ประชามติรัฐธรรมนูญ

โฆษกรัฐบาลย้ำสื่อสารปมบัตร 4 ใบและบัตรคนจน

โฆษกรัฐบาลย้ำต้องสื่อสารปมบัตร 4 ใบ แจงเพิ่มเงินบัตรคนจน เงื่อนไขการใช้เหมือนเดิม

ในช่วงที่การเมืองไทยกำลังร้อนระอุกับประเด็นแก้ไขรัฐธรรมนูญ โฆษกรัฐบาลได้ออกมาเน้นย้ำถึงความสำคัญของการสื่อสารข้อมูลให้ประชาชนเข้าใจชัดเจน โดยเฉพาะเรื่องบัตรเลือกตั้งที่อาจมีถึง 4 ใบในครั้งนี้ นอกจากนี้ ยังมีการชี้แจงเพิ่มเติมเกี่ยวกับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐหรือบัตรคนจนที่รัฐบาลจะเพิ่มเงินช่วยเหลืออีก 850 บาทเป็นเวลา 2 เดือน แต่เงื่อนไขการใช้สิทธิยังคงเดิมไม่เปลี่ยนแปลง ข้อมูลเหล่านี้เป็นสิ่งที่ประชาชนควรทราบเพื่อไม่ให้เกิดความสับสน โดยเฉพาะในช่วงที่ประชามติกำลังใกล้เข้ามา

โฆษกรัฐบาล

โฆษกรัฐบาลย้ำต้องสื่อสารปมบัตร 4 ใบ แจงเพิ่มเงินบัตรคนจน เงื่อนไขการใช้เหมือนเดิม

นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2568 ณ ทำเนียบรัฐบาล เกี่ยวกับการเตรียมความพร้อมสำหรับการทำประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญ เขาระบุว่า หลังจากร่างรัฐธรรมนูญผ่านวาระที่ 2 ในสภาแล้ว รัฐบาลจะต้องมีการประชาสัมพันธ์อย่างเข้มข้น เพื่อให้ประชาชนเข้าใจถูกต้อง โดยจะรอให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กำหนดรูปแบบบัตรเลือกตั้งที่อาจมี 4 ใบ ซึ่งประกอบด้วยบัตรเลือกตั้ง ส.ส. แบบแบ่งเขต แบบบัญชีรายชื่อ และบัตรประชามติในประเด็นแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2 ข้อ รวมถึงบัตรเกี่ยวกับการยกเลิก MOU อีก 1 ข้อ

โฆษกรัฐบาลย้ำว่า แม้จะมีหลายบัตรแต่การสื่อสารต้องตรงไปตรงมา เพื่อป้องกันความสับสน เนื่องจากเบอร์ผู้สมัครในบัตรต่างประเภทไม่ตรงกันอยู่แล้ว ประชาชนจะต้องใช้เวลาอยู่ในคูหาเลือกตั้งนานขึ้นเพื่อพิจารณาคำถามแต่ละข้อด้วยวิจารณญาณ รัฐบาลพร้อมสื่อสารรายละเอียด เช่น สีและลักษณะของบัตร เมื่อกกต. ประกาศอย่างเป็นทางการ

รายละเอียดการสื่อสารปมบัตร 4 ใบ

การมีบัตรถึง 4 ใบในครั้งนี้อาจทำให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งบางส่วนรู้สึกงุนงง โดยเฉพาะผู้สูงอายุหรือผู้ที่ไม่คุ้นเคยกับระบบเลือกตั้งที่ซับซ้อน โฆษกรัฐบาลชี้ว่า รัฐบาลต้องเริ่มประชาสัมพันธ์ตั้งแต่ขั้นตอนการพิจารณาร่างในสภา โดยติดตามทิศทางของคณะกรรมาธิการวิสามัญ เพื่อให้ข้อมูลสุดท้ายที่ชัดเจน หากรวมทุกร่างเข้าด้วยกัน อาจเกิดความขัดแย้งในแนวทางได้ ดังนั้น การรอผลจากกมธ. ก่อนจึงเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อให้ประชาชนไม่สับสนและเข้าใจตรงกัน

นอกจากประเด็นการเลือกตั้งแล้ว โฆษกรัฐบาลยังได้ชี้แจงเรื่องบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งเป็นโครงการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย โดยรัฐบาลจะเพิ่มเงินจำนวน 850 บาท เป็นเวลา 2 เดือน รวมทั้งสิ้น 1,700 บาท สิทธิประโยชน์ทั้งหมดยังคงเดิมตามที่เคยมีมา ไม่มีการเปลี่ยนแปลง หากเดิมสามารถถอนเงินสดได้ ก็ยังถอนได้ตามปกติ หากไม่สามารถถอน ก็ยังคงเงื่อนไขเดิม โครงการนี้มุ่งช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพให้กับผู้ถือบัตรคนจน โดยเฉพาะในช่วงเศรษฐกิจที่ยังฟื้นตัวไม่เต็มที่

บัตรสวัสดิการ
ประชาสัมพันธ์

เงื่อนไขการใช้บัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่ไม่เปลี่ยนแปลง

สำหรับผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งครอบคลุมผู้มีรายได้ต่ำกว่าเกณฑ์ที่กำหนด โครงการเพิ่มเงิน 850 บาทนี้เป็นส่วนหนึ่งของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ช่วยให้สามารถซื้อสินค้าจำเป็น สิทธิการใช้บัตรยังคงเดิม เช่น การซื้อสินค้าที่ร้านค้าที่ร่วมโครงการ การใช้บริการรักษาพยาบาล การเดินทางสาธารณะ และอื่นๆ โดยไม่ต้องกังวลเรื่องเปลี่ยนแปลงเงื่อนไข รัฐบาลย้ำว่า โครงการนี้เพื่อช่วยเหลือโดยตรงให้กับกลุ่มเปราะบาง โดยคาดว่าจะครอบคลุมผู้ถือบัตรนับล้านรายทั่วประเทศ

ในมุมมองของผู้เขียน การสื่อสารข้อมูลที่ชัดเจนจากรัฐบาลในประเด็นเหล่านี้เป็นสิ่งสำคัญยิ่ง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน โดยเฉพาะในช่วงที่ข่าวสารทางการเมืองไหลเวียนอย่างรวดเร็วบนโซเชียลมีเดีย ซึ่งอาจนำไปสู่ข้อมูลเท็จได้ หากคุณเป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้งหรือผู้ถือบัตรสวัสดิการ แนะนำให้ติดตามข้อมูลอย่างเป็นทางการจากกกต. และกระทรวงการคลัง เพื่อไม่พลาดสิทธิประโยชน์

  • ติดตามการประชาสัมพันธ์จากรัฐบาลอย่างใกล้ชิด
  • ตรวจสอบสิทธิผู้ถือบัตรสวัสดิการที่ธนาคารหรือเว็บไซต์อย่างเป็นทางการ
  • ใช้สิทธิเลือกตั้งอย่างมีสติเพื่ออนาคตของประเทศ

สุดท้ายนี้ การปรับปรุงระบบการเลือกตั้งและสวัสดิการสังคมเป็นก้าวสำคัญที่รัฐบาลกำลังผลักดัน หวังว่าประชาชนจะได้รับข้อมูลที่ถูกต้องและใช้สิทธิได้อย่างเต็มที่

ที่มา – โฆษกรัฐบาลย้ำต้องสื่อสารปมบัตร 4 ใบ แจงเพิ่มเงินบัตรคนจน เงื่อนไขการใช้เหมือนเดิม

“พริษฐ์” ยัน ปชน.พร้อมจับตานโยบายหาเสียง จี้เดินหน้าประชามติ แก้รธน.

“พริษฐ์” ยัน ปชน.พร้อมจับตานโยบายหาเสียง จี้เดินหน้าประชามติ แก้รธน.

ในสถานการณ์การเมืองที่ตึงเครียดของประเทศไทย รัฐบาลชุดปัจจุบันซึ่งมีอายุเพียง 4 เดือนกำลังเผชิญกับการตรวจสอบอย่างเข้มข้น โดยเฉพาะจากฝ่ายค้านที่ไม่ยอมให้เกิดความเสียหายระยะยาว นายพริษฐ์ วัชรสินธุ ส.ส.บัญชีรายชื่อจากพรรคประชาชน ได้ออกมาแถลงและอภิปรายอย่างหนักแน่นในที่ประชุมรัฐสภาเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2568 โดยย้ำยันว่า “พริษฐ์” ยัน ปชน.พร้อมจับตานโยบายหาเสียง จี้เดินหน้าประชามติ แก้รธน. เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงและยั่งยืนสำหรับประชาชน

“พริษฐ์” ยัน ปชน.พร้อมจับตานโยบายหาเสียง จี้เดินหน้าประชามติ แก้รธน.

นายพริษฐ์ได้วิเคราะห์ถึงความเสี่ยงของรัฐบาลที่อาจอยู่สั้นแต่สร้างความเสียหายยาวนาน โดยเตือนว่ารัฐบาลไม่ควรดำเนินการที่เป็นการ “ขายของ ขายฝัน ขายสมบัติชาติ” ซึ่งมุ่งหวังเพียงคะแนนนิยมในการหาเสียงเลือกตั้งมากกว่าการแก้ปัญหาให้กับประเทศชาติ เขาย้ำถึงความสำคัญของข้อตกลง MOU (MOA) ระหว่างพรรคประชาชนกับพรรครัฐบาลในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และเรียกร้องให้รัฐบาลเดินหน้าประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยด่วน เพื่อฟื้นฟูประชาธิปไตยที่ถดถอยมาตั้งแต่รัฐธรรมนูญ 2560 บังคับใช้

ปัญหาหลักที่นายพริษฐ์ชี้ให้เห็นคือการที่รัฐธรรมนูญปัจจุบันทำให้สถาบันทางการเมืองขาดการยึดโยงกับประชาชน เช่น ส.ส.ที่ย้ายพรรคโดยไม่ขออนุญาตประชาชน หรือการที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ 9 คนมีอำนาจชี้ขาดนโยบายและการแต่งตั้งคณะรัฐมนตรี ซึ่งขัดแย้งกับหลักประชาธิปไตย พรรคประชาชนจึงพร้อมจับตาการนำเงินภาษีประชาชนมาหาเสียงล่วงหน้า โดยเฉพาะโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจที่อาจใช้งบประมาณปี 2569 เกือบทั้งหมดภายใน 4 เดือน

3 สงครามที่รัฐบาลต้องแก้ด่วน

ในการอภิปราย นายพริษฐ์ได้สรุปปัญหาหลักที่รัฐบาลต้องเร่งแก้ไข โดยแบ่งเป็น 3 สงครามใหญ่ที่กระทบต่อประชาชนโดยตรง ดังนี้

  • สงครามเศรษฐกิจ: รัฐบาลต้องกระตุ้นให้ประชาชนมีกินมีใช้จริง ไม่ใช่แค่โครงการคนละครึ่งพลัสที่ดึงยอดขายจากร้านนอกโครงการมาสู่ในโครงการ แต่ควรมีเงื่อนไขที่เพิ่มการบริโภคโดยรวมของเศรษฐกิจ เพื่อให้เงินไหลเวียนและสร้างรายได้ให้ประชาชนอย่างยั่งยืน
  • สงครามการค้าระหว่างประเทศ: ต้องพยุงผู้ประกอบการไทยให้ลืมตาอ้าปากท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก โดยแก้ปัญหาสินค้าสวมสิทธิด้วยฐานข้อมูลจริงจากภาคเอกชน และดำเนินมาตรการป้องกันการทุ่มตลาดที่เข้าถึงได้ทุกอุตสาหกรรม เพื่อปกป้องเศรษฐกิจฐานราก
  • สงครามชายแดนไทย-กัมพูชา: เร่งคืนความปกติและความปลอดภัยให้ประชาชนชายแดน โดยทลายกระเป๋าสตางค์และความชอบธรรมของผู้นำกัมพูชาผ่านการปราบปรามธุรกิจสีเทาที่หล่อเลี้ยงเครือข่ายดังกล่าว รวมถึงการจัดการ MOU ไทย-กัมพูชาให้มีผลจริง ไม่ใช่แค่กระดาษ

นอกจากนี้ นายพริษฐ์ยังกังวลว่ารัฐบาลอาจก่อความเสียหายที่แก้ไขไม่ได้ เช่น การขายสมบัติชาติ โดยเฉพาะกรณีเขากระโดงที่กรมที่ดินกำลังตรวจสอบ พรรคประชาชนจะจับตาการออกโฉนดโดยมิชอบที่ ป.ป.ช. ชี้แล้ว เช่น แปลงที่ดิน 3466 และ 8564 ในบุรีรัมย์ และเรียกร้องให้การรถไฟแห่งประเทศไทยฟ้องศาลยุติธรรมเพื่อเพิกถอนทันที

สำหรับประเด็นรัฐธรรมนูญ นายพริษฐ์ย้ำว่าไม่คาดหวังให้เสร็จภายใน 4 เดือน แต่ต้องการให้รัฐบาลยืนยันโรดแม็ปชัดเจน เช่น จัดประชามติรอบแรกพร้อมเลือกตั้ง โดยรวมคำถาม 2 ข้อ: 1) เห็นด้วยกับรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ และ 2) เห็นด้วยกับร่างแก้ไขหมวด 15/1 หรือไม่ พรรครัฐบาลต้องผลักดันให้ผ่านวาระที่ 1 ภายใน 14-15 ตุลาคม พิจารณาวาระ 2-3 ภายในธันวาคม และเตรียมประชามติหลังปีใหม่ก่อนยุบสภาเดือนมกราคม

นอกจากนี้ รัฐบาลต้องสนับสนุนโมเดล สสร. (สภาปฏิรูปแห่งชาติ) ที่มีส่วนร่วมของประชาชน ไม่ว่าคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญจะเป็นอย่างไร เพื่อป้องกันการฮั้วและการกินรวบอำนาจ ““พริษฐ์” ยัน ปชน.พร้อมจับตานโยบายหาเสียง จี้เดินหน้าประชามติ แก้รธน.” จึงเป็นจุดยืนที่ชัดเจนของพรรคประชาชนในการปกป้องผลประโยชน์ประชาชน

ในมุมมองของผู้เขียน การเมืองไทยกำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญ หากรัฐบาลไม่ฟังเสียงฝ่ายค้านและเดินหน้าปฏิรูปจริง ประชาชนอาจต้องเผชิญวิกฤตยาวนานยิ่งขึ้น เราในฐานะประชาชนควรติดตามและมีส่วนร่วมในการผลักดันประชามติ เพื่อให้ประเทศไทยมีรัฐธรรมนูญที่สะท้อนเจตจำนงของประชาชนอย่างแท้จริง ลองคิดดูสิว่าถ้าเราไม่ทำตอนนี้ โอกาสครั้งนี้จะหลุดลอยไปอีกนานแค่ไหน?

ที่มา – “พริษฐ์” ยัน ปชน.พร้อมจับตานโยบายหาเสียง จี้เดินหน้าประชามติ แก้รธน.

สมคิด จี้ภูมิใจไทยแก้รัฐธรรมนูญใน 1 ปี

สมคิด จี้ภูมิใจไทยแก้รัฐธรรมนูญใน 1 ปี

ในวงการการเมืองไทยที่กำลังร้อนระอุ การแก้ไขรัฐธรรมนูญกลายเป็นประเด็นสำคัญที่ทุกฝ่ายจับตามอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากมุมมองของนายสมคิด เชื้อคง อดีตส.ส.อุบลราชธานี พรรคเพื่อไทย ที่ออกมาเรียกร้องให้พรรคภูมิใจไทยชี้แจงแผนการอย่างชัดเจน เรื่อง “สมคิด จี้ภูมิใจไทยแก้รัฐธรรมนูญใน 1 ปี” นี้ สะท้อนถึงความกังวลเกี่ยวกับความจริงใจของรัฐบาลในการผลักดันการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ

สมคิด จี้ภูมิใจไทยแก้รัฐธรรมนูญใน 1 ปี: พื้นหลังของประเด็น

วันที่ 28 กันยายน 2568 นายสมคิด ได้เปิดเผยถึงความคืบหน้าของการยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญจากพรรคเพื่อไทย พรรคภูมิใจไทย และพรรคประชาชน ซึ่งทั้งสามพรรคนี้ได้ส่งร่างเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาแล้ว ตอนนี้ขึ้นอยู่กับนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา ว่าจะบรรจุเข้าสู่วาระประชุมเมื่อใด หากต้องการเร่งรัด ก็สามารถเลื่อนวาระขึ้นมาได้ทันที นี่คือจุดเริ่มต้นของกระบวนการที่อาจเปลี่ยนโฉมหน้าทางการเมืองไทย

นายสมคิด มองว่าการพิจารณาในรัฐสภาน่าจะเริ่มต้นประมาณกลางเดือนตุลาคม ก่อนที่สมัยประชุมจะปิดลง หากพรรคภูมิใจไทยมีความจริงใจ พวกเขาสามารถผ่านวาระแรกพร้อมตั้งกรรมาธิการเพื่อพิจารณาประเด็นคำถามประชามติได้ จากนั้นเมื่อเปิดสมัยประชุมใหม่ในเดือนธันวาคม ก็สามารถดำเนินการวาระสองและสามได้โดยไม่ล่าช้า

ความจริงใจของรัฐบาล: จุดตัดสินชะตา

อย่างไรก็ตาม นายสมคิด ชี้ให้เห็นว่าหลังจากการแถลงนโยบายของรัฐบาล ทุกอย่างต้องชัดเจน โดยเฉพาะกำหนดการประชุมร่วมรัฐสภา หากมีการดึงเกมให้ช้า ก็อาจตีความได้ว่าพรรคภูมิใจไทยไม่จริงใจกับการแก้รัฐธรรมนูญ นอกจากนี้ การอ้างว่าร่างรัฐธรรมนูญใหม่จะเสร็จภายใน 1 ปีนั้น ดูเหมือนจะไม่สอดคล้องกับอายุรัฐบาลที่เหลือเพียง 120 วัน เว้นแต่จะมีเจตนาอื่นซ่อนอยู่ เช่น การยืดเยื้ออายุรัฐบาลให้ยาวนานกว่าเดิม

ประเด็น “สมคิด จี้ภูมิใจไทยแก้รัฐธรรมนูญใน 1 ปี” นี้ ไม่ใช่แค่เรื่องทางเทคนิค แต่สะท้อนถึงความเชื่อมั่นในระบบประชาธิปไตยของไทย การแก้รัฐธรรมนูญเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างความสมดุลอำนาจ ลดช่องว่างทางสังคม และเสริมสร้างสิทธิเสรีภาพให้ประชาชน หากรัฐบาลล้มเหลวในการแสดงความมุ่งมั่น อาจนำไปสู่ความไม่ไว้วางใจจากประชาชนและฝ่ายค้าน

จากข้อมูลล่าสุด การประชุมวิปสามฝ่ายได้กำหนดการอภิปรายร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญในวันที่ 14-15 ตุลาคม 2568 ซึ่งเป็นโอกาสสำคัญที่จะเห็นความคืบหน้า นักวิเคราะห์การเมืองหลายคนมองว่าปีนี้เป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดในการริเริ่มการเปลี่ยนแปลง เนื่องจากกระแสเรียกร้องจากประชาชนที่เพิ่มขึ้นหลังเหตุการณ์ทางการเมืองล่าสุด

  • จุดแข็งของการแก้ไข: ช่วยปรับปรุงโครงสร้างให้ทันสมัย ลดอำนาจที่ไม่สมดุล
  • อุปสรรคที่คาดการณ์: ความขัดแย้งระหว่างพรรคร่วมรัฐบาล
  • ผลกระทบต่อประชาชน: เพิ่มโอกาสในการมีส่วนร่วมผ่านประชามติ

นอกจากนี้ การดำเนินการต้องคำนึงถึงหลักนิติธรรมและการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน หากพรรคภูมิใจไทยตอบสนองต่อคำจี้ของสมคิดได้ดี การแก้รัฐธรรมนูญอาจกลายเป็นมรดกสำคัญของรัฐบาลชุดนี้ แต่หากไม่ ก็อาจถูกมองว่าเป็นเพียงเกมการเมืองเพื่อประโยชน์ส่วนตัว

ในมุมมองของผู้เขียน การเมืองไทยต้องการความโปร่งใสและความรวดเร็วในการแก้ปัญหาโครงสร้าง หาก “สมคิด จี้ภูมิใจไทยแก้รัฐธรรมนูญใน 1 ปี” นำไปสู่การอภิปรายที่เข้มข้น ก็จะเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติในระยะยาว ประชาชนควรติดตามและแสดงเสียงเพื่อผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริง

สุดท้ายนี้ เชื่อว่านี่คือโอกาสทองสำหรับการปฏิรูป หากรัฐบาลแสดงความจริงใจ ประเทศไทยจะก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคง

ที่มา – “สมคิด” จี้ภูมิใจไทยพูดให้ชัดวางเกมแก้รัฐธรรมนูญใน 1 ปี หวังอยู่ยาวหรือไม่

“พิสิษฐ์” ชี้ รับได้หากแก้ รธน. ไม่แตะหมวด 1-2

“พิสิษฐ์” เผยรับได้หากแก้รัฐธรรมนูญไม่แตะหมวด 1-2 รอดูร่างของพรรคการเมืองก่อน เชื่อ สว. พร้อมยกมือไม่มีการล็อบบี้ มองนักการเมืองกลัวอยู่ 2 คำ “ซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์-จริยธรรมร้ายแรง”

วันที่ 22 กันยายน 2568 นายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ในฐานะโฆษกวิปวุฒิสภา กล่าวถึงการพิจารณาร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญของพรรคการเมืองเกี่ยวกับกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ตามที่มีข้อกังวลเกี่ยวกับเสียงเห็นชอบจาก สว. 1 ใน 3 ว่า ในความเห็นส่วนตัวหากมีการเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ จะต้องมีการมาพิจารณาว่าแต่ละร่างมีเนื้อหาสาระอย่างไร แก้ไขอะไรบ้าง ส่วนตัวเห็นว่าหากการแก้ไม่แตะหมวด 1-2 พร้อมที่จะให้ความเห็น ขณะนี้ สว. ยังไม่ได้มีการพูดคุยหารือกันในเรื่องเกี่ยวกับร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ เบื้องต้นจะมีการประชุมวิป 3 ฝ่าย เพื่อกำหนดวันแถลงนโยบายรัฐบาล

นายพิสิษฐ์ กล่าวต่อไปว่า การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะต้องเป็นไปตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะโมเดลสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ที่ไม่สามารถมาจากการเลือกตั้งทางตรงได้ แต่ขณะนี้ยังไม่ได้เห็นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคการเมืองว่ามีเนื้อหาสาระอย่างไร จึงยังไม่สามารถให้ความเห็นได้ชัดเจน ซึ่งหากวุฒิสภาแต่ละคนได้เห็นร่างแก้ไขเพิ่มเติมอย่างชัดเจนอาจจะมีมุมมองเช่นเดียวกัน หากสมาชิกวุฒิสภาได้เห็นร่างแก้ไขเพิ่มเติมของแต่ละพรรคการเมืองมีเนื้อหารายละเอียดอย่างไร เชื่อว่า สว. ก็มีโอกาสได้หารือพูดคุยกัน พร้อมยังแสดงความเห็นว่าโมเดล ส.ส.ร. ที่มาจากการเลือกตั้งประชาชนทางอ้อม สามารถทำได้ ตามที่หลายภาคส่วนมีการเสนอโมเดลออกมา โดยไม่ได้เลือกตั้งโดยตรง เชื่อว่าไม่น่ามีปัญหาหรือขัดต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ

ขณะเดียวกัน นายพิสิษฐ์ เผยอีกว่า ผู้ที่ต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญมีเพียงนักการเมือง ส่วนตัวไม่มั่นใจว่าประชาชน ต้องการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ หรือทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ เพราะว่าสิ่งที่เราเห็นคือนักการเมืองกลัว กลัวรัฐธรรมนูญฉบับนี้ กลัวอยู่ 2 คำ สุจริตเป็นที่ประจักษ์ กับจริยธรรมอย่างร้ายแรง เป็น 2 คำที่นักการเมืองกลัวมาก ดังนั้นเขาจึงอยากแก้ ถามว่าประชาชนจะสนใจหรือไม่สุจริตเป็นที่ประจักษ์ หรือจริยธรรมอย่างร้ายแรง พบว่าไม่กระทบกระเทือน”

ในตอนท้าย นายพิสิษฐ์ ระบุถึงข้อสังเกตความสัมพันธ์กับ สว. และบ้านใหญ่ทางการเมืองบุรีรัมย์ จนได้ชื่อเป็น สว.สีน้ำเงิน ว่า เป็นความคิดเห็นของบุคคลอื่นที่มองกัน แต่ยืนยันว่า สว. ไม่ได้สังกัดพรรคการเมือง และตนเองไม่ได้รู้จักนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เป็นการส่วนตัว หรือนักการเมืองเป็นการส่วนตัว แต่การพูดคุยกันทุกอย่างอยู่บนหลักการคือพรรคการเมืองเสนอร่างมา หากวุฒิสภาเห็นชอบด้วยก็พร้อมที่จะยกมือให้ ยืนยันไม่มีการล็อบบี้.

“พิสิษฐ์” ชี้ รับได้หากแก้ รธน. ไม่แตะหมวด 1-2

จากกรณีที่นายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ได้ออกมากล่าวถึงการพิจารณาร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญของพรรคการเมือง ทำให้เกิดประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับท่าทีของ สว. ต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นที่ว่า รับได้หากแก้ รธน. ไม่แตะหมวด 1-2 ซึ่งถือเป็นจุดยืนที่ชัดเจนและอาจส่งผลต่อการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

การที่นายพิสิษฐ์ระบุว่า หากการแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่แตะหมวด 1-2 สว. พร้อมที่จะให้ความเห็นนั้น แสดงให้เห็นว่า สว. ให้ความสำคัญกับการรักษาสถาบันหลักของชาติไว้ ซึ่งเป็นไปตามบทบาทหน้าที่ของ สว. ในการพิทักษ์รัฐธรรมนูญและผลประโยชน์ของชาติ การแสดงท่าทีดังกล่าวอาจเป็นการส่งสัญญาณไปยังพรรคการเมืองต่างๆ ที่เสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญ ให้คำนึงถึงประเด็นนี้ในการยกร่างแก้ไข

นอกจากนี้ นายพิสิษฐ์ยังได้กล่าวถึงความกลัวของนักการเมืองต่อคำว่า “สุจริตเป็นที่ประจักษ์” และ “จริยธรรมอย่างร้ายแรง” ซึ่งเป็นประเด็นที่น่าสนใจและสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงการเมือง การที่นักการเมืองกลัวคำเหล่านี้ แสดงให้เห็นว่าการบังคับใช้กฎหมายและจริยธรรมยังไม่เข้มแข็งพอที่จะป้องกันและปราบปรามการทุจริตได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ประเด็นที่น่าสนใจ: สว. กับการ แก้ รธน. ไม่แตะหมวด 1-2 คืออะไร?

สิ่งที่น่าจับตามองต่อไปคือ ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคการเมืองต่างๆ จะมีเนื้อหาสาระอย่างไร และ สว. จะมีท่าทีอย่างไรต่อร่างแก้ไขเหล่านั้น การพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นกระบวนการที่สำคัญและซับซ้อน ซึ่งต้องอาศัยความรอบคอบและพิจารณาอย่างถี่ถ้วน เพื่อให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นไปในทิศทางที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชนอย่างแท้จริง

การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นประเด็นที่มีความสำคัญและเกี่ยวข้องกับอนาคตของประเทศ การที่ สว. แสดงท่าทีชัดเจนว่าจะ รับได้หากแก้ รธน. ไม่แตะหมวด 1-2 นั้น ถือเป็นสัญญาณที่สำคัญและอาจส่งผลต่อทิศทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญในอนาคต สิ่งที่ประชาชนควรทำคือติดตามข่าวสารและข้อมูลเกี่ยวกับประเด็นนี้อย่างใกล้ชิด เพื่อให้เข้าใจถึงเหตุผลและผลกระทบของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และร่วมกันแสดงความคิดเห็นเพื่อสร้างสรรค์สังคมที่ดีขึ้น

การที่นายพิสิษฐ์กล่าวว่า สว. พร้อมที่จะยกมือให้หากเห็นชอบด้วย และยืนยันว่าไม่มีการล็อบบี้นั้น เป็นเรื่องที่ต้องติดตามต่อไปว่าจะเป็นจริงหรือไม่ เพราะการลงมติแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องที่มีความสำคัญและอาจมีแรงกดดันทางการเมืองเกิดขึ้นได้

สถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบันมีความไม่แน่นอนสูง การแก้ไขรัฐธรรมนูญจึงเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด การที่ สว. ออกมาแสดงท่าทีว่าจะ รับได้หากแก้ รธน. ไม่แตะหมวด 1-2 นั้น เป็นสัญญาณที่สำคัญและอาจส่งผลต่อทิศทางการเมืองในอนาคต

ที่มา – รับได้หากแก้ รธน. ไม่แตะหมวด 1-2 “พิสิษฐ์” เชื่อ สว. พร้อมยกมือ ไม่มีล็อบบี้

ปชน. ผุดโมเดลยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ คนละเรื่อง สว.

“พริษฐ์” เผย พรรคประชาชนผุดโมเดล 2 คณะยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ชี้ คนละเรื่องกับการเฟ้น สว. ที่เลือกกันเอง ลั่น ถ้าทุกพรรคมีความตั้งใจก็ไม่เป็นปัญหา

วันที่ 17 กันยายน 2568 นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.แบบบัญชีรายชื่อ และโฆษกพรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ที่รัฐสภา ถึงข้อเสนอของพรรคประชาชน (ปชน.) เกี่ยวกับการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่จะผ่านกลไกเลือกสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ด้วยโมเดล 2 คณะ คือ คณะผู้ร่างรัฐธรรมนูญ และคณะผู้แทนประชาชน ว่า มีความใกล้เคียงกับโมเดลที่เราเคยเสนอไปแล้ว ใน ส.ส.ร. ที่มาจากการเลือกตั้ง เพราะการเลือก 2 ใบนั้น ไม่ได้ต่างกับการเลือก สส.เขต และ สส.บัญชีรายชื่อ คิดว่าไม่ได้ซับซ้อนเกินไป แต่ทำให้ประชาชนมีส่วนร่วม คณะผู้แทนประชาชน คล้ายกับสภาที่ปรึกษา หรือสภากำกับดูแล จะเป็นคนที่มีตัวแทนทุกจังหวัดที่มาจากการเลือกตั้ง มีหน้าที่รวบรวมความเห็นจากประชาชน และเมื่อมีความคืบหน้าของร่าง ก็นำไปรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ไม่ได้นำมายกร่าง หรือเขียนข้อความ เรากังวลถึงคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ระบุ รัฐสภาไม่อาจให้ประชาชนเลือกผู้ร่างโดยตรง เราจึงวางเป็น 2 คณะแบบนี้

เมื่อถามต่อ มั่นใจว่าปิดช่องไว้ครบหมดแล้วใช่หรือไม่ ว่าจะไม่มีคนไปร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญในภายหลัง นายพริษฐ์ ย้ำว่า ในมุมของพรรคประชาชนเรายกร่างโดยพยายามให้ประชาชนมีส่วนร่วมให้มากที่สุด และไม่ได้ขัดคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ เชื่อว่าพรรคอื่นก็คำนึงถึงตรงนี้ แต่หากพูดระหว่างทางไม่ใช่ว่าใครจะเป็นคนร้องได้ เพราะเป็นมติของรัฐสภา หากเราเห็นตรงกันก็ไม่มีใครไปร้องได้ ถ้าทุกพรรคมีความตั้งใจก็ไม่เป็นปัญหา

ผู้สื่อข่าวถามอีกว่า มีกลไกป้องกันไม่ให้อิทธิพลการเมืองเข้ามาครอบงำผู้สมัคร เช่น กรณีฮั้วเลือก สว. ที่ผ่านมาหรือไม่ นายพริษฐ์ ตอบว่า ไม่เหมือนการเลือก สว. อยู่แล้ว ไม่ใช่ให้ผู้สมัครคัดเลือกกันเอง ไม่มีอะไรใกล้เคียงกับการเลือก สว.เลย ส่วนเรื่องอิทธิพลทางการเมือง ถ้าเรายึดมั่นในหลักการของระบอบประชาธิปไตย เราให้ความสำคัญกับกระบวนการเลือกตั้งที่ประชาชนมีหนึ่งสิทธิ์หนึ่งเสียงตัดสินใจในแต่ละเรื่อง หากเรากังวลใจว่าคณะไหนจะถูกอิทธิพลกลุ่มการเมืองมาผูกขาดหรือไม่ วิธีการที่ดีที่สุดคือการส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมมากที่สุด เพราะจะทำให้ไม่สามารถมีกลุ่มทางการเมืองกลุ่มใดผูกขาดการกำกับคณะดังกล่าวได้ เพราะประชาชนโดยธรรมชาติย่อมมีความเห็นที่หลากหลาย.

ปชน. ผุดโมเดล 2 คณะยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ชี้ คนละเรื่องกับการเฟ้น สว.

พรรคประชาชน (ปชน.) ได้นำเสนอโมเดลใหม่ในการยกร่างรัฐธรรมนูญ โดยแบ่งเป็น 2 คณะ ซึ่งเป็นแนวทางที่แตกต่างจากการคัดเลือก สว. ในปัจจุบัน ประเด็นนี้กำลังได้รับความสนใจอย่างมากในวงการการเมือง และอาจเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ

ปชน. มองการยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ต่างจากการเลือก สว.

นายพริษฐ์ วัชรสินธุ ได้เน้นย้ำว่า กระบวนการปชน. ผุดโมเดล 2 คณะยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ชี้ คนละเรื่องกับการเฟ้น สว. นั้นแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง โดยการยกร่างรัฐธรรมนูญจะเน้นการมีส่วนร่วมของประชาชนเป็นสำคัญ ในขณะที่การเลือก สว. มีข้อจำกัดและอาจถูกครอบงำได้ง่ายกว่า โมเดลของ ปชน. จึงมุ่งหวังที่จะให้ประชาชนมีสิทธิ์มีเสียงในการกำหนดอนาคตของประเทศอย่างแท้จริง

ข้อเสนอของ ปชน. มีรายละเอียดที่น่าสนใจดังนี้:

  • คณะผู้ร่างรัฐธรรมนูญ: มีหน้าที่ยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
  • คณะผู้แทนประชาชน: ทำหน้าที่รับฟังความคิดเห็นของประชาชน และนำเสนอต่อคณะผู้ร่าง

การแบ่งเป็น 2 คณะนี้ มีจุดประสงค์เพื่อป้องกันการผูกขาดอำนาจ และเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนของสังคมมีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางของประเทศ

การที่ปชน. ผุดโมเดล 2 คณะยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ชี้ คนละเรื่องกับการเฟ้น สว. นั้น แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะปฏิรูประบบการเมืองไทยให้มีความเป็นประชาธิปไตยมากยิ่งขึ้น โดยเน้นการมีส่วนร่วมของประชาชนและความโปร่งใสในการดำเนินงาน

โมเดลนี้ได้รับการออกแบบมาเพื่อหลีกเลี่ยงข้อกังวลที่ศาลรัฐธรรมนูญเคยมีเกี่ยวกับการให้ประชาชนเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญโดยตรง ทำให้มีความเป็นไปได้สูงที่จะได้รับการยอมรับจากทุกฝ่าย

การที่ทุกพรรคการเมืองให้ความร่วมมือและมีความตั้งใจจริง จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้โมเดลนี้ประสบความสำเร็จ และนำไปสู่การยกร่างรัฐธรรมนูญที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติอย่างแท้จริง

ปชน. ผุดโมเดล 2 คณะยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ชี้ คนละเรื่องกับการเฟ้น สว. ถือเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาระบอบประชาธิปไตยของไทย การเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการร่างรัฐธรรมนูญ จะช่วยสร้างความชอบธรรมและความยั่งยืนให้กับรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และเป็นรากฐานที่มั่นคงสำหรับการพัฒนาประเทศในอนาคต

การติดตามความคืบหน้าของโมเดลนี้ และการแสดงความคิดเห็นอย่างสร้างสรรค์ จะเป็นส่วนสำคัญในการผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมไทยโดยรวม

ที่มา – ปชน. ผุดโมเดล 2 คณะยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ชี้ คนละเรื่องกับการเฟ้น สว.

นายกฯ ค้านพนัน รอถก สส. แก้ รธน. เปิดตัว รมว.ยุติธรรม

“อนุทิน” จ่อรื้อโยกย้ายมหาดไทยคืนความยุติธรรม พร้อมทบทวนโป๊กเกอร์ ลั่น ไม่เห็นด้วยใช้พนันกระตุ้นเศรษฐกิจ คงต้องรอนายกฯ คนอื่น แจงตรวจประวัติรมต. ต้องใช้เวลา จ่อเปิดตัวว่าที่ รมว.ยุติธรรม

เมื่อเวลา 15.30 น. วันที่ 10 กันยายน 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ที่พรรคภูมิใจไทย กรณีนั่งควบตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย (มท.1) จะพิจารณากรณีที่มีการแก้ระเบียบกระทรวงมหาดไทยให้กีฬาโป๊กเกอร์ถูกกฎหมาย รวมถึงพิจารณาสัญชาติให้ นายเบนจามิน เมาเออร์เบอร์เกอร์ ล็อบบี้ยิสต์ที่ถูกปฏิเสธไปก่อนหน้านี้หรือไม่ ว่า ต้องรอให้ตนเข้ากระทรวงก่อน แต่ตนกับเรื่องการพนันเคยบอกแล้วว่าที่มีอยู่ประเภทต่างๆ ถ้านอกเหนือจากนั้นต้องพิจารณาเป็นเรื่องๆ ไป จะมาบอกว่ากระตุ้นเศรษฐกิจโดยการใช้การพนัน คงต้องรอนายกฯ คนอื่น อย่ารอตนเลย เพราะไม่เห็นด้วยทางนี้

ผู้สื่อข่าวถามต่อ จะทบทวนให้โป๊กเกอร์กลับไปเป็นสิ่งผิดกฎหมายหรือไม่ นายอนุทิน ระบุว่า ตนตอบไปชัดเจนแล้ว แต่ขอทราบรายละเอียดก่อน เพราะหลังจากตนออกจากตำแหน่ง รมว.มหาดไทย 2 วัน ปรากฏว่าประกาศเรื่องนี้เข้ามาเลยและไม่ได้มาบอกตน ไม่รู้จะไปถามใครเพราะไม่มีหน้าที่แล้ว แต่เมื่อกลับมากำลังจะมีหน้าที่ก็จะเชิญคนที่แก้ เช่น กรมการปกครอง เพราะตอนที่ตนเป็น รมว.มหาดไทย ก็บอกว่าไม่ควรทำ แต่พอตนไม่อยู่ก็ทำก็ต้องเชิญมาถาม

นายกฯ ค้านพนันกระตุ้นเศรษฐกิจ รอหารือ สส. ปมแก้ รธน. จ่อเปิดตัวว่าที่ รมว.ยุติธรรม

ส่วนกรณีที่มีการโยกย้ายข้าราชการกระทรวงมหาดไทยที่มองว่าไม่เป็นธรรม จะคืนความเป็นธรรมให้หรือไม่ นายอนุทิน ตอบว่า ประเทศอยู่ได้ด้วยธรรมะและความยุติธรรม ที่ผ่านมาไม่มีความยุติธรรมและบางครั้งไม่ค่อยมีธรรมะ เราก็เอาธรรมะและความยุติธรรมกลับมาสู่ประเทศของเราอีกครั้ง เมื่อถามย้ำว่าจะทบทวนคนที่ถูกโยกย้ายใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่าแน่นอน

ทางด้านประเด็น ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้ทำประชามติแก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับ 2 หรือ 3 ครั้ง จะต้องปรึกษาพรรคประชาชนก่อนหรือไม่ นายอนุทิน เผยว่า ต้องปรึกษากับสมาชิกรัฐสภาว่ามีความเห็นอย่างไร ขณะนี้ตนเพิ่งได้รับข้อมูลจากข่าวศาลรัฐธรรมนูญแต่ยังไม่อ่านรายละเอียด ดังนั้น ขออ่านรายละเอียดและสอบถามข้อมูลก่อน

ในประเด็นว่าระยะเวลา 4 เดือนจะเป็นเงื่อนไขให้ยืดเวลาเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เสร็จตามที่ตกลงไว้หรือไม่ นายกฯ ค้านพนันกระตุ้นเศรษฐกิจ รอหารือ สส. ปมแก้ รธน. จ่อเปิดตัวว่าที่ รมว.ยุติธรรม นายอนุทิน ตอบว่าเป็นคนละเรื่องกัน เมื่อถามอีกว่าในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดแรก จะตั้งไข่เรื่องทำประชามติเลยหรือไม่ นายกฯ ระบุว่า ทุกอย่างมีไทม์ไลน์ของมันอยู่แล้ว

เมื่อถามถึงผลการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (General Border Committee: GBC) ไทย-กัมพูชา สมัยพิเศษ ครั้งที่ 1 ที่ พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม รักษาราชการแทน รมว.กลาโหม เข้าร่วมที่จังหวัดเกาะกง ประเทศกัมพูชา ซึ่งมีรายงานข่าวว่าที่ประชุมมีมติให้ถอนอาวุธหนักและยุทโธปกรณ์ทำลายล้างสูงออกจากพื้นที่ชายแดน นายกฯ กล่าวว่า ตนต้องได้รับรายงานโดยตรงจากพล.อ.ณัฐพล ก่อน

สำหรับกรณีมีการให้ผ่อนปรนการเปิดด่านชายแดนด้วยนั้น นายอนุทิน เผยว่า ตอนนี้ได้รับรายงานแค่จากสื่อต่างๆ ทางไลน์ ตนจะเอามาอ้างอิงก่อนไม่ได้จนกว่า พล.อ.ณัฐพล รายงานเข้ามา ซึ่ง พล.อ.ณัฐพล ก็รับปากกับตนแล้วว่ากลับถึงประเทศไทยก็จะโทรศัพท์มานัดเวลากับตน

ความคืบหน้าล่าสุด นายกฯ ค้านพนันกระตุ้นเศรษฐกิจ รอหารือ สส. ปมแก้ รธน. จ่อเปิดตัวว่าที่ รมว.ยุติธรรม

นอกจากนี้ นายอนุทิน ยังให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าการตรวจสอบประวัติ ครม. ว่า เลขาธิการคณะรัฐมนตรี ได้รับรายชื่อและส่งไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มีการตอบกลับมาหลายคนแล้ว และจะทยอยตอบกลับมา so far so good เมื่อถามต่อว่าจะเสร็จสิ้นการตรวจสอบคุณสมบัติเมื่อใด นายอนุทิน กล่าวว่า บางทีมีความล่าช้าเนื่องจากต้องไปถามหน่วยงานทุกจังหวัด ซึ่งมีทั้งหมด 77 จังหวัด ตนเองก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน แต่สำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรีกล่าวว่าเป็นไปตามข้อปฏิบัติ จึงต้องให้ดำเนินการเรื่องนี้ ซึ่งเป็นเรื่องดีเอาให้มันจบทั้งหมด เพราะพอบอกไม่มีปัญหา ตั้งไป 3 วันกลับมีปัญหา ก็ให้มันจบ เมื่อทุกอย่างส่งกลับมาเรียบร้อยจะเรียกประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อสรุปให้มีความเห็นตรงกันอีกครั้งว่าข้อมูลครบถ้วนสมบูรณ์และจะเร่งนำขึ้นทูลเกล้าฯ ต่อไป

ในกรณีบุคคลที่อาจมีปัญหา เช่น นายวรภัค ธันยาวงษ์ ที่มีคดีความใน ป.ป.ช. นายอนุทิน ตอบกลับว่า อย่าเอ่ยชื่อบุคคล ทุกคนได้รับการส่งชื่อไปตรวจสอบประวัติในทุกๆ ด้านอยู่แล้ว คนที่ตรวจสอบก็เป็นองค์กรอิสระ หรือเป็นหน่วยงานที่ต้องดูแลในเรื่องของทะเบียนประวัติอะไรต่างๆ เมื่อตอบมาเป็นอย่างไรก็อย่างนั้น ยืนยันว่าทุกคนที่มีปัญหาก็เป็นไม่ได้ ส่วนที่มีบุคคลที่ส่งชื่อไปแล้วถูกตีกลับมีปัญหา นายอนุทิน ยืนยันว่าตอนนี้ยังไม่มี เมื่อส่งกลับมา เลขาธิการ ครม. ก็จะรวบรวมและสรุปให้ตนเองทราบ ถ้าไม่ผ่านก็เสนอไม่ได้

ขณะที่จะสามารถสรุปรายชื่อนำขึ้นทูลเกล้าฯ เมื่อใดนั้น นายอนุทิน บอกว่ายังระบุไม่ได้ เพราะไม่ได้ตรวจสอบเอง ต้องส่งไปยังองค์กรต่างๆ แต่ละองค์กรทราบอยู่แล้วว่าจะต้องเร่งอย่างเต็มที่ เพราะเป็นเรื่องของการบริหารราชการแผ่นดิน

ผู้สื่อข่าวถามต่อไป จะพูดอะไรกับประชาชนหรือไม่เรื่องการจัดโผ ครม. ครั้งนี้ที่ทุกคนคาดหวังและเห็นโฉมหน้าพอดูได้ และกำลังรออยู่ นายอนุทิน กล่าวว่า เร่งดำเนินการอยู่ แต่ก็อยู่ในห้วงเวลา ตนถามทีมงานตลอดเวลา ต้องทำให้เสร็จในห้วงเวลาตรงไหนที่ช้า ต้องใช้กลไกนั้นเร่ง แต่ทีมงานก็เปรียบเทียบว่าตอนนี้ยังไม่อยู่ในการควบคุมของเรา อยู่ในระหว่างการตรวจสอบประวัติ ความร่วมมือจากหน่วยงานอื่นๆ ที่ไม่ได้สังกัดรัฐบาล ก็ได้แต่บอกถึงความจำเป็นให้เร่งตรวจสอบโดยเร็ว แต่ดีแล้วที่ตรวจสอบโดยละเอียด ถ้าเร่งๆ มา เดี๋ยวตอบมาว่าไม่มีอะไร อีกแป๊บจะเจอแล้วจะยุ่งเหมือนกัน จึงขอให้มีความละเอียดให้ได้มากที่สุด

ขณะผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า สำหรับเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ที่ดูเหมือนว่าจะเหลือเพียงตำแหน่งเดียวที่ยังไม่ ล่าสุดได้ชื่อแล้วซึ่งจะเปิดตัวในเร็วๆ นี้คาดว่าเป็นโควตาคนนอก.

การตัดสินใจของนายกฯ ในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความรอบคอบในการพิจารณาเรื่องต่างๆ อย่างถี่ถ้วน โดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของประชาชนและประเทศชาติ โดยการรับฟังความคิดเห็นจากทุกฝ่าย จะช่วยให้การตัดสินใจเป็นไปอย่างเป็นธรรมและรอบด้านมากยิ่งขึ้น การเปิดตัวรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมคนใหม่ ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการบริหารประเทศ และจะเป็นที่จับตาของประชาชนอย่างใกล้ชิด

ที่มา – นายกฯ ค้านพนันกระตุ้นเศรษฐกิจ รอหารือ สส. ปมแก้ รธน. จ่อเปิดตัวว่าที่ รมว.ยุติธรรม

สว.นันทนา ถาม ภูมิใจไทย อยากแก้รัฐธรรมนูญทำไมไม่ทำตั้งแต่แรก

“สว.นันทนา” ถามพรรคภูมิใจไทย อยากแก้รัฐธรรมนูญทำไมไม่ทำตั้งแต่แรก หลังไม่โหวตรับ พ.ร.บ.ประชามติ ชี้ อาจจะมีหักเหลี่ยมพรรคประชาชน หลังโหวตนายกฯ มองแก้ไขรัฐธรรมนูญควรทำทั้งฉบับ

วันที่ 1 กันยายน 2568 นางสาวนันทนา นันทวโรภาส สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่พรรคการเมืองเสนอเตรียมให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ว่า วิกฤติทางการเมือง การจัดตั้งรัฐบาล การถอดถอนฝ่ายบริหาร รวมถึงขอบเขตอำนาจขององค์กรอิสระที่มีอย่างกว้างขวาง ล้วนเกิดจากจุดบกพร่องของรัฐธรรมนูญปี 2560 เพราะไม่ได้เปิดโอกาสให้กับประชาชนได้มีส่วนร่วมในการแก้ไข แต่กลับมาจาก ส.ส.ร. จำนวน 20 ราย ที่ถูกตั้งด้วยมติของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)

ทั้งนี้ ตนก็เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แม้ว่าขณะนี้จะช้ามาหน่อย แต่ความจริงแล้วควรจะเกิดการแก้ไขมานานแล้ว เพราะการเลือกตั้งใหญ่ฝ่ายพรรคการเมืองก็หาเสียงเลือกตั้งได้นโยบายแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ลงมือทำ พรรคประชาชนที่ตั้งใจก็กลับกลายเป็นฝ่ายค้าน ส่วนจะต้องยกร่างทั้งฉบับหรือแก้ไขมาตรานั้น นางสาวนันทนา มองว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้เปรียบเสมือนเรือที่มีรูรั่วและคงจมไปแล้ว การแก้ไขทีละมาตราอาจจะใช้เวลานานเป็น 100 ปี จึงเห็นว่าควรจะยกร่างทั้งฉบับ และอยากให้มีการให้ความสำคัญกับที่มาของคณะกรรมการยกร่างฯ

ส่วนการที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) พรรคเพื่อไทย เสนอให้มีการใช้รัฐธรรมนูญปี 2540 ไปพลางก่อนนั้น นางสาวนันทนา ระบุว่า ตามกระบวนการไม่อาจทำได้ เพราะรัฐธรรมนูญปี 2540 ถูกฉีกทิ้งไปและร่างฉบับใหม่มาแล้ว ไม่สามารถที่จะวางกฎหมายฉบับใดและหยิบอีกฉบับหนึ่งมาใช้ แต่สิ่งที่ตนเข้าใจคือพรรคเพื่อไทยเสนอให้นำกรอบของรัฐธรรมนูญปี 2540 มาช่วยในการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งก็จะทำให้ยกร่างเร็วขึ้น

ผู้สื่อข่าวถามถึงความเห็นในท่าทีกับการที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญ ระหว่างพรรคเพื่อไทยและพรรคภูมิใจไทย ซึ่งทั้งสองพรรคกำลังเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลในขณะนี้ นางสาวนันทนา มองว่า ทั้งสองพรรคเมื่อมาเป็นรัฐบาลแล้ว ที่ผ่านมาตนเห็นว่าเป็นการขัดขวางการแก้ไขมากกว่า พรรคเพื่อไทยเหมือนจะพยายามแก้ไข แต่สุดท้ายก็มีการยื่นศาลรัฐธรรมนูญให้ตีความเรื่องการทำประชามติ แต่พรรคภูมิใจไทยชัดเจนว่าไม่มีเจตจำนงในการแก้ ตั้งแต่การจัดทำร่างพระราชบัญญัติออกเสียงประชามติ ซึ่งคณะกรรมาธิการฝ่ายวุฒิสภา ก็กลับมติที่ประชุมไปสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของพรรคภูมิใจไทย ในการเสนอให้ออกเสียงประชามติแบบสองชั้น (Double Majority) จนกระทั่งทำให้วาระกฎหมายเลื่อนออกไปอีก 180 วัน

“ถ้าอยากจะแก้จริง ออกเสียงประชามติแบบชั้นเดียวทั่วโลกก็ใช้กัน แต่นี่ไม่เอา ซึ่งตอนนั้นเราคาดหวังว่าถ้า สว. โหวตผ่านร่างพระราชบัญญัติออกมา เราก็จะเริ่มนับหนึ่งออกเสียงประชามติได้ตั้งแต่การเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) เมื่อปลายปีที่แล้ว แต่นับหนึ่งไม่ได้เพราะว่าพรรคภูมิใจไทยไม่ยอม”

ในช่วงท้าย นางสาวนันทนา ตั้งข้อสังเกตว่าจะมีอะไรอยู่เบื้องหลังหรือไม่ เพราะอยู่ดีๆ พรรคภูมิใจไทยก็กลับมารับข้อเสนอในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เป็นเพียงการตอบรับเพราะอยู่ในช่วงที่กำลังจะได้รับอำนาจขึ้นมาเป็นรัฐบาล แล้วจะมีความเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหนในการจะแก้รัฐธรรมนูญจริงๆ

สว.นันทนา ถาม ภูมิใจไทย อยากแก้รัฐธรรมนูญทำไมไม่ทำตั้งแต่แรก

ประเด็นร้อนทางการเมืองที่ถูกพูดถึงอย่างต่อเนื่องคือ เรื่องของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่ง สว. นันทนา ได้ออกมาตั้งคำถามถึงพรรคภูมิใจไทยว่า อยากแก้รัฐธรรมนูญทำไมไม่ทำตั้งแต่แรก

ทำไมต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญ?

หลายฝ่ายเห็นพ้องกันว่า รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันมีข้อบกพร่องที่ควรแก้ไข เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและเป็นประชาธิปไตยมากยิ่งขึ้น ประเด็นสำคัญที่ถูกหยิบยกมาพูดถึง ได้แก่

  • ที่มาของ ส.ส.ร.: ส.ส.ร. ที่มาจากการแต่งตั้งโดย คสช. ทำให้ขาดความชอบธรรมในการเป็นตัวแทนของประชาชน
  • ขอบเขตอำนาจขององค์กรอิสระ: ขอบเขตอำนาจที่กว้างขวางขององค์กรอิสระ อาจส่งผลกระทบต่อการบริหารประเทศ
  • การมีส่วนร่วมของประชาชน: รัฐธรรมนูญไม่ได้เปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการแก้ไขอย่างแท้จริง

ท่าทีของพรรคภูมิใจไทยต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

นางสาวนันทนาได้ตั้งข้อสังเกตถึงท่าทีของพรรคภูมิใจไทยในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยระบุว่า ที่ผ่านมา พรรคภูมิใจไทยมีท่าทีขัดขวางการแก้ไขมาโดยตลอด ตั้งแต่การลงมติในร่างพระราชบัญญัติออกเสียงประชามติ

การที่พรรคภูมิใจไทยกลับมาแสดงท่าทีสนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญในขณะนี้ ทำให้เกิดคำถามว่า เป็นเพียงการตอบรับเพื่อหวังผลทางการเมืองหรือไม่ และการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะเกิดขึ้นจริงได้มากน้อยแค่ไหน

การอยากแก้รัฐธรรมนูญทำไมไม่ทำตั้งแต่แรก เป็นประเด็นที่น่าสนใจ และควรได้รับการพิจารณาอย่างรอบคอบ เพื่อให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นไปเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนอย่างแท้จริง

การอยากแก้รัฐธรรมนูญทำไมไม่ทำตั้งแต่แรก เป็นคำถามที่สะท้อนความรู้สึกของหลาย ๆ คนในสังคม ที่ต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้น

การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย เพื่อให้ได้รัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยและเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติอย่างแท้จริง มาร่วมกันติดตามความคืบหน้าและแสดงความคิดเห็น เพื่อให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นไปในทิศทางที่ถูกต้อง

ที่มา – “สว.นันทนา” ถาม “ภูมิใจไทย” อยากแก้รัฐธรรมนูญทำไมไม่ทำตั้งแต่แรก

Scroll to top