ประชุมสภาผู้แทนราษฎร

โอนไว สภาฯ ใช้เวลา 15 นาที เห็นชอบพ.ร.บ.โอนงบ 1 หมื่นล้านบาท

เชื่อว่าหลายคนคงได้ยินข่าวการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา ซึ่งกลายเป็นประเด็นร้อนแรงในโลกโซเชียล เมื่อมีการกล่าวถึงเหตุการณ์ โอนไว สภาฯ ใช้เวลา 15 นาที เห็นชอบพ.ร.บ.โอนงบ 1 หมื่นล้านบาท โดยเป็นการโหวตผ่านร่างพ.ร.บ.โอนงบประมาณรายจ่ายอย่างรวดเร็วจนน่าตกใจ วันนี้เรามาเจาะลึกกันว่าเกิดอะไรขึ้นในสภาฯ แห่งนี้ครับ

สถานการณ์จริงเมื่อ โอนไว สภาฯ ใช้เวลา 15 นาที เห็นชอบพ.ร.บ.โอนงบ 1 หมื่นล้านบาท

การประชุมในวันนั้นเต็มไปด้วยความกระชับ โดยนางสาวมัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช รองประธานสภาฯ ได้ทำหน้าที่ประธานในการพิจารณาร่างพ.ร.บ.โอนงบประมาณรายจ่าย วงเงินรวมทั้งสิ้น 10,328 ล้านบาท ซึ่งเงินก้อนนี้มาจากหน่วยงานต่างๆ ถึง 118 แห่ง โดยมีเป้าหมายหลักคือการโอนไปใส่ไว้ในงบกลาง เพื่อนำไปใช้เป็นเงินสำรองจ่ายฉุกเฉินและปฏิบัติภารกิจที่เร่งด่วนในการแก้วิกฤตการณ์ทางสังคมและเศรษฐกิจของประเทศไทย

รายละเอียดการโหวตมติเอกฉันท์หลังจาก โอนไว สภาฯ ใช้เวลา 15 นาที เห็นชอบพ.ร.บ.โอนงบ 1 หมื่นล้านบาท

ความน่าสนใจของเหตุการณ์นี้อยู่ที่ตัวเลขและขั้นตอนการพิจารณาครับ เพราะในวาระที่ 2 ของการประชุม ไม่มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรท่านใดติดใจอภิปรายในรายละเอียดที่กรรมาธิการวิสามัญฯ ได้แก้ไขมา ส่งผลให้วาระที่ 3 เกิดการลงมติด่วนด้วยผลคะแนนเอกฉันท์ 449 ต่อ 0 เสียง และงดออกเสียง 2 เสียง ภายในเวลาเพียง 15 นาทีเท่านั้น ซึ่งถือว่าเร็วมากหากเทียบกับกระบวนการปกติของสภาฯ

สาเหตุสำคัญของการเร่งรีบในครั้งนี้คือ:

  • เพื่อสนับสนุนภารกิจเร่งด่วนในการฟื้นฟูประเทศ
  • เพื่อบรรเทาผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจทั้งปัจจัยภายในและภายนอก
  • เพื่อให้เงินสำรองฉุกเฉินมีความพร้อมในการนำมาใช้งานทันที

หลายคนอาจจะตั้งคำถามว่า การที่สภาฯ ทำงานรวดเร็วขนาดนี้เป็นเรื่องดีหรือน่ากังวล? ในมุมมองหนึ่ง นี่คือการแสดงให้เห็นถึงความพร้อมในการตอบสนองต่อปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนอย่างทันท่วงที แต่ในอีกมุมหนึ่ง ประชาชนก็ยังคงจับตามองว่า งบประมาณกว่า 1 หมื่นล้านบาทนี้ จะถูกบริหารจัดการอย่างไรให้โปร่งใสและคุ้มค่าที่สุด เพื่อไม่ให้เงินภาษีของประชาชนต้องสูญเปล่าไปกับโครงการที่ไม่เกิดผลตอบแทนที่ชัดเจน

สรุปแล้ว แม้เหตุการณ์ โอนไว สภาฯ ใช้เวลา 15 นาที เห็นชอบพ.ร.บ.โอนงบ 1 หมื่นล้านบาท จะผ่านไปอย่างรวดเร็ว แต่ภารกิจสำคัญหลังจากนี้คือการติดตามการนำงบประมาณไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อพี่น้องประชาชนทั่วประเทศครับ

ที่มา – โอนไว สภาฯ ใช้เวลา 15 นาที เห็นชอบพ.ร.บ.โอนงบ 1 หมื่นล้านบาท

“ภคมน” คาใจ มหาดไทยยังไม่ตั้งคณะกรรมการสอบ แชตไลน์ “ช่วยน้ำเงินด้วย”

“ภคมน” คาใจ มหาดไทยยังไม่ตั้งคณะกรรมการสอบ แชตไลน์ “ช่วยน้ำเงินด้วย”

เป็นประเด็นร้อนแรงในสภาผู้แทนราษฎรเมื่อ น.ส.ภคมน หนุนอนันต์ สส.พรรคประชาชน ได้ตั้งกระทู้ถามถึงความโปร่งใสในกระทรวงมหาดไทย โดยเฉพาะกรณีที่สังคมสงสัยอย่างหนักว่าทำไมรัฐบาลถึงยังนิ่งเฉยกับเรื่อง “ภคมน” คาใจ มหาดไทยยังไม่ตั้งคณะกรรมการสอบ แชตไลน์ “ช่วยน้ำเงินด้วย” ซึ่งดูเหมือนจะเป็นการปล่อยเกียร์ว่างในประเด็นที่ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของข้าราชการชั้นผู้ใหญ่

เบื้องลึกความสงสัยในระบบราชการไทย

นอกจากประเด็นแชตหลุด สส.ภคมนยังหยิบยกเรื่องการทุจริตสอบข้าราชการส่วนท้องถิ่นขึ้นมาอภิปราย โดยระบุว่าเหตุใดกระทรวงจึงไม่มีการจัดการที่เด็ดขาดกับผู้เกี่ยวข้อง ทั้งที่หลักฐานเริ่มชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ การที่ “ภคมน” คาใจ มหาดไทยยังไม่ตั้งคณะกรรมการสอบ แชตไลน์ “ช่วยน้ำเงินด้วย” ตอกย้ำให้เห็นว่า กระบวนการตรวจสอบภายในอาจมีปัญหาในเชิงโครงสร้างที่เอื้อต่อการปกป้องพวกพ้องเดียวกันเอง

  • การโยกย้ายข้าราชการใน จ.ภูเก็ต ที่ถูกมองว่าไม่เป็นธรรม
  • ข้อกังขาเรื่องการทุจริตสอบท้องถิ่นมูลค่ามหาศาล
  • ความล่าช้าในการตั้งคณะกรรมการสอบสวนจริยธรรม

คำชี้แจงจากฝ่ายรัฐบาลและการตอบโต้

ทางด้าน นายวรศิษฐ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ชี้แจงว่าทุกเรื่องอยู่ในกระบวนการตรวจสอบ โดยมีการนำข้อมูลไปดำเนินการตามสายงานแล้ว พร้อมยืนยันว่าไม่มีการละเว้นใครแน่นอนหากพบการกระทำผิดจริง แม้ทางฝั่ง สส.ภคมน จะยังคงยืนยันว่าการไม่ตั้งคณะกรรมการสอบกรณี “ภคมน” คาใจ มหาดไทยยังไม่ตั้งคณะกรรมการสอบ แชตไลน์ “ช่วยน้ำเงินด้วย” นั้น สะท้อนถึงวุฒิภาวะและความกล้าหาญทางการเมืองที่ยังไม่เพียงพอต่อการกอบกู้ศรัทธาของประชาชน

ในฐานะประชาชน เราคงต้องจับตาดูกันต่อไปว่า กระทรวงมหาดไทยจะสามารถทลายกำแพงระบบอุปถัมภ์ที่หยั่งรากลึกนี้ได้จริงหรือไม่ หรือสุดท้ายแล้วเรื่องราวทั้งหมดจะจบลงด้วยการเงียบหายไปตามกาลเวลาดั่งเช่นหลายคดีที่ผ่านมา ความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมายจะถูกพิสูจน์ได้ก็ต่อเมื่อผู้ที่มีอำนาจตัดสินใจ กล้าที่จะเอาผิดพวกพ้องของตนเองอย่างตรงไปตรงมา ไม่ใช่เพียงแค่การใช้คำพูดสวยหรูในสภาเท่านั้น

ภูมิใจไทย ชงแก้รัฐธรรมนูญรายมาตรา ปลดล็อกท้องถิ่น

ภูมิใจไทย ชงแก้รัฐธรรมนูญรายมาตรา ปลดล็อกท้องถิ่น

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงการเมืองไทย เมื่อพรรคภูมิใจไทยเคาะมติเอกฉันท์ เดินหน้าเตรียมยื่นเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตราอย่างเป็นทางการ โดยเน้นเป้าหมายไปที่การปรับโครงสร้างประเทศให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้น เพื่อให้ก้าวทันต่อสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว

นายศุภชัย ใจสมุทร แกนนำฝ่ายกฎหมายพรรคภูมิใจไทย ได้ออกมาให้รายละเอียดว่า พรรคมีความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะผลักดันการแก้ไขใน 2 ประเด็นหลัก นั่นคือการยกเลิกหมวดการปฏิรูปประเทศ และการปลดล็อกอำนาจการจัดเก็บภาษีท้องถิ่น เพื่อให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีความเข้มแข็งและพึ่งพาตนเองได้จริง ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของการกระจายอำนาจสู่ภูมิภาคอย่างแท้จริง

เหตุผลเบื้องหลังการดัน ภูมิใจไทย ชงแก้รัฐธรรมนูญรายมาตรา

สำหรับการยกเลิกหมวดการปฏิรูปประเทศ พรรคภูมิใจไทยมองว่าการคงกฎเกณฑ์ที่ตายตัวไว้ในรัฐธรรมนูญนั้นเปรียบเสมือนโซ่ตรวนที่คอยขัดขวางการแก้ปัญหาในมิติภูมิรัฐศาสตร์ที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา การปรับโครงสร้างนี้จะช่วยให้รัฐบาลสามารถบริหารจัดการปัญหาของประเทศได้อย่างรวดเร็วและคล่องตัวยิ่งขึ้น ในขณะที่ประเด็นภาษีท้องถิ่นนั้น จะช่วยทลายข้อจำกัดเรื่องงบประมาณแผ่นดินที่จำกัด ทำให้ท้องถิ่นสามารถนำรายได้มาต่อยอดและพัฒนาพื้นที่ของตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด

  • การยกเลิกหมวดปฏิรูปประเทศ: เพื่อสร้างความยืดหยุ่นในการบริหารราชการแผ่นดิน
  • ปลดล็อกภาษีท้องถิ่น: ให้อำนาจท้องถิ่นตรากฎหมายจัดเก็บภาษีเอง
  • แนวทางการดำเนินการ: ยื่นแก้ไขแบบรายมาตรา ซึ่งสามารถทำได้ตามสิทธิโดยไม่ต้องผ่านประชามติ

นอกจากประเด็นรัฐธรรมนูญแล้ว นายศุภชัยยังได้โต้กลับกรณีข้อพิพาทที่ดินเขากระโดง โดยชี้ให้เห็นว่าการเคลื่อนไหวของบางบุคคลที่มีผลประโยชน์ทับซ้อนหรือมีคดีความในอดีตนั้น ควรกลับมามองดูตัวเองบ้าง โดยเฉพาะประเด็นการรุกล้ำลำน้ำที่เคยถูกศาลตัดสินให้รื้อถอน ซึ่งถือเป็นบทเรียนสำคัญของการใช้มาตรฐานจริยธรรมในการตรวจสอบผู้อื่น

การตัดสินใจของพรรคในการรันภารกิจ ภูมิใจไทย ชงแก้รัฐธรรมนูญรายมาตรา ครั้งนี้ ไม่เพียงแต่เป็นเรื่องของการเมือง แต่ยังเป็นความพยายามในการปรับปรุงกลไกพื้นฐานของประเทศให้ใช้งานได้จริงในยุคสมัยใหม่ ต้องรอดูกันต่อไปว่าความเคลื่อนไหวนี้จะสามารถผลักดันให้เกิดขึ้นได้จริงเพียงใดในสมัยประชุมหน้า

คุณล่ะคิดอย่างไรกับการที่พรรคการเมืองหันมาผลักดันการกระจายอำนาจด้วยการปลดล็อกภาษีท้องถิ่น? นี่อาจเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้คนในพื้นที่สามารถกำหนดอนาคตของตัวเองได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยมากกว่าเดิมหรือไม่?

ที่มา – “ภูมิใจไทย” มติเอกฉันท์ชงแก้รัฐธรรมนูญรายมาตรา โละหมวดปฏิรูปประเทศ-ปลดล็อกภาษีท้องถิ่น

“ชัยชนะ” ซัดรัฐบาลปิดหูปิดตา คว่ำตั้ง กมธ.ศึกษาแลนด์บริดจ์ ไม่ฟังเสียงประชาชน

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในสภากันเลยทีเดียว เมื่อนายชัยชนะ เดชเดโช จากพรรคประชาธิปัตย์ ได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาลอย่างดุเดือด หลังจากที่สภาฯ มีมติคว่ำญัตติการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อตรวจสอบโครงการแลนด์บริดจ์ งานนี้เจ้าตัวถึงกับออกปากว่า “ชัยชนะ” ซัดรัฐบาลปิดหูปิดตา คว่ำตั้ง กมธ.ศึกษาแลนด์บริดจ์ ไม่ฟังเสียงประชาชน เพราะมองว่าโครงการระดับล้านล้านบาทควรมีความโปร่งใสมากกว่านี้

“ชัยชนะ” ซัดรัฐบาลปิดหูปิดตา คว่ำตั้ง กมธ.ศึกษาแลนด์บริดจ์ ไม่ฟังเสียงประชาชน อย่างเป็นทางการ

การผลักดันโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่เป็นเรื่องที่ดี แต่ต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของการรับฟังรอบด้าน นายชัยชนะมองว่าแทนที่จะทุ่มงบประมาณก้อนโตไปกับแลนด์บริดจ์เพียงอย่างเดียว รัฐบาลควรหันมาเน้นโครงการที่ตอบโจทย์คนในพื้นที่จริงๆ มากกว่า เช่น:

  • การสร้างมอเตอร์เวย์สายใต้ เชื่อมต่อกรุงเทพฯ ถึงนราธิวาส
  • การพัฒนาโครงข่ายรถไฟทางคู่ไฟฟ้าเพื่อลดต้นทุนการขนส่ง
  • การยกระดับท่าเรือน้ำลึกให้รองรับเศรษฐกิจภาคใต้ได้อย่างแท้จริง

โดยนายชัยชนะยังย้ำว่า การที่รัฐบาลเลือกทำแบบนี้ เท่ากับว่า “ชัยชนะ” ซัดรัฐบาลปิดหูปิดตา คว่ำตั้ง กมธ.ศึกษาแลนด์บริดจ์ ไม่ฟังเสียงประชาชน อย่างชัดเจน ซึ่งส่งผลกระทบต่ออนาคตของคนภาคใต้โดยรวม เพราะงบประมาณมหาศาลเช่นนี้ควรถูกนำมาใช้อย่างคุ้มค่าและตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน

เสียงสะท้อนถึง สส. ภาคใต้จากพรรคร่วมรัฐบาล

ไม่ใช่เพียงแค่การวิจารณ์รัฐบาลเท่านั้น แต่รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ยังได้ฝากเตือนไปยัง สส. ในพื้นที่ภาคใต้ที่เป็นฝ่ายรัฐบาลด้วยว่า ควรให้ความสำคัญกับเสียงของประชาชนที่เลือกท่านเข้ามามากกว่ามติพรรคหรือคำสั่งของผู้มีอำนาจ เพราะในวันที่หาเสียง ทุกคนสัญญาว่าจะยืนเคียงข้างพี่น้องประชาชน แต่เมื่อถึงเวลาลงมติจริง กลับมองข้ามความต้องการของคนเหล่านั้นไปเสียสิ้น

ท้ายที่สุด การทำงานการเมืองในระบอบประชาธิปไตยต้องยึดโยงกับเสียงประชาชนเป็นที่ตั้ง การมีกรรมาธิการตรวจสอบไม่ใช่การขัดขวางโครงการ แต่คือการสร้างหลักประกันเพื่อให้มั่นใจว่าโครงการระดับล้านล้านจะเกิดประโยชน์สูงสุด ไม่ใช่สร้างภาระหนี้สินทิ้งไว้ให้คนรุ่นหลัง ดังนั้นรัฐบาลควรเปิดกว้างรับฟังและแสดงความจริงใจให้มากกว่าที่เป็นอยู่

ที่มา – “ชัยชนะ” ซัดรัฐบาลปิดหูปิดตา คว่ำตั้ง กมธ.ศึกษาแลนด์บริดจ์ ไม่ฟังเสียงประชาชน

ปชน. ข้องใจ “โสภณ” ดองชื่อ “ณัฐพงษ์” ผู้นำฝ่ายค้าน

ปชน. ข้องใจ “โสภณ” ดองชื่อ “ณัฐพงษ์” นั่งผู้นำฝ่ายค้าน ทวงถามกลางสภาฯ จะส่งชื่อแต่งตั้งเมื่อใด เป็นประเด็นร้อนในแวดวงการเมืองไทย เมื่อ ส.ส. จากพรรคประชาชนออกมาแสดงความกังวลต่อการทำงานของประธานสภาที่ดูเหมือนจะล่าช้าในการเสนอชื่อหัวหน้าพรรคเพื่อดำรงตำแหน่งผู้นำฝ่ายค้าน สร้างคำถามใหญ่ให้กับสาธารณชนว่าปล่อยให้เรื่องนี้ค้างคาไปนานเกินไปหรือไม่

ปชน. ข้องใจ “โสภณ” ดองชื่อ “ณัฐพงษ์” นั่งผู้นำฝ่ายค้าน ทวงถามกลางสภาฯ จะส่งชื่อแต่งตั้งเมื่อใด

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อเวลา 11.30 น. วันที่ 29 เมษายน 2569 ที่รัฐสภา ระหว่างการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาญัตติเรื่องคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาปัญหาราคาผลผลิตเกษตรตกต่ำและเยียวยาเกษตรกรจากภาวะสงครามตะวันออกกลาง นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒนสกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้ขอหารือแทรกเพื่อทวงถามนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ว่ายังไม่นำชื่อนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ส.ส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคประชาชน เสนอแต่งตั้งเป็นผู้นำฝ่ายค้านหรือเมื่อใด

เหตุผลหลักที่นายปกรณ์วุฒิยกมาคือ รัฐมนตรีที่ประชุมครม. (ครม.) ได้เข้ารับตำแหน่งครบแล้ว ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 106 วรรคสาม กำหนดให้ต้องแต่งตั้งผู้นำฝ่ายค้านโดยด่วน แต่ประธานสภากลับบอกเมื่อสัปดาห์ก่อนว่ารอเอกสารแจ้งหัวหน้าพรรคและตรวจสอบคุณสมบัติ ซึ่งนายปกรณ์วุฒิชี้ว่าไม่จำเป็นต้องมีเอกสาร เพียงตรวจสอบว่าพรรคประชาชนมี ส.ส. มากที่สุดในฝ่ายค้าน ไม่มีสมาชิกดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี ประธานสภาหรือรองประธานสภา ก็เพียงพอแล้ว

การชี้แจงจากประธานสภาโสภณ ซารัมย์

ด้านนายโสภณ ซารัมย์ ชี้แจงว่าการดำเนินการเป็นไปตามขั้นตอนและระเบียบข้อบังคับของสภา ไม่มีการถ่วงเวลา หากทุกอย่างเรียบร้อยจะลงนามส่งชื่อแน่นอน เมื่อนายปกรณ์วุฒิซักถามต่อว่ามีอะไรขัดข้องหรือไม่ นายโสภณย้ำว่าเป็นไปตามระเบียบ ไม่ถ่วงเวลา ก่อนตัดบทเข้าวาระถัดไป

ความสำคัญของการแต่งตั้งผู้นำฝ่ายค้านตามรัฐธรรมนูญ

ผู้นำฝ่ายค้านมีบทบาทสำคัญในการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 106 กำหนดชัดเจนว่าหัวหน้าพรรคการเมืองที่มีสมาชิกเป็นส.ส.มากที่สุดซึ่งไม่มีผู้ใดเป็นรัฐมนตรีหรือประธานสภา จะได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้นำฝ่ายค้านโดยคณะกรรมการการเลือกตั้ง

  • ขั้นตอนการแต่งตั้ง: ประธานสภาผู้แทนราษฎรตรวจสอบคุณสมบัติหัวหน้าพรรค
  • ส่งชื่อเสนอให้ กกต. ภายในเวลาที่กำหนดหลังครม.เข้ารับตำแหน่ง
  • กกต. ประกาศในราชกิจจานุเบกษา
  • ผู้นำฝ่ายค้านสามารถตั้งโฆษกและรองผู้นำได้

พรรคประชาชนในฐานะพรรคฝ่ายค้านหลักที่มี ส.ส.จำนวนมาก จึงสมควรได้นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ เป็นผู้นำฝ่ายค้านเพื่อถ่วงดุลอำนาจรัฐบาล การดองชื่ออาจส่งผลกระทบต่อการตรวจสอบรัฐบาลในช่วงเริ่มต้น

บริบทการเมืองไทยปัจจุบัน

หลังการเลือกตั้งทั่วไป พรรคประชาชนกลายเป็นแกนนำฝ่ายค้าน โดยมี ส.ส.บัญชีรายชื่อจำนวนมาก การที่ประธานสภาล่าช้าอาจถูกมองว่าเป็นการเมืองเกมหรือปัญหาทางเทคนิค แต่ ส.ส.ปกรณ์วุฒิยืนยันว่าคุณสมบัติครบถ้วนแล้ว ไม่จำเป็นต้องรอเอกสารเพิ่มเติม สถานการณ์นี้สะท้อนถึงความตึงเครียดระหว่างฝ่ายค้านกับประธานสภา ซึ่งอาจกระทบภาพลักษณ์ของรัฐสภา

ประชาชนจำนวนมากติดตามประเด็นนี้ เพราะผู้นำฝ่ายค้านคือด่านหน้าที่ปกป้องผลประโยชน์ประชาชน หากล่าช้านาน อาจทำให้การอภิปรายไม่ไว้วางใจหรือญัตติอื่นๆ ขาดประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ยังเป็นบททดสอบความโปร่งใสของกระบวนการรัฐสภาไทย

ในมุมมองของผู้เขียน การเคลื่อนไหวของ ส.ส.ปกรณ์วุฒิ เป็นการแสดงบทบาทฝ่ายค้านที่เข้มแข็ง สร้างแรงกดดันให้ประธานสภาดำเนินการเร็วขึ้น เพื่อให้ระบบถ่วงดุลทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ

คุณคิดอย่างไรกับประเด็นนี้? การดองชื่อผู้นำฝ่ายค้านเป็นเรื่องปกติหรือมีนัยการเมืองซ่อนอยู่? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และติดตามข่าวการเมืองอัปเดตเพิ่มเติมเพื่อไม่พลาดเหตุการณ์สำคัญ!

ที่มา – ปชน. ข้องใจ “โสภณ” ดองชื่อ “ณัฐพงษ์” นั่งผู้นำฝ่ายค้าน ทวงถามกลางสภาฯ จะส่งชื่อแต่งตั้งเมื่อใด

“พริษฐ์” บอก นายกฯ ไม่ทำการบ้าน คดี 44 สส.

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวบล็อก! วันนี้เรามาคุยกันเรื่องการเมืองแบบชิลๆ แต่ร้อนแรงกับประเด็น “พริษฐ์” บอก นายกฯ นั่นแหละไม่ทำการบ้าน แบ่งงานตามการเมือง พร้อมรับมือคดี 44 สส. พริษฐ์ วัชรสินธุ ส.ส.บัญชีรายชื่อและโฆษกพรรคประชาชน ออกมาแถลงข่าวแบบจัดเต็ม หลังจากถูกประธานสภา “โสภณ” ปิดประชุมกะทันหัน ไม่ให้ใช้สิทธิ์พาดพิงนายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล หลังแถลงนโยบายเสร็จ ฮ่าๆ เหตุการณ์นี้มันดราม่ามาก!

เพื่อนๆ รู้มั้ย พริษฐ์บอกว่าตัวเองเคารพนายกฯ เลยไม่อยากขัดตอนแถลง แต่ยื่นแจ้งเจ้าหน้าที่เพื่อขอพูดท้ายสุดตามระเบียบสภาแล้วนะ แต่ดันโดนปิดซะก่อน สวนกลับแบบแซ่บๆ ว่าคนที่ไม่ทำการบ้านจริงๆ คือ “นายกฯ นั่นแหละ!” โดยเฉพาะเรื่องแบ่งคลัสเตอร์งานรัฐบาล

“พริษฐ์” บอก นายกฯ นั่นแหละไม่ทำการบ้าน แบ่งงานตามการเมือง พร้อมรับมือคดี 44 สส.

มาดูประเด็นหลักกันเลย พริษฐ์ชี้ 2 เรื่องใหญ่ที่ถูกพาดพิง ประเด็นแรกคือกระทรวงเกษตรฯ ถูกโยนไปอยู่ใต้คลัสเตอร์ของ “ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์” รองนายกฯ ดูแลอุดมศึกษา วิทย์ฯ แทนที่จะให้ “ศุภจี สุธรรมพันธุ์” รองนายกฯ กระทรวงพาณิชย์ดู เพราะเกษตรมันเกี่ยวกับเศรษฐกิจการค้าอาหารนะ ไม่ใช่สวัสดิการสังคม!

พริษฐ์ย้ำ “คนที่ไม่ได้ทำการบ้านไม่ใช่ผม แต่เป็นนายกฯ ที่แบ่งงานตามโจทย์การเมือง เพราะสุริยะ รุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีเกษตรมาจากเพื่อไทย เลยโยนไปคลัสเตอร์สังคม” โอ้โห แบบนี้สะท้อนว่ารัฐบาลคิดถึงพรรคตัวเองมากกว่าประเทศจริงๆ มั้ยล่ะ?

พริษฐ์ พร้อมรับมือคดี 44 สส. แบบทุกสถานการณ์

อีกประเด็นร้อน คดี 44 สส. อดีตพรรคก้าวไกลที่ ป.ป.ช. ส่งศาลฎีกาแล้ว พริษฐ์ยืนยันพรรคประชาชนพร้อมทุกอย่าง มีแผนรองรับเต็มที่ ยื่นคำร้องศาลขอไม่ให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ 10 สส. เพราะไม่กระทบพยานหลักฐาน ชี้แจงว่าประชาชนเลือกมา ต้องทำหน้าที่จนสุดทาง นพ.วาโย รองหัวหน้าพรรคฝ่ายกฎหมายดูแลรายละเอียด

ส่วนเลขาฯ พรรคลาออกแน่ ตามที่เคยให้คำมั่น ไม่เกี่ยวกับคดีนี้ แถมชวนจับตาคดีฮั้ว สว. ที่ค้าง กกต. ว่าความเห็นไหนจะชนะ มีคณะไต่สวนเห็นมูลฟ้อง แต่คณะวินิจฉัยชุดอื่นบอกไม่ต้องฟ้อง ต้องดูว่ากกต.เร่งรัดมั้ยช่วงสงกรานต์

  • การตรวจสอบนโยบาย: พรรคเดินหน้าต่อ ไม่หยุดแค่วันนี้ ผิดหวังที่นายกฯ ชี้แจงแต่พูดถึงตัวเองเยอะ ไม่ตอบนโยบายหายไป เช่น แผนพลังงาน ระยะสั้นยาว
  • ครม.เงา: จะติดตามรัฐบาลแบบเงา ใช้กลไกสภาและประชาชน รอประกาศรายละเอียด
  • กมธ.ตรวจสอบเลือกตั้ง: ยื่นญัตติแล้ว หวังทุกพรรคร่วม หา consensus ปรับกติกาให้โปร่งใส เช่น เปิดใบคะแนนเร็ว สื่อสังเกตได้

พริษฐ์บอกแม้เลือกตั้งผ่านไป แต่ไม่อยากให้ซ้ำรอย ต้องมีกมธ.วิสามัญตรวจสอบย้อนหลังและเสนอแก้ พ.ร.ป.เลือกตั้ง สส. ให้ประชาชนเชื่อมั่นครั้งหน้า

เป็นกันเองหน่อยนะเพื่อนๆ ผมว่าประเด็นนี้มันแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลควรโฟกัสภารกิจประเทศมากกว่าการเมืองพรรคพวก การแบ่งคลัสเตอร์แบบนี้ เกษตรกรเดือดร้อนนะ! และคดี 44 สส. ก็เป็นบททดสอบกระบวนการยุติธรรม ถ้าพร้อมพิสูจน์ความบริสุทธิ์แบบพริษฐ์ ก็ให้กำลังใจไปเลย

สุดท้าย อยากชวนทุกคนติดตามต่อ และคิดตามว่าควรมีครม.เงาจริงมั้ย? หรือกมธ.ตรวจเลือกตั้งจำเป็นแค่ไหน คอมเมนต์บอกความเห็นคุณด้านล่างเลยนะครับ จะได้แลกเปลี่ยนกัน!

ที่มา – “พริษฐ์” บอก นายกฯ นั่นแหละไม่ทำการบ้าน แบ่งงานตามการเมือง พร้อมรับมือคดี 44 สส.

แห่ขอลายเซ็นนายกฯ กลางสภาฯ-อนุทินเลี่ยงตอบสื่อ

วันนี้เรามาพูดถึงเหตุการณ์สุดวุ่นวายแต่แฮปปี้ในสภา ที่มี แห่ขอลายเซ็นนายกฯ กลางสภาฯ จาก ส.ส. และ ส.ว. กันอย่างคึกคัก หลังจากนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เดินทางกลับมาร่วมประชุมสภาในช่วงค่ำ วันที่ 9 เมษายน 2569 หลังเสร็จงานเลี้ยงกองทัพอากาศ สื่อพยายามรุมถามเรื่องร้อน ๆ จากการแถลงนโยบายตอนเช้า ที่ไม่มีมาตรการปราบปรามคอร์รัปชั่นชัดเจน และแนวทางแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่ท่านนายกฯ แค่ยิ้ม ๆ แล้วชี้ไปที่จอทีวีที่กำลังถ่ายทอดสดการแถลงของรองนายกฯ ศุภจี สุธรรมพันธุ์ ว่ากำลังชี้แจงอยู่เลย

บรรยากาศในสภาเต็มไปด้วยความคึกคัก โดยเฉพาะพรรคภูมิใจไทยที่เป็นฐานหลักของรัฐบาลชุดนี้ การ แห่ขอลายเซ็นนายกฯ กลางสภาฯ กลายเป็นภาพจำที่แสดงถึงความสามัคคีและการเริ่มต้นใหม่ของรัฐบาล หลังจากที่ ส.ส. และ ส.ว. หลายคนเดินเข้าแถวรอคิวขอเซ็นชื่อบนปกหนังสือแถลงนโยบาย ซึ่งนายอนุทินก็เซ็นให้ทุกคนอย่างยินดี สะท้อนถึงความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างฝ่ายบริหารและนิติบัญญัติ

แห่ขอลายเซ็นนายกฯ กลางสภาฯ ส.ส.-สว.ต่อแถวขอเซ็น

เริ่มจากนายพลพีร์ สุวรรณฉวี ส.ส.นครราชสีมา พรรคภูมิใจไทย ที่บุกเข้าไปขอเซ็นแรกทันทีที่นายกฯ เดินเข้าห้องประชุม ตามด้วยนายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาติ ที่ไม่ยอมน้อยหน้า ขอเซ็นตาม จากนั้น ส.ส.พรรคภูมิใจไทยทั้งหลายก็พากันต่อคิวกันยาวเหยียด นพ.วีระพันธ์ สุวรรณนามัย สมาชิกวุฒิสภา ก็มาร่วมแจมด้วย ทำให้ภาพรวมดูอบอุ่นและเป็นกันเองมาก

  • นายพลพีร์ สุวรรณฉวี – ส.ส.โคราช พรรคภูมิใจไทย
  • นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี – ส.ส.รายชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาติ
  • ส.ส.พรรคภูมิใจไทยจำนวนมาก
  • นพ.วีระพันธ์ สุวรรณนามัย – ส.ว.

หลังเซ็นเสร็จ นายอนุทินยังเดินทักทายรัฐมนตรีคู่ใจ เช่น นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกฯ และ รมว.ต่างประเทศ, นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกฯ และ รมว.อว., นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รวมถึง ส.ส.ท่านอื่น ๆ ที่ยังอยู่ในการประชุม สุดท้ายก็รวมตัวถ่ายรูปร่วมกันกับ ส.ส.ภูมิใจไทย โดยมี พล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภาคนที่ 1 มาร่วมเฟรมด้วย ภาพเหล่านี้กลายเป็นไวรัลในโซเชียลทันที

อนุทินเลี่ยงตอบสื่อเรื่องไร้มาตรการปราบโกง-แก้รธน.

ก่อนที่จะเกิดการ แห่ขอลายเซ็นนายกฯ กลางสภาฯ สื่อได้จับตาปมที่รัฐบาลแถลงนโยบายแต่ไม่เอ่ยถึงการปราบคอร์รัปชั่นและแก้รัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นประเด็นที่ฝ่ายค้านและประชาชนให้ความสนใจมาก นายอนุทินเลือกที่จะไม่ตอบตรง ๆ แต่ชี้ไปที่จอที่ น.ส.ศุภจี กำลังแถลงนโยบายกระทรวงพาณิชย์ โดยพูดสั้น ๆ ว่า “นี่ไง ชี้แจงอยู่เนี่ย” ก่อนเดินขึ้นห้องประชุมต่อ วิธีนี้แสดงถึงสไตล์ของท่านที่สงบเสงี่ยมและมั่นใจว่ารัฐบาลจะชี้แจงในสภา

การแถลงนโยบายครั้งนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของรัฐบาลอนุทิน ที่พรรคภูมิใจไทยนำสภาฯ มาจัดการได้อย่างลงตัว แม้จะมีคำถามค้างคาเรื่องปราบโกงที่เป็นปัญหาคงตัวของไทยมานาน ประชาชนหลายคนตั้งตารอมาตรการเด็ดขาด เช่น การปฏิรูประบบตรวจสอบ หรือใช้เทคโนโลยีป้องกันทุจริต ส่วนเรื่องแก้รธน. ก็เป็นหัวใจที่อาจนำไปสู่การเลือกตั้งที่โปร่งใสยิ่งขึ้น

จากมุมมองของผู้เขียน เหตุการณ์นี้ไม่ใช่แค่การขอเซ็นธรรมดา แต่เป็นสัญญาณของการรวมพลังเพื่อผลักดันนโยบายใหม่ ๆ ให้เกิดผลจริง รัฐบาลชุดนี้มีโจทย์หนักทั้งเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง แต่การเริ่มต้นด้วยภาพบวกแบบนี้ก็น่าจะช่วยสร้างแรงฮึดได้

คุณคิดอย่างไรกับการ แห่ขอลายเซ็นนายกฯ กลางสภาฯ และปมที่สื่อถาม? คอมเมนต์ด้านล่างแชร์ความเห็นกันเลย หรือติดตามข่าวการเมืองอัปเดตทุกวันเพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ!

ที่มา – แห่ขอลายเซ็นนายกฯ กลางสภาฯ-“อนุทิน” เลี่ยงตอบสื่อไร้มาตรการปราบโกง-แก้รธน.

เลขาฯ พระปกเกล้า เสนอ 5 ข้อปฏิรูปงบอาหาร สส. ชูไอเดียบัตรวงเงิน

ช่วงนี้ประเด็นงบอาหารของ ส.ส. กลายเป็นกระแสฮอตในโซเชียลมีเดีย ชวนให้ชาวเน็ตหลายคนตั้งคำถามว่าระบบงบประมาณส่วนนี้ควรจะปรับปรุงอย่างไรให้เหมาะสมและโปร่งใสมากขึ้น ล่าสุด เลขาฯ พระปกเกล้า เสนอ 5 ข้อปฏิรูปงบอาหาร สส. โดยนายอิสระ เสรีวัฒนวุฒิ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า ได้โพสต์ข้อเสนอสุดชาญฉลาดลงเฟซบุ๊กเมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2567 ทำให้หลายคนเห็นด้วยว่าถ้าทำได้จริงจะช่วยประหยัดงบแผ่นดินและลดปัญหาขยะอาหารได้มหาศาล

คุณเคยสงสัยไหมว่าทำไม ส.ส. ถึงต้องนำข้าวจากบ้านมากิน หรือพากันไปซื้อที่โรงอาหารรัฐสภา แม้จะดูเป็นการแสดงออกถึงความประหยัด แต่จริง ๆ แล้วนี่เป็นแค่การแก้ปัญหาแบบปลายเหตุเท่านั้น เพราะระบบยังคงต้องเตรียมอาหารครบจำนวนตาม ส.ส. ที่ลงทะเบียนอยู่ดี ส่งผลให้เกิด food waste สูงมาก ปัจจุบันงบอาหาร ส.ส. อยู่ที่ประมาณ 80 ล้านบาทต่อปี แต่ใช้จริงแค่ 50 ล้านบาท ยังไม่รวมงบกรรมาธิการอีก 20 ล้านบาทต่อปี โดยจัดให้ 3 มื้อหลัก (เช้า กลางวัน เย็น) รวมไม่เกิน 1,000 บาทต่อคนต่อวัน และถ้าประชุมดึกเกิน 20.00 น. จะเพิ่มเป็น 5 มื้ออีก 250 บาท จัดเต็มแม้ไม่มีคนกิน ทำให้เหลือทิ้งหรือแจกจ่าย

เลขาฯ พระปกเกล้า เสนอ 5 ข้อปฏิรูปงบอาหาร สส.

นายอิสระชี้แจงชัดว่าปัญหาอยู่ที่ระบบ ไม่ใช่พฤติกรรมนำอาหารจากบ้านมา การจัดอาหารให้ ส.ส. หรือผู้เข้าร่วมประชุมที่ข้ามมื้อเป็นเรื่องปกติทั่วโลก แต่เราต้องออกแบบระบบให้มีประสิทธิภาพมากกว่านี้ มาดูกันว่า เลขาฯ พระปกเกล้า เสนอ 5 ข้อปฏิรูปงบอาหาร สส. มีอะไรบ้างที่ทำได้ง่ายและได้ผลจริง

ข้อเสนอ 5 ข้อปฏิรูปงบอาหาร ส.ส. แบบละเอียด

  1. เปลี่ยนจากจัดเลี้ยงรวมเป็นบัตรวงเงินรายบุคคล: ให้ ส.ส. ได้รับบัตรวงเงินไม่เกิน 1,000 บาทต่อวัน ใช้จ่ายกับผู้ประกอบการอาหารที่หมุนเวียนมาจากทั่วประเทศ กินเท่าไหร่จ่ายเท่านั้น เงินเหลือคืนหลวงทันที! ไอเดียนี้ชูจุดเด่นเรื่องลดงบประมาณ ลด food waste และกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น โดยผู้ประกอบการแข่งขันกันเรื่องคุณภาพและราคา ลองนึกภาพ ส.ส. สามารถเลือกร้านอร่อยจากต่างจังหวัดได้ ส.ส. ไหนไม่ต้องการสิทธิ์ก็แจ้งล่วงหน้าและคงไว้ตลอด 4 ปี จะได้เห็นชัดว่าสัปดาห์ที่ผ่านมาใครไปกินโรงอาหารจริง ๆ กี่คน นี่คือวิธีปฏิรูปที่ win-win ทุกฝ่าย
  2. เพิ่มความโปร่งใสแบบเรียลไทม์: เปิดเผยข้อมูลงบอาหารรายวันและรายมื้อทางออนไลน์ ให้ประชาชนตรวจสอบได้ทันทีว่าใช้จริงเท่าไร เหลือเท่าไร และจัดการส่วนที่เหลืออย่างไร โปร่งใสขนาดนี้จะช่วยป้องกันการทุจริต และสร้างความไว้วางใจจากประชาชนที่จ่ายภาษี
  3. ลดต้นทุนแฝงที่ซ่อนอยู่: จากการพูดคุยกับอดีตผู้ประกอบการรัฐสภา พบว่าต้นทุนสูงเพราะต้องจ้างแรงงานเฉพาะวันประชุม (สัปดาห์ละ 2 วัน) บวกปัญหา ส.ส. นำอาหารออกนอกห้องอาหารบ่อย ๆ ทำให้ต้องเพิ่มปริมาณและชดเชยภาชนะที่หาย ผู้ประกอบการจึงต้องคิดราคาสูงเพื่อครอบคลุมความเสี่ยง ถ้าปรับระบบได้ ต้นทุนจะถูกลงทันที
  4. บังคับห้ามนำอาหารออกนอกพื้นที่อย่างจริงจัง: ไม่ว่าจะบุคคลใดก็ตาม บริการต้องจบในห้องอาหาร ไม่ขยายไปห้องทำงานหรือทีมงาน เพราะถ้าคำนวณ ส.ส. 500 คน x ทีมงาน 8 คน = 4,000 คน x 1,000 บาท = งบพุ่ง 9 เท่าโดยไม่รู้ตัว การควบคุมนี้จะช่วยยึดงบให้อยู่ในกรอบเดิม
  5. มองภาพใหญ่กว่าปัญหางบอาหาร: 50 ล้านบาทอาจดูมาก แต่เทียบกับการทุจริตเงินทอนโครงการทั่วประเทศ การซื้อเสียงจากงบ 3 ล้านล้านบาทต่อปี แล้วจะเห็นว่าประหยัดได้อีกหลายเท่าตัว ถ้าทุก ส.ส. พร้อมใจไม่โกง การเมืองจะไม่เป็นธุรกิจอีกต่อไป

นายอิสระทิ้งท้ายไว้ว่า “การประหยัดเงินหลวงทำได้ง่าย ไม่ต้องกินน้อยลง แค่โกงน้อยลง ไม่ต้องทานน้อย แค่ไม่ทอนเงินพอ” โดยเฉพาะการลงทุน 30-50 ล้านบาทเพื่อซื้อคะแนนเข้าสภา แล้วถอนทุนจากงบหลวง นี่คือต้นตอที่ต้องแก้ไขจริงจัง

เห็นด้วยหรือไม่กับข้อเสนอที่ เลขาฯ พระปกเกล้า เสนอ 5 ข้อปฏิรูปงบอาหาร สส. ถ้าทำได้ทั้ง 5 ข้อ รัฐสภาจะโปร่งใส ประหยัดงบ และประชาชนจะภูมิใจในตัวแทนของตัวเองมากขึ้น คุณมีไอเดียปฏิรูปเพิ่มเติมไหม ลองคอมเมนต์แชร์ความเห็นด้านล่างนี้ และอย่าลืมแชร์บทความเพื่อกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงจริง ๆ นะครับ!

ที่มา – เลขาฯ พระปกเกล้า เสนอ 5 ข้อปฏิรูปงบอาหาร สส. ชูไอเดียบัตรวงเงิน ใช้เท่าที่ทาน เงินเหลือคืนหลวง

“ณัฐวุฒิ” เผยเคาะประชุมสภาฯ เพิ่มวันศุกร์ 2ครั้ง/เดือน

สวัสดีครับเพื่อนๆ ผู้สนใจข่าวการเมืองทุกท่าน วันนี้มีอัพเดทเด็ดจากสภาเลยนะครับ โดย “ณัฐวุฒิ” เผยที่ประชุมร่วม เคาะ ประชุมสภาฯ เพิ่มวันศุกร์ แต่ไม่เกิน 2 ครั้งต่อเดือน เพื่อให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมีเวลาพอในการถกเถียงวาระสำคัญๆ ที่ค้างคา ไม่ว่าจะเป็นร่างกฎหมาย รายงานจากหน่วยงานรัฐ หรือญัตติจากประชาชน นับเป็นข่าวดีที่สภาจะทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

นายณัฐวุฒิ บัวประทุม ส.ส.พรรคประชาชน ในฐานะตัวแทนวิปฝ่ายค้าน ได้แถลงหลังการหารือเมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2569 กับประธานสภาผู้แทนราษฎรและผู้แทนพรรคการเมืองต่างๆ การประชุมครั้งนี้มุ่งกำหนดวัน เวลา และสมัยประชุมสามัญประจำปีครั้งที่สอง โดยมีประเด็นหลัก 3 เรื่องที่ตกลงกันได้อย่างลงตัว

ประชุมสภาฯ เพิ่มวันศุกร์

ประเด็นแรกที่ทุกฝ่ายเห็นพ้องคือ การประชุมสภาฯ ปกติยังคงยึดรูปแบบเดิม คือวันพุธและพฤหัสบดีทุกสัปดาห์ แต่เพื่อรองรับวาระที่อาจคั่งคา เช่น รายงานจากหน่วยงานรัฐ ร่างกฎหมายจาก ส.ส. หรือข้อเสนอจากภาคประชาชน จึงเคาะเพิ่มวันประชุมสภาฯ เพิ่มวันศุกร์ ไม่เกิน 2 ครั้งต่อเดือน โดยเฉพาะสัปดาห์ที่ตรงกับวันหยุดนักขัตฤกษ์ สามารถชดเชยได้ ทำให้สภาได้นำปัญหาของประชาชนมาพูดคุยอย่างเต็มที่ การประชุมจะเริ่มเวลา 09.00 น. และจบตามวาระของวันนั้นๆ ซึ่งจะช่วยลดการสะสมงานและเร่งแก้ไขเรื่องเร่งด่วน

กำหนดระยะเวลาสมัยประชุมสภาฯ

ประเด็นที่สองคือกำหนดวันปิดสมัยประชุม สมัยประชุมสามัญครั้งที่หนึ่งเริ่มตั้งแต่วันที่ 14 มีนาคม 2569 และปิดวันที่ 11 กรกฎาคม 2569 ส่วนสมัยที่สองจะเปิดวันที่ 25 สิงหาคม 2569 จนถึงช่วงคริสต์มาส 22 ธันวาคม 2569 ซึ่งเป็นไปตามกรอบเวลาที่กำหนดไว้ตลอด 4 ปีของสภา ชุดนี้ การวางแผนแบบนี้ช่วยให้ ส.ส. มีเวลาจัดการวาระได้อย่างเป็นระบบ

อภิปรายญัตติด่วนปัญหาพลังงานขาดแคลน

ประเด็นสุดท้ายที่ร้อนแรงคือการพิจารณาญัตติเกี่ยวกับผลกระทบจากสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะราคาน้ำมันแพงและราคาพืชผลเกษตรที่ผันผวน ซึ่งค้างมาจากสัปดาห์ก่อน วันนี้ (25 มี.ค.) จะให้เวลาอภิปรายเต็มที่ คาดว่าจะมีผู้อภิปรายเกือบ 100 คน จากทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน ผู้เปิดญัตติแต่ละพรรคสรุปไม่เกิน 15 นาที ปิดท้ายคนละ 10 นาที ส่วนอภิปรายทั่วไปคนละ 7 นาที โดยจะไม่ตั้งคณะกรรมาธิการ แต่รวบรวมข้อเสนอทั้งหมดส่งให้คณะรัฐมนตรีดำเนินการทันที เพราะถือเป็นเรื่องด่วนสำคัญที่กระทบประชาชนโดยตรง

  • ยืนยันวันประชุมหลัก: พุธ-พฤหัสทุกสัปดาห์
  • เพิ่มประชุมสภาฯ เพิ่มวันศุกร์: ไม่เกิน 2 ครั้ง/เดือน สำหรับวาระค้าง
  • กำหนดสมัยประชุมชัดเจน: สมัย 1 (มี.ค.-ก.ค.) สมัย 2 (ส.ค.-ธ.ค.)
  • อภิปรายญัตติพลังงาน: เต็มเวลา คาด 100 ผู้ร่วม

การเคาะประชุมสภาฯ เพิ่มวันศุกร์ ครั้งนี้ ถือเป็นการปรับตัวของสภาให้เข้ากับสถานการณ์ที่วาระงานหนักขึ้น โดยเฉพาะในยุคที่ปัญหาเศรษฐกิจ พลังงาน และความมั่นคงอาหารกำลังรุมเร้าประชาชน นายณัฐวุฒิ เน้นย้ำว่าการหารือครั้งนี้เป็นการประสานงานที่ดีระหว่างทุกพรรค ทำให้สภาไทยก้าวหน้าไปอีกขั้น

ในมุมมองของผม การประชุมสภาฯ เพิ่มวันศุกร์ แบบจำกัดไม่เกิน 2 ครั้ง จะช่วยป้องกันการประชุมยืดเยื้อ แต่ยังคงยืดหยุ่นพอแก้ปัญหาได้ทันท่วงที โดยเฉพาะเรื่องพลังงานที่กำลังเป็นประเด็นร้อน ถ้าสภาทำงานแบบนี้ต่อเนื่อง ประชาชนคงได้ประโยชน์เต็มๆ คุณล่ะคิดเห็นอย่างไรกับนโยบายนี้? มาแชร์ความคิดเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง หรือกดแชร์เพื่อให้เพื่อนๆ ได้รู้ข่าวกันนะครับ! ติดตามบล็อกเราเพื่ออัพเดทข่าวการเมือง สภาฯ และนโยบายรัฐบาลแบบเรียลไทม์

ที่มา – “ณัฐวุฒิ” เผยที่ประชุมร่วม เคาะ ประชุมสภาฯ เพิ่มวันศุกร์ แต่ไม่เกิน 2 ครั้งต่อเดือน

Scroll to top