ประชุม Gbc

“บิ๊กเล็ก” ยัน ทหารไทย พา IOT ลงช่องอานม้า

“บิ๊กเล็ก” ยืนยัน ทหารไทยพาคณะผู้สังเกตการณ์ IOT ลงพื้นที่ช่องอานม้า อยู่ในข้อตกลงประชุม GBC มั่นใจรับมือจิตวิทยา “กัมพูชา” ได้ หลังใช้โล่มนุษย์ยั่วยุแนวชายแดน 

เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 19 ส.ค. 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม รักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวถึงกรณีที่ทหารกัมพูชาโวยวายขณะที่ทหารไทยพาคณะผู้สังเกตการณ์ IOT จาก 8 ชาติอาเซียน ลงพื้นที่ช่องอานม้า ว่า ยังไม่ได้รับรายงานหรือเห็นภาพเหตุการณ์ดังกล่าว แต่คิดว่าต้องคุยกัน เพราะพื้นที่ดังกล่าวตกลงกันแล้วตั้งแต่ประชุม GBC ว่าจะมีคณะผู้สังเกตการณ์ชั่วคราว (Interim Observer Team: IOT) หรือ IOT พร้อมสื่อมวลชน ลงพื้นที่ตรวจสอบการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงของกัมพูชา ความตั้งใจของตนเองหลังจากการประชุม GBC เสร็จจะต้องประชุม RBC ต่อ ทั้งสองฝ่ายต้องมาคุยกันในรายละเอียดข้อตกลงทั้ง 13 ข้อจะต้องทำอย่างไร เมื่อคณะ IOT ลงไปแล้วไม่มีการประสานกัน แล้วทหารกัมพูชามาต่อว่า ก็ต้องคุยกันเพราะเราอยากให้มีกลไกเข้ามาตรวจสอบทั้งสองฝ่ายเพื่อแสดงถึงความโปร่งใสเปิดเผยเพราะประเทศไทยมีแต่ความจริงใจ

“บิ๊กเล็ก” ยืนยัน ทหารไทยพาคณะผู้สังเกตการณ์ IOT ลงพื้นที่ช่องอานม้า อยู่ในข้อตกลงประชุม GBC

ส่วนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นวันนี้จะสื่อเชิงสัญลักษณ์ว่าทหารกัมพูชาไม่ยอมรับกระบวนการเจรจาและการพูดคุยของประเทศไทยหรือไม่นั้น พล.อ. ณัฐพลกล่าวว่าคงต้องดูในรายละเอียดแต่หลังการประชุมคณะรัฐมนตรีวันนี้นายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรีได้พูดคุยกันทางโทรศัพท์กับดาโต๊ะ ซรี อันวาร์ บิน อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซียและประธานอาเซียน โดยแจ้งว่ากัมพูชาอยากจะเพิ่มเจ้าหน้าที่ชุด IOT สาเหตุเพราะอัตราคนในสำนักงานไม่สามารถรองรับงานที่เพิ่มขึ้นได้ ซึ่งได้คุยกับกัมพูชาโดยกัมพูชาก็ตอบรับ ส่วนประเทศไทยเรายืนยันขอให้คงจำนวนเดิม ถ้าจะเพิ่มคนก็ขอให้เพิ่มคนในสถานทูตไปก่อน

IOT คืออะไร และทำไมถึงสำคัญ?

ส่วนเหตุการณ์ชายแดน บ้านหนองจาน และบ้านหนองหญ้าแก้ว พื้นที่แนวชายแดนไทย-กัมพูชา จ.สระแก้วที่ยังมีชาวบ้านฝั่งกัมพูชายั่วยุ แสดงความไม่พอใจทหารเอาลวดหนามไปวางและมีการตั้งข้อสังเกตว่ากัมพูชาจะใช้จิตวิทยา เอาโล่มนุษย์มาเป็นเครื่องมือเพื่อทำลายแนวรั้วลวดหนาม รัฐบาลไทยและทหารจะรับมืออย่างไร พล.อ.ณัฐพลกล่าวว่าก็ยังคงคำตอบเดิมคือต้องการให้ใช้กลไก RBC ในการพูดคุยกันซึ่งเป็นไปตามลำดับคือการพูดคุย RBC ไป IOT และต่อไปยกระดับเป็น AOT แต่ถ้า IOT ทำงานแล้วไม่มีปัญหาอะไรก็จะใช้กลไกนี้ไปเรื่อยๆ

เมื่อถามย้ำรัฐบาลและทหารจะรับมือกับจิตวิทยาของประชาชนและโล่มนุษย์ของกัมพูชาได้หรือไม่นั้น พล.อ.ณัฐพลกล่าวว่าต้องรับให้ได้และพยายามไม่ให้เกิดการปะทะกันไม่ให้ใช้อาวุธถ้าที่สุดแล้วจำเป็นแล้วก็ต้องมาว่ากันอีกทีแต่เราจะพยายามทำให้ดีที่สุดเพราะตอนนี้อย่างน้อยในอาเซียนก็มาเฝ้าดูอยู่แล้ว จากกลไกของ IOT เราก็จะต้องไม่แสดงอาการว่าเราเป็นฝ่ายยั่วยุเสียเอง ก็ต้องใช้ความอดทนจนถึงจุดหนึ่งก็มาว่ากันอีกที

พล.อ.ณัฐพลยังกล่าวถึงผลการตอบรับของคณะทูตนานาชาติที่กระทรวงการต่างประเทศพาลงพื้นที่ความเสียหายจากการปะทะการใช้อาวุธของทหารกัมพูชาว่า นานาชาติเชื่อถือในข้อมูลของเราและในการประชุม GBC สื่อมวลชนจากประเทศต่างๆ มารอฟังจากการแถลงของเรา นั่นแสดงให้เห็นว่าข้อมูลของเรามีเครดิตที่ดีกว่า

อย่างไรก็ตาม พล.อ.ณัฐพล ไม่ขอแสดงความเห็นหลังมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลไทยจะฟ้องเอาผิดผู้นำกัมพูชาและรัฐบาลกัมพูชาในประเทศไทยว่าเป็นข้อหาที่เบาไปอาจจะทำให้ประเทศไทยไม่ได้รับความร่วมมือและสนใจปัญหาที่เกิดขึ้นว่า ตนเองขอโฟกัสในส่วนที่ตนเองอยู่ในที่ประชุม เพราะเป็นกลไกกฎหมายที่เอามาเสนอในที่ประชุม สมช. ซึ่งเป็นกลไกที่เริ่มต้นและคงจะมีอะไรที่เพิ่มเติมต่อไป เพราะไม่กล้าที่จะให้คำตอบกลไกที่เกี่ยวกับกฎหมายที่อาจคลาดเคลื่อนได้

ส่วนการประชุมคณะรัฐมนตรีวันนี้ไม่ได้พูดถึงการล้อมรั้วลวดหนามในระยะยาว เพราะลวดหนามที่วางอยู่ปัจจุบันวางไว้ในลักษณะเป็นเครื่องกีดขวางไม่ให้ฐานกัมพูชาเข้ามาวางทุนระเบิดในพื้นที่กองทัพภาคที่ 2 ส่วนรั้วถาวรยังไม่สามารถทำได้เนื่องจากติดขัดเรื่องงบประมาณที่มีไม่เพียงพอ และจะต้องจัดลำดับความสำคัญของการใช้งบประมาณ ขณะเดียวกันในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ริมแม่น้ำโก-ลก ก็มีการขอรั้วกั้นที่เป็นถาวรเหมือนกัน แต่เราก็ยังไม่ได้ให้ พอเกิดปัญหากัมพูชาแล้วมาสร้างรั้วที่ชายแดนกัมพูชาอาจจะเกิดมาตรฐานขึ้นได้ ดังนั้นจึงขอจัดลำดับเร่งด่วนว่าเรื่องไหนควรมาก่อนหลัง

การยืนยันของ “บิ๊กเล็ก” เรื่องทหารไทยพาคณะผู้สังเกตการณ์ IOT ลงพื้นที่ช่องอานม้า แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของไทยในการแก้ไขปัญหาชายแดนอย่างโปร่งใสและเป็นไปตามข้อตกลงระหว่างประเทศ แม้จะมีความท้าทายจากฝ่ายกัมพูชา แต่ไทยก็ยังคงยึดมั่นในแนวทางการเจรจาและกลไกที่ได้ตกลงกันไว้

ที่มา – “บิ๊กเล็ก” ยืนยัน ทหารไทยพาคณะผู้สังเกตการณ์ IOT ลงพื้นที่ช่องอานม้า อยู่ในข้อตกลงประชุม GBC

“มาริษ” แจงกัมพูชาละเมิดอนุสัญญา วางทุ่นระเบิดซ้ำ

“มาริษ” แจงทูตภาคีออตตาวา กัมพูชาจงใจละเมิดอนุสัญญา วางทุ่นระเบิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ (รมว.กต.) ได้แจ้งต่อคณะทูตกลุ่มรัฐภาคีอนุสัญญาออตตาวา ว่า “กัมพูชา” ละเมิดข้อตกลงหยุดยิง โดยมีการลอบวางทุ่นระเบิดสังหารซ้ำแล้วซ้ำเล่า พร้อมย้ำว่ามีหลักฐานชัดเจนว่าเป็นการวางใหม่ ซึ่งเป็นการจงใจละเมิดอนุสัญญาออตตาวา โดยไทยเน้นย้ำ 3 ประเด็นหลัก มุ่งแก้ไขปัญหาข้ามพรมแดน

เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2568 นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้บรรยายสรุปถึงเหตุการณ์การใช้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคลของกัมพูชาผ่านบันทึกวิดีทัศน์ แก่คณะทูตกลุ่มรัฐภาคีอนุสัญญาออตตาวา ซึ่งประกอบด้วยเอกอัครราชทูต อุปทูตรักษาการชั่วคราว ผู้แทนจากสถานเอกอัครราชทูต ผู้ช่วยทูตฝ่ายทหาร และองค์การระหว่างประเทศ รวม 67 คน จาก 41 ประเทศ 1 องค์กร และ 4 องค์การระหว่างประเทศ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลที่ครบถ้วนและถูกต้องเกี่ยวกับสถานการณ์ทุ่นระเบิดที่ชายแดนไทย-กัมพูชาแก่ประเทศสำคัญ ๆ และองค์กรระหว่างประเทศภายใต้อนุสัญญาห้ามทุ่นระเบิดต่อต้านบุคคล หรืออนุสัญญาออตตาวา ตลอดจนประเทศสมาชิกอาเซียน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของคณะผู้สังเกตการณ์ชั่วคราว ที่จัดตั้งขึ้นตามการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไปไทย-กัมพูชา ครั้งที่ 16 สมัยวิสามัญ ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ และประเทศผู้สังเกตการณ์และองค์กรอื่น ๆ

นายมาริษ ยืนยันว่า ประเทศไทยได้ยึดมั่นในพันธกรณีทางกฎหมายภายใต้อนุสัญญาออตตาวาอย่างเต็มที่ โดยตลอดกว่า 20 ปีที่ผ่านมา ไทยได้กอบกู้และส่งคืนพื้นที่มีการวางทุ่นระเบิดกว่าร้อยละ 99 ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 2,500 ตารางกิโลเมตร กลับคืนสู่ชุมชนไทย และยังคงให้ความช่วยเหลือผู้รอดชีวิตจากทุ่นระเบิด เพื่อให้สามารถดำรงชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรีและปกติสุข

ปัญหา“มาริษ” แจงทูตภาคีออตตาวา กัมพูชาจงใจละเมิดอนุสัญญา วางทุ่นระเบิดซ้ำแล้วซ้ำเล่าครั้งนี้ สร้างความสะเทือนขวัญอย่างมาก เพราะประชาคมระหว่างประเทศได้ร่วมกันแก้ไขปัญหาผลกระทบด้านมนุษยธรรมจากทุ่นระเบิดไปมากแล้ว จึงไม่ควรมีพื้นที่หรือเหตุผลใด ๆ ในการใช้อาวุธชนิดนี้อีกต่อไป

นายมาริษ กล่าวว่า แม้จะมีการตกลงหยุดยิงในการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) ไทย-กัมพูชา สมัยวิสามัญ ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ เมื่อวันที่ 7 สิงหาคมที่ผ่านมา แต่หลังจากนั้นไม่ถึง 5 วัน ก็เกิดเหตุการณ์ทหารไทยเหยียบทุ่นระเบิดอีก 2 ครั้ง โดยมีหลักฐานยืนยันชัดเจนว่า ทุ่นระเบิดเหล่านี้เพิ่งถูกวางใหม่โดยกัมพูชา

เหตุการณ์ทุ่นระเบิดที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าเหล่านี้ แสดงให้เห็นว่า กัมพูชายังคงจงใจละเมิดอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของไทย ซึ่งเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศอย่างร้ายแรง และข้อตกลงหยุดยิงที่ตกลงกันไว้เมื่อเร็ว ๆ นี้ นอกจากนี้ กัมพูชายังจงใจละเมิดพันธกรณีหลักภายใต้อนุสัญญาออตตาวาอีกด้วย ดังนั้น ประเทศไทยจึงขอประณามการกระทำเหล่านี้อย่างรุนแรงที่สุด เพราะเป็นการบ่อนทำลายความสมบูรณ์ของอนุสัญญาออตตาวา และเจตนารมณ์ของปฏิญญาเสียมราฐ-อังกอร์

การกระทำของกัมพูชาเหล่านี้ ยังถือเป็นการละเมิดกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศอย่างร้ายแรง ซึ่งเป็นหลักการที่คณะทูตกลุ่มรัฐภาคีฯ ยึดมั่นอยู่

ก่อนเกิดสถานการณ์ชายแดนระหว่างไทยและกัมพูชา นายกรัฐมนตรีไทยได้เสนอปฏิบัติการกวาดล้างทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรมต่อนายกรัฐมนตรีกัมพูชา ซึ่งได้รับการอนุมัติแล้ว อย่างไรก็ตาม ฝ่ายกัมพูชาได้ชะลอการดำเนินการ ทำให้มาตรการเหล่านั้นไม่สามารถป้องกันความสูญเสียที่เพิ่งเกิดขึ้นได้ นอกจากนี้ ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ทหารกัมพูชาได้พยายามขัดขวางการปฏิบัติการกวาดล้างทุ่นระเบิดของไทยตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาซ้ำแล้วซ้ำเล่า โดยไม่ตอบสนองต่อการเรียกร้องให้ปฏิบัติตามและร่วมมือ

ข้อกังวลเหล่านี้มีความสำคัญต่อชุมชนนานาชาติ โดยเฉพาะผู้บริจาคที่ให้การสนับสนุนกัมพูชาด้วยความจริงใจ ดังนั้น ประเทศไทยจึงขอเรียกร้องให้ประชาคมระหว่างประเทศดำเนินการทุกวิถีทาง เพื่อให้แน่ใจว่ากัมพูชา จะหยุดการใช้ทุ่นระเบิดอย่างไร้มนุษยธรรม และปฏิบัติตามพันธกรณีทางกฎหมายภายใต้อนุสัญญาออตตาวาและกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศอย่างเคร่งครัด ซึ่งประเทศไทยได้แจ้งเรื่องนี้ต่อเลขาธิการสหประชาชาติ และขอคำชี้แจงจากกัมพูชาตามมาตรา 8 วรรค 2 ของอนุสัญญาออตตาวา

นายมาริษ ได้เรียกร้องประเทศสมาชิกอาเซียน ในฐานะคณะสังเกตการณ์ชั่วคราว (Interim Observer Team) ให้พิจารณาประเด็นนี้อย่างถี่ถ้วนในการไปสำรวจพื้นที่ในอนาคต เพื่อให้บริเวณชายแดนปลอดภัยเพื่อประโยชน์ของพลเรือนของทั้งสองประเทศ พร้อมทั้งเชิญร่วมการลงพื้นที่บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา เพื่อสังเกตการณ์สถานการณ์ทุ่นระเบิดด้วยตัวเอง ยืนยันความมุ่งมั่นของประเทศไทยต่อพันธกรณีตามอนุสัญญาออตตาวา และการหยุดยิง

ไทยเน้นย้ำ 3 ประเด็นหลัก มุ่งแก้ไขปัญหาข้ามพรมแดน

ภายหลังเสร็จสิ้นการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศกรอบความร่วมมือแม่โขง – ล้านช้าง (MLC) ครั้งที่ 10 ณ เมืองอันหนิง มณฑลยูนนาน สาธารณรัฐประชาชนจีน นายมาริษ พร้อมด้วย นายหวัง อี้ ได้แถลงผลการประชุมร่วมกัน

นายมาริษ ระบุว่า ประเทศไทยได้เน้นย้ำ 3 ประเด็นหลัก ที่ประเทศสมาชิกได้ตกลงร่วมกันไว้ ได้แก่:

  • การเสริมสร้างความร่วมมือข้ามพรมแดน เพื่อต่อสู้กับอาชญากรรมข้ามพรมแดน รวมถึงอาชญากรรมทางไซเบอร์ และการหลอกลวงออนไลน์
  • การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ และความมั่นคงด้านสิ่งแวดล้อม
  • ส่งเสริมนวัตกรรมและการพัฒนาที่ยืดหยุ่นระหว่างกัน

ท่ามกลางความไม่แน่นอนของโลกและความท้าทายที่เพิ่มมากขึ้น ความสามัคคีผ่านการเจรจาและความร่วมมือเชิงปฏิบัติมีความสำคัญมากกว่าเดิม

นายมาริษ ยังได้แสดงเจตจำนงของไทย ว่า เราจะมุ่งมั่นในการเป็นเจ้าภาพการประชุมผู้นำ MLC ครั้งที่ 5 ในเดือนธันวาคมนี้

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นนี้เป็นเรื่องที่น่ากังวล และจำเป็นอย่างยิ่งที่ประชาคมโลกจะต้องร่วมมือกันเพื่อให้เกิดสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค

ที่มา – “มาริษ” แจงทูตภาคีออตตาวา กัมพูชาจงใจละเมิดอนุสัญญา วางทุ่นระเบิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ชายแดนไทย-กัมพูชา ไร้ปะทะ ประชาชนกลับแล้ว

สถานการณ์ ชายแดนไทย-กัมพูชา ล่าสุดเป็นอย่างไร? หลายคนคงกังวลใจเกี่ยวกับข่าวความขัดแย้งบริเวณชายแดนระหว่างประเทศไทยและกัมพูชา วันนี้เรามีอัปเดตสถานการณ์ล่าสุดมาฝากกัน เพื่อคลายความกังวลและให้ข้อมูลที่ถูกต้องแก่ประชาชน

ชายแดนไทย-กัมพูชาไร้ปะทะ 2 ฝ่ายวางกำลังตามแนวที่มั่น ประชาชนกลับภูมิลำเนาแล้ว

นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และคณะกรรมการศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา (ศบ.ทก.) ได้เปิดเผยว่า ตั้งแต่ช่วงค่ำของวันที่ 11 สิงหาคม 2568 จนถึงเช้าวันที่ 12 สิงหาคม 2568 เหตุการณ์บริเวณพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา 7 จังหวัด ไม่มีการปะทะหรือความรุนแรงเกิดขึ้น

กองกำลังของทั้งสองฝ่ายยังคงตรึงกำลังตามแนวที่มั่นของตนเอง โดยฝ่ายไทยยึดมั่นปฏิบัติตามข้อตกลงของการประชุม GBC ที่ผ่านมาอย่างเคร่งครัด และมุ่งมั่นที่จะรักษาความสงบเรียบร้อยเป็นสำคัญ นี่เป็นข่าวดีที่แสดงให้เห็นถึงความพยายามในการลดความตึงเครียดและรักษาสันติภาพในพื้นที่

ประชาชนกลับภูมิลำเนาแล้ว

ข่าวดีอีกเรื่องคือ ประชาชนที่เคยอาศัยอยู่ในศูนย์อพยพทั้ง 4 จังหวัด ได้เดินทางกลับภูมิลำเนาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แสดงให้เห็นว่าสถานการณ์เริ่มคลี่คลายและกลับสู่ภาวะปกติ อย่างไรก็ตาม หากประชาชนพบพื้นที่ที่ยังไม่ปลอดภัยหรือพบวัตถุต้องสงสัย ขอให้แจ้งเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองหรือเจ้าหน้าที่ตำรวจ หมายเลข 191 เพื่อประสานหน่วยเก็บกู้วัตถุระเบิดเข้าดำเนินการ

รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังคงปฏิบัติหน้าที่อย่างแข็งขัน เพื่อรักษาความสงบและอธิปไตยของชาติ พร้อมทั้งดูแลและเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบ รวมถึงเร่งฟื้นฟูพื้นที่ทั้งในด้านเศรษฐกิจและสังคม เพื่อให้ทุกอย่างกลับมาเดินหน้าต่อไปได้

แต่ก็มีข่าวร้ายล่าสุดคือ กองทัพบกได้รับรายงานว่า หน่วยทหารพรานร้อย ทพ.2610 ปฏิบัติภารกิจลาดตระเวนในพื้นที่บริเวณปราสาทตาเมือนธม อำเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์ ได้เกิดเหตุระเบิดขึ้น ส่งผลให้กำลังพลได้รับบาดเจ็บสูญเสียขา 1 นาย ซึ่งขณะนี้ได้ลำเลียงส่งโรงพยาบาลเพื่อรับการรักษาแล้ว เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงอันตรายที่ยังคงมีอยู่ในพื้นที่ชายแดน และความจำเป็นที่ต้องระมัดระวังในการปฏิบัติหน้าที่

สถานการณ์โดยรวมบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ในขณะนี้ ถือว่าอยู่ในภาวะที่ควบคุมได้ แม้จะยังมีเหตุการณ์ที่น่าเศร้าเกิดขึ้นบ้าง แต่หน่วยงานต่างๆ ก็กำลังพยายามอย่างเต็มที่ในการดูแลความปลอดภัยของประชาชน และฟื้นฟูพื้นที่ให้กลับสู่สภาพปกติ

สำหรับประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ใกล้เคียงชายแดน ควรติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด และปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่อย่างเคร่งครัด เพื่อความปลอดภัยของตนเองและครอบครัว หากพบสิ่งผิดปกติ หรือต้องการความช่วยเหลือ สามารถติดต่อหน่วยงานราชการในพื้นที่ได้ตลอดเวลา

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาที่สงบลงนี้ เป็นผลมาจากการเจรจาและความร่วมมือของทั้งสองฝ่าย หวังว่าสถานการณ์จะดีขึ้นเรื่อยๆ และนำมาซึ่งความสงบสุขอย่างยั่งยืนในพื้นที่

ดังนั้นการตระหนักถึงสถานการณ์ปัจจุบันและการเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่ไม่คาดฝันจึงเป็นสิ่งสำคัญยิ่งในการใช้ชีวิตอยู่ในพื้นที่ชายแดน

ที่มา – ชายแดนไทย-กัมพูชาไร้ปะทะ 2 ฝ่ายวางกำลังตามแนวที่มั่น ประชาชนกลับภูมิลำเนาแล้ว

ทบ. โต้! ไทยยิงถล่มบ้านเรือน? ไม่จริง!

กลายเป็นประเด็นร้อนแรง เมื่อ ทบ. โต้ “มาลี” อ้างไทยยิงถล่มบ้านเรือน โดยชี้ว่ากระสุนจากกัมพูชาต่างหากที่ตกใส่พลเรือนไทยนับร้อยจุด เรื่องราวเป็นอย่างไรมาติดตามกัน

ทบ. โต้ “มาลี” อ้างไทยยิงถล่มบ้านเรือน ชี้ กระสุนกัมพูชาตกที่พลเรือนไทยเป็น 100 จุด

พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ได้ออกมาตอบโต้กรณีที่ พล.ท.หญิงมาลี โสเจียตา โฆษกกระทรวงกลาโหมกัมพูชา ได้แถลงถึงการลงพื้นที่ของคณะผู้ช่วยทูตทหารต่างประเทศประจำกัมพูชา เพื่อสำรวจความเสียหายในหมู่บ้านทมาดอน จังหวัดอุดรมีชัย โดยอ้างว่าได้รับผลกระทบจากการทิ้งระเบิดและการยิงถล่มบ้านเรือนโดยกองทัพไทย

พล.ต.วินธัย ย้ำว่า การลงพื้นที่ดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการติดตามมติที่ประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) และเป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริงจากฝ่ายกัมพูชา

ไทยยึดมั่นหลักสากล

โฆษกกองทัพบก เน้นย้ำว่าทหารไทยยึดมั่นในการใช้อาวุธต่อเป้าหมายทางทหารตามหลักสากลเท่านั้น และการใช้อาวุธของไทยมีประสิทธิภาพ สามารถจำกัดวงการทำลายอยู่ในพื้นที่เป้าหมายทางทหารได้ ไม่เหมือนกับฝ่ายกัมพูชาที่มุ่งโจมตีเป้าหมายพลเรือนของไทยที่อยู่นอกขอบเขตพื้นที่การรบ

สิ่งที่น่าตกใจคือ มีหลายจุดที่กระสุนจากฝ่ายกัมพูชาตกในพื้นที่พลเรือน ห่างจากพื้นที่การรบถึง 30 กิโลเมตร ปัจจุบันมีการนับจุดที่กระสุนจากฝ่ายกัมพูชาตกในพื้นที่พลเรือนรวมกันแล้วกว่า 100 จุด ทั้งที่ระเบิดไปแล้วและยังไม่ระเบิด ซึ่งฝ่ายไทยได้จัดทำบันทึกไว้เป็นหลักฐานอย่างละเอียดแล้ว

“ฝ่ายกัมพูชามิอาจปฏิเสธความจริง และมิอาจปฏิเสธความรับผิดชอบในสิ่งที่เกิดขึ้นได้ และถือเป็นการมุ่งโจมตีต่อเป้าหมายพลเรือนอย่างจงใจ” พล.ต.วินธัย กล่าว

ในส่วนของกรณีที่กัมพูชาพาคณะผู้ช่วยทูตทหารต่างประเทศลงสำรวจพื้นที่บริเวณวัดตาเมือนแซนเจย ที่อ้างว่ามีความเสียหายนั้น พล.ต.วินธัย ชี้แจงว่า พื้นที่ดังกล่าวเป็นเป้าหมายทางทหาร ซึ่งอยู่บริเวณแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ห่างจากแนวชายแดนเพียง 1.8 กิโลเมตร ไม่ใช่ลึกเข้าไปในพื้นที่ตอนในถึง 20-30 กิโลเมตร เหมือนที่ฝ่ายกัมพูชากระทำต่อฝ่ายไทย

นอกจากนี้ พล.ต.วินธัย ยังกล่าวอีกว่า พื้นที่บริเวณดังกล่าวอยู่ในขอบเขตของพื้นที่การสู้รบ และในช่วงที่มีการสู้รบ ไม่มีพลเรือนอาศัยอยู่ในบริเวณดังกล่าว มีเพียงทหารฝ่ายกัมพูชาที่ใช้เป็นพื้นที่รวมพลและที่ตั้งในการควบคุมบังคับบัญชาการรบ ดังนั้น ตัวเลขพลเรือนที่บาดเจ็บและสูญเสียตามที่กล่าวอ้างนั้นจึงไม่เป็นความจริง หากมีการบาดเจ็บและสูญเสีย จะมีเพียงทหารฝ่ายกัมพูชาเท่านั้น

สรุปคือ ทบ. ปฏิเสธข้อกล่าวหาที่ว่าไทยยิงถล่มบ้านเรือน และกล่าวหากลับว่ากระสุนจากกัมพูชาต่างหาก ที่ตกใส่พลเรือนไทยนับร้อยจุด ประเด็นนี้ยังคงเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ และต้องติดตามกันต่อไปว่าข้อเท็จจริงจะเป็นอย่างไร

สถานการณ์ชายแดนเป็นเรื่องละเอียดอ่อน การนำเสนอข่าวสารที่ถูกต้องและเป็นกลางจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อป้องกันความเข้าใจผิดและความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้น การที่ ทบ. โต้ “มาลี” อ้างไทยยิงถล่มบ้านเรือน จึงเป็นการออกมาปกป้องชื่อเสียงของประเทศและกองทัพ

ที่มา – ทบ. โต้ “มาลี” อ้างไทยยิงถล่มบ้านเรือน ชี้ กระสุนกัมพูชาตกที่พลเรือนไทยเป็น 100 จุด

Scroll to top