ประชุมครม

เปิดจุดผ่านแดนถาวรสะเดาแห่งใหม่ 11 ก.ค. นี้

ข่าวดีสำหรับชาวใต้และผู้ประกอบการค้าชายแดนครับ! ล่าสุดมีมติ ครม. ไฟเขียวเปิดจุดผ่านแดนถาวรสะเดาแห่งใหม่ 11 ก.ค. นี้ ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญที่จะช่วยยกระดับระบบโลจิสติกส์และการท่องเที่ยวระหว่างไทย-มาเลเซียให้คึกคักยิ่งขึ้นกว่าเดิม

เปิดจุดผ่านแดนถาวรสะเดาแห่งใหม่ 11 ก.ค. นี้

การปรับโฉมด่านสะเดาในครั้งนี้ จะช่วยลดความแออัดและเพิ่มประสิทธิภาพในการตรวจคนเข้าเมืองและพิธีการศุลกากร โดยการเปิดจุดผ่านแดนถาวรสะเดาแห่งใหม่ 11 ก.ค. นี้ ถือเป็นการเตรียมความพร้อมรองรับนักท่องเที่ยวและภาคธุรกิจขนส่งที่เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจในพื้นที่ภาคใต้ของไทยโดยตรง

ความสำคัญของการเปิดจุดผ่านแดนถาวรสะเดาแห่งใหม่ 11 ก.ค. นี้

การดำเนินการครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่การเปิดด่านใหม่ แต่ยังรวมถึงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานโดยรอบเพื่อให้การเดินทางและการขนส่งสินค้าเป็นไปอย่างรวดเร็วและปลอดภัย โดยมีรายละเอียดที่น่าสนใจดังนี้:

  • กำหนดเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 11 กรกฎาคม 2569 เป็นต้นไป
  • เวลาทำการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 05.00 น. ถึง 23.00 น.
  • ปรับปรุงเส้นทางเชื่อมต่อเพื่อรองรับปริมาณรถยนต์ที่หนาแน่น
  • มาตรการอำนวยความสะดวกด้านศุลกากรสำหรับนักลงทุนและผู้ประกอบการ

นอกจากเรื่องของด่านสะเดาแล้ว รัฐบาลยังได้ขยายความร่วมมือกับประเทศมาเลเซียในมิติต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านความมั่นคง การพัฒนาพื้นที่ชายแดน และการส่งเสริมความร่วมมือระดับอาเซียน เพื่อต้อนรับโอกาสครบรอบ 70 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างสองประเทศอีกด้วย

สำหรับพี่น้องประชาชนและผู้ประกอบการที่จำเป็นต้องเดินทางผ่านเส้นทางนี้เป็นประจำ ผมแนะนำให้ศึกษาเส้นทางและระเบียบการใหม่ๆ จากทางจังหวัดสงขลา เพื่อให้การเตรียมตัวเป็นไปอย่างราบรื่นครับ การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ถือเป็นสัญญาณที่ดีมากสำหรับเศรษฐกิจในฝั่งชายแดนบ้านเรา เชื่อว่าเมื่อระบบด่านใหม่ทำงานได้อย่างเต็มรูปแบบ จะช่วยกระตุ้นการท่องเที่ยวและสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในพื้นที่ได้อย่างมหาศาลเลยครับ

ที่มา – ครม. ไฟเขียวเปิดจุดผ่านแดนถาวรสะเดาแห่งใหม่ 11 ก.ค. นี้ หนุนการค้า-ท่องเที่ยว ชายแดนไทย–มาเลเซีย

“มนพร” เผย เพื่อไทยพร้อมโหวตหนุนไม่นิรโทษกรรม 112

“มนพร” เผย เพื่อไทยพร้อมโหวตหนุนไม่นิรโทษกรรม 112 พร้อมประเมินผลงานรัฐมนตรี

กลายเป็นประเด็นร้อนที่หลายฝ่ายจับตามองในแวดวงการเมืองไทย เมื่อนางมนพร เจริญศรี รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์ล่าสุด โดยเฉพาะประเด็น “มนพร” เผย เพื่อไทยพร้อมโหวตหนุนไม่นิรโทษกรรม 112 ซึ่งถือเป็นจุดยืนสำคัญของพรรคในการขับเคลื่อนร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข ให้เดินหน้าต่อไปได้โดยไม่สะดุด

นางมนพรระบุว่า ทางวิปรัฐบาลได้มีมติเห็นชอบตามที่วุฒิสภาแก้ไขร่าง พ.ร.บ. ดังกล่าว โดยไม่มีการนิรโทษกรรมในส่วนของมาตรา 112 สำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี ซึ่งพรรคเพื่อไทยตัดสินใจที่จะโหวตเห็นชอบตามนั้นทันที เพื่อไม่ให้กระทบต่อผู้ที่ควรได้รับการนิรโทษกรรมกว่า 6,000 คน ที่กำลังรอความช่วยเหลืออยู่ หากมัวแต่ตั้งคณะกรรมาธิการร่วมจะทำให้กระบวนการล่าช้าออกไปอีก

การประเมินผลงานรัฐมนตรีและจุดยืน “มนพร” เผย เพื่อไทยพร้อมโหวตหนุนไม่นิรโทษกรรม 112

ในส่วนของคำถามเรื่องที่นายกรัฐมนตรีได้คาดโทษรัฐมนตรีที่ไม่มีผลงานนั้น นางมนพรกล่าวอย่างมั่นใจว่าไม่รู้สึกกังวล เพราะที่ผ่านมาพรรคเพื่อไทยมีการประเมินผลงานกันทุกสัปดาห์ โดยเฉพาะในรอบ 4 เดือนที่ผ่านมา รัฐมนตรีทุกคนทำงานอย่างหนักเพื่อผลักดันนโยบายให้เป็นรูปธรรม

สิ่งที่น่าสนใจจากการแถลงครั้งนี้คือ:

  • พรรคเพื่อไทยเน้นย้ำความสำคัญของการสร้างความสามัคคีในชาติ
  • ยืนยันว่ากลไกศาลเยาวชนและครอบครัวมีศักยภาพเพียงพอในการดูแลเยาวชนโดยไม่จำเป็นต้องพ่วงมาตรา 112 เข้ากับร่าง พ.ร.บ. นี้
  • การบริหารงานในพรรคนั้นเป็นไปอย่างเข้มข้น โปร่งใส และมีการตรวจสอบผลงานอย่างใกล้ชิด

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีกระแสกดดันเรื่องการปรับคณะรัฐมนตรี แต่ทางพรรคเพื่อไทยยังคงเดินหน้าทำงานตามพันธสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชนอย่างเต็มที่ การที่ “มนพร” เผย เพื่อไทยพร้อมโหวตหนุนไม่นิรโทษกรรม 112 เป็นการแสดงให้เห็นถึงความต้องการที่มุ่งเน้นความสงบเรียบร้อยและก้าวข้ามความขัดแย้ง เพื่อให้ร่างกฎหมายที่ช่วยเหลือประชาชนจำนวนมากในวงกว้างสามารถผ่านสภาฯ ออกมาบังคับใช้ได้จริงโดยเร็วที่สุด

สุดท้ายนี้ การทำงานการเมืองในยุคปัจจุบันความเร็วและความถูกต้องต้องควบคู่กันไป การรักษาเสถียรภาพของรัฐบาลผ่านผลงานที่จับต้องได้ คือหัวใจหลักที่พรรคเพื่อไทยพยายามพิสูจน์ให้เห็นในทุกสัปดาห์ที่ผ่านไป เราคงต้องติดตามกันต่อไปว่าผลโหวตในสภาฯ จะนำพาประเทศก้าวไปสู่จุดที่สันติสุขได้มากน้อยเพียงใด

ที่มา – “มนพร” เผย เพื่อไทยพร้อมโหวตหนุนไม่นิรโทษกรรม 112 ไม่ห่วงนายกฯ ขู่ปรับ ครม.

ยศชนัน-จุลพันธ์ ขนาบข้างนายกฯ อนุทิน ปล่อยมุกกินโจ๊ก

ยศชนัน-จุลพันธ์ ขนาบข้างนายกฯ อนุทิน ปล่อยมุกกินโจ๊ก

กลายเป็นภาพที่ถูกจับตามองอย่างมากสำหรับการบรรยากาศการประชุม ครม. เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2569 ณ ทำเนียบรัฐบาล เมื่อนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เดินทางขึ้นตึกบัญชาการท่ามกลางรัฐมนตรีคนสำคัญที่เดินขนาบข้างอย่างพร้อมเพรียง โดยเฉพาะภาพของ ยศชนัน-จุลพันธ์ ขนาบข้างนายกฯ อนุทิน ปล่อยมุกกินโจ๊ก จนกลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในหมู่นักข่าวการเมืองในทันที

เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นในช่วงเช้า ขณะที่นายกรัฐมนตรีได้เชิญรัฐมนตรีสัดส่วนของพรรคเพื่อไทยขึ้นไปพบปะหารือที่ตึกไทยคู่ฟ้า ก่อนจะเดินลงมาเพื่อเข้าประชุมคณะรัฐมนตรี โดยมีนายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ และนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ เดินขนาบซ้ายขวาอย่างใกล้ชิด ท่ามกลางกระแสข่าวลือเรื่องการปรับคณะรัฐมนตรีที่ใครหลายคนกำลังจับตามอง

บรรยากาศการเมืองที่ผ่อนคลายกับยศชนัน-จุลพันธ์ ขนาบข้างนายกฯ อนุทิน ปล่อยมุกกินโจ๊ก

เมื่อผู้สื่อข่าวได้ทีสอบถามถึงประเด็นร้อนแรงอย่างการปรับ ครม. นายอนุทินกลับตอบกลับด้วยอารมณ์ดีและปล่อยมุกตลกท่ามกลางเสียงหัวเราะว่า ยศชนัน-จุลพันธ์ ขนาบข้างนายกฯ อนุทิน ปล่อยมุกกินโจ๊ก โดยเป็นการไปรับประทานโจ๊กกันบนตึก ไม่ใช่การหารือเรื่องการสลับตำแหน่งรัฐมนตรีแต่อย่างใด คำตอบนี้ถือเป็นการดับกระแสข่าวลือได้อยู่หมัดในบรรยากาศที่เป็นกันเอง

นอกจากการเดินเข้าประชุมที่เต็มไปด้วยบรรยากาศชื่นมื่นแล้ว ภายในงานยังมีการเปิดเผยถึงประเด็นสำคัญอื่นๆ ที่คนไทยให้ความสนใจ:

  • ความคืบหน้าการตรวจสอบผลสอบคัดเลือกข้าราชการท้องถิ่นกว่า 15,000 ราย
  • การมอบหมายให้นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นผู้แถลงข้อมูลที่ชัดเจน
  • ความร่วมมือของรัฐมนตรีจากหลายพรรคที่ช่วยกันทำงานขับเคลื่อนประเทศ

งานนี้ต้องบอกเลยว่า นายกฯ อนุทินรู้วิธีบริหารจัดการบรรยากาศไม่ให้ตึงเครียดจนเกินไป แม้สถานการณ์บ้านเมืองจะมีความท้าทายอยู่ตลอดเวลา การที่ผู้นำมีความเป็นกันเองกับรัฐมนตรีเช่นนี้ ย่อมส่งผลดีต่อความร่วมมือในการทำงานระยะยาว สำหรับใครที่เป็นคอการเมืองคงต้องติดตามกันต่อไปว่า การ “ทานโจ๊ก” ครั้งนี้จะนำไปสู่การทำงานรูปแบบไหน แต่ที่แน่ๆ ภาพรอยยิ้มของรัฐมนตรีทั้งสองคนยืนยันได้ว่าความสัมพันธ์ในรัฐบาลยังคงเหนียวแน่น

ที่มา – “ยศชนัน-จุลพันธ์” ขนาบข้างนายกฯ ขึ้นประชุม ครม. “อนุทิน” ปล่อยมุกเรียกไปทานโจ๊ก ไม่ใช่ปรับ ครม.

ถกแก้รัฐธรรมนูญฉลุย: แซว สว.รัชนีกร

การประชุมรัฐสภาเพื่อถกแก้รัฐธรรมนูญฉลุยในวันแรก ปรากฏว่า 20 มาตราผ่านไปได้อย่างราบรื่น อย่างไรก็ตาม สว.รัชนีกร กลับถูกแซวอย่างหนักหลังยื่นขอสงวนความเห็นในแทบทุกมาตรา ทำเอาประธานในที่ประชุมอย่าง นายมงคล สุระสัจจะ ถึงกับต้องรีบสั่งพักการประชุม ด้วยอารมณ์ขันว่ายิ่งดึกประธานยิ่งแย่

เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2568 ณ อาคารรัฐสภา ได้มีการประชุมร่วมรัฐสภาสมัยวิสามัญ เพื่อพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช …. ในวาระ 2 โดยมีนายมงคล สุระสัจจะ รองประธานรัฐสภา ทำหน้าที่ประธานในการประชุม ที่ประชุมได้ร่วมกันพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญตามที่กรรมาธิการเสียงข้างมากเสนอ แม้จะมีกรรมาธิการบางส่วนขอสงวนคำแปรญัตติ ผลการลงมติในช่วงกลางดึกแสดงให้เห็นว่า สมาชิกรัฐสภายังคงเห็นด้วยกับกรรมาธิการเสียงข้างมาก ทำให้การพิจารณาเป็นไปอย่างรวดเร็ว และสามารถโหวตเห็นชอบได้ถึง 14 มาตรา

ในช่วงการลงมติมาตรา 256/19 ซึ่งเกี่ยวข้องกับอำนาจหน้าที่ของสภาที่ปรึกษาการยกร่างรัฐธรรมนูญ นายมงคลได้กดออดเรียกสมาชิกลงมติถึงสองครั้ง พร้อมกล่าวว่า “ขออีกมาตราเดียว พอเสร็จมาตรา 256/19 แล้ว มาตรา 256/20 ก็กลับบ้านได้” ทำให้นายณัฐวุฒิ บัวประทุม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานกรรมาธิการ ขอโต้แย้งว่า หากเป็นไปได้ขอให้จบที่มาตรา 256/22

จากนั้น นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ชี้แจงว่า จากการพิจารณาคำขอสงวนความเห็นในแต่ละมาตรา คาดว่าจะสามารถไปถึงมาตรา 256/22 ได้ เนื่องจากผู้สงวนสิทธิ์ไม่ได้อภิปรายทุกมาตรา

นายมงคลตอบด้วยอารมณ์ขันว่า “ท่านยังไหว แต่ประธานชักจะแย่แล้วนะครับ ยิ่งดึกยิ่งแย่” นายปกรณ์วุฒิจึงกล่าวว่า ขอฝากความกรุณาไปยัง น.ส.รัชนีกร ทองทิพย์ สมาชิกวุฒิสภา และกรรมาธิการด้วย ทำให้สมาชิกรัฐสภาหัวเราะออกมา

น.ส.รัชนีกร ลุกขึ้นชี้แจงว่า ตนเองได้ตัดเนื้อหาไปเยอะแล้ว และอภิปรายน้อยมาก และน่าจะขอบคุณตนเองด้วยซ้ำ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุมเพื่อถกแก้รัฐธรรมนูญฉลุย วาระ 2 ครั้งนี้ พบว่า น.ส.รัชนีกร ได้ขอสงวนความเห็นเกือบทุกมาตราจริง

ต่อมา ที่ประชุมพิจารณาและลงมติในมาตรา 256/20 โดยมีผู้เห็นด้วยกับกรรมาธิการเสียงข้างมาก 412+3 เสียง ไม่เห็นด้วย 1 เสียง และงดออกเสียง 8 เสียง จากนั้น นายมงคล สั่งพักการประชุมในเวลา 23.31 น. และนัดประชุมใหม่ในวันรุ่งขึ้น

ถกแก้รัฐธรรมนูญฉลุย สว.รัชนีกรถูกแซว

ประเด็นสำคัญจากการถกแก้รัฐธรรมนูญฉลุย

  • การประชุมรัฐสภาวาระ 2 เป็นไปอย่างราบรื่น แม้จะมีความเห็นต่าง
  • สว.รัชนีกร กลายเป็นเป้าแซวหลังขอสงวนความเห็นเกือบทุกมาตรา
  • ประธานที่ประชุม นายมงคล สั่งพักการประชุมด้วยอารมณ์ขัน

การถกแก้รัฐธรรมนูญฉลุยในวันแรกนี้ ถือเป็นสัญญาณที่ดีในการเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญ อย่างไรก็ตาม การพิจารณาในมาตราต่อๆ ไปอาจต้องเผชิญกับความเห็นที่แตกต่างกันมากขึ้น และต้องติดตามกันต่อไปว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้จะสำเร็จลุล่วงไปด้วยดีหรือไม่

การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นกระบวนการที่สำคัญต่ออนาคตของประเทศ ดังนั้นการมีส่วนร่วมและความเข้าใจของประชาชนจึงเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อให้การแก้ไขเป็นไปในทิศทางที่ตอบสนองต่อความต้องการของสังคมอย่างแท้จริง

ที่มา – วันแรกถกแก้รัฐธรรมนูญฉลุย 20 มาตรา-แห่แซว สว.รัชนีกร หลังมีชื่อสงวนแปรญัตติทุกมาตรา

จับตา! 2 วันจบไหม? แก้รัฐธรรมนูญวาระ 2

ลุ้นระทึก! การประชุมร่วมรัฐสภา วาระ 2 ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ยังต้องจับตา 2 วันจบหรือไม่? พรรคเพื่อไทยเดินเกม เตรียมขอสงวนและขอแปรญัตติ ที่มา สสร. และสูตร 20 หยิบ 1 หวั่นเกิดรัฐสภาครอบงำ

วันที่ 10 ธันวาคม 2568 ในการประชุมร่วมรัฐสภาสมัยวิสามัญ เพื่อพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช …. ในวาระ 2 ในวันที่ 10-11 ธันวาคม 2568 นั้น นายชาดา ไทยเศรษฐ์ สส.อุทัยธานี พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ในฐานะประธานวิปรัฐบาล ระบุว่า ทางที่ประชุมวิปรัฐบาล มีมติว่าในการประชุมวันที่ 10 ธันวาคม 2568 จะเริ่มในเวลา 09.00 – 24.00 น. ส่วนวันที่ 11 ธันวาคม 2568 จะเริ่มประชุมเวลา 09:00 – ก่อนเที่ยงคืน โดยลงมติ “เห็นด้วย” ทั้ง 2 วัน และหากไม่จบก็จะพิจารณาต่อในวันที่ 12 ธันวาคม 2568 เพื่อให้การพิจารณาจบ วาระ 2

ขณะที่นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมการพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) กล่าวว่า การพิจารณาในวาระ 2 หากจบการพิจารณาวันที่ 12 ธันวาคม ไทม์ไลน์วาระ 3 จะอยู่วันที่ 29 ธันวาคม แต่หากจบวันที่ 11 ธันวาคม วันที่ 26 หรือ 27 ธันวาคม ก็ยังเป็นไปได้อยู่ ต่อให้จะจบวันที่ 12 ธันวาคม ก็ยังไม่กระทบกับไทม์ไลน์

ด้านนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา กล่าวว่าจะพิจารณาจับตา 2 วันจบหรือไม่ การพิจารณาวาระ 2 ไม่สามารถกำหนดตายตัวได้ว่าจะเป็นกี่วัน เพราะขึ้นอยู่กับการสงวนความเห็น การแปรญัตติของสมาชิก และการชี้แจงของคณะกรรมาธิการ หากชี้แจงและสมาชิกยอมรับได้หรือไม่ติดใจก็จะผ่านไปเร็ว แต่ถ้าติดใจก็จะให้อภิปรายได้ตามสมควร วันนี้ประธานกรรมาธิการก็จะเริ่มชี้แจงก่อนว่าแตกต่างจากวาระแรกมีอะไรบ้าง จึงจะเริ่มให้สมาชิกอภิปราย ซึ่งสมาชิกอาจจะเห็นชอบที่กรรมาธิการแก้ไขก็ได้ หากไม่เห็นชอบก็ต้องมีการลงมติ ส่วนการลงมติในวาระ 3 ระเบียบระบุว่าต้องทิ้งระยะเวลาอย่างน้อย 15 วัน ซึ่งเมื่อนับวันลงมติแล้วจะลงวันที่ 26 ธันวาคม ซึ่งไม่ใช่วันประชุมสภาฯ ถ้าไม่มีปัญหาอะไรน่าจะลงมติวาระ 3 ในวันจันทร์ที่ 29 ธันวาคมได้

ส่วนทางด้านพรรคเพื่อไทย ในฐานะคณะกรรมาธิการเสียงข้างน้อย เตรียมขอสงวน และขอแปรญัตติในประเด็นสำคัญ 2 ประการคือ 1.ควรให้มีการใช้ระบบ สสร. เพราะจะทำให้เกิดสภาเฉพาะขึ้นมาพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ และสามารถกลั่นกรองร่างรัฐธรรมนูญก่อนนำเสนอสู่รัฐสภาได้ ส่วนประเด็นที่ 2 การใช้สูตร 20 หยิบ 1 นั้น อาจจะนำไปสู่การได้มาซึ่งกรรมาธิการที่เลือกข้าง

พรรคเพื่อไทยจึงสงวนคำแปรญัตติว่า ให้สองกรรมาธิการนี้ มีจำนวน 35 คนเท่าเดิม แต่ในจำนวนนี้ให้มี 10 คนที่มาจากการแต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิในสาขาวิชาที่เกี่ยวข้อง และอีก 25 คนที่เหลือมาจากการใช้สูตรคำนวณแบบ 28 หยิบ 1 แทน เพื่อให้เกิดการถ่วงดุลในการทำหน้าที่ของกรรมาธิการ และจะทำให้กรรมาธิการทั้งสองชุดนี้มีความหลากหลายมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ที่ประชุมวิป 3 ฝ่าย ไม่ได้มีการแบ่งเวลาอภิปราย แต่จะเน้นเป็นการพูดคุยความเข้าใจ เพราะเปิดประชุมสมัยวิสามัญ 2 วัน สามารถขยายไปวันที่ 12 ธ.ค. ในการประชุมสมัยสามัญได้ แต่ทุกฝ่ายยังเห็นตรงกันต้องการให้จบภายใน 2 วัน

จับตา 2 วันจบหรือไม่ ประชุมร่วมรัฐสภาแก้ไขรัฐธรรมนูญวาระ 2

ปัจจัยเสี่ยงที่อาจทำให้การประชุมไม่จบใน 2 วัน

  • การสงวนความเห็นและแปรญัตติของสมาชิกจำนวนมาก
  • การอภิปรายที่ยืดเยื้อ
  • ความขัดแย้งในประเด็นสำคัญ เช่น ที่มาของ สสร. และสูตรคำนวณ

การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นกระบวนการที่ซับซ้อนและต้องใช้เวลา การที่ทุกฝ่ายต้องการให้จบภายใน 2 วัน อาจเป็นเรื่องยาก แต่ก็แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะผลักดันการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้สำเร็จลุล่วง

สรุปแล้ว การประชุมร่วมรัฐสภาเพื่อพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญในวาระ 2 จะจับตา 2 วันจบหรือไม่ ยังคงเป็นสิ่งที่ต้องติดตามกันต่อไปอย่างใกล้ชิด เพราะมีหลายปัจจัยที่อาจส่งผลต่อระยะเวลาในการพิจารณา อย่างไรก็ตาม ความมุ่งมั่นของทุกฝ่ายที่จะให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญเดินหน้าต่อไป ถือเป็นสัญญาณที่ดี

ที่มา – จับตา 2 วันจบหรือไม่ ประชุมร่วมรัฐสภาแก้ไขรัฐธรรมนูญวาระ 2

Scroll to top