ประชุมสภา

เจาะลึก อ.ต.ก. “เจ๊งอย่างสาหัส” ทำไมต้องพะเยาโครงการตลาดกลางภาคเหนือ

เจาะลึก อ.ต.ก. “เจ๊งอย่างสาหัส” ทำไมต้องพะเยาโครงการตลาดกลางภาคเหนือ

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในสภา เมื่อนายวีระ ธีระภัทรานันท์ สมาชิกกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่าย ได้ตั้งคำถามสำคัญต่อการดำเนินงานของ องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร หรือ อ.ต.ก. โดยชี้ให้เห็นว่าภาวะขององค์กรในขณะนี้เข้าข่ายเจ๊งอย่างสาหัส เนื่องจากประสบปัญหาขาดทุนสะสมอย่างต่อเนื่องและแบกรับภาระหนี้สินที่มากกว่าสินทรัพย์ที่มีอยู่จริง

ทำไมโครงการตลาดกลางภาคเหนือถึงต้องไปลงที่พะเยา?

ประเด็นที่นายวีระตั้งคำถามอย่างตรงไปตรงมาคือ โครงการก่อสร้างตลาดกลางภาคเหนือด้วยงบประมาณสูงถึง 168 ล้านบาท เหตุใดจึงต้องไปลงทุนที่ จ.พะเยา ซึ่งหากย้อนดูผลประกอบการจะพบว่าขาดทุนสะสมเกินทุนไปแล้วกว่า 1 พันล้านบาท การลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ท่ามกลางสภาวะขาดทุนเช่นนี้ จึงเป็นคำถามตัวโตๆ ว่าจะคุ้มค่าหรือไม่ และจะสามารถสู้กับตลาดเอกชนอย่างตลาดไทหรือตลาดสี่มุมเมืองได้อย่างไร

ทางด้านฝ่ายบริหารของ อ.ต.ก. ได้ชี้แจงเหตุผลว่าการเลือก จ.พะเยา เพราะเป็นจุดยุทธศาสตร์กึ่งกลางภูมิศาสตร์ เชื่อมต่อเส้นทางไปสู่จังหวัดข้างเคียงอย่างน่าน เชียงราย และแพร่ รวมถึงเตรียมรองรับการขนส่งผ่านรถไฟความเร็วสูงเชื่อมต่อลาวและจีนในอนาคต โดยมองว่าจะช่วยในการเป็นศูนย์กลางกระจายสินค้าเกษตรได้ดียิ่งขึ้น

สาเหตุสำคัญที่ทำให้ อ.ต.ก. ต้องเผชิญกับสถานการณ์ย่ำแย่จนถูกเรียกว่าเจ๊งอย่างสาหัส มีหลายปัจจัยที่น่าสนใจ ดังนี้:

  • ภาระค่าเช่าที่ดินการรถไฟที่ปรับตัวสูงขึ้นทุกปี
  • การแบกรับต้นทุนพนักงานและค่าใช้จ่ายบริหารจัดการที่สูง
  • คดีฟ้องร้องทางกฎหมายที่มีจำนวนมากกว่า 291 คดี
  • การแข่งขันในธุรกิจตลาดสินค้าเกษตรที่เอกชนมีความคล่องตัวกว่ามาก

ในมุมมองของนักวิเคราะห์ หลายฝ่ายเห็นตรงกันว่าภารกิจของ อ.ต.ก. ในยุคปัจจุบันจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนขนานใหญ่ หากยังคงเดินหน้าด้วยโมเดลธุรกิจเดิม การจะทำให้โครงการขยายตลาดกลาง เช่น โครงการตลาดกลางภาคเหนือ เกิดผลกำไรหรืออย่างน้อยก็ไม่ขาดทุนซ้ำซากนั้น เป็นเรื่องที่ท้าทายอย่างยิ่ง และอาจต้องมีการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างละเอียดว่าความคุ้มค่าของเม็ดเงินภาษีประชาชนจะย้อนกลับมาในรูปแบบใด

เราคงต้องจับตาดูกันต่อไปว่า แผนฟื้นฟูของ อ.ต.ก. จะสามารถพลิกฟื้นองค์กรให้ออกมาจากภาวะติดลบได้จริง หรือจะเป็นเพียงการทุ่มงบประมาณไปกับโครงการที่อาจจะไม่ได้สร้างผลสัมฤทธิ์ทางการค้าอย่างที่วางแผนไว้

ที่มา – “อ.วีระ” ซัด อ.ต.ก. “เจ๊งอย่างสาหัส” ถามทำไมต้องพะเยา โครงการตลาดกลางภาคเหนือ

กมธ.งบฯ 70 ตั้ง 8 อนุ กมธ. ช่วยกรองงาน ตัดงบฯ ซ้ำซ้อน

กมธ.งบฯ 70 ตั้ง 8 อนุ กมธ. ช่วยกรองงาน ตัดงบฯ ซ้ำซ้อน

กลายเป็นประเด็นสำคัญที่น่าจับตามองในแวดวงการเมืองไทย เมื่อล่าสุดนายกรวีร์ ปริศนานันทกุล โฆษกคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. 2570 ได้ออกมาเปิดเผยความคืบหน้าการทำงาน โดยมีการประกาศใช้มาตรการ กมธ.งบฯ 70 ตั้ง 8 อนุ กมธ. ช่วยกรองงาน ตัดงบฯ ซ้ำซ้อน ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด งานนี้ถือเป็นการขยับตัวครั้งสำคัญเพื่อตรวจสอบการใช้งบประมาณแผ่นดินให้ตอบโจทย์ประเทศอย่างแท้จริงครับ

รายละเอียดการแบ่งคณะทำงานเพื่อตรวจสอบงบประมาณ

สำหรับการดำเนินงานของคณะกรรมาธิการฯ ในครั้งนี้ ได้มีการแบ่งโครงสร้างการทำงานออกเป็น 7 คณะหลัก และมีคณะที่ 8 ซึ่งเป็นคณะอนุ กมธ.ข้อสังเกตเพื่อกลั่นกรองภาพรวม โดยมีเป้าหมายหลักในการพิจารณางบประมาณของแต่ละกระทรวงให้เกิดความคุ้มค่า โดยยึดหลัก TQD คือ Target (เป้าหมาย), Quality (คุณภาพ) และ Duration (ระยะเวลา) ให้ชัดเจนที่สุด เพื่อให้มั่นใจได้ว่าโครงการต่างๆ จะไม่ใช้งบประมาณเกินความจำเป็น

สาเหตุที่ต้องเน้นย้ำว่า กมธ.งบฯ 70 ตั้ง 8 อนุ กมธ. ช่วยกรองงาน ตัดงบฯ ซ้ำซ้อน นั้น ก็เพื่อต้องการให้ประชาชนมั่นใจได้ว่า งบประมาณทุกบาททุกสตางค์ที่มาจากภาษีพี่น้องประชาชน จะถูกนำไปใช้ในโครงการที่จำเป็นและตอบโจทย์ปัญหาปากท้องอย่างตรงจุด ไม่ใช่การตัดงบฯ แบบลอยๆ หรือตัดตามยอดเปอร์เซ็นต์แบบเดิมๆ แต่นี่คือการตรวจดูเป็นรายโครงการ หากโครงการไหนไม่ตอบโจทย์ชาติ ก็พร้อมที่จะตัดทิ้งทันที

  • คณะที่ 1: ดูแลเรื่องฝึกอบรม สัมมนา และงบดำเนินงาน
  • คณะที่ 2: ดูแลครุภัณฑ์ ICT และทุนหมุนเวียน
  • คณะที่ 3: ดูแลที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง
  • คณะที่ 4: ดูแลองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
  • คณะที่ 5: ดูแลจังหวัด กลุ่มจังหวัด และรัฐวิสาหกิจ
  • คณะที่ 6: ดูแลด้านการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวิจัย
  • คณะที่ 7: ดูแลหน่วยงานรัฐสภา ศาล และองค์กรอิสระ
  • คณะที่ 8: คณะอนุ กมธ.ข้อสังเกตเพื่อพิจารณากลั่นกรองภาพรวม

นอกจากนี้ ในประเด็นที่มีการตั้งคำถามถึงงบกลางที่คาดว่าจะซ้ำซ้อนกับพ.ร.ก.กู้เงินฯ ทางกรรมาธิการฯ ก็ได้แสดงจุดยืนชัดเจนว่า หากเป็นโครงการที่ซ้ำซ้อนจริงๆ ทุกฝ่ายก็เห็นพ้องต้องกันว่าจะดำเนินการปรับลดเพื่อรักษาประโยชน์ของชาติเป็นสำคัญ การที่ กมธ.งบฯ 70 ตั้ง 8 อนุ กมธ. ช่วยกรองงาน ตัดงบฯ ซ้ำซ้อน ครั้งนี้ ถือเป็นก้าวใหม่ที่แสดงให้เห็นถึงความจริงจังในการตรวจสอบงบประมาณแบบเจาะลึก เพื่อป้องกันการใช้จ่ายที่รั่วไหลและเน้นย้ำถึงความโปร่งใสในยุคปัจจุบัน

ถือเป็นเรื่องที่น่ายินดีที่ฝ่ายค้านและรัฐบาลมีจุดมุ่งหมายเดียวกันในการรักษาผลประโยชน์ของชาติ การตรวจสอบงานกันอย่างเข้มข้นทุกๆ 15 วันจะช่วยให้เกิดความโปร่งใสและสร้างความมั่นใจให้แก่ประชาชนได้เป็นอย่างดี เราคงต้องติดตามกันต่อไปว่าโครงการไหนจะถูกปรับลดบ้าง และงบประมาณในปี 2570 นี้จะนำพาประเทศไปสู่ทิศทางที่ดียิ่งขึ้นได้ขนาดไหนครับ

ที่มา – กมธ.งบฯ 70 ตั้ง 8 อนุ กมธ. ช่วยกรองงาน ไฟเขียวตัดงบฯ ซ้ำซ้อน ถ้าไม่ตอบโจทย์ชาติ

ปชป. ชี้ 4 ปมไม่รับร่างกฎหมายสันติสุข ส่อเอื้อคดีฮั้ว สว.

กลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมให้ความสนใจอย่างมาก หลังจากที่นายพงศกร ขวัญเมือง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ได้ออกมาเปิดเผยถึงจุดยืนของพรรคฯ ต่อการประชุมสภาฯ เรื่องร่าง พ.ร.บ. สร้างเสริมสังคมสันติสุข โดยทางพรรคได้แสดงจุดยืนชัดเจนว่า ปชป. ชี้ 4 ปมไม่รับร่างกฎหมายสันติสุข ส่อเอื้อคดีฮั้ว สว. ซึ่งถือเป็นประเด็นที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด

ปชป. ชี้ 4 ปมไม่รับร่างกฎหมายสันติสุข ส่อเอื้อคดีฮั้ว สว.

เหตุผลที่พรรคประชาธิปัตย์ตัดสินใจลงมติไม่เห็นด้วยนั้น นายพงศกรได้รวบรวมเหตุผลสำคัญมาให้ประชาชนได้เข้าใจถึงที่มาที่ไป ดังนี้ครับ:

  • ประเด็นเรื่องมาตรา 112: ยืนยันชัดเจนว่าร่างกฎหมายฉบับนี้ไม่มีการนิรโทษกรรมในหมวดนี้
  • โอกาสในการฟื้นฟูเยาวชน: พรรคฯ มองว่าเยาวชนควรได้รับโอกาสในการบำบัดฟื้นฟูหากสำนึกผิด
  • ความสมัครใจ: กระบวนการบำบัดต้องเกิดจากความสมัครใจ ไม่ใช่การบังคับ
  • ความผิดปกติท้าย พ.ร.บ.: ประเด็นนี้ถือเป็นจุดสำคัญที่ทำให้ ปชป. ชี้ 4 ปมไม่รับร่างกฎหมายสันติสุข ส่อเอื้อคดีฮั้ว สว. เพราะมีการนำคดีเลือกตั้ง สว. เข้ามาเกี่ยวข้อง

ทำไมปชป. ชี้ 4 ปมไม่รับร่างกฎหมายสันติสุข ส่อเอื้อคดีฮั้ว สว. จึงสำคัญต่อบ้านเมือง?

นายพงศกรยังได้ขยายความถึงความวิตกกังวลของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ว่าหากสภาให้ความเห็นชอบกับร่างกฎหมายที่มีเนื้อหาเอื้อประโยชน์ต่อคดีการเมือง อาจเข้าข่ายมีความขัดกันแห่งผลประโยชน์ตามมาตรา 114 แห่งรัฐธรรมนูญ การลงมติไม่เห็นด้วยในครั้งนี้จึงเป็นการพิสูจน์ถึงความตั้งใจของพรรคที่ต้องการรักษาหลักการที่ถูกต้องและธรรมาภิบาลทางกฎหมายไว้ให้มั่นคง

ท้ายที่สุดแล้ว การที่พรรคการเมืองออกมาตรวจสอบความโปร่งใสของกฎหมาย ถือเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้ประชาชนมั่นใจได้ว่ากฎหมายที่จะออกมานั้น จะเป็นเครื่องมือเพื่อความสุขของทุกคนในชาติอย่างแท้จริง ไม่ใช่เป็นเพียงช่องทางเพื่อปกป้องพวกพ้องจากการกระทำผิดที่ควรจะเป็นเรื่องของกฎหมายเลือกตั้งปกติ หวังว่าข้อมูลนี้จะช่วยให้เพื่อนๆ เข้าใจถึงจุดยืนของพรรคประชาธิปัตย์ในประเด็นนี้มากขึ้นครับ

ที่มา – ปชป. ชี้ 4 ปมไม่รับร่างกฎหมายสันติสุข ชี้ท้าย พ.ร.บ. ส่อเอื้อคดีฮั้ว สว.

“อัครเดช” ซัด “พริษฐ์” เลิกเล่นเกมการเมือง กล่าวหารมต.หนีกระทู้สด

“อัครเดช” ซัด “พริษฐ์” เลิกเล่นเกมการเมือง กล่าวหารมต.หนีกระทู้สด

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในสภาฯ เมื่อล่าสุด นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ สส.ราชบุรี จากพรรคภูมิใจไทย ออกมาเคลื่อนไหวโต้กลับ นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กรณีที่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ว่ารัฐมนตรีมีความพยายามหลีกเลี่ยงการตอบกระทู้ถามสดในสภาผู้แทนราษฎร โดยนายอัครเดชได้ขอให้ฝ่ายค้านเลิกนำประเด็นนี้มาเล่นเกมการเมือง เพื่อลดความขัดแย้งที่ไม่สร้างสรรค์ในสังคม

ทำไม “อัครเดช” ซัด “พริษฐ์” เลิกเล่นเกมการเมือง กล่าวหารมต.หนีกระทู้สด ถึงสำคัญ?

นายอัครเดชให้เหตุผลสำคัญในเรื่องนี้ว่า การกล่าวหาว่าคณะรัฐมนตรีพยายามหนีการชี้แจงนั้นไม่เป็นธรรมแต่อย่างใด เนื่องจากธรรมชาติของ กระทู้ถามสด นั้นมีความแตกต่างจากกระทู้ถามทั่วไป เพราะมีการแจ้งล่วงหน้าเพียงไม่กี่ชั่วโมงในวันประชุมสภาฯ เท่านั้น ซึ่งในบางครั้ง รัฐมนตรีอาจติดภารกิจสำคัญที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ หรือเป็นภารกิจราชการที่มีกำหนดการชัดเจนมาตั้งแต่ต้น ทำให้ไม่สามารถเดินทางมาตอบได้ทันทีตามที่ฝ่ายค้านต้องการ

การที่ฝ่ายค้านพยายามหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาโจมตีบ่อยครั้ง จึงถูกมองว่าเป็นเพียงการปั่นกระแสทางการเมืองมากกว่าการต้องการหาคำตอบจริงๆ สำหรับประเด็นสำคัญที่เกิดขึ้นในสังคม ดังนี้:

  • ความเข้าใจคลาดเคลื่อนเรื่องลำดับความสำคัญของงานราชการ
  • การใช้พื้นที่สภาเพื่อสร้างภาพลักษณ์เชิงลบให้กับรัฐบาล
  • ความพยายามดิสเครดิตแทนการตรวจสอบตามครรลอง

ในประเด็นคดีฮั้วเลือก สว. ที่ฝ่ายค้านมักหยิบมาตั้งคำถาม นายอัครเดชยังย้ำว่า รัฐมนตรีได้เคยชี้แจงผ่านสื่อและในสภามาแล้วหลายครั้ง ประกอบกับสถานะของคดีที่อยู่ในขั้นตอนคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และพนักงานสอบสวน ดังนั้นจึงควรปล่อยให้เป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม ไม่ใช่การกดดันผ่านการตอบกระทู้สดเพียงอย่างเดียว

“อัครเดช” ซัด “พริษฐ์” เลิกเล่นเกมการเมือง กล่าวหารมต.หนีกระทู้สด ถือเป็นสัญญาณเตือนถึงนักการเมืองรุ่นใหม่ว่า การทำหน้าที่ในสภานั้นควรเน้นความตรงไปตรงมาและการเคารพข้อจำกัดของกันและกัน แทนที่จะนำประเด็นปลีกย่อยมาปั่นให้กลายเป็นความขัดแย้งในวงกว้าง ซึ่งอาจส่งผลเสียต่อความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อระบบรัฐสภาโดยรวมในระยะยาว

ในมุมมองของเรา เรื่องนี้สะท้อนให้เห็นว่าการสร้างสรรค์การเมืองไทยต้องเริ่มจากการสื่อสารที่อยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริง และเลิกใช้สภาผู้แทนราษฎรเป็นเวทีในการสร้างคอนเทนต์เพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองเพียงอย่างเดียว

ที่มา – “อัครเดช” ซัด “พริษฐ์” เลิกเล่นเกมการเมือง กล่าวหา รมต. หนีตอบกระทู้สด

นายกฯ มองตั้ง “อ.วีระ” นั่ง กมธ.งบฯ 70 ได้คนมีประสบการณ์ กล้าวิจารณ์ ช่วยรักษาประโยชน์ชาติ

นายกฯ มองตั้ง “อ.วีระ” นั่ง กมธ.งบฯ 70 ได้คนมีประสบการณ์ กล้าวิจารณ์ ช่วยรักษาประโยชน์ชาติ

กลายเป็นประเด็นที่น่าจับตามองในแวดวงการเมืองไทย เมื่อมีการแต่งตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 โดยหนึ่งในรายชื่อที่หลายคนให้ความสนใจคือ “อ.วีระ ธีระภัทรานนท์” ซึ่งเข้ามานั่งในโควตาของคณะรัฐมนตรี ซึ่งงานนี้ทางด้าน นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ออกมาแสดงทัศนะต่อเรื่องนี้อย่างน่าสนใจ

นายกฯ มองว่าการที่ นายกฯ มองตั้ง “อ.วีระ” นั่ง กมธ.งบฯ 70 ได้คนมีประสบการณ์ กล้าวิจารณ์ ช่วยรักษาประโยชน์ชาติ นั้นถือเป็นเรื่องที่ดีและเป็นผลดีต่อประเทศชาติอย่างยิ่ง เพราะการพิจารณางบประมาณแผ่นดินเป็นเรื่องละเอียดอ่อนและมีความสำคัญสูง การได้ผู้ที่มีความรู้และความเชี่ยวชาญเข้ามาช่วยตรวจสอบ จะทำให้การจัดสรรงบประมาณมีความโปร่งใสและเกิดประโยชน์สูงสุดกับพี่น้องประชาชน

ทำไมการตั้ง อ.วีระ ถึงเป็นเรื่องที่น่าสนใจ

สำหรับคำถามที่ว่าทำไม นายกฯ มองตั้ง “อ.วีระ” นั่ง กมธ.งบฯ 70 ได้คนมีประสบการณ์ กล้าวิจารณ์ ช่วยรักษาประโยชน์ชาติ ถึงกลายเป็นข่าวใหญ่ เหตุผลสำคัญคือบุคลิกและบทบาทของ อ.วีระ ที่เป็นที่ทราบกันดีว่ามีความตรงไปตรงมา กล้าวิพากษ์วิจารณ์ในประเด็นต่างๆ อย่างแหลมคม ซึ่งในมุมของฝั่งบริหาร นายกฯ เองมองว่านี่คือตัวช่วยชั้นดีที่จะมาเติมเต็มในส่วนที่อาจมองข้ามไป เพื่อให้การใช้งบประมาณคุ้มค่าที่สุด

  • มีความเป็นมืออาชีพและประสบการณ์สูงในการวิเคราะห์ข้อมูล
  • กล้าตั้งคำถามและวิจารณ์ในจุดที่ควรปรับปรุง
  • เน้นย้ำถึงการรักษาประโยชน์ของประเทศชาติเป็นสำคัญ

แม้ว่าในช่วงที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรีอาจจะไม่ได้ติดตามการประชุมสภาอย่างใกล้ชิดเนื่องจากภารกิจการทำงานที่ต่างประเทศ แต่ท่านก็ได้เน้นย้ำชัดเจนว่า กระบวนการแต่งตั้งทั้งหมดเป็นไปตามกลไกของสภาฯ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า นายกฯ มองตั้ง “อ.วีระ” นั่ง กมธ.งบฯ 70 ได้คนมีประสบการณ์ กล้าวิจารณ์ ช่วยรักษาประโยชน์ชาติ คือการขับเคลื่อนประเทศด้วยการดึงคนเก่งเข้ามาช่วยงานกรรมาธิการนั่นเอง

ในยุคที่การตรวจสอบงบประมาณมีความท้าทายมากขึ้น การได้คนที่มีความรอบรู้และไม่เกรงใจในสิ่งที่ควรวิจารณ์ ย่อมเป็นสัญญาณบวกของระบบรัฐสภาไทย เราคงต้องติดตามกันต่อไปว่า การทำงานของคณะกรรมาธิการชุดนี้จะสร้างความเปลี่ยนแปลงหรือช่วยให้งบประมาณปี 2570 ถูกนำไปใช้ได้ดีขึ้นเพียงใด แต่สิ่งหนึ่งที่ชัดเจนคือความคาดหวังของสังคมที่มีต่อการเปลี่ยนแปลงในทิศทางที่ดีขึ้นของการบริหารจัดการงบประมาณแผ่นดิน

ที่มา – นายกฯ มองตั้ง “อ.วีระ” นั่ง กมธ.งบฯ 70 ได้คนมีประสบการณ์ กล้าวิจารณ์ ช่วยรักษาประโยชน์ชาติ

โอนไว สภาฯ ใช้เวลา 15 นาที เห็นชอบพ.ร.บ.โอนงบ 1 หมื่นล้านบาท

เชื่อว่าหลายคนคงได้ยินข่าวการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา ซึ่งกลายเป็นประเด็นร้อนแรงในโลกโซเชียล เมื่อมีการกล่าวถึงเหตุการณ์ โอนไว สภาฯ ใช้เวลา 15 นาที เห็นชอบพ.ร.บ.โอนงบ 1 หมื่นล้านบาท โดยเป็นการโหวตผ่านร่างพ.ร.บ.โอนงบประมาณรายจ่ายอย่างรวดเร็วจนน่าตกใจ วันนี้เรามาเจาะลึกกันว่าเกิดอะไรขึ้นในสภาฯ แห่งนี้ครับ

สถานการณ์จริงเมื่อ โอนไว สภาฯ ใช้เวลา 15 นาที เห็นชอบพ.ร.บ.โอนงบ 1 หมื่นล้านบาท

การประชุมในวันนั้นเต็มไปด้วยความกระชับ โดยนางสาวมัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช รองประธานสภาฯ ได้ทำหน้าที่ประธานในการพิจารณาร่างพ.ร.บ.โอนงบประมาณรายจ่าย วงเงินรวมทั้งสิ้น 10,328 ล้านบาท ซึ่งเงินก้อนนี้มาจากหน่วยงานต่างๆ ถึง 118 แห่ง โดยมีเป้าหมายหลักคือการโอนไปใส่ไว้ในงบกลาง เพื่อนำไปใช้เป็นเงินสำรองจ่ายฉุกเฉินและปฏิบัติภารกิจที่เร่งด่วนในการแก้วิกฤตการณ์ทางสังคมและเศรษฐกิจของประเทศไทย

รายละเอียดการโหวตมติเอกฉันท์หลังจาก โอนไว สภาฯ ใช้เวลา 15 นาที เห็นชอบพ.ร.บ.โอนงบ 1 หมื่นล้านบาท

ความน่าสนใจของเหตุการณ์นี้อยู่ที่ตัวเลขและขั้นตอนการพิจารณาครับ เพราะในวาระที่ 2 ของการประชุม ไม่มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรท่านใดติดใจอภิปรายในรายละเอียดที่กรรมาธิการวิสามัญฯ ได้แก้ไขมา ส่งผลให้วาระที่ 3 เกิดการลงมติด่วนด้วยผลคะแนนเอกฉันท์ 449 ต่อ 0 เสียง และงดออกเสียง 2 เสียง ภายในเวลาเพียง 15 นาทีเท่านั้น ซึ่งถือว่าเร็วมากหากเทียบกับกระบวนการปกติของสภาฯ

สาเหตุสำคัญของการเร่งรีบในครั้งนี้คือ:

  • เพื่อสนับสนุนภารกิจเร่งด่วนในการฟื้นฟูประเทศ
  • เพื่อบรรเทาผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจทั้งปัจจัยภายในและภายนอก
  • เพื่อให้เงินสำรองฉุกเฉินมีความพร้อมในการนำมาใช้งานทันที

หลายคนอาจจะตั้งคำถามว่า การที่สภาฯ ทำงานรวดเร็วขนาดนี้เป็นเรื่องดีหรือน่ากังวล? ในมุมมองหนึ่ง นี่คือการแสดงให้เห็นถึงความพร้อมในการตอบสนองต่อปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนอย่างทันท่วงที แต่ในอีกมุมหนึ่ง ประชาชนก็ยังคงจับตามองว่า งบประมาณกว่า 1 หมื่นล้านบาทนี้ จะถูกบริหารจัดการอย่างไรให้โปร่งใสและคุ้มค่าที่สุด เพื่อไม่ให้เงินภาษีของประชาชนต้องสูญเปล่าไปกับโครงการที่ไม่เกิดผลตอบแทนที่ชัดเจน

สรุปแล้ว แม้เหตุการณ์ โอนไว สภาฯ ใช้เวลา 15 นาที เห็นชอบพ.ร.บ.โอนงบ 1 หมื่นล้านบาท จะผ่านไปอย่างรวดเร็ว แต่ภารกิจสำคัญหลังจากนี้คือการติดตามการนำงบประมาณไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อพี่น้องประชาชนทั่วประเทศครับ

ที่มา – โอนไว สภาฯ ใช้เวลา 15 นาที เห็นชอบพ.ร.บ.โอนงบ 1 หมื่นล้านบาท

เปิดรายชื่อ กมธ.งบฯ 70 ดร.โจ-มาดามเดียร์ ร่วมงานสภา

เปิดรายชื่อ กมธ.งบฯ 70 ดร.โจ-มาดามเดียร์ ร่วมงานสภา

หลังจากที่สภาผู้แทนราษฎรได้มีมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 ในวาระแรกไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคมที่ผ่านมา บรรยากาศการเมืองก็เข้มข้นขึ้นทันที เมื่อมีการจัดตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ ขึ้นมาเพื่อพิจารณารายละเอียดงบประมาณ โดยล่าสุดมีการ เปิดรายชื่อ กมธ.งบฯ 70 ดร.โจ-มาดามเดียร์ ร่วมงานสภา ซึ่งถือเป็นที่จับตาของสังคมอย่างมากในขณะนี้

ความน่าสนใจของรายชื่อครั้งนี้ คือการปรากฏตัวของ “ดร.โจ” หรือ นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร จากพรรคประชาชน ซึ่งเป็นอดีตผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. ที่ได้รับความสนใจก่อนหน้านี้ และการกลับมาของ “มาดามเดียร์” ในโควตาของพรรคประชาธิปัตย์ นอกจากนี้ยังมีชื่อของ “อ.วีระ ธีระภัทรานนท์” ที่ทาง ครม. ได้ส่งชื่อมาร่วมในคณะกรรมาธิการด้วยการ เปิดรายชื่อ กมธ.งบฯ 70 ดร.โจ-มาดามเดียร์ ร่วมงานสภา ครั้งนี้ ทำให้เห็นภาพรวมของการจัดสรรงบประมาณที่เต็มไปด้วยตัวแทนจากหลากพรรคการเมือง

ความเคลื่อนไหวสำคัญในการการตั้งกมธ.งบประมาณปี 70

สำหรับรายชื่อผู้ที่ได้รับคัดเลือกให้เป็น กมธ.งบประมาณปี 70 ทั้ง 72 คนนั้น มีการกระจายโควตาจากหลายส่วน โดยพรรคภูมิใจไทยครองเสียงส่วนใหญ่ถึง 21 คน ตามมาด้วยพรรคประชาชน 13 คน พรรคเพื่อไทย 8 คน พรรคกล้าธรรม 6 คน ส่วนพรรคประชาธิปัตย์ส่ง 2 คน ได้แก่ นายอัมพร พินะสา และ น.ส.วทันยา บุนนาค หรือมาดามเดียร์นั่นเอง

ในการ เปิดรายชื่อ กมธ.งบฯ 70 ดร.โจ-มาดามเดียร์ ร่วมงานสภา ครั้งนี้ เราได้เห็นรายชื่อจากหน่วยงานต่างๆ ดังนี้:

  • คณะรัฐมนตรี (ครม.): ส่งรายชื่อบุคคลสำคัญ 18 คน รวมถึง อ.วีระ ธีระภัทรานนท์ และนายชาดา ไทยเศรษฐ์
  • พรรคภูมิใจไทย: ส่งตัวแทน 21 คน นำโดย นายชยุต ภุมมะกาญจนะ และคณะ
  • พรรคประชาชน: นำโดย น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล และนายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร (ดร.โจ)
  • พรรคการเมืองอื่น: รวมถึงพรรคเพื่อไทย พรรคกล้าธรรม และพรรคประชาธิปัตย์ ที่ส่งตัวแทนร่วมพิจารณา

การพิจารณางบประมาณแผ่นดินเป็นหัวใจสำคัญของการขับเคลื่อนประเทศ การที่แต่ละพรรคส่งบุคลากรคุณภาพหรือตัวแทนที่มีชื่อเสียงมาร่วมด้วย สะท้อนให้เห็นว่าทุกฝ่ายต่างให้ความสำคัญกับเงินภาษีของประชาชน ทุกขั้นตอนต่อจากนี้จะเป็นบทพิสูจน์ว่าพวกเขาสามารถตรวจสอบและบริหารจัดการงบประมาณปี 2570 ให้เกิดประโยชน์สูงสุดได้อย่างไร

คุณคิดอย่างไรกับการจัดทัพกรรมาธิการงบประมาณชุดนี้? นี่คือการรวมตัวกันของมืออาชีพเพื่อรับมือกับโจทย์งบประมาณที่ท้าทาย หรือเป็นเพียงเกมการเมืองในสภา? มาร่วมติดตามสถานการณ์นี้ไปพร้อมๆ กัน เพราะทุกบาททุกสตางค์ของงบประมาณคืออนาคตของคนไทยทั้งชาติครับ

ที่มา – เปิดรายชื่อ กมธ.งบฯ 70 “ดร.โจ” โผล่ร่วมหลังแพ้เลือกตั้ง “มาดามเดียร์” โควตา ปชป. ครม. ส่ง “อ.วีระ”

มติสภาฯ เสียงข้างมากโหวตรับ “ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ 2570” วาระแรก

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เรามีประเด็นร้อนทางการเมืองที่น่าสนใจมาอัปเดตกันครับ นั่นก็คือเรื่องของ มติสภาฯ เสียงข้างมากโหวตรับ “ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ 2570” วาระแรก ซึ่งถือว่าเป็นก้าวสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศในปีงบประมาณหน้า โดยการประชุมครั้งนี้เต็มไปด้วยบรรยากาศการอภิปรายที่เข้มข้นจากทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน เพื่อให้แน่ใจว่าเงินภาษีของประชาชนจะถูกนำไปใช้อย่างคุ้มค่าที่สุดครับ

เจาะลึกมติสภาฯ เสียงข้างมากโหวตรับ “ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ 2570” วาระแรก

เหตุการณ์สำคัญเริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา ที่ประชุมสภาฯ ได้ร่วมกันอภิปรายร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 อย่างถึงพริกถึงขิง โดยมีหัวหน้าพรรคฝ่ายค้านและตัวแทนจากฝั่งรัฐบาลออกมาร่วมแลกเปลี่ยนมุมมอง เพื่อให้เกิดความชัดเจนในทุกมิติ โดยรัฐบาลยืนยันว่าถึงแม้ข้อจำกัดจะมีอยู่มาก แต่จะพยายามทำให้งบประมาณฉบับนี้มีความโปร่งใสและสร้างประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชนคนไทยทุกคนครับ

สรุปผลการลงมติสำคัญในครั้งนี้

หลังจากผ่านการถกเถียงกันมาอย่างยาวนาน ผลการโหวตออกมาดังนี้ครับ:

  • เห็นด้วย: 288 เสียง
  • ไม่เห็นด้วย: 119 เสียง
  • งดออกเสียง: 86 เสียง
  • ไม่ลงคะแนนเสียง: 0 เสียง

ด้วยคะแนนเสียงข้างมาก ทำให้ร่างกฎหมายฉบับนี้ผ่านวาระแรกไปได้ด้วยดี พร้อมทั้งมีการจัดตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญจำนวน 72 คน เพื่อเข้าไปดูแลรายละเอียดการแปรญัตติต่อไปภายในระยะเวลา 30 วันนับจากนี้ เพื่อให้งบประมาณดังกล่าวสามารถตอบโจทย์การพัฒนาเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของประชาชนได้อย่างแท้จริงครับ

ในมุมมองของหลายๆ ฝ่าย การที่ มติสภาฯ เสียงข้างมากโหวตรับ “ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ 2570” วาระแรก ถือเป็นหมุดหมายสำคัญที่น่าจับตามองมาก เพราะนอกจากจะแสดงให้เห็นถึงทิศทางการบริหารประเทศแล้ว ยังสะท้อนถึงการเตรียมความพร้อมในการรับมือกับความท้าทายทางเศรษฐกิจในอนาคต เราในฐานะประชาชนคงต้องร่วมกันติดตามอย่างใกล้ชิดว่า ในช่วงเวลา 30 วันของการแปรญัตตินี้ จะมีการปรับเปลี่ยนรายละเอียดอย่างไรให้สอดรับกับความต้องการของพี่น้องคนไทยมากที่สุดครับ

ที่มา – มติสภาฯ เสียงข้างมากโหวตรับ “ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ 2570” วาระแรก

ไม่เป็นภาระคลัง “ชวน” จี้ทบทวนเบี้ยผู้สูงอายุเป็น 1,000 บาท ถ้วนหน้า

เชื่อว่าเพื่อนๆ หลายคนคงกำลังติดตามข่าวคราวในสภาฯ โดยเฉพาะประเด็นเรื่องสวัสดิการสังคมที่ได้รับความสนใจอย่างมาก เมื่อ “ท่านชวน หลีกภัย” ได้ออกมาเสนอประเด็นร้อนที่โดนใจคนไทยทั้งประเทศ ด้วยการออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลพิจารณาเรื่อง ไม่เป็นภาระคลัง “ชวน” จี้ทบทวนเบี้ยผู้สูงอายุเป็น 1,000 บาท ถ้วนหน้า ซึ่งถือเป็นเรื่องที่สำคัญมากสำหรับความเป็นอยู่ของผู้สูงวัยในปัจจุบัน

ไม่เป็นภาระคลัง “ชวน” จี้ทบทวนเบี้ยผู้สูงอายุเป็น 1,000 บาท ถ้วนหน้า

หลายคนอาจสงสัยว่าการปรับเบี้ยผู้สูงอายุแบบถ้วนหน้ามาอยู่ที่ 1,000 บาทนั้น จะกระทบต่อเศรษฐกิจหรือไม่ แต่ท่านชวนได้ย้ำชัดเจนว่า นี่คือสิ่งที่รัฐบาลสามารถบริหารจัดการได้ โดยมองว่าผู้สูงอายุคือฟันเฟืองสำคัญที่สร้างชาติมาตลอดชีวิต ไม่ว่าจะเป็นเกษตรกรหรือกรรมกร ทุกคนควรได้รับหลักประกันที่ทัดเทียมกัน การที่ท่าน ไม่เป็นภาระคลัง “ชวน” จี้ทบทวนเบี้ยผู้สูงอายุเป็น 1,000 บาท ถ้วนหน้า จึงเป็นการสะท้อนความห่วงใยถึงผู้ที่ไม่ได้รับบำนาญเหมือนข้าราชการ

เหตุผลสำคัญและการผลักดันเชิงนโยบาย

นอกจากเรื่องผู้สูงอายุแล้ว ท่านยังได้ย้ำเตือนถึงเรื่องกองทุน กยศ. ที่เป็นนโยบายที่ท่านริเริ่มไว้ โดยเน้นย้ำถึงความซื่อสัตย์สุจริตของผู้กู้ เมื่อมีงานทำแล้วต้องคืนเงินเพื่อส่งต่อโอกาสให้รุ่นถัดไป เพราะหากผู้กู้ละเลยหน้าที่ กองทุนก็อาจประสบปัญหาทางการเงินในอนาคตได้ นี่คือตัวอย่างของการสร้างวินัยและความรับผิดชอบต่อส่วนรวมที่ยั่งยืน

  • ปรับเบี้ยผู้สูงอายุเป็น 1,000 บาท เท่าเทียมกันทั่วประเทศ
  • สร้างหลักประกันพื้นฐานให้ผู้สูงอายุที่ไม่ได้มีบำนาญ
  • ส่งเสริมให้ผู้กู้ กยศ. มีความซื่อสัตย์ในการชำระคืนหนี้
  • ยึดมั่นการบริหารประเทศด้วยความสุจริตเพื่อประโยชน์ประชาชน

ท้ายที่สุด การที่ท่านชวนยืนยันว่านโยบายนี้ ไม่เป็นภาระคลัง “ชวน” จี้ทบทวนเบี้ยผู้สูงอายุเป็น 1,000 บาท ถ้วนหน้า นั้น ถือเป็นกระบอกเสียงที่สำคัญมาก หากรัฐบาลสามารถนำข้อเสนอเหล่านี้ไปปฏิบัติจริง จะเป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุไทยให้มีความสุขและมีศักดิ์ศรีมากขึ้น เพื่อนๆ คิดเห็นอย่างไรกันบ้างครับ? นโยบายนี้จะช่วยลดความเหลื่อมล้ำในสังคมได้จริงหรือไม่ มาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันได้เลยครับ

ที่มา – ไม่เป็นภาระคลัง “ชวน” จี้ทบทวนเบี้ยผู้สูงอายุเป็น 1,000 บาท ถ้วนหน้า

Scroll to top