ประชุมวุฒิสภา

ที่ประชุม สว. เห็นชอบ 9 บุคคล ดำรงตำแหน่ง ตุลาการศาลปกครองสูงสุด

เป็นประเด็นที่น่าจับตามองในแวดวงการเมืองไทย เมื่อล่าสุดมีการรายงานว่าทางที่ประชุมวุฒิสภาได้มีมติสำคัญในการแต่งตั้งบุคลากรระดับสูง โดยที่ประชุม สว. เห็นชอบ 9 บุคคล ดำรงตำแหน่ง ตุลาการศาลปกครองสูงสุด อย่างเป็นเอกฉันท์ด้วยคะแนนเสียงข้างมาก เพื่อเข้ามาทำหน้าที่สำคัญในการรักษาความยุติธรรมทางปกครองของประเทศต่อไป

ที่ประชุม สว. เห็นชอบ 9 บุคคล ดำรงตำแหน่ง ตุลาการศาลปกครองสูงสุด

การดำเนินการคัดเลือกในครั้งนี้เป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมาย โดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 15 วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ซึ่งมีการแก้ไขเพิ่มเติมโดยฉบับที่ 9 พ.ศ. 2560 ซึ่งถือเป็นกระบวนการที่แสดงให้เห็นถึงความโปร่งใสและเป็นไปตามหลักการตรวจสอบประวัติอย่างเข้มข้น

รายชื่อผู้ได้รับการอนุมัติให้เป็น ตุลาการศาลปกครองสูงสุด

สำหรับบุคคลทั้ง 9 ท่านที่ผ่านการพิจารณาคัดเลือกและได้รับความเห็นชอบจากสมาชิกวุฒิสภาให้ดำรงตำแหน่ง ตุลาการศาลปกครองสูงสุด ได้แก่:

  • นายภาณุมาศ เลี่ยมสกุล
  • นายตระหง่าน เกียรติศิริโรจน์
  • นายวุฒิชัย แสงสำราญ
  • นายยรรยง ธัญทะพิพงศ์
  • นายสมสกุล ณ บางช้าง
  • นายตรีทศ นิโครธางกูร
  • นายประยูร ปรีดา
  • นายพัฒนา คูศรีพิทักษ์
  • นายหัสฎี ศรีวิเชียร

ทุกท่านได้รับคะแนนเสียงสนับสนุนที่ท่วมท้นจากที่ประชุม แสดงให้เห็นถึงความพร้อมในการเข้าปฏิบัติหน้าที่ในฐานะตุลาการศาลปกครองสูงสุดที่มีความสำคัญยิ่งต่อระบบกฎหมายไทย โดยแต่ละท่านมีประสบการณ์และผลงานที่โดดเด่นซึ่งผ่านการรับรองจากคณะกรรมาธิการสามัญตรวจสอบประวัติมาแล้วเป็นอย่างดี

นอกเหนือจากการลงมติแต่งตั้งแล้ว ทางที่ประชุมยังได้มีการลงมติในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการไม่เปิดเผยบันทึกการประชุมจำนวน 5 ครั้ง รวมถึงรายงานลับของคณะกรรมาธิการสามัญตรวจสอบประวัติ ความประพฤติ และพฤติกรรมทางจริยธรรมของบุคคลดังกล่าวด้วยคะแนนเสียงส่วนใหญ่ เพื่อความเป็นส่วนตัวและความเรียบร้อยตามระเบียบวุฒิสภา

การแต่งตั้งตุลาการศาลปกครองสูงสุดในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญที่จะช่วยขับเคลื่อนกระบวนการยุติธรรมทางปกครองให้มีความคล่องตัวและทรงประสิทธิภาพมากขึ้น นับเป็นข่าวดีสำหรับประชาชนที่รอคอยการแต่งตั้งข้าราชการตุลาการเพื่อเข้าไปดูแลความเรียบร้อยของคดีความต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับภาครัฐและเอกชน หากท่านใดต้องการติดตามความคืบหน้าเพิ่มเติมในประเด็นนี้ สามารถคอยอัปเดตข้อมูลข่าวสารจากรัฐสภาอย่างต่อเนื่องครับ

ที่มา – ที่ประชุม สว. เห็นชอบ 9 บุคคล ดำรงตำแหน่ง “ตุลาการศาลปกครองสูงสุด”

สว. มีมติเห็นชอบ “สุจินต์ ไชยชุมศักดิ์” ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจการแผ่นดิน

สว. มีมติเห็นชอบ “สุจินต์ ไชยชุมศักดิ์” ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจการแผ่นดิน ด้วยคะแนนเสียงท่วมท้น! เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในที่ประชุมวุฒิสภาเมื่อวันที่ 20 เมษายน 2569 ซึ่งเป็นข่าวใหญ่ในวงการการเมืองไทย โดยผู้สื่อข่าวรายงานว่าที่ประชุมได้พิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลที่ได้รับการเสนอชื่อตามมาตรา 13 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยผู้ตรวจการแผ่นดิน พ.ศ. 2560

สว. มีมติเห็นชอบ “สุจินต์ ไชยชุมศักดิ์” ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจการแผ่นดิน

หลังจากการประชุมลับที่เข้มข้น ประธานที่ประชุมได้เปิดให้สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ออกเสียงลงคะแนนอย่างเป็นทางการ เวลา 11.32 น. ผลปรากฏว่านายสุจินต์ ไชยชุมศักดิ์ ได้รับคะแนนเห็นชอบถึง 125 เสียง ไม่เห็นชอบเพียง 2 เสียง และงดออกเสียง 50 เสียง ซึ่งเป็นคะแนนเกินกึ่งหนึ่งของสมาชิกทั้งหมด ทำให้ สว. มีมติเห็นชอบ “สุจินต์ ไชยชุมศักดิ์” ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจการแผ่นดิน อย่างเป็นเอกฉันท์

บทบาทสำคัญของผู้ตรวจการแผ่นดิน

ผู้ตรวจการแผ่นดินมีหน้าที่สำคัญในการตรวจสอบการใช้อำนาจของรัฐ เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและเป็นธรรมในสังคมไทย ตำแหน่งนี้ไม่ใช่เรื่องเล็ก เพราะต้องรับผิดชอบตรวจตราต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับสิทธิเสรีภาพของประชาชน การที่วุฒิสภาเห็นชอบนายสุจินต์ในครั้งนี้ แสดงถึงความเชื่อมั่นในตัวบุคคลที่มีประสบการณ์ยาวนานในวงการยุติธรรมและบริหารราชการ

นายสุจินต์ ไชยชุมศักดิ์ เป็นบุคคลที่มีประวัติการทำงานโดดเด่น เคยดำรงตำแหน่งสำคัญหลายแห่ง เช่น อดีตผู้พิพากษาและผู้บริหารในหน่วยงานรัฐ ทำให้สมาชิกวุฒิสภาหลายท่านมั่นใจในความสามารถของเขา การโหวตครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่การแต่งตั้ง แต่เป็นการยืนยันระบบตรวจสอบถ่วงดุลของรัฐบาล

ผลการโหวตและกระแสตอบรับ

  • เห็นชอบ: 125 เสียง
  • ไม่เห็นชอบ: 2 เสียง
  • งดออกเสียง: 50 เสียง

คะแนนเสียงที่ล้นหลามนี้สะท้อนถึงความเห็นพ้องต้องกันของสว. ส่วนใหญ่ แม้จะมีเสียงคัดค้าน少数 แต่ก็ไม่สามารถเปลี่ยนผลลัพธ์ได้ หลังประกาศผล สมาชิกวุฒิสภาต่างแสดงความยินดีและหวังว่านายสุจินต์จะปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ในมุมมองของนักวิเคราะห์ การแต่งตั้งนี้จะช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับสถาบันผู้ตรวจการแผ่นดิน ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการป้องกันการทุจริตและละเมิดสิทธิ์ โดยเฉพาะในยุคที่การเมืองไทยกำลังเผชิญความท้าทายมากมาย

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นที่น่าสนใจคือ กระบวนการคัดเลือกที่โปร่งใส เริ่มจากการเสนอชื่อ จนถึงการพิจารณาในที่ประชุมลับ เพื่อให้ได้บุคคลที่เหมาะสมที่สุด สว. มีมติเห็นชอบ “สุจินต์ ไชยชุมศักดิ์” ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจการแผ่นดิน จึงเป็นตัวอย่างของประชาธิปไตยที่แท้จริงในสภา

ความคาดหวังในอนาคต

ประชาชนไทยคาดหวังว่านายสุจินต์จะนำพาการทำงานของผู้ตรวจการแผ่นดินให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการตรวจสอบคดีสำคัญๆ ที่กระทบต่อสาธารณะ เช่น การใช้อำนาจมิชอบหรือการละเมิดสิทธิมนุษยชน การดำรงตำแหน่งนี้จะช่วยให้ระบบราชการไทยโปร่งใสมากขึ้น

สุดท้ายนี้ การตัดสินใจของวุฒิสภาในครั้งนี้เป็นสัญญาณบวกต่อการกำกับดูแลรัฐบาล คุณคิดอย่างไรกับการแต่งตั้งครั้งนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อให้เพื่อนๆ ได้ติดตามข่าวสารการเมืองล่าสุด!

ที่มา – สว. มีมติเห็นชอบ “สุจินต์ ไชยชุมศักดิ์” ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจการแผ่นดิน

เซอร์ไพรส์! สว. เห็นชอบ กกต. จิรุตม์ ไม่เห็นชอบ มณฑล

เซอร์ไพรส์ สว. เห็นชอบ กกต. กันเลยทีเดียวครับ เมื่อที่ประชุมวุฒิสภาเห็นชอบบุคคลเพื่อดำรงตำแหน่งกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพียงแค่ “จิรุตม์ วิศาลจิตร” อดีตอธิบดีกรมการขนส่งทางบก คนเดียว แต่ไม่เห็นชอบ “มณฑล สุดประเสริฐ” อดีตอธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง รวมถึงอดีตอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2569 ณ อาคารรัฐสภา ซึ่งเป็นการประชุมครั้งที่ 1 สมัยวิสามัญ ถือเป็นวาระสำคัญที่ทุกคนจับตามอง เพราะ กกต. มีบทบาทสำคัญในการกำกับดูแลการเลือกตั้งให้โปร่งใสยุติธรรม

การประชุมเริ่มต้นด้วยการพิจารณาแบบลับ ก่อนจะเปิดให้ถ่ายทอดสดอีกครั้ง เวลา 12.24 น. นายบุญส่ง น้อยโสภณ รองประธานวุฒิสภา ทำหน้าที่ประธานในขณะนั้น เรียกให้สมาชิกลงคะแนนเสียงเห็นชอบบุคคลทั้ง 2 ราย ผลการลงคะแนนกลายเป็นเซอร์ไพรส์ สว. เห็นชอบ กกต. ที่ไม่คาดคิด โดยเฉพาะการปฏิเสธรายหนึ่งอย่างชัดเจน

เซอร์ไพรส์ สว. เห็นชอบ กกต. “จิรุตม์ วิศาลจิตร”

นายจิรุตม์ วิศาลจิตร ได้รับความไว้วางใจจากวุฒิสภาเป็นอย่างมาก ด้วยผลคะแนนที่ถล่มทลาย ดังนี้

  • เห็นชอบ 144 เสียง
  • ไม่เห็นชอบ 1 เสียง
  • งดออกเสียง 26 เสียง
  • ไม่ลงคะแนน 0 เสียง

คะแนนเห็นชอบเกินกึ่งหนึ่งของสมาชิกวุฒิสภาทั้งหมด ทำให้คุณจิรุตม์ผ่านฉลุยในการดำรงตำแหน่ง กกต. คุณจิรุตม์มีประสบการณ์ยาวนานในกรมการขนส่งทางบก ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการบริหารจัดการองค์กรขนาดใหญ่ น่าจะนำมาปรับใช้ในการทำงาน กกต. ได้อย่างดี

จิรุตม์ วิศาลจิตร กกต.

หลังจากนั้นไม่นาน เวลา 12.35 น. มีการอ่านพระบรมราชโองการ พระราชกฤษฎีกาปิดสมัยประชุมวิสามัญ พ.ศ. 2569 โดยสมาชิกวุฒิสภาทุกคนยืนเคารพ ก่อนปิดการประชุมอย่างเป็นทางการ

ไม่เห็นชอบ “มณฑล สุดประเสริฐ” ด้วยคะแนนถล่มทลาย

ในทางตรงกันข้าม นายมณฑล สุดประเสริฐ กลับไม่ได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภา คะแนนออกมาเป็น

  • เห็นชอบ 9 เสียง
  • ไม่เห็นชอบ 102 เสียง
  • งดออกเสียง 57 เสียง
  • ไม่ลงคะแนน 1 เสียง

คะแนนไม่เห็นชอบพุ่งสูงเกินกึ่งหนึ่ง ทำให้คุณมณฑลไม่ผ่านเกณฑ์ แม้จะมีประสบการณ์ในกรมโยธาธิการและผังเมือง รวมถึงกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย แต่เหตุผลที่วุฒิสภาไม่เห็นชอบยังไม่เปิดเผยชัดเจน อาจมาจากการพิจารณาในที่ประชุมลับ

ที่ประชุมวุฒิสภา

เซอร์ไพรส์ สว. เห็นชอบ กกต. แบบนี้ สะท้อนให้เห็นถึงการคัดกรองที่เข้มงวดของวุฒิสภาในการเลือกคนเข้าดำรงตำแหน่งสำคัญ โดยเฉพาะ กกต. ที่ต้องรับผิดชอบเรื่องการเลือกตั้งทั่วไป การเลือกตั้งท้องถิ่น และการตรวจสอบทุจริตเลือกตั้ง หาก กกต. ไม่น่าเชื่อถือ อาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนในระบบประชาธิปไตย

พื้นหลังและบทบาทของ กกต.

ตามมาตรา 12 แห่ง พ.ร.ป.ว่าด้วย กกต. พ.ศ. 2560 บุคคลที่จะดำรงตำแหน่งต้องได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภา กกต. มีหน้าที่หลักในการจัดการเลือกตั้งให้เป็นธรรม จัดทำทะเบียนผู้มาใช้สิทธิ์ และปราบปรามการซื้อสิทธิขายเสียง ในอดีต กกต. เคยถูกวิจารณ์เรื่องความโปร่งใส ดังนั้นการเลือกคนใหม่จึงต้องรอบคอบยิ่งขึ้น

สำหรับคุณจิรุตม์ นี่คือก้าวสำคัญที่อาจนำประสบการณ์ด้านการขนส่งมาช่วยพัฒนาระบบ IT การเลือกตั้งให้ทันสมัยมากขึ้น ส่วนคุณมณฑล แม้ไม่ผ่าน แต่ประสบการณ์ด้านภัยพิบัติอาจนำไปใช้ในที่อื่นได้

เหตุการณ์เซอร์ไพรส์ สว. เห็นชอบ กกต. ครั้งนี้ ทำให้หลายคนตั้งคำถามว่าปัจจัยอะไรที่วุฒิสภาตัดสินใจแบบนี้? เป็นเพราะคุณสมบัติส่วนตัว ความรู้ความสามารถ หรือมีประเด็นอื่นซ่อนอยู่? ไม่ว่าจะอย่างไร การตัดสินใจนี้จะส่งผลต่อคณะ กกต. ชุดใหม่ที่กำลังจะสมบูรณ์แบบ

ในมุมมองของผม การเลือก กกต. ต้องให้ความสำคัญกับความเป็นกลางและความเชี่ยวชาญจริงๆ เพื่อให้การเลือกตั้งไทยก้าวหน้า ลดข้อครหาได้ในอนาคต คุณคิดเห็นอย่างไรกับเซอร์ไพรส์ สว. เห็นชอบ กกต. ครั้งนี้? มาคอมเมนต์แลกเปลี่ยนกันด้านล่างนะครับ หรือติดตามข่าวการเมืองอัปเดตได้ที่บล็อกนี้เลย!

ที่มา – เซอร์ไพรส์ สว. เห็นชอบ กกต. แค่ “จิรุตม์ วิศาลจิตร” คนเดียว ไม่เห็นชอบ “มณฑล”

ประวัติ “มณฑล สุดประเสริฐ” สว.พิจารณา กกต. 26 ก.พ.

วันนี้เราจะมาสำรวจประวัติ มณฑล สุดประเสริฐ ผู้ที่ถูกเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ซึ่งกำลังเป็นประเด็นร้อนในแวดวงการเมืองไทย หลังจากมีพระราชกฤษฎีกาเรียกประชุมสมัยวิสามัญของรัฐสภาในวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2567 โดยวุฒิสภา หรือ สว. จะพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลที่เสนอชื่อนี้ รวมถึงนายจิรุตม์ วิศาลจิตร เพื่อแทนที่ตำแหน่งที่ว่างลงตามวาระ หากคุณสนใจเรื่องการเมืองและการแต่งตั้งบุคคลสำคัญ บทความนี้จะพาคุณไปรู้จักประวัติ มณฑล สุดประเสริฐแบบละเอียดยิบเลยทีเดียว

ประวัติ มณฑล สุดประเสริฐ ว่าที่ กกต.

ประวัติ “มณฑล สุดประเสริฐ”

นายมณฑล สุดประเสริฐ อายุ 65 ปี เป็นข้าราชการผู้มากประสบการณ์ โดยประวัติ มณฑล สุดประเสริฐเริ่มต้นจากการศึกษาที่แข็งแกร่งในสายวิศวกรรมและบริหาร เขาสำเร็จการศึกษาปริญญาตรีวิศวกรรมศาสตรบัณฑิต สาขาโยธา จากมหาวิทยาลัยพระจอมเกล้าธนบุรี ปริญญาโทวิศวกรรมศาสตรมหาบัณฑิต สาขาสุขาภิบาล จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และรัฐประศาสนศาสตร์มหาบัณฑิตจากจุฬาฯ เช่นกัน นอกจากนี้ยังผ่านหลักสูตรชั้นนำมากมาย เช่น วปอ. 2552 จากวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร วุฒิวิศวกรสาขาวิศวกรรมโยธา หลักสูตรนักบริหารระดับกลางรุ่นที่ 9 จากกรมโยธาธิการ หลักสูตรนักปกครองระดับสูงรุ่นที่ 48 จากกระทรวงมหาดไทย หลักสูตรบริหารงานภาครัฐและกฎหมายมหาชนรุ่นที่ 6 จากสถาบันพระปกเกล้า รวมถึงทุน ก.พ. ไปอบรม Thai Senior Executive Development Program ที่ Nation Graduate Institute for Policy Studies (GRIPS) ในญี่ปุ่น และหลักสูตรอื่นๆ อีกมากมายที่แสดงถึงความรู้รอบด้านทั้งด้านเทคนิคและการบริหาร

การศึกษาที่ปูพื้นฐานให้ประวัติ มณฑล สุดประเสริฐ

  • ปริญญาตรี วิศวกรรมศาสตรบัณฑิต (โยธา) มหาวิทยาลัยพระจอมเกล้าธนบุรี
  • ปริญญาโท วิศวกรรมศาสตรมหาบัณฑิต (สุขาภิบาล) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
  • รัฐประศาสนศาสตร์มหาบัณฑิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
  • วปอ. 2552 วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร
  • วุฒิวิศวกร สาขาวิศวกรรมโยธา
  • หลักสูตรนักบริหารระดับกลาง รุ่นที่ 9 กรมโยธาธิการ
  • หลักสูตรนักปกครองระดับสูง รุ่นที่ 48 กระทรวงมหาดไทย
  • หลักสูตรบริหารงานภาครัฐและกฎหมายมหาชน รุ่นที่ 6 สถาบันพระปกเกล้า
  • ทุน ก.พ. Thai Senior Executive Development Program ญี่ปุ่น
  • โครงการพัฒนานักบริหารระดับสูง (นบส.2) รุ่นที่ 3
  • Director Accreditation Program (DAP) ปี 2547

เส้นทางการทำงานของ มณฑล สุดประเสริฐ

เส้นทางอาชีพของนายมณฑล สุดประเสริฐเต็มไปด้วยตำแหน่งสำคัญในภาครัฐ โดยเฉพาะด้านโยธาธิการและการป้องกันภัยพิบัติ ซึ่งเป็นพื้นฐานที่แข็งแกร่งสำหรับบทบาท กกต. ที่ต้องดูแลความโปร่งใสในการเลือกตั้ง

  • 2564 – ปัจจุบัน: ประธานกรรมการบริษัท และกรรมการอิสระ บริษัท แอ๊บโซลูท คลีน เอ็นเนอร์จี้ จำกัด (มหาชน)
  • 2562 – 2563: อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ก่อนย้ายกลับกรมโยธาฯ)
  • 2555 – 2563: อธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง
  • 2553 – 2555: รองอธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง
  • 2552 – 2553: ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนและพัฒนาตามผังเมือง กรมโยธาธิการและผังเมือง
  • 2551 – 2552: ผู้ตรวจราชการกรม กรมโยธาธิการและผังเมือง
  • 2548 – 2551: วิศวกรวิชาชีพ 9 วช. (วิศวกรรมโยธา) สำนักวิศวกรรมโครงสร้างและงานระบบ กรมโยธาธิการและผังเมือง

ประสบการณ์เหล่านี้ทำให้ประวัติ มณฑล สุดประเสริฐโดดเด่นในด้านการบริหารโครงสร้างพื้นฐานและการจัดการวิกฤต ซึ่ง กกต. ต้องการบุคคลที่มีความน่าเชื่อถือสูง หาก สว. ให้ความเห็นชอบในวันที่ 26 ก.พ.นี้ เขาจะมาแทนที่นายเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ และนายฐิติเชฏฐ์ นุชนาฏ ที่ครบวาระ 7 ปี

เส้นทางทำงาน มณฑล สุดประเสริฐ

สว. พิจารณาให้ความเห็นชอบประวัติ มณฑล สุดประเสริฐ หรือไม่

การประชุมครั้งนี้ยังมีวาระอื่นที่น่าจับตา เช่น การตั้งกมธ.ตรวจสอบประวัติ นายยุทธนา สาโยชนกร เพื่อเป็นกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน และนายสุจินต์ ไชยชุมศักดิ์ เพื่อเป็นผู้ตรวจการแผ่นดิน บทบาทของ กกต. มีความสำคัญยิ่งต่อระบบประชาธิปไตยไทย เพราะต้องรับผิดชอบการเลือกตั้งให้โปร่งใสและเป็นธรรม ประวัติการทำงานในกรมโยธาฯ และกรมป้องกันภัยของนายมณฑล แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการวางแผนและจัดการทรัพยากร ซึ่งอาจช่วยยกระดับการจัดการเลือกตั้งในอนาคตได้

จากประวัติที่ยาวนานและการศึกษาที่ครบครัน เชื่อว่านายมณฑล สุดประเสริฐ มีคุณสมบัติเหมาะสมกับตำแหน่งนี้ หาก สว. เห็นชอบ ก็น่าจะเป็นข่าวดีสำหรับวงการเลือกตั้งไทย ติดตามผลการลงมติและข่าวการเมืองอัปเดตได้ที่บล็อกของเราเลยนะ!

ที่มา – ประวัติ “มณฑล สุดประเสริฐ” สว. พิจารณาให้ความเห็นชอบเป็น “กกต.” หรือไม่ 26 ก.พ.นี้

สว.อิสระ ฉะวุฒิสภา ยกเลิก MOU 43-44

“หมอเปรม” นำ สว.อิสระ แถลงฉะวุฒิสภาทำงานรับลูกพรรคการเมือง ลักหลับชงญัตติยกเลิก MOU 43-44 ยันไม่ร่วมสังฆกรรม พ้อ สว.ข้างน้อยยื่นร้องถอดถอน สว. ประธานวุฒิฯ ดึงเช็งรั้งเรื่อง 3 วัน

เมื่อเวลา 14.30 น. วันที่ 25 สิงหาคม 2568 ที่รัฐสภา สมาชิกวุฒิสภา (สว.) กลุ่มอิสระ นำโดย นพ.เปรมศักดิ์ เพียยุระ พร้อม น.ต.วุฒิพงศ์ พงศ์สุวรรณ และนายเศรณี อนิลบล ร่วมแถลงถึงกรณีการบรรจุระเบียบวาระการประชุมเพื่อพิจารณาญัตติขอให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาข้อดีข้อเสียการยกเลิก MOU 2543-2544 ของวุฒิสภา เพื่อแก้ไขปัญหาข้อพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชา โดยมี พล.อ.สวัสดิ์ ทัศนา สว. ในฐานะประธาน กมธ.การทหารและความมั่นคงของรัฐ วุฒิสภา เป็นผู้เสนอ

นพ.เปรมศักดิ์ กล่าวว่า การบรรจุญัตติดังกล่าวเปรียบเสมือนการลักหลับเพื่อน สว.ที่ไม่เคยรู้มาก่อน เพราะสัปดาห์ที่ผ่านมา ไม่ได้มีญัตติดังกล่าวบรรจุอยู่ในระเบียบวาระการประชุมที่ทราบว่าจะมีการเสนอในวันที่ 26 สิงหาคมนี้ แต่กลับเพิ่งมีการบรรจุญัตตินี้เข้ามาเมื่อช่วงเช้าวันที่ 25 สิงหาคม ซึ่งกลุ่ม สว.อิสระพิจารณาแล้วเห็นว่า มีข้อสังเกต คือสัปดาห์ที่ผ่านมาสภาผู้แทนราษฎรได้มีการเสนอญัตตินี้โดยนายสฤษฏ์พงษ์ เกี่ยวข้อง สส.กระบี่ พรรคภูมิใจไทย เป็นผู้เสนอญัตติเข้าสู่ที่ประชุมระเบียบวาระการประชุมสภา แต่มีการสั่งปิดการประชุมสภาไปก่อนเข้าสู่วาระการประชุมญัตตินี้ เมื่อพิจารณาในสภาผู้แทนราษฎรไม่ได้จึงมีการมาเสนอในวุฒิสภาแบบฉุกเฉิน เร่งด่วน ที่ตนเรียกว่าลักหลับ ที่รับลูกจากสภาผู้แทนราษฎร เพราะมองเป็นอย่างอื่นไม่ได้เลย

นพ.เปรมศักดิ์ กล่าวต่อไปว่า เหมือนที่ผ่านมาวุฒิสภาเคยตั้ง กมธ.วิสามัญพิจารณาศึกษาการเปิดสถานบันเทิงแบบครบวงจร หรือ เอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ (Entertainment Complex) ก่อนปิดสมัยประชุมรัฐสภาในสมัยที่ผ่านมา ขณะที่รัฐบาลได้ถอนเรื่องดังกล่าวออกจากญัตติการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรออกไปแล้ว แต่วุฒิสภาก็ยังเดินหน้าตั้ง กมธ.วิสามัญขึ้นมาศึกษาเรื่องดังกล่าวจนแล้วเสร็จ และส่งเรื่องให้รัฐบาลพิจารณา แต่รัฐบาลถอนเรื่องไปแล้ว ถามว่าแล้วรัฐบาลจะพิจารณาไปเพื่ออะไร เป็นต้น เป็นการสิ้นเปลืองงบประมาณของวุฒิสภา ตนมองว่าเป็นการทำงานที่ใช้วุฒิสภาไม่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน แต่เป็นประโยชน์กับพรรคการเมืองบางพรรคหรือไม่ ซึ่งพอมาเป็นฝ่ายค้านก็คาดว่าจะมีเรื่องร้องเข้ามาในวุฒิสภาอย่างนี้เรื่อยๆ โดยอ้างว่าเพื่อศึกษาเรื่องต่างๆ แต่หวังให้มีผลกระทบไปถึงรัฐบาล

“การที่จะเสนอญัตติลักหลับในวันพรุ่งนี้ (26 สิงหาคม 2568) ก็เสมือนเป็นการเตะฟรีคิกรัฐบาลที่ไม่มีเหตุอันควร เพราะ MOU 43 และ 44 มีเหตุผลทางวิชาการที่รัฐบาลจะเป็นคนเพิกถอนหรือไม่อย่างไร ก็มีส่วนการศึกษาที่มีผลกระทบเกิดขึ้นอยู่แล้ว แต่การเสนอญัตติเข้าที่ประชุมวุฒิสภาปุ๊บและรับลูกปั๊บ ขณะที่เทียบกับกรณีที่มีการยื่นเรื่องให้ประธานวุฒิสภาส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญถอดถอน สว. แต่ประธานวุฒิสภากลับดึงเรื่องไว้ถึง 3 วัน มีกลวิธีใต้ดินที่ผมเรียกว่าเป็นวิชามาร จนมีสมาชิกไปถอนรายชื่อ ทำให้ญัตติตกไปเพราะสมาชิกไม่ครบตามจำนวนคือ 20 คน หรือเทียบกับกรณี สว.เสียงข้างมาก ยื่นถอดถอนนายกฯ ยื่นเช้าประธานวุฒิสภาส่งศาลรัฐธรรมนูญบ่าย แต่ทีเรื่องของ สว.อิสระ กลับได้รับการปฏิบัติคนละแบบ”

เมื่อถามว่าในวันที่ 26 สิงหาคม หากมีการยื่นญัตติดังกล่าวเข้าพิจารณาในที่ประชุมวุฒิสภา สว.อิสระ จะร่วมอยู่พิจารณาด้วยหรือไม่ นพ.เปรมศักดิ์ ระบุ ชัดเจนว่าเรื่องนี้ทำเพื่อประชาชนหรือเพื่อเกมการเมืองกันแน่ เพราะจากประสบการณ์ที่ตนเคยเป็น สส. และ สว. เคยยื่นญัตติเพื่อตั้ง กมธ.วิสามัญประเด็นต่างๆ ดังนั้นตนจะไม่ร่วมการพิจารณาเรื่องดังกล่าว เพราะมองไม่เห็นประโยชน์ที่จะร่วมสังฆกรรมในกรณีดังกล่าว

ทางด้าน นายเศรณี กล่าวว่า ตั้งแต่สมัยที่เราเริ่มต้นทำหน้าที่ สว. เมื่อปีที่แล้ว เกิดอุทกภัยน้ำท่วม ต่อมาก็ได้เกิดน้ำแล้งในหลายพื้นที่ ตนและ นพ.เปรมศักดิ์ ร่วมกันเสนอญัตติเพื่อขอให้วุฒิสภาตั้ง กมธ.วิสามัญขึ้นมาศึกษาการแก้ปัญหาดังกล่าวซ้ำซาก แต่ก็ไม่ได้การตอบสนองจาก สว.เสียงข้างมาก และ สว.เสียงส่วนใหญ่ก็คัดค้านว่าไม่มีงบประมาณเพียงพอ ทั้งที่เป็นต้นปีงบประมาณ จึงเป็นเพียงแค่การกล่าวอ้าง ชี้ให้เห็นว่ามีการเล่นพรรคเล่นพวกโดยไม่ได้คิดถึงผลประโยชน์ของประชาชนอย่างแท้จริง.

สว.อิสระ ฉะวุฒิสภา ยกเลิก MOU 43-44

สว.อิสระ มองการยกเลิก MOU 43-44 เป็นอย่างไร

จากกรณีที่ สว.อิสระ ออกมาแสดงความเห็นเกี่ยวกับการพิจารณาญัตติยกเลิก MOU 43-44 ทำให้เกิดคำถามตามมาว่า การกระทำดังกล่าวมีความเหมาะสมหรือไม่ และการดำเนินการดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอย่างไร การติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างใกล้ชิด จะช่วยให้เราเข้าใจถึงสถานการณ์และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นได้ดียิ่งขึ้น

การที่ สว.อิสระออกมาวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของวุฒิสภาในเรื่องการพิจารณาญัตติยกเลิก MOU 43-44 แสดงให้เห็นถึงความขัดแย้งและความคิดเห็นที่แตกต่างกันภายในวุฒิสภา ซึ่งเป็นเรื่องปกติในระบอบประชาธิปไตย อย่างไรก็ตาม การที่ สว. ออกมาแสดงความเห็นในเรื่องนี้ อาจส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือของวุฒิสภาได้

การยกเลิก MOU 43-44 เป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อนและมีความซับซ้อน การพิจารณาเรื่องนี้จึงต้องใช้ความรอบคอบและพิจารณาถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นอย่างรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ผลกระทบต่อเศรษฐกิจ และผลกระทบต่อประชาชน

ประเด็นเรื่องยกเลิก MOU 43-44 ยังคงเป็นที่ถกเถียงกันในสังคม และยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจน การติดตามข่าวสารและข้อมูลจากหลายแหล่ง จะช่วยให้เราเข้าใจถึงประเด็นนี้อย่างรอบด้าน และสามารถวิเคราะห์สถานการณ์ได้อย่างมีเหตุผล

ที่มา – สว.อิสระ แถลงฉะวุฒิสภา ทำงานรับลูกพรรคการเมือง ลักหลับชงญัตติยกเลิก MOU 43-44

Scroll to top