ประชุมเอเปค

อนุทินต้อนรับ ลี เซียน ลุง ถวายสักการะพระบรมศพ

นายกฯ อนุทิน ให้การต้อนรับ “ลี เซียน ลุง” อดีตนายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ ในโอกาสเดินทางมาถวายสักการะพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พร้อมต่อยอดสู่ความร่วมมือเศรษฐกิจดิจิทัล–สีเขียว

วันที่ 4 สิงหาคม 2568 นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2568 เวลา 16.20 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้การต้อนรับนายลี เซียน ลุง อดีตนายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ ณ ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล ในโอกาสเดินทางมาถวายสักการะพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

นายกรัฐมนตรีได้เป็นเจ้าภาพเลี้ยงน้ำชา ณ ห้องโดมทอง ชั้น 2 ในบรรยากาศเป็นกันเองและอบอุ่น ซึ่งทั้งสองผู้นำได้รำลึกถึงมิตรภาพอันยาวนานตั้งแต่การเข้าร่วมประชุมเอเปคที่กรุงเทพฯ เมื่อปี 2022 และได้แลกเปลี่ยนมุมมองต่อศักยภาพใหม่ของความร่วมมือไทย–สิงคโปร์ในอนาคต โดยเฉพาะเศรษฐกิจดิจิทัล เศรษฐกิจสีเขียว และสาขาเทคโนโลยีที่กำลังขับเคลื่อนภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

นายสิริพงศ์ เปิดเผยว่า หลังการหารือ นายลี เซียน ลุง ได้โพสต์ข้อความสะท้อนความรู้สึกผูกพันกับประเทศไทยว่า การได้กลับมาพบปะนายกรัฐมนตรีอนุทินอีกครั้ง “รู้สึกดีใจที่ได้ reconnect” พร้อมขอบคุณน้ำใจและการต้อนรับอย่างอบอุ่นที่ไทยให้แก่ท่านและภริยา โดยระบุว่า “สายสัมพันธ์ไทย–สิงคโปร์แข็งแกร่ง และยังมีพื้นที่ให้เราต่อยอดความร่วมมือร่วมกันได้อีกมาก โดยเฉพาะในเศรษฐกิจดิจิทัลและเศรษฐกิจสีเขียว”

ทั้งนี้ ทั้งสองผู้นำได้ถ่ายภาพเซลฟี่ร่วมกันในบรรยากาศเป็นกันเอง ซึ่งสะท้อนถึงความใกล้ชิดส่วนบุคคล และเป็นสัญลักษณ์ของความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นของสองประเทศอย่างแท้จริง

นายสิริพงศ์ ยังระบุด้วยว่า นายกรัฐมนตรีอนุทินมีกำหนดการเดินทางเยือนสาธารณรัฐสิงคโปร์อย่างเป็นทางการ ในวันที่ 7 พฤศจิกายน 2568 ซึ่งจะเป็นโอกาสสำคัญในการยกระดับความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ไทย–สิงคโปร์ให้ก้าวไปอีกขั้นอย่างเป็นรูปธรรม

อนุทินต้อนรับ ลี เซียน ลุง ถวายสักการะพระบรมศพ

เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้ให้การต้อนรับ นายลี เซียน ลุง อดีตนายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ ในโอกาสสำคัญที่เดินทางมาถวายสักการะพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง การพบปะครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการแสดงความเคารพต่อสถาบัน แต่ยังเป็นการสานต่อความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศ และเปิดโอกาสสู่ความร่วมมือในด้านเศรษฐกิจดิจิทัลและเศรษฐกิจสีเขียวอีกด้วย

ความสำคัญของการต้อนรับ ลี เซียน ลุง

การต้อนรับ ลี เซียน ลุง อดีตนายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างไทยและสิงคโปร์ ที่มีมาอย่างยาวนาน การเดินทางมาถวายสักการะพระบรมศพในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความเคารพและความผูกพันที่ท่านมีต่อประเทศไทย นอกจากนี้ การหารือร่วมกันยังเป็นการเน้นย้ำถึงความสำคัญของความร่วมมือระหว่างประเทศ โดยเฉพาะในด้านเศรษฐกิจดิจิทัลและเศรษฐกิจสีเขียว ซึ่งเป็นอนาคตของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

การหารือในครั้งนี้ยังเป็นการปูทางไปสู่การเยือนสาธารณรัฐสิงคโปร์อย่างเป็นทางการของนายกรัฐมนตรีอนุทินในวันที่ 7 พฤศจิกายน 2568 ซึ่งจะเป็นโอกาสสำคัญในการยกระดับความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างไทยและสิงคโปร์ให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้น การที่อนุทินต้อนรับ ลี เซียน ลุง ถวายสักการะพระบรมศพ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการสานสัมพันธ์และผลักดันความร่วมมือในระดับภูมิภาค

ความร่วมมือด้านเศรษฐกิจดิจิทัลและเศรษฐกิจสีเขียว กลายเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาในยุคปัจจุบัน ทั้งสองประเทศเล็งเห็นศักยภาพในการเติบโตในด้านนี้ และพร้อมที่จะร่วมมือกันเพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้กับภูมิภาค การลงทุนในเทคโนโลยีและการพัฒนาอย่างยั่งยืนจะเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในอนาคต

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้ให้ความสำคัญกับการสร้างความสัมพันธ์อันดีกับนานาประเทศ และการต้อนรับ อนุทินต้อนรับ ลี เซียน ลุง ถวายสักการะพระบรมศพ ในครั้งนี้ ก็เป็นอีกหนึ่งเครื่องยืนยันถึงความมุ่งมั่นในการผลักดันความร่วมมือระหว่างประเทศ เพื่อประโยชน์สูงสุดของประชาชนทั้งสองประเทศ

ถึงแม้ว่าการเดินทางมาของอดีตนายกฯ ลี เซียน ลุง จะเป็นเรื่องของการแสดงความเคารพและรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ แต่อีกนัยหนึ่งก็เป็นการส่งสัญญาณที่ดีถึงความสัมพันธ์ที่ยังคงแน่นแฟ้นและพร้อมที่จะก้าวไปข้างหน้าด้วยกัน การที่ไทยและสิงคโปร์หันมาให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจดิจิทัลและเศรษฐกิจสีเขียว แสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล และความเข้าใจในทิศทางของโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงไป การจับมือกันในวันนี้ จะเป็นรากฐานที่แข็งแกร่งสำหรับการเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต

ที่มา – “อนุทิน” ต้อนรับ “ลี เซียน ลุง” ในโอกาสเดินทางมาถวายสักการะพระบรมศพ

“สีหศักดิ์” โวความสำเร็จ! พบผู้นำหลายชาติ

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ (รมว.กต.) เผยการประชุมสุดยอดอาเซียนและเอเปคประสบความสำเร็จอย่างงดงาม “อนุทิน” บริหารประเทศเพียงเดือนเดียวก็ได้พบปะกับผู้นำจากหลากหลายประเทศ ซึ่งช่วยพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและส่งผลให้เกิดความมั่นใจต่อประเทศไทย ย้ำว่าแม้รัฐบาลจะอยู่ในวาระเพียง 4 เดือน แต่ก็มองถึงรากฐานที่แข็งแกร่งในระยะยาว

เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2568 นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้แถลงภายหลังการเดินทางกลับจากการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ครั้งที่ 32 ณ เมืองคยองจู ประเทศเกาหลีใต้ โดยระบุว่าการประชุมครั้งนี้ถือว่าประสบความสำเร็จอย่างมาก โดยเฉพาะในแง่ของจังหวะเวลาที่รัฐบาลเพิ่งเข้ามาบริหารประเทศได้ไม่ถึง 1 เดือน แต่นายกรัฐมนตรีได้มีโอกาสพบปะกับผู้นำอาเซียนทั้งหมด รวมทั้งผู้นำที่สำคัญจากประเทศต่างๆ เช่น ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ประธานาธิบดีสาธารณรัฐประชาชนจีน และนายกรัฐมนตรีคนใหม่ของญี่ปุ่น

นายสีหศักดิ์กล่าวเพิ่มเติมว่า ความสำเร็จไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่การประชุมในห้องประชุมเท่านั้น แต่ยังรวมถึงโอกาสในการทำความรู้จักและสร้างความคุ้นเคยนอกรอบการประชุม ซึ่งจะมีส่วนช่วยอย่างมากในการพัฒนาความสัมพันธ์และเสริมสร้างความมั่นใจในประเทศไทย

“สีหศักดิ์” โว คือความสำเร็จ นายกฯ อยู่ไม่ถึง 1 เดือน ได้พบผู้นำหลายประเทศ

ในการประชุมสุดยอดอาเซียนและเอเปคครั้งนี้ ได้มีการหารือในประเด็นสถานการณ์โลกที่สำคัญ โดยประเทศไทยได้แสดงท่าทีที่แข็งขันในประเด็นสำคัญต่างๆ และนำเสนอแนวทางและข้อเสนอที่สร้างสรรค์ในการจัดการประชุมระหว่างประเทศว่าด้วยการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติทุกรูปแบบ รวมถึงอาชญากรรมไซเบอร์และสแกมเมอร์ ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี

อะไรคือความสำเร็จที่แท้จริง? “สีหศักดิ์” ให้คำตอบ

นายสีหศักดิ์เน้นย้ำว่า การเข้าร่วมการประชุมและการได้พบปะกับผู้นำและภาคเอกชน ช่วยให้นายกรัฐมนตรีได้มีโอกาสแสดงให้เห็นถึงทิศทางการขับเคลื่อนประเทศไทยไปข้างหน้า แม้รัฐบาลชุดนี้จะมีวาระเพียง 4 เดือน แต่สิ่งที่นายกรัฐมนตรีย้ำคือการมองถึงรากฐานในระยะยาว ซึ่งไม่ได้เป็นประโยชน์เฉพาะรัฐบาลเท่านั้น แต่เป็นเรื่องของความมั่นใจต่อประเทศไทยและทิศทางในอนาคต

ผลของการประชุมสุดยอดอาเซียนและเอเปค รวมถึงการพบปะกับผู้นำจากประเทศต่างๆ นั้น สามารถสรุปได้ดังนี้:

  • เสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
  • ดึงดูดความมั่นใจจากนานาชาติ
  • วางรากฐานที่แข็งแกร่งสำหรับการพัฒนาในระยะยาว
  • แสดงบทบาทของไทยในเวทีโลก

“สีหศักดิ์” เชื่อมั่นว่าการที่นายกรัฐมนตรีได้พบปะกับผู้นำหลายประเทศภายในระยะเวลาอันสั้น ถือเป็นความสำเร็จที่สำคัญอย่างยิ่ง เพราะเป็นการแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับนานาชาติ และสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนและภาคธุรกิจต่างๆ

ประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านที่สำคัญ การมีรัฐบาลที่สามารถสร้างความเชื่อมั่นและดึงดูดความสนใจจากนานาชาติได้ จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจและพัฒนาประเทศไปข้างหน้า การที่นายกรัฐมนตรีได้มีโอกาสพบปะกับผู้นำจากประเทศต่างๆ จึงเป็นสัญญาณที่ดีที่แสดงให้เห็นว่าประเทศไทยกำลังเดินมาถูกทาง

ดังนั้น การที่ “สีหศักดิ์” โว คือความสำเร็จที่นายกฯ ได้พบปะผู้นำหลายประเทศ จึงไม่ใช่แค่การพูดเกินจริง แต่เป็นการสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และความเชื่อมั่นที่นานาชาติมีต่อประเทศไทย

ที่มา – “สีหศักดิ์” โว คือความสำเร็จ นายกฯ อยู่ไม่ถึง 1 เดือน ได้พบผู้นำหลายประเทศ

อนุทินแถลง! ผลประชุมอาเซียน-เอเปคดีล จีน-เกาหลีใต้-แคนาดา

“นายกฯ อนุทิน” นำทีมไทยแลนด์แถลงสรุปผลการประชุมอาเซียนและเอเปค ซึ่งประสบความสำเร็จในการเจรจาข้อตกลงสำคัญกับ จีน เกาหลีใต้ และแคนาดา โดยจีนพร้อมเพิ่มโควตาซื้อข้าวจากไทย เกาหลีใต้เปิดโอกาสให้แรงงานไทยไปทำงานมากขึ้น และแคนาดาเตรียมเปิดเที่ยวบินตรงเชื่อมสองประเทศ

เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2568 ณ ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 (บน.6) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยคณะรัฐมนตรี แถลงสรุปผลการเข้าร่วมประชุมสุดยอดอาเซียน (ASEAN Summit) ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ระหว่างวันที่ 26–28 ตุลาคม และการประชุมความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (APEC) ที่เมืองคยองจู ประเทศเกาหลีใต้ ระหว่างวันที่ 29 ตุลาคม ถึงวันที่ 1 พฤศจิกายน 2568

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า การประชุมตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้พบปะกับผู้นำจาก 15 ประเทศ 3 องค์การระหว่างประเทศ และผู้บริหารระดับสูงจากกว่า 20 บริษัทชั้นนำของโลก

“ในทุกวงประชุม เราได้นำเสนอศักยภาพของประเทศไทยในด้านต่างๆ เพื่อดึงดูดการลงทุนและความร่วมมือ ซึ่งหลังจากนี้ จะมีทีมงานเจรจาต่อยอดเพื่อให้เกิดผลเป็นรูปธรรม สร้างรายได้ให้ประเทศ สนับสนุนเกษตรกร แรงงาน และการท่องเที่ยว”

นายอนุทินชี้แจงว่า ประเทศไทยมุ่งเน้น 4 เรื่องหลักในการผลักดันให้เป็นศูนย์กลางของภูมิภาค ได้แก่ ความมั่นคงทางอาหาร การคมนาคมขนส่งโลจิสติกส์ การเป็นศูนย์กลางทางดิจิทัล และเศรษฐกิจสีเขียว

“เราได้เปิดตลาดข้าวและสินค้าเกษตรของไทยให้กว้างขึ้น เจรจาเพิ่มโควตาแรงงานถูกกฎหมายในเกาหลีใต้ สร้างความร่วมมือกับแคนาดาในด้านการท่องเที่ยวและการเป็นฮับแห่งความมั่นคงทางอาหาร” นายอนุทินกล่าว

สำหรับการเจรจาทวิภาคีกับประเทศต่างๆ ได้ข้อตกลงความร่วมมือที่สำคัญ เช่น ไทย-สิงคโปร์ จะลงนามบันทึกความเข้าใจเรื่องการค้าข้าว ไทย-มาเลเซีย จะใช้ศักยภาพสินค้าเกษตรไทยหนุนห่วงโซ่อาหารโลก และไทยจะผลักดันการทบทวนข้อตกลงการค้าเสรีระหว่างอาเซียน-อินเดีย

นอกจากนี้ ยังได้หารือกับบรูไนเรื่องความร่วมมือด้านความมั่นคงทางอาหารฮาลาล การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ และอื่นๆ

อนุทินแถลงผลประชุมอาเซียน-เอเปค ดีลจีน-เกาหลีใต้-แคนาดาสำเร็จ

“ความร่วมมือเหล่านี้จะเพิ่มช่องทางการตลาด ลดต้นทุนโลจิสติกส์ และดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น ระบบการจ่ายเงินดิจิทัล ดาต้าเซ็นเตอร์ เซมิคอนดักเตอร์ ยานยนต์ไฟฟ้า และบริการด้านสุขภาพ”

ประเทศไทยยังตั้งใจเป็นผู้นำในการต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติ โดยข้อเสนอของไทยได้รับการตอบสนองอย่างดีจากหลายประเทศ รวมถึงจีน สหรัฐฯ แคนาดา เกาหลีใต้ และออสเตรเลีย

นายกรัฐมนตรีย้ำว่า ภารกิจครั้งนี้เป็นการเดินทางเพื่อเศรษฐกิจและความมั่นคงของประเทศ โดยยึดหลักความถูกต้องและผลประโยชน์ของประเทศเป็นสำคัญ

ในการหารือกับสหรัฐอเมริกาและจีน ได้เน้นย้ำเรื่องการสานต่อความสัมพันธ์ โดยเฉพาะกับจีนซึ่งปีนี้ครบรอบ 50 ปีความสัมพันธ์ทางการทูต

จีนเปิดรับโควตาซื้อข้าวเพิ่มจากไทย

“การเจรจาเป็นไปด้วยดี โดยท่านสี จิ้นผิง ได้แสดงท่าทีคลายกังวลเมื่อทราบว่ารัฐบาลไทยไม่มีนโยบายเปิดคาสิโนแล้ว ทำให้จีนสนับสนุนให้นักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาอย่างสบายใจ และได้เปิดรับโควตาซื้อข้าวจากไทยเพิ่มอีกห้าแสนตัน” นายอนุทินกล่าว

นายอนุทินแสดงความเชื่อมั่นว่า “ประตูหลายบานที่เปิดไว้จะนำมาซึ่งคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของพี่น้องประชาชนชาวไทย จะทำให้คนไทยมีเงินในกระเป๋าที่มากขึ้นและความมั่นคงปลอดภัยในชีวิตที่เพิ่มขึ้นทั้งในระยะสั้นและระยะยาว” นี่คือความสำเร็จจากการประชุมอาเซียน-เอเปค ที่ส่งผลดีต่อประเทศไทยอย่างแท้จริง การที่ อนุทินแถลงผลประชุมอาเซียน-เอเปค ดีลจีน-เกาหลีใต้-แคนาดาสำเร็จ สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการพัฒนาประเทศอย่างต่อเนื่อง ความสำเร็จนี้จะเป็นแรงผลักดันให้ประเทศไทยก้าวหน้าต่อไปในเวทีโลก และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนให้ดียิ่งขึ้น การเจรจาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในการประชุมครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญที่จะนำพาประเทศไทยไปสู่การเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจของภูมิภาคอย่างแท้จริง และ อนุทินแถลงผลประชุมอาเซียน-เอเปค ดีลจีน-เกาหลีใต้-แคนาดาสำเร็จ จะเป็นจุดเริ่มต้นของความร่วมมือที่แข็งแกร่งและยั่งยืนระหว่างประเทศไทยและประเทศต่างๆ ทั่วโลก รวมถึงสิ่งที่ อนุทินแถลงผลประชุมอาเซียน-เอเปค ดีลจีน-เกาหลีใต้-แคนาดาสำเร็จ จะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนคนไทย

ที่มา – “อนุทิน” ถึงไทยแถลงผลประชุมอาเซียน-เอเปค ดีลจีน-เกาหลีใต้-แคนาดาสำเร็จ

นายกฯ ย้ำเวทีเอเปค เร่งแก้สแกมเมอร์ ชูไทยผู้นำ AI

นายกรัฐมนตรีเข้าร่วมการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค รอบที่ 2 ชู 3 แนวทางเสริมศักยภาพเอเปค ผ่านการเติบโตอย่างทั่วถึง พัฒนา AI อย่างรับผิดชอบ และสร้างสังคมทุกกลุ่มให้พร้อมรับอนาคต เพื่อมุ่งสู่ภูมิภาคที่ยั่งยืนและพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลง เตรียมเดินทางกลับไทยคืนนี้

วันที่ 1 พฤศจิกายน 2568 เวลา 10.00 น. (ตามเวลาท้องถิ่นเมืองคยองจู ซึ่งเร็วกว่ากรุงเทพฯ 2 ชั่วโมง) ณ ห้อง 300C ชั้น 3 ศูนย์ประชุม Hwabaek International Convention Centre (HICO) เมืองคยองจู สาธารณรัฐเกาหลี นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เข้าร่วมการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ครั้งที่ 32 รอบที่ 2 (The 32nd APEC Economic Leaders’ Meeting – Session II) ภายใต้หัวข้อ “Preparing a Future-Ready Asia-Pacific”

ภายหลังประธานาธิบดีสาธารณรัฐเกาหลีกล่าวเปิดการประชุม ได้เชิญให้ผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปคกล่าวถ้อยแถลง ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้กล่าวถ้อยแถลงเป็นลำดับที่ 3 ต่อจากสหรัฐฯ

โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีได้กล่าวถ้อยแถลง โดยกล่าวชื่นชมสาธารณรัฐเกาหลีสำหรับการต้อนรับอย่างอบอุ่นและการจัดงานเลี้ยงต้อนรับที่น่าประทับใจ พร้อมระบุว่า ในช่วงกว่า 36 ปีที่ผ่านมา เอเปคเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนภูมิภาคให้เป็น “เครื่องยนต์แห่งการเติบโตของเศรษฐกิจโลก” แต่ปัจจุบันโลกกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งจากเทคโนโลยี การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร และภูมิอากาศ ซึ่งล้วนท้าทายความสามารถในการรับมือของภูมิภาค ดังนั้น เอเปคจึงต้องคงไว้ซึ่งบทบาทในฐานะภูมิภาคที่มีเสถียรภาพ นวัตกรรม และความสามารถในการปรับตัว เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับอนาคต โดยไทยได้เสนอแนวทางสำคัญ 3 ประการ ได้แก่

1) ยึดมั่นในการส่งเสริมความร่วมมือระดับภูมิภาคและการเติบโตอย่างครอบคลุม เพราะความมั่งคั่งจะไม่มีความหมาย หากยังมีคนที่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง ไทยเชื่อว่าการบูรณาการทางเศรษฐกิจที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นจะช่วยให้ทุกภาคส่วนได้รับประโยชน์ โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางในสังคม

2) ต้องเป็นผู้นำในการพัฒนาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัล ด้วยการสร้างความเชื่อมั่น ความปลอดภัย ความรับผิดชอบในการใช้เทคโนโลยี AI และการเข้าถึงอย่างเท่าเทียม ไทยได้จัดทำแนวปฏิบัติจริยธรรมปัญญาประดิษฐ์ (AI Ethics Guidelines) เพื่อให้แน่ใจว่าเทคโนโลยีจะถูกออกแบบมาให้ใช้ได้อย่างปลอดภัยและเป็นธรรม พร้อมกันนี้ เอเปคต้องทำให้มั่นใจว่าผลประโยชน์จากการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัล ทั้งในเชิงเนื้อหาและแพลตฟอร์มออนไลน์ จะได้รับการนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างเต็มที่และเท่าเทียม เพื่อให้นวัตกรรมสามารถเสริมสร้างศักยภาพให้แก่ประชาชนและขับเคลื่อนเศรษฐกิจของภูมิภาคได้อย่างแท้จริง

ขณะเดียวกัน ไทยยังได้เน้นย้ำถึงการเร่งแก้ไขปัญหาอาชญากรรมในโลกไซเบอร์ โดยเฉพาะการหลอกลวงออนไลน์และการค้ามนุษย์ ซึ่งเป็นอาชญากรรมข้ามพรมแดนที่ต้องอาศัยความร่วมมือร่วมกัน ผ่านการแลกเปลี่ยนข้อมูล การบังคับใช้กฎหมายที่สอดคล้องกัน และการสร้างความตระหนักรู้ให้แก่สังคม พร้อมขอบคุณสาธารณรัฐเกาหลีและสหรัฐอเมริกาสำหรับบทบาทนำในเรื่องนี้ โดยไทยพร้อมทำงานร่วมกันผ่านศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ (AOC) และเวที APEC Online Scams Exchange Forum

3) เอเปคต้องเสริมพลังให้กับทุกกลุ่มในสังคม โดยเฉพาะในยุคที่ประชากรกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัย จึงต้องส่งเสริมการจ้างงานที่ครอบคลุม มีระบบดูแลสุขภาพที่มีประสิทธิภาพ และส่งเสริมการเรียนรู้ทุกช่วงวัย สำหรับไทยได้ผลักดันนโยบายการจ้างงานผู้สูงอายุ การขยายหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า และการวางแผนครอบครัวอย่างชาญฉลาด เพื่อสร้างความเป็นอยู่ที่ดีในทุกช่วงวัย

“ในยุคที่โลกไร้พรมแดนและเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ไม่มีเขตเศรษฐกิจใดสามารถยืนอยู่ได้เพียงลำพัง หากเอเปคสามารถปรับทิศทางร่วมกันได้ เอเปคจะยังคงเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนความก้าวหน้าของโลก แม้เส้นทางข้างหน้าจะไม่ง่าย แต่เอเปคจะเดินไปด้วยกัน ด้วยความร่วมมือที่แน่นแฟ้นและเป้าหมายร่วมกัน เพื่อสร้างภูมิภาคที่เชื่อมโยง ยั่งยืน และพร้อมรับอนาคตอย่างแท้จริง” นายกรัฐมนตรีกล่าวปิดท้าย

โดยภายหลังการประชุมฯ ผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปคได้ถ่ายภาพหมู่ร่วมกัน จากนั้น นายกรัฐมนตรีจะเดินทางออกจากท่าอากาศยานฐานทัพอากาศกิมแฮ นครปูซานในเวลา 16.15 น. และจะเดินทางถึงประเทศไทย ณ ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 ในเวลาประมาณ 21.00 น.

นายกฯ ย้ำเวทีเอเปค เร่งแก้สแกมเมอร์ ชูไทยต้องเป็นผู้นำด้าน AI รับยุคดิจิทัล

ทำไมนายกฯ ถึงย้ำเรื่องนี้บนเวทีเอเปค?

การที่นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำเรื่องนายกฯ ย้ำเวทีเอเปค เร่งแก้สแกมเมอร์ ชูไทยต้องเป็นผู้นำด้าน AI รับยุคดิจิทัล บนเวทีเอเปค แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ และการผลักดันให้ไทยเป็นผู้นำด้าน AI ในระดับภูมิภาค สิ่งเหล่านี้เป็นปัจจัยสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ

หนึ่งในประเด็นสำคัญที่นายกฯ ได้กล่าวถึงคือการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมในโลกไซเบอร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการหลอกลวงออนไลน์ (scams) ปัญหาเหล่านี้ส่งผลกระทบต่อประชาชนจำนวนมาก และสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาล การที่ไทยแสดงบทบาทนำในการแก้ไขปัญหาเหล่านี้ จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนและประชาชน

นอกจากนี้ การที่ไทยมุ่งมั่นที่จะเป็นผู้นำด้าน AI ยังเป็นสิ่งที่น่าจับตามอง AI มีศักยภาพในการเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจและสังคมในหลายด้าน ตั้งแต่การเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต ไปจนถึงการพัฒนาบริการใหม่ๆ อย่างไรก็ตาม การพัฒนา AI ก็ต้องมาพร้อมกับความรับผิดชอบและจริยธรรม เพื่อให้มั่นใจว่าเทคโนโลยีนี้จะถูกนำไปใช้ในทางที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม

การประชุมเอเปคครั้งนี้จึงเป็นโอกาสอันดีที่ไทยจะได้แสดงศักยภาพและความมุ่งมั่นในการพัฒนาประเทศให้ก้าวทันโลก และพร้อมรับมือกับความท้าทายใหม่ๆ การที่นายกฯ ได้เน้นย้ำถึงประเด็นสำคัญเหล่านี้ จะช่วยสร้างความตระหนักและความร่วมมือในระดับภูมิภาค เพื่อให้เราสามารถบรรลุเป้าหมายร่วมกันได้

ดังนั้น การที่นายกฯ ย้ำเวทีเอเปค เร่งแก้สแกมเมอร์ ชูไทยต้องเป็นผู้นำด้าน AI รับยุคดิจิทัล ไม่ใช่แค่คำพูด แต่เป็นการแสดงเจตนารมณ์ที่ชัดเจนว่าไทยกำลังมุ่งหน้าสู่การเป็นประเทศที่ทันสมัยและพร้อมรับมือกับอนาคต

การที่ประเทศไทยผลักดันนโยบายด้าน AI และการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมไซเบอร์อย่างจริงจัง แสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลของรัฐบาลในการนำพาประเทศก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคงและยั่งยืน จับตาดูการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นจากนโยบายเหล่านี้ให้ดี!

ที่มา – นายกฯ ย้ำเวทีเอเปค เร่งแก้สแกมเมอร์ ชูไทยต้องเป็นผู้นำด้าน AI รับยุคดิจิทัล

“อนุทิน” เรียกถกรัฐมนตรี เตรียมพร้อมอาเซียน-เอเปค

นายกรัฐมนตรีเรียกประชุมรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง เพื่อเตรียมพร้อมก่อนการประชุมสุดยอดอาเซียนที่ประเทศมาเลเซีย และการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปคที่เกาหลีใต้ การเตรียมความพร้อมนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อภาพลักษณ์ของประเทศไทยในเวทีโลก

เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินทางเข้าทำเนียบรัฐบาล ภายหลังจากนำคณะรัฐมนตรีวางพวงมาลาเนื่องในวันปิยมหาราช พุทธศักราช 2568 ณ พระบรมราชานุสรณ์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (พระบรมรูปทรงม้า) พระลานพระราชวังดุสิต เขตดุสิต

นายกรัฐมนตรีอนุทินเปิดเผยว่า ในวันนี้จะมีการประชุมกับรัฐมนตรีเพื่อทบทวนและเตรียมการก่อนการเดินทางไปร่วมประชุมสุดยอดอาเซียนที่ประเทศมาเลเซีย รวมถึงการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปคที่เกาหลีใต้ ซึ่งการประชุมทั้งสองเวทีนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการกำหนดทิศทางเศรษฐกิจและการเมืองของประเทศไทยในอนาคต

“อนุทิน” เรียกถกรัฐมนตรี เตรียมพร้อมประชุมอาเซียน-เอเปค

การประชุมที่นายอนุทินเรียกในวันนี้ มุ่งเน้นไปที่ประเด็นใดบ้าง? คาดว่าประเด็นสำคัญที่ถูกหยิบยกขึ้นมาหารือ ได้แก่

  • ท่าทีของประเทศไทยต่อประเด็นต่างๆ ที่จะมีการหารือในการประชุมอาเซียนและเอเปค
  • การเตรียมข้อมูลและเอกสารที่เกี่ยวข้อง
  • การประสานงานกับหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง

การเตรียมความพร้อมสำหรับการประชุมระดับนานาชาติเช่นนี้ จำเป็นต้องอาศัยการวางแผนและการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดของทุกภาคส่วน เพื่อให้ประเทศไทยสามารถนำเสนอจุดยืนและผลประโยชน์ของประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ความสำคัญของการเตรียมพร้อมประชุมอาเซียน-เอเปค

การประชุมสุดยอดอาเซียนและการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค เป็นเวทีสำคัญที่ผู้นำประเทศต่างๆ ทั่วโลกจะได้มาพบปะหารือและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในประเด็นต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจ การเมือง และสังคม การที่ประเทศไทยสามารถเตรียมความพร้อมสำหรับการประชุมเหล่านี้ได้อย่างดี จะช่วยให้ประเทศไทยสามารถ:

  • แสดงบทบาทนำในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ในภูมิภาค
  • สร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนและผู้ประกอบการ
  • ส่งเสริมความร่วมมือกับประเทศต่างๆ ในด้านต่างๆ
  • ยกระดับภาพลักษณ์ของประเทศไทยในเวทีโลก

ดังนั้น การที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้ความสำคัญกับการเตรียมความพร้อมสำหรับการประชุมอาเซียนและเอเปค จึงเป็นสิ่งที่ถูกต้องและเหมาะสมอย่างยิ่ง

การที่ “อนุทิน” เรียกถกรัฐมนตรี เตรียมพร้อมประชุมอาเซียน-เอเปค แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นตั้งใจของรัฐบาลในการที่จะใช้เวทีระหว่างประเทศเหล่านี้เพื่อสร้างประโยชน์ให้กับประเทศไทยอย่างเต็มที่ การเข้าร่วมประชุมระดับนานาชาติอย่างมีประสิทธิภาพ ต้องอาศัยการเตรียมตัวอย่างรอบคอบและครอบคลุมในทุกด้าน ทั้งด้านเนื้อหา สาระสำคัญ และการประสานงานระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง การประชุมที่ “อนุทิน” ได้เรียกในครั้งนี้ จึงเป็นการแสดงให้เห็นถึงความพร้อมของรัฐบาลในการที่จะเผชิญหน้ากับความท้าทายและโอกาสต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นในการประชุมที่จะมาถึง

นอกจากนี้ การที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับการประชุม “อนุทิน” เรียกถกรัฐมนตรี เตรียมพร้อมประชุมอาเซียน-เอเปค ยังเป็นการส่งสัญญาณที่ดีไปยังประชาคมระหว่างประเทศว่า ประเทศไทยพร้อมที่จะมีบทบาทอย่างแข็งขันในการแก้ไขปัญหาระดับโลก และพร้อมที่จะร่วมมือกับประเทศต่างๆ ในการสร้างโลกที่สันติสุขและยั่งยืน

ดังนั้น การเตรียมความพร้อมสำหรับการประชุมอาเซียนและเอเปค จึงไม่ใช่แค่เรื่องของการเตรียมข้อมูลและเอกสารเท่านั้น แต่ยังเป็นเรื่องของการแสดงความมุ่งมั่นตั้งใจของประเทศไทยในการที่จะเป็นส่วนหนึ่งของประชาคมโลก และในการสร้างอนาคตที่ดีกว่าสำหรับคนรุ่นหลัง

ดังนั้นเราในฐานะประชาชนคนไทย ควรติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับการประชุมเหล่านี้ เพื่อจะได้เข้าใจถึงบทบาทและความสำคัญของประเทศไทยในเวทีโลก และเพื่อจะได้ร่วมกันสนับสนุนรัฐบาลในการสร้างประโยชน์ให้กับประเทศชาติอย่างเต็มที่

ที่มา – “อนุทิน” เรียกถกรัฐมนตรี เตรียมพร้อมประชุมอาเซียน-เอเปค

Scroll to top