ประชุม Unga

“สีหศักดิ์” หวังปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชาคลี่คลายใน 4 เดือน

“สีหศักดิ์” เข้ากระทรวงวันแรก หวัง 4 เดือน ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชาจะคลี่คลาย เตรียมบินประชุม UNGA ด้าน “องอาจ” รมช. ศึกษาธิการคนใหม่พร้อมทำงานร่วมกับทุกฝ่าย

เมื่อเวลา 9.00 น. วันที่ 25 ก.ย. 2568 นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เข้าสักการะพระพุทธราชไมตรีศรีสัมพันธ์ และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำกระทรวงการต่างประเทศ ในโอกาสเข้ารับหน้าที่ โดยมีปลัดกระทรวงฯ และผู้บริหารกระทรวงการต่างประเทศให้การต้อนรับ

หลังพบปะกับข้าราชการประจำกระทรวงการต่างประเทศแล้ว นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า วันนี้เป็นวันแรกที่มารับหน้าที่ ได้เจอกับข้าราชการของกระทรวงการต่างประเทศ อยากจะให้กำลังใจข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศ เพราะที่ผ่านมาทำงานหนัก และตนเองก็ให้ความสำคัญกับกำลังใจของข้าราชการกระทรวง วันนี้ได้พูดถึงทิศทางการทำงานว่าจะทำกันเป็นทีม ซึ่งทุกคนก็ต้องร่วมทำงานกันอย่างเต็มที่ ส่วนงานด้านการต่างประเทศ ภายใต้ระยะเวลาสี่เดือนนี้ไม่ควรจะเป็นสี่เดือนที่ไม่มีความหมายอย่างที่นายกรัฐมนตรีได้บอกทุกครั้งกับคนไทยว่าจะต้องมีผลงาน งานด้านการต่างประเทศอยากจะขับเคลื่อนนโยบายต่างประเทศของประเทศไทย และการแก้ไขปัญหาที่คนไทยเห็นกันอยู่ เราต้องเป็นการทูตยุคใหม่ มีความคล่องตัวและครอบคลุมกับทุกมิติทางการต่างประเทศไม่ว่าจะเป็นความมั่นคง เศรษฐกิจ และสังคม

อยากเห็น GBC ช่วยหาทางออก

ส่วนการแก้ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา ภายใต้ระยะเวลา 4 เดือน นั้น นายสีหศักดิ์กล่าวว่า อยากเห็นความปลอดภัย ความสงบที่ชายแดน เพราะเป็นผลประโยชน์ของประเทศไทย และเชื่อว่าก็เป็นผลประโยชน์ของคนสองฝ่าย และเชื่อว่าปัญหาจะแก้ได้ต้องแก้ร่วมกันของทั้งสองฝ่าย ประเทศไทยเป็นประเทศที่ใฝ่สันติ และแน่นอน ทุกประเทศเรื่องอธิปไตย บูรณภาพแห่งดินแดน เป็นเรื่องที่เราต้องปกป้องรักษาอย่างเต็มที่ ปัญหาที่มีอยู่เราก็อยากแก้ไขและอยากจะเห็นสิ่งที่ได้พูดคุยกันโดยเฉพาะการพูดคุยในกรอบ GBC ที่ผ่านมาในหลักการก็มีเรื่องดีหลายเรื่อง การจะทำให้การหยุดยิงยั่งยืนอย่างแท้จริง ไม่ให้เกิดเหตุการณ์อย่างที่เราเห็นกันอยู่ อาจจะไม่ได้เป็นการปะทะกันของกองกำลังทหาร แต่เป็นเหตุการณ์ที่จะนำไปสู่ความรุนแรงได้ ซึ่งเราก็ไม่อยากให้เกิดขึ้น

ส่วนเรื่องการวางระเบิด คือเรื่องความปลอดภัย ถอนกำลังทหารออกจากพื้นที่เพื่อให้เกิดความสงบ รวมถึงการปราบปรามอาชญากรรมที่ผิดกฎหมายทั้งหลาย ทั้งสองประเทศต้องทำร่วมกัน สิ่งเหล่านี้เราได้ตกลงกันในหลักการ และต้องการเห็นความคืบหน้า เมื่อมีความคืบหน้าแล้ว ทุกอย่างก็ค่อยเป็นค่อยไป และมีขั้นตอนของมัน

การทูตกับการทหารต้องไปด้วยกัน

นายสีหศักดิ์ยังกล่าวอีกว่า การทูตกับการทหาร หลายเหตุการณ์ต้องไปด้วยกัน เอกภาพเป็นเรื่องที่สำคัญ บางครั้ง การทูตต้องเสริมการทหาร แต่ถึงจุดหนึ่งการทหารต้องมาเสริมการทูต ซึ่งตัวเองคิดว่าในการทำงานเพื่อแก้ปัญหาชายแดนกัมพูชา การทำงานเป็นเอกภาพเป็นทีมของประเทศไทย เป็นเรื่องที่สำคัญ กระทรวงการต่างประเทศจะให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ที่สุด

“4 เดือนนี้อาจจะแก้ปัญหาได้ไม่ทั้งหมด แต่ขอให้มันไปในทางที่ดีขึ้นแล้วต่อไปก็จะมีพลวัต ก็หวังว่า 4 เดือนนี้เราจะเห็นเส้นทางของรากฐานไปสู่ระดับที่ควรจะเป็น ซึ่งปัจจุบันไม่ควรจะเป็นอย่างนั้น แต่ทั้งหมดก็ขึ้นอยู่กับความจริงใจจากฝ่ายกัมพูชา ซึ่งประเทศไทยเรามีความจริงใจอยู่แล้ว และอยากจะเห็นสิ่งที่เราได้ตกลงกันไว้ไปสู่การกระทำที่แท้จริง” นายสีหศักดิ์กล่าว

ห่วง กัมพูชา พฤติกรรมสวนทางคำพูด

เมื่อถามต่อว่า คาดหวังว่าภายใน 4 เดือนนี้ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชาจะคลี่คลายขึ้นหรือไม่ นายสีหศักดิ์กล่าวว่า ก็หวังว่า แต่อยู่ที่อีกฝ่ายหนึ่งด้วย แต่ที่เป็นห่วงตอนนี้คือหลายอย่างมันสวนทางกับสิ่งที่กัมพูชากำลังสื่อสารออกมา เหตุการณ์ที่เราเห็นกันอยู่ไม่ควรจะปล่อยให้เกิดขึ้น ตนเองจึงหวังและอยากจะให้คลี่คลาย แต่ก็ไม่ได้อยู่ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศคนเดียว เพราะจะไปบอกว่าให้ทำแบบนี้แบบนั้น คนไทยจะรู้สึกอย่างไร การดูผลประโยชน์และศักดิ์ศรีของประเทศไทยเป็นเรื่องธรรมดา แต่การทูตจะเดินได้ก็ต่อเมื่ออีกฝ่ายหนึ่งพร้อม มีความจริงใจ

ต้องปักปันเขตแดนให้ชัด

ส่วนที่กัมพูชาหยิบยกเอาคำพูดที่พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ เคยบอกไว้ว่าพื้นที่บ้านหนองจานเป็นของกัมพูชา เรื่องนี้จะกลายเป็นประเด็นที่ผูกมัดหรือไม่นั้น นายสีหศักดิ์กล่าวว่า ก็ต้องไปพูดให้เข้าใจว่าอยู่ในเขตของประเทศไทย และสืบเนื่องมาตั้งแต่สมัยที่ถูกรุกราน ตั้งแต่กัมพูชามีปัญหาผู้ลี้ภัยข้ามมาชายแดนของไทย และปัญหาหลายอย่างค้างมาตั้งแต่ตอนนั้น ดังนั้นจึงต้องกลับมาดูว่าต้นเหตุมาจากอะไร ตนเองถึงได้บอกว่าท้ายที่สุดแล้วการคุยกัน การหาทางออกจะต้องทำให้ได้ และต้องคุยกันในระยะยาวว่าจะปักปันเขตแดนให้ชัดเจน จะได้ไม่มีปัญหาแบบนี้ขึ้นอีก

เตรียมบินประชุม UNGA

ส่วนการไปประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยสามัญ ครั้งที่ 80 (UNGA 80 High-level Week) ณ สำนักงานใหญ่สหประชาชาติ นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า จะเดินทางไปประชุมด้วยตัวเอง จะต้องมีการกล่าวสุนทรพจน์ ประเทศไทยกลับมาสู่จอเรดาร์ มีบทบาท ซึ่งเราจะไม่มีความเห็นเกี่ยวกับตะวันออกกลางไม่ได้ เพราะความรุนแรงที่เกิดขึ้นกระทบต่อประชาชนผู้บริสุทธิ์มากมาย เราจะมาบอกว่าเราไม่มีความเห็นเรื่องยูเครนไม่ได้ เพราะเรื่องนี้ก็เป็นหลักการสำคัญที่เราต้องปกป้อง การไปคราวนี้ก็ต้องแสดงวิสัยทัศน์ และต้องพูดถึงเรื่องประเทศเพื่อนบ้านของเรา แต่เราอยากจะพูดในลักษณะที่สร้างสรรค์

“องอาจ” พร้อมทำงานร่วมกับทุกฝ่าย

อีกด้านหนึ่งที่กระทรวงศึกษาธิการ นายองอาจ วงษ์ประยูร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมช. ศธ.) พร้อมด้วยนายสุธี พงษ์เพียรชอบ คณะทำงาน ได้เดินทางเข้ากระทรวงศึกษาธิการอย่างเป็นทางการ โดยได้เริ่มต้นการปฏิบัติหน้าที่ด้วยการเข้าสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อความเป็นสิริมงคล อาทิ พระพุทธรูปประจำกระทรวงศึกษาธิการ “พระพุทธบารมีศักดิ์สิทธิ์ สยามิศรจักรีสัฏฐีอนุสรณ์ ศึกษาทรรังสรรค์”, ศาลพระภูมิ, พระบรมราชานุสาวรีย์ รัชกาลที่ 6, พระพุทธรูปหน้า สอศ. และศาลปู่เจียม

พร้อมร่วมมือทุกฝ่าย

จากนั้น นายองอาจ และคณะ ได้เดินทางเข้าห้องทำงานรัฐมนตรี โดยมีนายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ และคณะผู้บริหาร รวมทั้งข้าราชการและเจ้าหน้าที่ ให้การต้อนรับ

โดยนายองอาจ กล่าวว่า การศึกษา คือ รากฐานสำคัญในการพัฒนาประเทศ ตนพร้อมที่จะทำงานร่วมกับทุกฝ่าย เพื่อยกระดับการศึกษาไทยให้เป็นเครื่องมือสำคัญในการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน

“สีหศักดิ์” หวังปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชาคลี่คลายใน 4 เดือน

ความหวังต่อการคลี่คลายปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา

นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้แสดงความหวังว่าปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชาจะคลี่คลายลงได้ภายใน 4 เดือนข้างหน้า โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการทำงานร่วมกันของทั้งสองฝ่าย การแก้ไขปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชาจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือและความจริงใจจากทั้งสองประเทศ

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศยังกล่าวถึงการประชุมสมัชชาสหประชาชาติที่จะถึงนี้ โดยประเทศไทยจะแสดงบทบาทที่สร้างสรรค์และมีวิสัยทัศน์ต่อประชาคมโลก นอกจากนี้ การแก้ไขปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา ยังคงเป็นวาระสำคัญที่ต้องมีการผลักดันอย่างต่อเนื่อง

สถานการณ์ปัจจุบันบริเวณชายแดนยังคงมีความตึงเครียดอยู่บ้าง การแก้ไขปัญหาที่ยั่งยืนจึงต้องอาศัยการเจรจา การสร้างความเข้าใจ และการดำเนินการที่เป็นรูปธรรมจากทั้งสองฝ่าย การที่นายสีหศักดิ์ให้ความสำคัญกับปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา และตั้งเป้าหมายที่จะเห็นความคืบหน้าภายใน 4 เดือน ถือเป็นสัญญาณที่ดีต่อความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศ

อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาชายแดนที่ซับซ้อนนั้นต้องใช้เวลาและความอดทน การที่ทุกฝ่ายร่วมมือกันอย่างจริงจังเท่านั้นจึงจะนำไปสู่สันติภาพและความมั่นคงที่ยั่งยืน

ที่มา – “สีหศักดิ์” หวัง 4 เดือน ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชาจะคลี่คลาย เตรียมบินประชุม UNGA

อนุทินไม่ไป UNGA หวั่นแถลงนโยบายไม่ทัน

“อนุทิน” ไม่ไป UNGA หวั่นกลับไม่ทันแถลงนโยบายรัฐบาล อยู่ระหว่างประสานวัน 29-30 ก.ย. เชื่อไทยไม่เสียโอกาสเวทีโลก ไม่คุยดราม่าให้อำนาจทหารแก้ชายแดนมากไป เมิน “สันธนะ” แฉ 4 นักการเมืองภูมิใจไทย

วันที่ 23 กันยายน 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงความชัดเจนในการเดินทางไปร่วมประชุมสมัชชาใหญ่สหประชาชาติ (UNGA) หลังฝ่ายกฎหมายระบุว่าสามารถเดินทางไปได้หากเป็นเรื่องที่จำเป็นเร่งด่วน ว่า หากพิจารณาจากเวลาแล้วคงไม่ทันวันแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ซึ่งเบื้องต้นจะหารือกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งเป็นเรื่องของช่วงเวลาและเรื่องของอำนาจที่มีอยู่ด้วย บางคนบอกไปได้ บางคนก็บอกว่าไปไม่ได้

ผู้สื่อข่าวถามย้ำ คณะกรรมการกฤษฎีการะบุแล้วว่าสามารถไปได้ นายอนุทิน ตอบว่า เรามีแนวทางของเรา ทั้งนี้ เราไม่ได้ไปเพื่อลงนามข้อตกลงอะไร หากรัฐบาลของตนเข้ามาบริหารประเทศเรียบร้อยแล้ว เรามีความชัดเจนในการบริหารสถานการณ์ความขัดแย้งของไทย-กัมพูชาอย่างไร

ส่วนคำถามว่าการที่นายกรัฐมนตรีไม่เดินทางไปด้วยตัวเองจะทำให้ประเทศไทยเสียโอกาสในการเรียกความเชื่อมั่นจากสถานการณ์ไทย-กัมพูชานั้น นายอนุทิน ตอบว่า เรื่องความเชื่อมั่นอยู่ที่การจัดการของรัฐบาล และการสนับสนุนจากประชาชนและกองทัพ ไม่ได้อยู่ที่เวทีไหน ปัญหาที่เกี่ยวข้องกับบ้านเรา ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ประชาชนให้ความสนับสนุนแนวทางต่างๆ ของรัฐบาล นี่คือความเชื่อมั่น

ทางด้านกรณีคณะกรรมการกฤษฎีการะบุหากมีความจำเป็น เช่น เรื่องสถานการณ์ชายแดนสามารถที่จะเดินทางไปได้นั้น นายอนุทิน ถามย้อนว่าความจำเป็นคืออะไร หรือต้องชี้แจงอะไรกับใคร ประชาคมโลกรับทราบสถานการณ์ตลอดเวลาอยู่แล้ว ขณะที่คำถามว่าหากไม่ได้ไปเข้าร่วมประชุม UNGA จะทำให้ไทยเสียโอกาสอะไรบ้าง นายอนุทิน กล่าวว่า สำหรับแนวทางของรัฐบาลนั้นเรามีความชัดเจนอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นประชาคมโลกหรือใครก็ตาม รับทราบข่าวสารและแนวทางนโยบายที่กำลังจะเข้ามา ขณะนี้เราต้องการความสมบูรณ์แบบทุกรูปแบบ ดังนั้นเราต้องแถลงนโยบายให้เรียบร้อยก่อน

เมื่อถามอีกว่าประเทศไทยต้องทำเอกสารชี้แจงหรือไม่ จากกรณีที่กัมพูชาก็ร้องเรียนในเวที UN เช่นกัน นายอนุทิน ตอบว่า กัมพูชาก็กล่าวหาเราว่าละเมิดนั่นละเมิดนี่ แต่จริงๆ แล้วเราสามารถแถลงจากประเทศไทยก็ได้ ในคำถามว่าต้องมีการหารือกับกระทรวงการต่างประเทศหรือไม่ นายอนุทิน เผยว่า ก็ต้องมีการหารือว่าจะให้ไปหรือไม่ เมื่อเช้านี้มีการประชุมหลายหน่วยงาน เห็นสมควรว่าไม่ควรที่จะไปร่วมประชุม ซึ่งมีการตีความต่างๆ มากมาย หากไปเข้าร่วมแล้วไม่สามารถพูดได้เต็มที่ ไปพบคู่เจรจา หากถูกถามว่ามีอำนาจเต็มหรือไม่ แล้วจะพูดว่าน่าจะเต็ม ก็ทำให้เราเสียโอกาสแล้ว เราจะคุยกับใครก็รอให้เรียบร้อยก่อน การจะคุยกับใครก็ตามไม่จำเป็นต้องคุยที่ UN คู่กรณีมีเพียงไม่กี่ราย

ในประเด็นคำถาม มีความเป็นไปได้หรือไม่ ภายหลังจากแถลงนโยบายแล้วจะแถลงจุดยืนของรัฐบาลไทยในการปกป้องอธิปไตยของไทยกับกัมพูชาอย่างไร นายอนุทิน กล่าวว่า หากมีความจำเป็นก็ต้องดูว่าที่ UN มีข้อสงสัยอะไร สิ่งที่สำคัญคือต้องเข้าไปบริหารราชการแผ่นดินเต็มรูปแบบให้ได้ ในสัปดาห์หน้านี้จะมีการนัดแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ซึ่งเรื่องนี้สำคัญกว่า หากไปแล้วเกิดเครื่องบินดีเลย์กลับมาแถลงนโยบายไม่ได้จะทำให้เกิดปัญหามากมาย ขณะนี้อยู่ระหว่างประสานงานกับรัฐสภาเรื่องการแถลงนโยบายในวันที่ 29-30 กันยายนนี้

อย่างไรก็ตาม เมื่อผู้สื่อข่าวสอบถามถึงดราม่าว่าให้อำนาจทหารในการจัดการปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชามากเกินไป นายอนุทิน ตอบสั้นๆว่า “ไม่เอา ไม่คุยเรื่องดราม่า” ส่วนกรณีที่ นายสันธนะ ประยูรรัตน์ อดีตตำรวจสันติบาล ออกมากล่าวหา 4 นักการเมืองพรรคภูมิใจไทยเอี่ยวผลประโยชน์บ่อนกาสิโนชายแดนไทย-กัมพูชานั้น นายอนุทิน ไม่ได้ตอบคำถามนี้ แต่ยิ้มตอบเท่านั้น.

ทำไม “อนุทิน” ถึงตัดสินใจไม่ไป UNGA หวั่นกลับมาแถลงนโยบายไม่ทัน?

จากกระแสข่าวที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ตัดสินใจไม่เดินทางไปเข้าร่วมประชุมสมัชชาใหญ่สหประชาชาติ (UNGA) ทำให้เกิดคำถามมากมายถึงเหตุผลเบื้องหลังการตัดสินใจครั้งนี้ โดยเหตุผลหลักที่นายอนุทินให้ไว้คือ เกรงว่าจะเดินทางกลับมาแถลงนโยบายต่อรัฐสภาไม่ทันตามกำหนดการที่วางไว้

ความสำคัญของการแถลงนโยบายรัฐบาล

การแถลงนโยบายรัฐบาลถือเป็นขั้นตอนสำคัญในการแสดงวิสัยทัศน์และแนวทางการบริหารประเทศของรัฐบาลชุดใหม่ ซึ่งเป็นสิ่งที่ประชาชนและนานาชาติต่างให้ความสนใจ การที่นายอนุทินตัดสินใจให้ความสำคัญกับการแถลงนโยบายมากกว่าการเดินทางไป UNGA แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการเริ่มต้นการทำงานอย่างเป็นรูปธรรมและสร้างความเชื่อมั่นให้กับทุกภาคส่วน

นอกจากนี้ การที่ อนุทินไม่ไป UNGA หวั่นแถลงนโยบายไม่ทัน ยังสะท้อนให้เห็นถึงการพิจารณาอย่างรอบคอบถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น หากการเดินทางไป UNGA ทำให้การแถลงนโยบายต้องเลื่อนออกไป ซึ่งอาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนและประชาชน

ถึงแม้ว่าการที่นายกรัฐมนตรีไม่เดินทางไป UNGA อาจทำให้ประเทศไทยเสียโอกาสในการแสดงบทบาทในเวทีโลกบ้าง แต่รัฐบาลก็ยังคงยืนยันว่าจะใช้ช่องทางอื่นๆ ในการสื่อสารและสร้างความเข้าใจกับประชาคมโลกต่อไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา

การที่ อนุทินไม่ไป UNGA หวั่นแถลงนโยบายไม่ทัน จึงเป็นการตัดสินใจที่คำนึงถึงผลประโยชน์และความสำคัญของการบริหารราชการแผ่นดินภายในประเทศเป็นสำคัญ และแสดงให้เห็นถึงความพร้อมของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาและพัฒนาประเทศอย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจของนายอนุทินครั้งนี้ก็อาจถูกมองว่าเป็นการให้ความสำคัญกับปัญหาภายในประเทศมากเกินไป จนละเลยโอกาสในการสร้างความสัมพันธ์และความร่วมมือกับนานาชาติ ซึ่งเป็นสิ่งที่รัฐบาลจะต้องพิจารณาอย่างรอบคอบและหาแนวทางในการสร้างสมดุลระหว่างทั้งสองด้านต่อไป

สถานการณ์ที่ อนุทินไม่ไป UNGA หวั่นแถลงนโยบายไม่ทัน แสดงให้เห็นถึงความท้าทายในการบริหารประเทศที่ต้องเผชิญกับข้อจำกัดด้านเวลาและทรัพยากร การตัดสินใจของผู้นำจึงต้องมีความเฉียบคมและคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นสำคัญ

โดยสรุปแล้ว การที่ อนุทินไม่ไป UNGA หวั่นแถลงนโยบายไม่ทัน เป็นการตัดสินใจที่สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการบริหารประเทศและแก้ไขปัญหาภายในประเทศเป็นอันดับแรก แม้ว่าอาจมีข้อวิพากษ์วิจารณ์บ้าง แต่ก็เป็นสิ่งที่รัฐบาลจะต้องน้อมรับฟังและนำไปปรับปรุงแก้ไขต่อไป

ที่มา – “อนุทิน” ไม่ไป UNGA หวั่นกลับมาแถลงนโยบายไม่ทัน ปัดตอบให้อำนาจทหารชายแดนมากไป

นายกฯ เร่งเยียวยาคนชายแดน ถก UNGA ก่อนแถลงนโยบาย?

“อนุทิน” เร่งประสานสำนักงบฯ-ปกครอง เยียวยาประชาชนชายแดนไทย-กัมพูชา ลั่น ทหารอดไม่ได้ หน่วยไหนขาดอาหารขอให้บอกมา จ่อคุย ก.ต่างประเทศ บินประชุม UNGA ก่อนแถลงนโยบาย ทำได้หรือไม่

วันที่ 21 กันยายน 2566 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ที่ จ.ศรีสะเกษ ถึงเรื่องเงินเยียวยาชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ว่า เป็นหน้าที่ของตน ซึ่งที่ค้างมาตั้งแต่รัฐบาลที่แล้วยังส่งไปไม่ถึง เมื่อเริ่มปฏิบัติหน้าที่ตนได้เร่งและสั่งการไปยังว่าที่รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้กำกับดูแลสำนักงบประมาณให้เร่งประสานงานกับฝ่ายปกครอง กระทรวงมหาดไทย และจังหวัด นายกฯ เร่งประสานเยียวยาคนชายแดน ให้ครบทั้งหมด รายครัวเรือน รวมถึงปั๊มน้ำมัน และสถานที่อื่นตามกฎหมาย

ผู้สื่อข่าวถามต่อ แม้สถานการณ์ชายแดนสงบ แต่ทหารบางที่ต้องออกไปซื้ออาหารด้วยตัวเอง ใช้เงินตัวเองนั้น นายอนุทิน ระบุว่า เราสนับสนุนทุกหนทาง ถ้าเป็นปัญหาเช่นนั้นจริงขอให้บอกมา ทหารอดไม่ได้

ส่วนการเดินทางไปประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ (UNGA) ที่สหรัฐอเมริกา นายอนุทิน ระบุว่า เดี๋ยวจะมีการหารือกับกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งต้องเช็กระเบียบว่าถ้ายังไม่แถลงนโยบายของรัฐบาล เราไปปฏิบัติหน้าที่ต่างประเทศได้หรือไม่ แต่จริงๆ การไปประชุมสมัชชาใหญ่ที่ UN ในวันที่ 26 กันยายนนี้ ส่วนตัวก็ควรจะไปในฐานะที่เราเป็นประเทศไทย และประเทศกัมพูชาก็ร้องเรียนไว้เยอะ จึงต้องถือโอกาสชี้แจงให้เข้าใจว่าประเทศไทยเราเป็นฝ่ายถูกกระทำ เมื่อถามย้ำว่าเป็นการเพิ่มพื้นที่ของประเทศเราในเวทีโลกใช่หรือไม่ นายอนุทิน ตอบว่า ทำความเข้าใจให้เขาเห็นว่าเราไม่ได้ไปทำในสิ่งที่ผิดกติกา

สำหรับกรณีการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ดูเหมือนจะมีเสียงสะท้อนจากพรรคประชาชนให้ นายอนุทิน ไปคุยกับสมาชิกวุฒิสภา (สว.) นายอนุทิน ถึงกับร้องฮึยก่อนกล่าวว่า ประสานงานได้ อยู่ที่ทางพวกเรา ซึ่งเห็น สส. บอกว่าภายในต้นเดือนมีเริ่มดำเนินการแล้ว พร้อมยืนยันว่าไม่มีหรอก ไม่มีให้ไปคุยกับใคร ถ้ารัฐธรรมนูญร่างที่ยกขึ้นมามีเหตุผล ทุกคนไม่ใช่แค่นายกรัฐมนตรีคนเดียวที่จะไปคุยกับใคร ต้องช่วยกัน ขอให้ได้รับการสนับสนุนจากทุกฝ่าย

นายกฯ เร่งประสานเยียวยาคนชายแดน

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อนและส่งผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่โดยตรง การที่นายกฯ เร่งประสานเยียวยาคนชายแดน จึงถือเป็นเรื่องที่น่ายินดีและแสดงให้เห็นถึงความใส่ใจของรัฐบาลต่อปัญหาของประชาชนในพื้นที่

ความสำคัญของการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ

การเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบไม่เพียงแต่เป็นการช่วยเหลือด้านการเงินเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจให้กับผู้ที่ได้รับผลกระทบ ทำให้พวกเขาสามารถกลับมาดำเนินชีวิตได้ตามปกติ การที่รัฐบาลเร่งดำเนินการในเรื่องนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการสร้างความมั่นคงและความสงบสุขในพื้นที่ชายแดน

นอกจากเรื่องการเยียวยาแล้ว ประเด็นการเดินทางไปประชุม UNGA ก่อนการแถลงนโยบายก็เป็นอีกเรื่องที่น่าสนใจ การที่นายกฯ จะต้องพิจารณาข้อกฎหมายและหารือกับกระทรวงการต่างประเทศ แสดงให้เห็นถึงความรอบคอบและระมัดระวังในการดำเนินงาน ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการบริหารประเทศ

การที่ประเทศไทยจะใช้เวที UNGA ชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดน เป็นการแสดงความรับผิดชอบต่อประชาคมโลก และเป็นการปกป้องผลประโยชน์ของประเทศชาติ การตัดสินใจในเรื่องนี้จึงมีความสำคัญและส่งผลต่อภาพลักษณ์ของประเทศไทยในเวทีโลก

การที่นายกฯ เร่งประสานเยียวยาคนชายแดน และพิจารณาการเข้าร่วมประชุม UNGA อย่างรอบคอบ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาและพัฒนาประเทศในทุกด้าน ทั้งนี้ การแก้ไขปัญหาต่างๆ จำเป็นต้องได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างราบรื่นและบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้

สิ่งที่น่าจับตามองต่อไปคือ นโยบายของรัฐบาลชุดใหม่ที่จะมีต่อการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งและพัฒนาพื้นที่ชายแดน รวมถึงแนวทางการดำเนินงานในเวทีโลก เพื่อสร้างความเข้าใจและความร่วมมือกับนานาประเทศ

โดยรวมแล้ว การที่นายกฯ เร่งประสานเยียวยาคนชายแดน แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจในปัญหาของประชาชนและความมุ่งมั่นในการพัฒนาประเทศ รัฐบาลชุดใหม่มีความพร้อมที่จะรับฟังความคิดเห็นและดำเนินงานร่วมกับทุกภาคส่วน เพื่อสร้างความมั่นคงและความเจริญรุ่งเรืองให้กับประเทศไทยต่อไป

ที่มา – นายกฯ เร่งประสานเยียวยาคนชายแดน จ่อคุย กต. บินประชุม UNGA ก่อนแถลงนโยบายได้หรือไม่

Scroll to top