากที่มีการโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาลและคณะองคมนตรีในการลงพื้นที่เตรียมรับมือภัยแล้ง โดยนายศรีสุวรรณมองว่าการกระทำดังกล่าวอาจเป็นการเซาะกร่อนบ่อนทำลายสถาบันฯ ซึ่งเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนและสำคัญยิ่งต่อระบอบการปกครองของเรา

มุมมองจากฝ่ายผู้ร้องต่อประเด็น กกต.เรียก “ศรีสุวรรณ” สอบปมพรรคส้มโพสต์กล่าวหาองคมนตรี

นายศรีสุวรรณได้ให้เหตุผลต่อหน้าเจ้าหน้าที่ กกต. ว่าบทบาทขององคมนตรีตามรัฐธรรมนูญคือการถวายคำปรึกษาแก่พระมหากษัตริย์ และการที่ท่านเข้ามามีส่วนร่วมในการประชุมรัฐบาลเพื่อแก้ปัญหาภัยแล้งนั้น ถือเป็นแนวทางปฏิบัติที่ช่วยสร้างประโยชน์แก่ประชาชนอย่างมหาศาล เนื่องด้วยประสบการณ์และความเชี่ยวชาญระดับสูงขององคมนตรีแต่ละท่าน การที่พรรคการเมืองแสดงความเห็นที่ก้าวล่วงไปถึงการปฏิบัติหน้าที่นี้ จึงถูกมองว่าอาจเป็นการกระทำที่เป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

หากวิเคราะห์ตามข้อกฎหมายที่นายศรีสุวรรณได้กล่าวอ้าง ซึ่งรวมถึง:

  • พ.ร.ป. ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 มาตรา 45 และ 92
  • รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 มาตรา 101 (7)
  • ประเด็นการแทรกแซงการปฏิบัติหน้าที่ของหน่วยงานราชการ

ทางด้านนายศรีสุวรรณจึงได้เสนอให้ กกต. เร่งรัดดำเนินการสรุปสำนวนเพื่อส่งเรื่องต่อให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ซึ่งอาจนำไปสู่มาตรการขั้นเด็ดขาดในการยุบพรรคการเมืองดังกล่าวได้หากพบว่ามีความผิดจริง

สรุปแล้ว เรื่องนี้ถือเป็นบทพิสูจน์สำคัญของทั้งฝ่ายการเมืองและองค์กรอิสระ ว่าการวิพากษ์วิจารณ์ในระบอบประชาธิปไตยนั้นควรมีขอบเขตอย่างไร และอะไรคือเส้นแบ่งระหว่างการตรวจสอบรัฐบาลกับการก้าวล่วงสถาบันหลักของชาติ ซึ่งประชาชนคงต้องติดตามกันต่อไปว่าบทสรุปของเรื่องนี้จะจบลงอย่างไรและจะส่งผลกระทบต่อทิศทางการเมืองไทยในอนาคตอย่างไรบ้างครับ

ที่มา – กกต.เรียก “ศรีสุวรรณ” สอบปมพรรคส้มโพสต์กล่าวหาองคมนตรี-รัฐบาล กระทำการมิบังควร

ศุภชัย เปิดข้อมูลฮั้ว สว.ส้ม จัดประชุมแจกโพย สู้กันเดือด

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงทางการเมืองที่สังคมกำลังจับตามองอย่างใกล้ชิด เมื่อนายศุภชัย ใจสมุทร ออกมาแฉขบวนการ ศุภชัย เปิดข้อมูลฮั้ว สว.ส้ม จัดประชุมแจกโพย สู้กันเดือด โดยอ้างว่าพบหลักฐานการจัดตั้งกลุ่มแบบเบ็ดเสร็จ ไม่ว่าจะเป็นการประชุมที่หอศิลป์จิม ทอมป์สัน หรือการตั้งกลุ่มไลน์เพื่อกำหนดเบอร์เป้าหมายให้บล็อกโหวต งานนี้บอกเลยว่ามีข้อมูลแน่นจนต้องออกมาตั้งคำถามถึงมาตรฐานการเลือกตั้งที่ผ่านมา

เบื้องลึกความขัดแย้ง: ศุภชัย เปิดข้อมูลฮั้ว สว.ส้ม จัดประชุมแจกโพย สู้กันเดือด

นายศุภชัยระบุว่า การที่กลุ่มการเมืองฝ่ายหนึ่งกล่าวหาฝ่ายตรงข้ามว่ามีการฮั้ว แต่พอถึงคราวตัวเองกลับบอกว่าไม่โกงนั้น เป็นเรื่องที่น่าตั้งคำถาม โดยเฉพาะข้อเท็จจริงที่ว่ามีการแบ่งบทบาทชัดเจน ใครได้เป็นผู้สมัคร ใครทำหน้าที่เป็นโหวตเตอร์ เพื่อให้บุคคลเป้าหมายได้รับเลือกเป็น สว. ได้สำเร็จ ซึ่งข้อมูลเหล่านี้ไม่ใช่แค่การกล่าวอ้างลอยๆ แต่มีการเก็บรวบรวมหลักฐานไว้หมดแล้ว

เปิดหลักฐานใบเสร็จ: ใครกันแน่ที่จ่ายเงิน?

นอกจากประเด็นการจัดประชุมที่หอศิลป์แล้ว ยังมีความขัดแย้งในกรณีที่ สว.นันทนา ออกมาระบุว่าการจัดประชุมที่เมืองทองธานีเป็นการรวมตัวกันเอง แต่ทางฝั่งนายศุภชัยยืนยันว่า ศุภชัย เปิดข้อมูลฮั้ว สว.ส้ม จัดประชุมแจกโพย สู้กันเดือด โดยมีใบเสร็จแน่ชัดว่าหน่วยงานอย่างสำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกันเป็นผู้จ่ายเงิน ซึ่งต้องไปติดตามกันต่อว่าใบเสร็จนี้จะถูกนำไปใช้ลดหย่อนภาษีหรือไม่

  • พบหลักฐานใบเสร็จค่าใช้จ่ายห้องจัดเลี้ยงจากสำนักพิมพ์ดัง
  • การนัดพบที่หอศิลป์เพื่อจัดตั้งกลุ่มไลน์
  • การแอบแจกโพยเขียนชื่อผู้สมัครให้เลือก
  • กระบวนการบล็อกโหวตเพื่อตำแหน่ง สว.

ท้ายที่สุด การจะตรวจสอบว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนี้เข้าข่ายผิดกฎหมายเลือกตั้งหรือไม่ เป็นหน้าที่ของ กกต. ที่จะต้องแสดงฝีมือให้ประชาชนเห็นว่ามีการบังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรมและโปร่งใสแค่ไหน เพราะหากกติกาที่ซับซ้อนกลายเป็นเครื่องมือในการฮั้วโหวต ความเชื่อมั่นในสนามเลือกตั้งย่อมลดน้อยถอยลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ประชาชนทุกคนต่างเฝ้ารอคำตอบที่ชัดเจนว่าความยุติธรรมในเรื่องนี้จะลงเอยอย่างไร

ที่มา – “ศุภชัย” เปิดอีก iLaw จัดประชุม ผู้สมัคร สว.กทม.ส้ม ที่หอศิลป์ ตั้ง กรุ๊ปไลน์ และแจกโพย

“มัลลิกา” เปิดใจหลังผลคะแนนมาเป็นอันดับ 2

เรียกได้ว่าเป็นประเด็นที่หลายคนกำลังจับตามองกันอย่างใกล้ชิด สำหรับผลการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ล่าสุดที่เพิ่งผ่านพ้นไป โดยเฉพาะกรณีที่ “มัลลิกา” เปิดใจหลังผลคะแนนมาเป็นอันดับ 2 จนกลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์และได้รับความสนใจจากประชาชนชาวกรุงเทพฯ อย่างล้นหลาม โดยเธอได้ออกมาแสดงจุดยืนที่ชัดเจนและขอบคุณทุกเสียงสนับสนุนที่มอบให้

“มัลลิกา” เปิดใจหลังผลคะแนนมาเป็นอันดับ 2 พร้อมขอบคุณพลังบริสุทธิ์

เหตุการณ์ครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญสำหรับนางมัลลิกา บุญมีตระกูล ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. ที่ออกมากล่าวถึงความรู้สึกและทิศทางในการทำงานต่อจากนี้ เธอกล่าวว่า “มัลลิกา” เปิดใจหลังผลคะแนนมาเป็นอันดับ 2 ด้วยความภาคภูมิใจและขอบพระคุณพี่น้องชาวกรุงเทพฯ ทุกท่านที่ออกไปใช้สิทธิ เชื่อมั่นว่าทุกคะแนนเสียงคือพลังบริสุทธิ์ของประชาชนที่ต้องการเห็นความเปลี่ยนแปลงในเมืองหลวงของเรา แม้ผลคะแนนจะยังไม่สิ้นสุด แต่เธอก็พร้อมน้อมรับในระบอบประชาธิปไตย

มุมมองต่ออนาคตและนโยบายเพื่อกรุงเทพฯ

นอกจากนี้ เธอยังได้ฝากข้อคิดที่น่าสนใจสำหรับผู้ชนะการเลือกตั้ง โดยแนะนำว่าหากนโยบายใดของตนหรือผู้สมัครคนอื่นๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อชาวกรุงเทพฯ ก็อยากให้ผู้ชนะนำไปปรับใช้เพื่อพัฒนาเมืองให้ศิวิไลซ์อย่างแท้จริง ซึ่งนี่เป็นสิ่งที่พิสูจน์ให้เห็นว่าความตั้งใจของเธอคือการทำเพื่อส่วนรวมอย่างแท้จริง ไม่ได้ยึดติดอยู่กับตัวบุคคล

  • จุดยืนที่มุ่งเน้นการพัฒนาเมืองหลวง
  • ความเคารพในกติกาและผลคะแนนประชาธิปไตย
  • ความพร้อมในการเดินหน้าทำงานเพื่อประเทศชาติในบทบาทอื่น

แม้ผลการนับคะแนนจะออกมาอย่างไร นางมัลลิกายืนยันว่าตนเองได้ทำเต็มที่ที่สุดตามยุทธศาสตร์ 14 ประการที่วางไว้ และไม่ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร เธอก็ยังพร้อมทำงานเพื่อประชาชนต่อไป โดยมองว่าการเมืองไม่ใช่แค่เรื่องของการแพ้ชนะ แต่คือโอกาสในการหยิบยื่นสิ่งที่ดีที่สุดให้แก่พี่น้องประชาชนชาวไทยทุกคน เราในฐานะคนกรุงเทพฯ คงต้องจับตาดูกันต่อไปว่า นโยบายดีๆ ของแต่ละท่านจะถูกนำไปใช้อย่างไรในอนาคต

ที่มา – “มัลลิกา” เปิดใจหลังผลคะแนนมาเป็นอันดับ 2 ขอบคุณทุกคะแนนที่มาจากพลังบริสุทธิ์

ยศชนัน เลือกตั้งผู้ว่าฯ ยึดประชาชนเป็นที่ตั้ง พัฒนาชีวิต

บรรยากาศการเลือกตั้งคึกคักเป็นพิเศษเมื่อคุณ ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ควงคู่ภรรยาเดินทางมาใช้สิทธิเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. และ สก. อย่างพร้อมเพรียงกัน ถือเป็นภาพลักษณ์ที่สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการส่งเสริมระบอบประชาธิปไตยให้มีความเข้มแข็งและสวยงามในสายตาของประชาชนชาวกรุงเทพมหานคร

มุมมองจาก ยศชนัน เลือกตั้งผู้ว่าฯ ยึดประชาชนเป็นที่ตั้ง

ภายหลังการลงคะแนน คุณยศชนันได้ให้สัมภาษณ์เน้นย้ำถึงความสำคัญของการเลือกตั้งในครั้งนี้ โดยมองว่าประชาธิปไตยจะเป็นสิ่งที่สวยงามได้ก็ต่อเมื่อประชาชนทุกคนออกมาใช้สิทธิเลือกคนที่ตนเองเชื่อมั่นว่าจะสามารถเข้ามาทำหน้าที่รับใช้และแก้ไขปัญหาให้ถึงมือชาวบ้านอย่างแท้จริง โดยเฉพาะนโยบายที่เน้นการพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนกรุงเป็นหลัก

คาดหวังผู้ว่าฯ กทม. ยึดประชาชนเป็นที่ตั้ง เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี

คุณยศชนันได้แชร์วิสัยทัศน์ที่น่าสนใจว่า สิ่งที่เขาอยากเห็นจากผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครคนใหม่นั้น ไม่ใช่เพียงแค่การบริหารงานภายในองค์กรเท่านั้น แต่ต้องเป็นผู้ที่ ยศชนัน เลือกตั้งผู้ว่าฯ ยึดประชาชนเป็นที่ตั้ง โดยมีประเด็นหลักที่ต้องการให้เร่งผลักดัน ดังนี้:

  • การพัฒนาทุนมนุษย์: บูรณาการความร่วมมือระหว่างกระทรวง อว. และ กทม. เพื่อยกระดับทักษะแรงงาน
  • การศึกษา: ยกระดับคุณภาพโรงเรียนในสังกัด กทม. ให้ทัดเทียมมาตรฐานสากล
  • นวัตกรรมและเทคโนโลยี: ใช้ความเชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยมาช่วยพัฒนากรุงเทพฯ ให้เป็นต้นแบบเมืองนวัตกรรม
  • สังคมผู้สูงอายุ: เร่งสร้างความร่วมมือดูแลสวัสดิการและสุขภาพของผู้สูงอายุให้ครอบคลุมรอบด้าน

นอกจากนี้ คุณยศชนันยังได้ย้ำว่ารัฐบาลพร้อมที่จะให้การสนับสนุนหน่วยงาน กทม. อย่างเต็มที่ เพราะเชื่อว่าหากเรามีความร่วมมือที่ดีระหว่างภาครัฐกับท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็นการดูแลศูนย์เด็กเล็กหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับนวัตกรรม กรุงเทพมหานครจะกลายเป็นพื้นที่ที่น่าอยู่สำหรับคนทุกกลุ่มทั้งเด็ก ผู้ใหญ่ และผู้สูงอายุ

การที่ ยศชนัน เลือกตั้งผู้ว่าฯ ยึดประชาชนเป็นที่ตั้ง นั้น สะท้อนให้เห็นถึงความหวังของคนทำงานที่พร้อมจะก้าวข้ามขีดจำกัดเพื่อมุ่งสู่การเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นร่วมกับผู้ว่าฯ คนใหม่ ซึ่งแน่นอนว่าการได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วนเช่นนี้ จะเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้กรุงเทพฯ เติบโตอย่างยั่งยืนในอีก 4 ปีข้างหน้า แล้วคุณล่ะครับ ได้ออกไปใช้สิทธิเลือกผู้ว่าฯ ในดวงใจกันแล้วหรือยัง?

ที่มา – “ยศชนัน” ควงภรรยา เลือกตั้งผู้ว่าฯ อยากได้ผู้ว่าฯ กทม. ยึดประชาชนเป็นที่ตั้ง ยกระดับคุณภาพชีวิต

สว.พิสิษฐ์ สวน สมชาย ปมสอดไส้นิรโทษฮั้ว สว.

สว.พิสิษฐ์ สวน สมชาย ปมสอดไส้นิรโทษฮั้ว สว.

กลายเป็นประเด็นเดือดในแวดวงการเมืองไทยเมื่อไม่นานมานี้ เมื่อนายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ออกมาโต้กลับนายสมชาย แสวงการ อดีต สว. กรณีที่ตั้งข้อสังเกตว่ามีการสอดไส้กฎหมายนิรโทษกรรมเพื่อล้างผิดคดีฮั้วเลือกตั้ง สว. โดยทางฝั่งนายพิสิษฐ์ยืนยันชัดเจนว่าไม่มีการกระทำดังกล่าวเกิดขึ้นอย่างแน่นอน

ประเด็นที่คนกำลังให้ความสนใจคือ สว.พิสิษฐ์ สวน สมชาย ปมสอดไส้นิรโทษฮั้ว สว. อย่างเผ็ดร้อน โดยระบุว่าข้อมูลที่นายสมชายนำมาพูดนั้นคลาดเคลื่อนและอาจเป็นการเสพข่าวแบบไม่ละเอียด พร้อมทั้งจี้ให้มีการแก้ไขข่าวให้ถูกต้องเพื่อไม่ให้เกิดความสับสนต่อสาธารณชน

รายละเอียดข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการแก้กฎหมาย

ในการชี้แจงครั้งนี้ นายพิสิษฐ์ในฐานะเลขานุการคณะกรรมาธิการฯ ได้อธิบายว่า ร่าง พ.ร.บ. สร้างเสริมสังคมสันติสุขฉบับที่กำลังพิจารณานั้น ไม่ได้มีการแก้ไขประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตเลือกตั้งแต่อย่างใด สาระสำคัญหลักที่มีการเพิ่มเติมมีเพียงเรื่อง พ.ร.บ. ว่าด้วยความผิดบางประการต่อการเดินอากาศเท่านั้น ซึ่งเป็นไปเพื่อรองรับกลุ่มพันธมิตรฯ ที่เคยปิดสนามบิน ไม่ได้เกี่ยวข้องกับประเด็น สว.พิสิษฐ์ สวน สมชาย ปมสอดไส้นิรโทษฮั้ว สว. อย่างที่ถูกกล่าวหา

  • การพิจารณากฎหมายเน้นความถูกต้องตามหลักการนิติบัญญัติ
  • ไม่ได้มีการสอดไส้ประเด็นฮั้วเลือกตั้งหรือทุจริตใดๆ
  • กระบวนการทางกฎหมายยังคงเดิมตามสิ่งที่สภาผู้แทนราษฎรส่งมา

นายพิสิษฐ์ยังกล่าวทิ้งท้ายด้วยความอัดอั้นใจว่า สว.พิสิษฐ์ สวน สมชาย ปมสอดไส้นิรโทษฮั้ว สว. โดยเปรียบเปรยให้คนอ่านหนังสือให้ละเอียดเกินกว่า 8 บรรทัด เพื่อทำความเข้าใจบริบทของกฎหมาย แทนที่จะรีบนำข้อมูลที่ผิดพลาดออกมาวิพากษ์วิจารณ์จนทำให้ภาพลักษณ์ของ สว. ชุดปัจจุบันเสียหาย

ในมุมมองของผู้ติดตามข่าวสาร เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการตรวจสอบข้อมูลให้ครบถ้วนก่อนการนำเสนอสู่สาธารณะ เพราะในยุคที่ข่าวสารกระจายตัวเร็ว การสื่อสารที่ผิดพลาดอาจสร้างความเข้าใจผิดที่ยากจะแก้ไข และกระทบต่อความเชื่อมั่นในองค์กรระดับประเทศได้ การพูดคุยด้วยข้อเท็จจริงจึงเป็นทางออกที่ดีที่สุดสำหรับทุกฝ่าย เพื่อไม่ให้เป็นเหยื่อของข่าวปลอมที่สร้างความแตกแยกในสังคม

ที่มา – “สว.พิสิษฐ์” สวน “สมชาย” ปมสอดไส้นิรโทษฮั้ว สว. ซัดอ่านหนังสือไม่ถึง 8 บรรทัด จี้แก้ข่าวด้วย

“ภราดร” ป้อง TH-AI Passport ต้องตรวจสอบบนข้อเท็จจริง ก่อนตัดสิน

ในยุคที่เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์หรือ AI เข้ามามีบทบาทสำคัญต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศไทย ประเด็นร้อนอย่างโครงการ “ภราดร” ป้อง TH-AI Passport ต้องตรวจสอบบนข้อเท็จจริง ก่อนตัดสิน ได้กลายเป็นที่สนใจของสังคมอย่างกว้างขวาง โดยนายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาสื่อสารถึงแนวทางการดำเนินโครงการภาครัฐที่ควรตั้งอยู่บนพื้นฐานของการตรวจสอบที่โปร่งใส ไม่ใช่เพียงแค่กระแสทางการเมือง

“ภราดร” ป้อง TH-AI Passport ต้องตรวจสอบบนข้อเท็จจริง ก่อนตัดสิน

การวิพากษ์วิจารณ์โครงการจากฝ่ายค้านเป็นเรื่องปกติในระบอบประชาธิปไตย แต่ในกรณีของ “ภราดร” ป้อง TH-AI Passport ต้องตรวจสอบบนข้อเท็จจริง ก่อนตัดสิน นั้น รัฐมนตรีมองว่าการตั้งคำถามเรื่องความคุ้มค่าหรือความซ้ำซ้อนเป็นสิ่งที่ทำได้ แต่ต้องไม่จบลงด้วยการเรียกร้องให้ยกเลิกโครงการในทันทีโดยที่ยังไม่มีข้อสรุปทางกฎหมายที่ชัดเจน เพราะนั่นอาจนำมาซึ่งปัญหาใหญ่ในภายหลัง

มุมมองต่อการนำ AI มาใช้ในภาครัฐ

นายภราดรได้เน้นย้ำในประเด็นการตรวจสอบว่า “ภราดร” ป้อง TH-AI Passport ต้องตรวจสอบบนข้อเท็จจริง ก่อนตัดสิน เพื่อให้ประชาชนได้รับประโยชน์สูงสุด โดยมีใจความสำคัญดังนี้:

  • การตรวจสอบต้องตั้งอยู่บนข้อเท็จจริงและกระบวนการที่เป็นธรรม
  • การกล่าวหาว่ามีเครื่องมือฟรีอยู่แล้วอาจเป็นการมองเพียงมิติเดียว เพราะเป้าหมายหลักคือการเข้าถึงบริการที่มีคุณภาพสำหรับคนไทยทุกคน
  • การยกเลิกโครงการโดยปราศจากข้อเท็จจริงที่ชัดเจน อาจนำไปสู่ข้อพิพาททางสัญญาและภาระค่าเสียหายของรัฐที่ประชาชนต้องเป็นผู้แบกรับ

ในขณะที่โลกกำลังมุ่งหน้าสู่การแข่งขันด้านเทคโนโลยี การตัดสินใจหยุดโครงการเพียงเพราะได้รับแรงกดดันทางการเมืองอาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของไทย ฝ่ายค้านมีหน้าที่ในการทำหน้าที่ตรวจสอบอย่างเต็มที่ตามวิถีทางรัฐสภา ส่วนรัฐบาลก็มีหน้าที่ชี้แจงความโปร่งใสในเนื้องาน แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการปล่อยให้กระบวนการตรวจสอบทำงานไปตามขั้นตอน เพื่อให้ได้คำตอบที่ถูกต้องที่สุดสำหรับประเทศชาติ

โดยสรุปแล้ว การวิพากษ์วิจารณ์ควรถูกแยกออกจากกระบวนการตัดสินโครงการ การมีส่วนร่วมตรวจสอบเป็นสิทธิของทุกคน แต่การตัดสินล่วงหน้าไม่ใช่การตรวจสอบที่แท้จริง เราควรให้ข้อมูลและหลักฐานเป็นตัวพิสูจน์ เพื่อให้โครงการที่เป็นประโยชน์ต่อการทรานส์ฟอร์มประเทศก้าวไปข้างได้อย่างยั่งยืน

ที่มา – “ภราดร” ป้อง TH-AI Passport ต้องตรวจสอบบนข้อเท็จจริง ก่อนตัดสิน

จับตาเลือกตั้ง กทม.-เมืองพัทยา ภาคประชาชนชวนร่วมตรวจสอบ

จับตาเลือกตั้ง กทม.-เมืองพัทยา

การเลือกตั้งถือเป็นหัวใจสำคัญของระบอบประชาธิปไตย โดยเฉพาะการเลือกตั้งท้องถิ่นที่ใกล้ชิดกับปัญหาชีวิตของประชาชนมากที่สุด ล่าสุด ภาคประชาชนได้ออกมาเคลื่อนไหวครั้งสำคัญภายใต้หัวข้อ จับตาเลือกตั้ง กทม.-เมืองพัทยา เพื่อเรียกร้องความโปร่งใสและสร้างความมั่นใจให้กับผู้มีสิทธิ์ออกเสียงทุกคน โดยมี รศ.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล พร้อมด้วยเครือข่ายภาคประชาชน เช่น We Watch, iLaw และ Vote62 ร่วมมือกันตรวจสอบในทุกขั้นตอน

รศ.ปริญญา เน้นย้ำว่า ประชาชนทุกคนคือเจ้าของเสียงที่สำคัญ การที่ภาคประชาชนต้องออกมารวมตัวกัน จับตาเลือกตั้ง กทม.-เมืองพัทยา ในปีนี้ ก็เพื่อป้องกันข้อสงสัยและความผิดปกติที่อาจเกิดขึ้น เหมือนกับการเลือกตั้งในอดีตที่ผ่านมา โดยเฉพาะความกังวลเรื่องบัตรเขย่งหรือการนับคะแนนที่ไม่ตรงกับเจตจำนงของประชาชนในคูหา

ความโปร่งใสที่ประชาชนต้องร่วมมือกัน

นอกจากนี้ รศ.สมชัย ศรีสุทธิยากร ได้ให้ความเห็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับนวัตกรรมในการเลือกตั้ง โดยมองว่า กกต. ควรใช้โอกาสนี้ในการนำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาช่วยให้การจัดการเลือกตั้งมีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่กลับกลายเป็นว่าหลายส่วนต้องให้ภาคประชาชนเข้ามาดำเนินการเอง ดังนั้น การ จับตาเลือกตั้ง กทม.-เมืองพัทยา จึงไม่ใช่เรื่องของการเมืองฝั่งใดฝั่งหนึ่ง แต่เป็นหน้าที่ของทุกคนที่ต้องการเห็นการจัดการที่โปร่งใสและตรวจสอบได้

ช่องทางในการร่วมสังเกตการณ์ของประชาชนมีมากมาย ได้แก่:

  • การถ่ายภาพและบันทึกคลิปวิดีโอหน้าหน่วยเลือกตั้ง
  • การใช้แอปพลิเคชันหรือเครื่องมือ AI ช่วยตรวจสอบผลการนับคะแนน
  • การทักท้วงเจ้าหน้าที่ทันทีหากพบเห็นความไม่ชอบมาพากลในขั้นตอนการนับคะแนน
  • การเปิดเผยผลคะแนนในระดับหน่วยเพื่อให้ตรวจสอบได้จากหลายช่องทาง

อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่สุดที่อยากฝากไว้คือ การเลือกตั้งเป็นสิทธิที่ทรงพลังที่สุดที่คุณมี อย่าปล่อยให้สิทธิของท่านสูญเปล่าเพราะความไม่โปร่งใส การออกไปใช้สิทธิ์คือจุดเริ่มต้น แต่การร่วมกันตรวจสอบจะทำให้นโยบายที่ท่านเลือกสะท้อนถึงการพัฒนาเมืองที่ดีขึ้นอย่างแท้จริง พลังของประชาชนทุกคนเปรียบเสมือนดวงตาแห่งความยุติธรรมที่จะร่วมกันรักษาเจตจำนงของบ้านเมืองไว้

ที่มา – ภาคประชาชน ชวนจับตาเลือกตั้ง กทม.-เมืองพัทยา “ปริญญา” ขอทุกคนร่วมกันสังเกตการณ์

“เท้ง” ปชน. คนแรกบุกบรรยาย วปอ. หวังสื่อสารนายทหาร-นักธุรกิจ

ถือเป็นปรากฏการณ์ที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง เมื่อ “เท้ง” ปชน. คนแรกบุกบรรยาย วปอ. หวังสื่อสารนายทหาร-นักธุรกิจ ในเวทีวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร รุ่นที่ 68 ที่ผ่านมา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ได้ก้าวขึ้นเวทีเพื่อนำเสนอวิสัยทัศน์ในหัวข้อ “พลวัตมหาอำนาจกลางกับการจัดระเบียบโลกใหม่ และทางรอดยุทธศาสตร์ความมั่นคงไทย” ซึ่งถือเป็นการสื่อสารโดยตรงกับกลุ่มผู้บริหารระดับสูง นายทหาร และภาคเอกชนที่ทรงอิทธิพลของประเทศ

“เท้ง” ปชน. คนแรกบุกบรรยาย วปอ. หวังสื่อสารนายทหาร-นักธุรกิจ

การบรรยายครั้งนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของการเมือง แต่เป็นการวิเคราะห์ถึงจุดเปลี่ยนที่ประเทศไทยต้องเผชิญในยุคที่มหาอำนาจเก่ากำลังถดถอยและมหาอำนาจใหม่กำลังผงาดขึ้น นายณัฐพงษ์มองว่ายุทธศาสตร์ “ไผ่ลู่ลม” แบบเดิมที่เคยใช้ในช่วงสงครามเย็นนั้นไม่ตอบโจทย์โลกยุคปัจจุบันอีกต่อไป เราจำเป็นต้องเลิกนิยามตัวเองว่าเป็นเพียง “ประเทศเล็ก ๆ” แต่ต้องมองว่าเราคือ “ประเทศขนาดกลาง (Middle State)” ที่มีอำนาจต่อรองสูง

วิสัยทัศน์จาก “เท้ง” ปชน. คนแรกบุกบรรยาย วปอ. หวังสื่อสารนายทหาร-นักธุรกิจ

ในการเสวนาครั้งนี้ นายณัฐพงษ์ได้เสนอ 3 เสาหลักยุทธศาสตร์สำคัญเพื่อนำพาประเทศไทยให้ก้าวทันโลกใหม่ ได้แก่:

  • ความแข็งแกร่งจากภายในและการทูตเชิงรุก: รัฐธรรมนูญต้องเป็นประชาธิปไตย กองทัพต้องมืออาชีพ ไม่แทรกแซงการเมือง และมีเทคโนโลยีเป็นของตัวเอง
  • พหุภาคีกลุ่มย่อยและนิเวศโลกใหม่: เชื่อมโยงความมั่นคงกับเศรษฐกิจเข้าด้วยกัน เปลี่ยนจากบทบาทผู้ซื้อไปเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานโลก
  • ขยายพื้นที่เชิงนโยบาย: สร้างความยืดหยุ่นทางด้านอาหารและพลังงาน เพื่อหยุดการเป็นเครื่องมือของมหาอำนาจขั้วใดขั้วหนึ่ง

นอกจากนี้ เขายังเน้นย้ำถึงเรื่องเทคโนโลยีและการเปิดเสรีพลังงานในภูมิภาค เพื่อที่จะเปลี่ยนไทยให้เป็นศูนย์กลางด้านไฟฟ้าที่สะอาดและเป็นธรรม ซึ่งต้องอาศัยเจตจำนงทางการเมืองที่แน่วแน่ในการขับเคลื่อน การที่หัวหน้าพรรคประชาชนมีโอกาสได้เข้าไปแบ่งปันมุมมองในพื้นที่สำคัญอย่าง วปอ. จึงถือเป็นก้าวสำคัญที่สะท้อนถึงความพยายามในการเชื่อมต่อโลกทัศน์ระหว่างนักการเมืองรุ่นใหม่กับฝ่ายความมั่นคงและนักธุรกิจให้มีเป้าหมายร่วมกันเพื่ออนาคตที่ดีกว่าของประเทศไทย

ในมุมมองของผู้ที่ติดตามสถานการณ์ การที่ผู้นำพรรคประชาชนเลือกเวทีนี้เป็นจุดยืน แสดงให้เห็นถึงความต้องการสร้างความเข้าใจในระดับยุทธศาสตร์ชาติที่เหนือกว่าความขัดแย้งทางการเมืองทั่วไป ซึ่งหากแนวคิดเรื่องการเป็น “ประเทศขนาดกลาง” ถูกผลักดันอย่างเป็นรูปธรรม ประเทศไทยย่อมจะมีพื้นที่ในการหายใจและอำนาจต่อรองที่มากขึ้นในเวทีโลกอย่างแน่นอน

ที่มา – “เท้ง” ปชน. คนแรกบุกบรรยาย วปอ. หวังสื่อสารนายทหาร-นักธุรกิจ

Scroll to top