ปราจีนบุรี

คอหวยทำพิธีขอเลขเด็ด พญาบึ้ง ปราจีนบุรี งวด 1/3/69

ในช่วงที่ใกล้หวยออก คอหวยทั่วประเทศต่างพากันตามหา ขอเลขเด็ด พญาบึ้ง ปราจีนบุรี เพื่อลุ้นโชคใหญ่ในงวด 1/3/69 ล่าสุดมีเหตุการณ์สุดแปลกที่ จ.ปราจีนบุรี เมื่อนักเสี่ยงโชคบุกเข้าป่าท่ามกลางความมืดสนิท เพื่อทำพิธีเรียกเลขจากพญาบึ้งรูเก่าแก่ที่เคยให้โชคมาหลายงวดติดต่อกัน ไม่ผิดหวัง ได้เลขสวยทั้ง 2 ตัวและ 3 ตัว มาดูกันว่ามีอะไรน่าสนใจบ้าง

คอหวยทำพิธีขอเลขเด็ด พญาบึ้ง ปราจีนบุรี

ขอเลขเด็ด พญาบึ้ง ปราจีนบุรี งวด 1/3/69

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อคืนวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569 ที่พื้นที่หมู่ที่ 4 ต.ย่านรี อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี บรรดาคอหวยไม่กลัวความมืด พากันถือธูปเทียนเดินลึกเข้าไปในป่าเพื่อบูชาพญาบึ้ง ซึ่งเป็นรูเดิมที่ให้โชคแม่น ๆ มาหลายงวดแล้ว สายมูที่นี่เชื่อว่าพญาบึ้งเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์คอยคุ้มครองและให้เลขเด็ดแก่ผู้ศรัทธา

ขั้นตอนพิธีขอเลขเด็ด พญาบึ้ง ปราจีนบุรี

พิธีกรรมเริ่มต้นด้วยการจุดธูปบอกกล่าวเจ้าที่เจ้าทาง ขอเปิดโชคลาภ จากนั้นยกขันธ์ 5 ตามประเพณีสายมู นำม้วนกระดาษเขียนเลข 0-9 จำนวน 2 ชุด หย่อนลงไปในรูพญาบึ้ง แล้วนั่งรออย่างใจจดใจจ่อประมาณ 1 ชั่วโมง สุดท้ายพญาบึ้งก็ตอบรับ โดยดันกระดาษเลขขึ้นมาที่ปากรู

เลขเด็ดจากพญาบึ้ง ปราจีนบุรี งวด 1/3/69

ผลที่ได้คือชุดแรกเลข 2 ตัวคือ 45 และชุดที่สองเลข 3 ตัวคือ 138 คอหวยตื่นเต้นสุด ๆ รีบหยิบโทรศัพท์มาถ่ายรูปเก็บไว้ จะได้เอาไปซื้อลอตเตอรี่งวดวันที่ 1 มีนาคม 2569 กันแบบไม่ลืม

คอหวยถ่ายเลขเด็ด พญาบึ้ง ปราจีนบุรี

ทำไมพญาบึ้ง ปราจีนบุรี ถึงให้โชคแม่น

พญาบึ้งรูนี้ไม่ได้เพิ่งดัง แต่ให้โชคคอหวยมาหลายงวดติด โดยเฉพาะเลขท้าย 2 ตัวที่เข้าบ่อยครั้ง สายมูเชื่อว่าเป็นเพราะพญาบึ้งเป็นสัตว์ที่ฉลาดและมีพลังงานลึกลับ เมื่อทำพิธีด้วยใจศรัทธา ก็จะได้เลขเด็ดตอบแทน ที่สำคัญคือทำพิธีตอนกลางคืนเพราะเชื่อว่าความมืดช่วยเสริมพลังให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์

  • เลขที่ได้งวดนี้: 45 (2 ตัว) และ 138 (3 ตัว)
  • สถานที่: หมู่ 4 ต.ย่านรี อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี
  • เคล็ดลับ: จุดธูป 9 ดอก บอกกล่าวชัดเจน และรออย่างอดทน

นอกจากนี้ ยังมีคอหวยจากจังหวัดใกล้เคียงเดินทางมาร่วมพิธีกันเยอะ เพราะข่าวเลขเด็ดพญาบึ้งแพร่กระจายในโซเชียลอย่างรวดเร็ว หากคุณกำลังมองหา ขอเลขเด็ด พญาบึ้ง ปราจีนบุรี งวดนี้ อย่าพลาดเลขคู่นี้

เลขเด็ดจากพญาบึ้งงวดก่อน ๆ

ย้อนดูประวัติ พญาบึ้งเคยให้เลขที่ออกตรงหลายครั้ง เช่น งวดก่อน ๆ มีคนถูกรางวัลเลขท้าย 2 ตัวจากที่นี่ นี่คือตัวอย่างที่ทำให้คอหวยเชื่อมั่น:

  • งวด 16/2/69: เลข 72 เข้าตรง
  • งวด 1/2/69: เลข 59 ใกล้เคียง
  • งวดอื่น ๆ: ให้ 3 ตัวตรงบ่อย

ความเชื่อเรื่องสัตว์ให้เลขเด็ดไม่ได้ใช่เรื่องใหม่ ในไทยมีหลายที่ เช่น งูใหญ่ วัดดัง หรือต้นไม้แปลก ๆ ที่คอหวยแห่ไปขอเลข พญาบึ้งแห่งนี้ก็นับเป็นจุดเด่นของปราจีนบุรีไปแล้ว

สำหรับงวด 1/3/69 เลข 45 และ 138 อาจเป็นหวยเด็ดที่คุณรอคอย สามารถตีความได้หลายแบบ เช่น 45 มาจากรูปร่างบึ้ง หรือ 138 จากจำนวนคนมาร่วมพิธี ไม่ว่ายังไง คอหวยก็พร้อมลุ้น!

สุดท้ายนี้ ความเชื่อเป็นเรื่องส่วนบุคคล แต่การเสี่ยงโชคควรเล่นอย่างมีสติ อย่าลงทุนเกินตัว หากเลขนี้เข้าจริง คงต้องขอบคุณพญาบึ้ง ลองไปเสี่ยงโชคดูนะ ใครได้รางวัลอย่าลืมมาแชร์ประสบการณ์!

ที่มา – คอหวยทำพิธีท่ามกลางความมืด ขอเลขเด็ดเสี่ยงทาย “พญาบึ้ง” ปราจีนบุรี งวด 1/3/69

สะเทือนใจ! หนุ่มวัย 33 ปี เสียชีวิตตรงวันเจอแฟน 8ปีก่อน

สะเทือนใจสุดๆ ไปเลยค่ะ เพื่อนๆ วันนี้เรามีเรื่องราวน่าเศร้าที่เกิดขึ้นจริงใน จ.ปราจีนบุรี หนุ่มวัย 33 ปี ประสบอุบัติเหตุเสียชีวิต ตรงกับวันที่เจอแฟนครั้งแรก เมื่อ 8 ปี ก่อน มันเหมือนโชคชะตาเล่นตลกกับชีวิตคนเลยนะคะ เหตุการณ์นี้ทำให้หลายคนต้องคิดถึงความไม่แน่นอนของชีวิต และเตือนใจเรื่องการขับขี่ที่ปลอดภัยด้วย

หนุ่มวัย 33 ปี ประสบอุบัติเหตุเสียชีวิต ตรงกับวันที่เจอแฟนครั้งแรก เมื่อ 8 ปี ก่อน

เรื่องราวเริ่มต้นเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2569 เวลาประมาณ 17.30 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.นาดี ได้รับแจ้งเหตุพบศพลอยในร่องน้ำ บริเวณบ้านทุ่งแฝก หมู่ 3 ต.ทุ่งโพธิ์ อ.นาดี จ.ปราจีนบุรี ที่เกิดเหตุเป็นถนนเข้าสวนทุเรียน พบรถจักรยานยนต์สีดำ ทะเบียนปราจีนบุรี ตกลงข้างทาง หน้ารถทิ่มลงปากท่อน้ำ ข้างๆ กันมีร่างผู้เสียชีวิตนอนหงาย สวมเสื้อคอปกสีกรมท่า กางเกงขาสั้นสีน้ำเงิน ชื่อนายไชยฤทธิ์ อายุ 33 ปี

เส้นทางก่อนเกิดเหตุ悲剧

ทราบว่า ผู้ตายออกจากบ้านแฟนตั้งแต่เช้าวันที่ 1 ก.พ. แล้วไปเที่ยวบ้านเพื่อนและญาติๆ ในพื้นที่ใกล้เคียง ช่วง 23.30 น. ขับรถออกจากบ้านเพื่อนเพื่อกลับบ้าน แต่หลังเที่ยงคืน โทรหาแฟนเพื่อนที่ดื่มด้วยกันแต่ไม่รับสาย จนชาวบ้านมาพบร่างตอนเย็นวันถัดไป คาดว่าน่าจะเกิดอุบัติเหตุตอนดึกเพราะถนนเปลี่ยวและอาจมีปัจจัยอื่นๆ

คำให้การจากพยานและคนใกล้ชิด

นายเอกรินทร์ พิลาตัน อายุ 44 ปี ผู้พบศพ เล่าว่า “เลิกงานขับรถผ่านมา หมาเห่าเลยมาดู เจอร่างนอนในร่องน้ำ เรียกก็ไม่ตอบ เขามาจากบ้านโคกกระจงมาหาพี่บ่อย คงกลับดึกเมื่อคืน” เพื่อนที่ดื่มเหล้ากันบอกว่า “มากินตั้งแต่เช้าวันก่อน ฉันนอนก่อน เขาน่าจะกลับประมาณ 5 ทุ่มถึงเที่ยงคืน”

ที่น่าเศร้าที่สุดคือ นางสาวประกายแก้ว อายุ 29 ปี ภรรยาผู้ตาย เผยว่า “พี่ที่แฟนไปหาโทรบอกตอน 5 โมงกว่า ฉันเลิกงาน เขามาที่นี่ทุกวันอาทิตย์ แฟนไม่ค่อยรับสายถ้าเมา ปกติเมาจะนอนค้างที่นั่น แต่ครั้งนี้ออกมาทำไมไม่รู้ เราแต่งงานอยู่ด้วยกัน 8 ปี เจอกันครั้งแรกวันที่ 2 ก.พ. และจากไปก็วันที่ 2 ก.พ. เหมือนกัน” โชคชะตานี้ทำเอาใจสลายเลยค่ะ

เจ้าหน้าที่ส่งศพตรวจที่ รพ.นาดี แล้วมอบให้ญาติรับไปบำเพ็ญกุศลตามประเพณี

บทเรียนสำคัญจากอุบัติเหตุครั้งนี้

เหตุการณ์ หนุ่มวัย 33 ปี ประสบอุบัติเหตุเสียชีวิต ตรงกับวันที่เจอแฟนครั้งแรก เมื่อ 8 ปี ก่อน ทำให้เราต้องคิดถึงความเสี่ยงในการขับขี่ โดยเฉพาะตอนดึกและหลังดื่มสุรา นี่คือเคล็ดลับเพื่อความปลอดภัย:

  • อย่าขับรถหลังดื่มเหล้า: แม้จะรู้สึกไหว แต่ปฏิกิริยาช้าลงมาก ส่งผลให้ควบคุมรถไม่ได้
  • สวมหมวกกันน็อคทุกครั้ง: ลดความเสี่ยงบาดเจ็บสาหัสจากอุบัติเหตุจักรยานยนต์
  • ขับขี่ด้วยความระวังบนถนน乡村: ทางลื่น หลุมบ่อ หรือสัตว์อาจโผล่มาทันที
  • แจ้งคนใกล้ชิดเส้นทาง: ถ้ากลับดึก บอกตำแหน่งเพื่อให้ช่วยได้ทัน
  • ตรวจสภาพรถสม่ำเสมอ: เบรก ไฟ ยาง ต้องพร้อมเสมอ

นอกจากนี้ ยังชวนคิดถึงเรื่องโชคชะตาและความผูกพันในชีวิตคู่ พวกเขาอยู่ด้วยกันมา 8 ปีเต็ม วันเจอกันกลายเป็นวันจากลา มันสะท้อนว่าชีวิตมีอะไรให้คาดเดาไม่ได้ ต้องรีบใช้เวลากับคนที่รักให้คุ้มค่า

คุณล่ะคะ คิดยังไงกับเรื่องนี้? มันเตือนใจเรื่องขับขี่ปลอดภัยได้ดีเลยนะ ถ้าชอบเรื่องราวแบบนี้ แชร์ต่อเพื่อเตือนเพื่อนๆ กันเถอะ หรือคอมเมนต์เล่าประสบการณ์อุบัติเหตุของคุณมาแบ่งปันด้วยค่ะ จะได้ช่วยกันลดเหตุร้ายในสังคม

ที่มา – หนุ่มวัย 33 ปี ประสบอุบัติเหตุเสียชีวิต ตรงกับวันที่เจอแฟนครั้งแรก เมื่อ 8 ปี ก่อน

ไวรัล สามีโกนหัวเป็นเพื่อนภรรยา ป่วยมะเร็ง ซึ้งใจ!

เรื่องราวความรักที่ทำให้หัวใจอบอุ่นกำลังเป็นไวรัล! สามีโกนหัวเป็นเพื่อนภรรยา ที่กำลังเผชิญหน้ากับโรคมะเร็ง แสดงให้เห็นถึงความรักและการอยู่เคียงข้างกันในวันที่ยากลำบากที่สุด

จากคลิปวิดีโอที่ถูกแชร์อย่างกว้างขวางบนเฟซบุ๊กชื่อ “นิรันดร์ ลามิล” แสดงให้เห็นภาพของสามีกำลังโกนผมให้ภรรยาที่ป่วยด้วยโรคมะเร็ง ทั้งคู่พูดคุยให้กำลังใจกันอย่างน่ารัก ก่อนที่ฝ่ายสามีจะตัดสินใจโกนผมของตัวเองตามภรรยา พร้อมกับพูดติดตลกว่า “เราจะกลายเป็นคนหัวโล้น 2 คน แห่งบ้านโคกปีบ” สร้างความประทับใจและน้ำตาให้กับผู้ชมจำนวนมาก นี่คือเรื่องราวของ สามีโกนหัวเป็นเพื่อนภรรยา ที่ใครๆ ก็ต้องซึ้งใจ

เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2568 ผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปยังโดมเทศบาลตำบลโคกปีบ อำเภอศรีมโหสถ จังหวัดปราจีนบุรี ซึ่งมีการจัดงานวันเด็กแห่งชาติ และได้พบกับคู่สามีภรรยาในคลิปดังกล่าว ชื่อ นางสาวน้ำทิพย์ รัตนธำรงพรรณ อายุ 39 ปี และ นายนิรันดร์ ลามิล อายุ 37 ปี ทั้งคู่เดินทางมาด้วยรถจักรยานยนต์พ่วงข้าง หลังจากมีผู้ใจบุญเหมาน้ำจากร้านของทั้งคู่นำมาแจกให้กับเด็กๆ และผู้ปกครองที่มาร่วมงานฟรี สร้างบรรยากาศที่อบอุ่นและเต็มไปด้วยกำลังใจ

นางสาวน้ำทิพย์เล่าว่า เธอเคยทำงานในโรงงานอุตสาหกรรมแห่งหนึ่ง ก่อนที่จะเริ่มมีอาการป่วยเรื้อรัง และตรวจพบว่าเป็นโรค SLE หรือ โรคพุ่มพวง และต่อมาก็ตรวจพบว่าเป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาวและมะเร็งต่อมน้ำเหลือง เธอต้องเข้ารับการรักษาด้วยเคมีบำบัด การให้เลือด การเปลี่ยนถ่ายพลาสมา และการใช้ยากดภูมิ ซึ่งส่งผลให้ผมร่วงหลายครั้งตลอดการรักษา

นายนิรันดร์ สามีของนางสาวน้ำทิพย์ กล่าวสั้นๆ ว่า “เห็นเขาโกนคนเดียว ผมสงสาร เลยโกนเป็นเพื่อน จะได้เป็นโล้นซ่า 2 โล้นแห่งโคกปีบ” นี่แหละคือความรักที่แท้จริง การ สามีโกนหัวเป็นเพื่อนภรรยา เป็นสิ่งที่แสดงออกถึงความใส่ใจได้อย่างดี

นางสาวน้ำทิพย์ยังเล่าด้วยน้ำตาคลอเบ้าถึงความผูกพันของเธอกับสามีว่า นายนิรันดร์ต้องตื่นตั้งแต่ตี 3 เพื่อพาเธอไปโรงพยาบาล กลับมาทำงาน และตอนเย็นก็ไปรับเธอกลับบ้าน บางวันต้องรอกันจนดึกดื่นโดยไม่เคยปริปากบ่น และนายนิรันดร์ยังเป็นที่พักใจให้เธอเสมอ “เขาไม่เคยทำให้รู้สึกโดดเดี่ยว เขาคือกำลังใจสำคัญของชีวิต”

ทั้งคู่หอมแก้มกันต่อหน้าสื่อด้วยความรักและหัวเราะออกมาพร้อมกัน สำหรับผู้ใจบุญที่ต้องการสนับสนุนร้านน้ำของทั้งคู่ เพื่อนำไปแจกในงานต่างๆ หรือทำโรงทาน สามารถติดต่อได้ที่เบอร์โทรศัพท์ 084-347-3125 นี่คืออีกหนึ่งเรื่องราวของ สามีโกนหัวเป็นเพื่อนภรรยา ที่สร้างความประทับใจ

สามีโกนหัวเป็นเพื่อนภรรยา คือรักแท้ที่จับต้องได้

เรื่องราวซึ้งใจ: สามีโกนหัวเป็นเพื่อนภรรยาป่วยมะเร็ง

เรื่องราวของนิรันดร์และน้ำทิพย์เป็นบทพิสูจน์ว่ารักแท้ยังมีอยู่จริง การ สามีโกนหัวเป็นเพื่อนภรรยา ไม่ใช่แค่การกระทำที่แสดงออกถึงความรัก แต่เป็นการแสดงออกถึงความเข้าใจ การอยู่เคียงข้าง และการเป็นกำลังใจให้กันในวันที่ชีวิตต้องเผชิญกับความยากลำบาก

เรื่องราวความรักของทั้งคู่เป็นแรงบันดาลใจให้ใครหลายๆ คนได้เห็นว่า ความรักที่แท้จริงนั้นไม่ได้อยู่ที่คำพูดสวยหรู แต่อยู่ที่การกระทำที่แสดงออกถึงความห่วงใยและความใส่ใจในทุกๆ รายละเอียดของชีวิต

การที่สามียอมโกนผมเพื่อเป็นเพื่อนภรรยาที่กำลังป่วย สะท้อนให้เห็นถึงความรักที่ยิ่งใหญ่และความเสียสละที่ไม่สามารถหาได้ง่ายๆ ในสังคมปัจจุบัน

เรื่องราวของนิรันดร์และน้ำทิพย์เป็นเรื่องราวที่น่าประทับใจและควรค่าแก่การยกย่อง เป็นแบบอย่างที่ดีให้กับคู่รักอื่นๆ ได้เห็นว่า การอยู่เคียงข้างกันในวันที่ยากลำบากคือสิ่งสำคัญที่สุด

ที่มา – ไวรัลซึ้งใจ สามีโกนหัวเป็นเพื่อนภรรยา อยู่เคียงข้างในวันที่ป่วยเป็นมะเร็ง

รวบ “ไอ้นก” แทงจ่าทหารดับ! หนี 4 วัน

ตำรวจตามรวบตัว “ไอ้นก” ผู้ต้องหาแทง จ.ส.อ.อำนาจ ทองแถม เสียชีวิต 18 แผล หลังหลบหนีไปซ่อนตัวในห้องเช่านาน 4 วัน ผู้ต้องหาอ้างว่าผู้ตายขูดรถของแม่และปิดประตูเสียงดังรบกวน

จากเหตุการณ์สะเทือนขวัญที่ นายภานุวัฒน์ กิตติธนะวรากุล หรือ “ไอ้นก” ก่อเหตุใช้อาวุธมีดแทง จ่าสิบเอกอำนาจ ทองแถม เจ้าหน้าที่การเงินโรงพยาบาลค่ายจักรพงษ์ (มทบ.12) ขณะกำลังปั่นจักรยานสามล้อกลับบ้าน เป็นเหตุให้เสียชีวิตถึง 18 แผล ก่อนหลบหนีไป เจ้าหน้าที่ตำรวจได้สืบสวนจนทราบตัวผู้ก่อเหตุและขออนุมัติหมายจับจากศาลจังหวัดปราจีนบุรี ในข้อหา “ฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนและพกพาอาวุธมีดไปในเมือง หมู่บ้าน ทางสาธารณะ โดยไม่มีเหตุสมควร”

รวบ “ไอ้นก” แทงจ่าทหาร 18 แผลดับ หนี 4 วัน

ล่าสุด เมื่อวันที่ 6 มกราคม 2569 พล.ต.ต.โชคชัย งามวงศ์ รอง ผบช.ภ.2 พล.ต.ต.สรัลพัฒน์ ยศสมบัติ ผบก.ภ.จว.ปราจีนบุรี พร้อมด้วย พ.ต.อ.ศุภฤกษ์ อยู่ไพร ผกก.สภ.เมืองปราจีนบุรี ได้ร่วมกันแถลงข่าวการจับกุม “ไอ้นก” ผู้ต้องหารายนี้ หลังจากการสืบสวนอย่างเข้มข้นของเจ้าหน้าที่ตำรวจภูธรภาค 2 และตำรวจภูธรจังหวัดปราจีนบุรี

เจ้าหน้าที่ตำรวจสืบทราบว่า “ไอ้นก” ได้หลบหนีไปซ่อนตัวอยู่ในห้องพักแห่งหนึ่งในพื้นที่ ต.คงขี้เหล็ก อ.เมืองปราจีนบุรี จึงวางแผนเข้าจับกุมและสามารถจับกุมตัวได้พร้อมของกลางหลายรายการ ได้แก่ รถจักรยานยนต์ฮอนด้าเวฟ 125 สีน้ำเงิน ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน ซึ่งใช้ในการหลบหนี อาวุธมีดปลายแหลม 1 เล่ม และเสื้อผ้าที่สวมใส่ขณะก่อเหตุ

“ไอ้นก” อ้างเหตุแทงจ่าทหารเพราะเรื่องส่วนตัว

จากการสอบสวนเบื้องต้น “ไอ้นก” ให้การรับสารภาพว่า ในช่วงส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ได้เสพยาเสพติดและดื่มสุรา และเนื่องจากบ้านของผู้ต้องหาและผู้เสียชีวิตอยู่ตรงข้ามกัน จึงอาจเกิดความระแวงกัน โดยผู้ต้องหามีประวัติต้องโทษในคดีพยายามฆ่า จำหน่ายยาเสพติด เสพยาเสพติด และครอบครองยาเสพติด ซึ่งอาจเป็นสาเหตุให้เกิดความกลัวว่าผู้เสียชีวิตซึ่งเป็นทหารจะแจ้งเบาะแส ทำให้ตนเองเดือดร้อน ในวันเกิดเหตุ ผู้ต้องหาอ้างว่าได้พบกับผู้เสียชีวิตขณะขี่จักรยานยนต์กลับบ้าน จึงใช้มีดพกที่ติดตัวมาแทงจนเสียชีวิตแล้วหลบหนีไป

หลังจากการสอบสวน “ไอ้นก” ถูกนำตัวไปตรวจหาสารเสพติดที่โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ก่อนที่จะนำตัวไปฝากขังที่ศาลจังหวัดปราจีนบุรี ขณะที่ถูกนำตัวขึ้นรถ “ไอ้นก” พยายามกล่าวว่า สาเหตุที่ก่อเหตุเป็นเพราะผู้ตายเคยขูดรถของแม่ตนเอง และยังปิดประตูเสียงดังรบกวน

นางพิมพ์ลภัส ทองแถม ภรรยาของผู้เสียชีวิต ได้กล่าวภายหลังทราบข่าวการจับกุม “ไอ้นก” ว่ารู้สึกดีใจ แต่ก็ยังมีความกังวลว่าผู้ต้องหาจะได้รับการปล่อยตัวออกมา จึงอยากให้ “ไอ้นก” ได้รับโทษสูงสุดคือจำคุกตลอดชีวิต เพื่อไม่ให้ออกมาสร้างความเดือดร้อนให้ผู้อื่นอีก และจะทำหน้าที่ดูแลลูกและครอบครัวต่อไป

สิบเอกรัชกาล ทองแถม บุตรชายของผู้เสียชีวิต กล่าวว่า รู้สึกยินดีที่ตำรวจสามารถจับกุมคนร้ายได้ และต้องการให้ดำเนินคดีให้ถึงที่สุด พร้อมทั้งเรียกร้องให้ครอบครัวของผู้ต้องหาเข้ามาพูดคุยกับครอบครัวของตนเกี่ยวกับค่าเสียหายที่เกิดขึ้น

เหตุการณ์นี้เป็นอุทาหรณ์สะท้อนให้เห็นถึงผลกระทบของการใช้ยาเสพติดและการขาดสติในการควบคุมอารมณ์ ซึ่งนำไปสู่การก่อเหตุรุนแรงและการสูญเสียที่ไม่สามารถเรียกคืนได้ ความขัดแย้งเล็กน้อยสามารถบานปลายกลายเป็นโศกนาฏกรรมได้หากไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเหมาะสม หวังว่ากระบวนการยุติธรรมจะสามารถลงโทษผู้กระทำผิดได้อย่างเหมาะสม และเยียวยาความสูญเสียให้กับครอบครัวผู้เสียชีวิต

ที่มา – รวบ “ไอ้นก” แทงจ่าทหาร 18 แผลดับ หนีซุกห้องเช่านาน 4 วัน

ปชช. วุ่น! อดีต สส. ลา แฉพรรคพวกมากลากไป

พรรคประชาชนวุ่นหนัก อดีต สส. ตัดใจลา ก่อนแฉพวกมากลากไป ไม่สนใจคนทำงาน

สถานการณ์ภายในพรรคประชาชนวุ่นหนัก หลัง “บ้านใหญ่” แห่ซบและแย่งชิงพื้นที่ ส.ส. แต่กลับเกิดปัญหาภายใน โดยเฉพาะที่ปราจีนบุรี เมื่ออดีตผู้สมัครออกมาแฉยับถึงการตั้งกลุ่มแบ่งมุ้งและพฤติกรรมพวกมากลากไปที่ไม่สนใจคนทำงาน

เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานถึงความคืบหน้าในการคัดเลือกผู้สมัคร ส.ส. แบบแบ่งเขตของพรรคประชาชน (ปชน.) ซึ่งพบว่ามีกลุ่ม “บ้านใหญ่” จากตระกูลการเมืองชื่อดังหลายรายตัดสินใจเข้าร่วมงานกับพรรคมากขึ้น อย่างไรก็ตาม สถานการณ์กลับปั่นป่วนเมื่อเกิดความขัดแย้งภายในอย่างรุนแรงในพื้นที่ภาคตะวันออก โดยเฉพาะในการคัดเลือกตัวแทนผู้ประสงค์ลงสมัคร ส.ส.

มีบุคคลจากตระกูลดังที่น่าสนใจหลายรายที่เข้ามาจองพื้นที่ ได้แก่ นายอธิรัฐ รัตนเศรษฐ (อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม) จองพื้นที่นครราชสีมา เขต 7, นางสาวนัฏฐิกา โล่ห์วีระ จองพื้นที่ชัยภูมิ เขต 1 และนายธนวัช ภูเก้าล้วน จองพื้นที่กระบี่ เขต 1

ถึงกระนั้น พรรคยังมีงานหนักที่ต้องสะสางในอีก 5 เขตเลือกตั้งที่ยังไม่สามารถหาตัวผู้สมัครได้ ได้แก่ ขอนแก่น เขต 7, ชัยนาท เขต 2, ปราจีนบุรี เขต 1, อุดรธานี เขต 6 และที่สำคัญที่สุดคือ พะเยา เขต 1 ซึ่งเป็นฐานที่มั่นที่แข็งแกร่งของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ที่พรรคยังไม่สามารถหาผู้สมัครที่แข็งแกร่งพอที่จะลงแข่งได้

ปราจีนบุรีระอุ อดีตผู้สมัครลาออกแฉ พรรคประชาชนวุ่น

ในส่วนของพื้นที่ปราจีนบุรี ส่อแววความขัดแย้งรุนแรงขึ้นเมื่อนายไพทูรย์ นาคหิรัญ อดีตผู้สมัคร ส.ส. เขต 1 ปราจีนบุรี (สมัยพรรคก้าวไกล) ได้โพสต์ประกาศยุติบทบาทกับ “พรรคประชาชน” พร้อมเปิดโปงเบื้องลึกเบื้องหลังที่ทำให้พรรคเสียหายอย่างมาก โดยแฉว่ามีผู้ประสานงานภาคล่อลวงให้ลงสมัครพร้อมชักชวนร่วมลงทุนธุรกิจสุรา (หุ้นลม) แต่เมื่อเกิดปัญหาและเป็นข่าวในช่วงเลือกตั้งซ่อมระยอง กลุ่มหุ้นส่วนกลับเงียบหาย ทิ้งหนี้สินและความเสียหายจากโรงงานให้ตนเองรับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียว

นายไพทูรย์ยืนยันว่าตนพยายามช่วยเหลือ “ส.ส.แจ้” (วุฒิพงศ์ ทองเหลา) ในการตรวจสอบการเรียกรับผลประโยชน์จากโรงงานและการตั้งมุ้งของ NGO/นักเคลื่อนไหวนอกพื้นที่ แต่กลับถูกกลุ่มอำนาจในพรรคใช้พวกมากลากไปและโจมตีด้วยหลักฐานเท็จ พร้อมแฉว่าคนของพรรคทั้งในจังหวัดและภาคตะวันออกพยายามตั้งมุ้งเพื่อเลือกคนของตัวเองขึ้นมา โดยไม่ให้ความสำคัญกับสมาชิกที่ทำงานอย่างแท้จริง จนที่สุดต้องตัดสินใจลาออกพร้อมสมาชิกส่วนหนึ่งที่ไม่เห็นด้วยกับการกระทำดังกล่าว

นายไพทูรย์กล่าวเพิ่มเติมว่านโยบายของพรรคดีทุกอย่าง แต่คนในพรรคบางกลุ่มอาจเห็นแก่ผลประโยชน์ส่วนตน พยายามตั้งมุ้งเพื่อเลือกคนของตัวเอง และต้องขอโทษประชาชนกว่า 3.1 หมื่นคะแนนที่มอบความไว้วางใจให้

สรุปได้ว่า ปัญหาภายในพรรคประชาชนวุ่น หนักครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายในการบริหารจัดการภายในพรรค โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพรรคต้องเผชิญกับการเข้ามาของกลุ่มการเมือง “บ้านใหญ่” ซึ่งอาจนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงในโครงสร้างอำนาจและการจัดสรรผลประโยชน์ภายในพรรค การลาออกของอดีตผู้สมัคร ส.ส. และการออกมาแฉเบื้องหลัง อาจส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือของพรรคในสายตาของประชาชน

การที่พรรคไม่สามารถหาผู้สมัครในบางเขตได้ สะท้อนให้เห็นถึงความยากลำบากในการดึงดูดบุคลากรที่มีคุณภาพและมีความพร้อมที่จะลงสมัครรับเลือกตั้ง โดยเฉพาะในพื้นที่ที่พรรคมีฐานเสียงไม่แข็งแกร่งนัก พรรคจะต้องเร่งแก้ไขปัญหาเหล่านี้เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับสมาชิกและผู้สนับสนุน และเพื่อเพิ่มโอกาสในการประสบความสำเร็จในการเลือกตั้งครั้งหน้า

ดังนั้น พรรคประชาชนวุ่น เรื่องนี้จึงเป็นบทเรียนสำคัญที่พรรคต้องนำไปปรับปรุงแก้ไขการทำงานภายใน เพื่อให้พรรคสามารถเดินหน้าต่อไปได้อย่างมั่นคงและบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ หวังว่าพรรคจะรับฟังเสียงสะท้อนจากสมาชิกและนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น

ที่มา – พรรคประชาชนวุ่นหนัก อดีต สส. ตัดใจลา ก่อนแฉพวกมากลากไป ไม่สนใจคนทำงาน

สจ.จอย พ้นตำแหน่งนายก อบจ.ปราจีนบุรี

ข่าวใหญ่ประจำวันนี้! “ณภาภัช อัญชสาณิชมน” หรือที่รู้จักกันในชื่อ “สจ.จอย” ได้พ้นจากตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดปราจีนบุรี (อบจ.) เนื่องจากประเด็นการถือหุ้นในกิจการสื่อสารมวลชน โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 6 มิถุนายน 2567 ที่ผ่านมา เรื่องราวเป็นอย่างไร มาติดตามกันครับ

เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2568 นายวีระพันธ์ ดีอ่อน ผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี ได้ลงนามในหนังสือราชการสำคัญ แจ้งประกาศผลการวินิจฉัยสมาชิกภาพของสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดปราจีนบุรี ถึงนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดปราจีนบุรี ใจความสำคัญคือ จังหวัดปราจีนบุรีได้รับการร้องเรียนให้ตรวจสอบและวินิจฉัยว่า สมาชิกภาพของนางสาวณภาภัช อัญชสาณิชมน ในขณะดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดปราจีนบุรี อำเภอเมืองปราจีนบุรี เขตเลือกตั้งที่ 2 สิ้นสุดลงหรือไม่ และสมควรถูกเพิกถอนสิทธิตามกฎหมายหรือไม่

ประเด็นหลักอยู่ที่ว่า ในขณะที่นางสาวณภาภัชดำรงตำแหน่งสมาชิกสภา อบจ. นั้น ได้ลงลายมือชื่อเป็นผู้เริ่มก่อการจัดตั้งบริษัทที่ประกอบกิจการด้านการจัดทำและเผยแพร่สื่อโฆษณา และยังได้เข้าซื้อหุ้นในวันเดียวกัน ซึ่งนำไปสู่การแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนโดยจังหวัดปราจีนบุรี

ผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี ได้ใช้อำนาจตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง วินิจฉัยว่า สมาชิกภาพของนางสาวณภาภัช อัญชสาณิชมน เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งสมาชิกสภา อบจ. อำเภอเมืองปราจีนบุรี เขตเลือกตั้งที่ 2 สิ้นสุดลง เนื่องจากมีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น ตามพระราชบัญญัติองค์การบริหารส่วนจังหวัด พ.ศ. 2540 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ประกอบกับพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. 2562

การสิ้นสุดสมาชิกภาพมีผลตั้งแต่วันที่ 6 มิถุนายน 2567 ซึ่งเป็นวันที่ปรากฏชื่อของนางสาวณภาภัชเป็นผู้ถือหุ้นของบริษัทที่ประกอบกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชน

ที่สำคัญ เมื่อบุคคลดังกล่าว (สจ.จอย) กำลังดำรงตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดปราจีนบุรีในวาระปัจจุบัน ซึ่งเป็นผลมาจากการเลือกตั้งต่างวาระกัน ก็ให้พ้นจากตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดปราจีนบุรีที่กำลังดำรงอยู่ด้วย ตามผลแห่งกฎหมาย

สจ.จอย พ้นตำแหน่งนายก อบจ.ปราจีนบุรี

องค์การบริหารส่วนจังหวัดปราจีนบุรี จะต้องดำเนินการตามพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. 2562 ในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป

ผลกระทบต่อการเมืองท้องถิ่นปราจีนบุรี หลัง สจ.จอย พ้นตำแหน่ง

การพ้นจากตำแหน่งของ สจ.จอย ส่งผลกระทบต่อการเมืองท้องถิ่นของปราจีนบุรีอย่างแน่นอน คำถามที่หลายคนสงสัยคือ ใครจะขึ้นมาดำรงตำแหน่งแทน และนโยบายต่างๆ ที่เคยวางไว้จะเป็นอย่างไรต่อไป นี่คือช่วงเวลาที่ต้องจับตามองสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

สำหรับใครที่ยังไม่เข้าใจรายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องนี้ ผมขอสรุปประเด็นสำคัญอีกครั้งนะครับ

  • สจ.จอย คือใคร: นางสาวณภาภัช อัญชสาณิชมน อดีตนายก อบจ. ปราจีนบุรี
  • สาเหตุการพ้นตำแหน่ง: ถือหุ้นในกิจการสื่อสารมวลชน
  • วันที่มีผล: 6 มิถุนายน 2567
  • ผลกระทบ: กระทบต่อการบริหารงานของ อบจ.ปราจีนบุรี และการเมืองท้องถิ่น

เรื่องราวของ สจ.จอย ถือเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับนักการเมืองทุกคน การตรวจสอบคุณสมบัติและการปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัดเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เพื่อรักษาความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือในการทำงานเพื่อประชาชน

การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จะนำไปสู่สิ่งใหม่ๆ อย่างไร? และใครจะเข้ามาสานต่องานพัฒนาจังหวัดปราจีนบุรี? คงต้องติดตามกันต่อไปอย่างใกล้ชิดครับ

ที่มา – “สจ.จอย” พ้นตำแหน่งนายก อบจ. ปราจีนบุรี ปมถือหุ้นสื่อ

ซ้อนแผนจับ “เลขานายก อบต.หัวหว้า” จริงหรือ?

ซ้อนแผนจับ “เลขานายก อบต.หัวหว้า” รีดเงินจริงไหม?

เรื่องราวใหญ่โตเกิดขึ้นเมื่อ “บิ๊กเต่า” นำทีมตำรวจเข้า ซ้อนแผนจับ “เลขานายก อบต.หัวหว้า” ในข้อหารีดเงินจำนวน 6.5 ล้านบาท เพื่อแลกกับการออกใบอนุญาตก่อสร้างโกดัง แม้จะถูกจับพร้อมของกลาง แต่เจ้าตัวยังคงปฏิเสธข้อกล่าวหาอย่างหนักแน่น

เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2568 พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รอง ผบช.ก. พร้อมด้วย พ.ต.อ.วนัสชัย ยิ่งยงสมสวัสดิ์ ผกก.2 บก.ปปป และเจ้าหน้าที่ ป.ป.ท. ได้ร่วมกันวางแผนเข้าจับกุม ส.อ.จักรพันธ์ อายุ 45 ปี หัวหน้าฝ่ายแบบแผนและก่อสร้าง อบต.หัวหว้า อ.ศรีมหาโพธิ จ.ปราจีนบุรี ตามหมายจับศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 2 ในข้อหาต่างๆ เช่น เป็นเจ้าพนักงานเรียกรับทรัพย์สินโดยมิชอบ และปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ

นอกจากนี้ ยังมี นายสายันต์ หรือ น้อย อายุ 63 ปี ถูกจับกุมตามหมายจับเดียวกัน ในข้อหาสนับสนุนการกระทำผิดของเจ้าพนักงาน

การจับกุม ส.อ.จักรพันธ์ เกิดขึ้นที่ห้องทำงานของเขาใน อบต.หัวหว้า ในขณะที่ นายสายันต์ ถูกจับกุมที่ร้านกาแฟภายในปั๊มน้ำมันแห่งหนึ่งใน อ.ศรีมหาโพธิ จ.ปราจีนบุรี พร้อมของกลางเป็นเงินสดประมาณ 2 ล้านบาท

คดีนี้เริ่มต้นจากเรื่องร้องเรียนของผู้ประกอบการรับเหมาก่อสร้างใน อ.ศรีมหาโพธิ ที่ถูก ส.อ.จักรพันธ์ เรียกรับเงินสินบนจำนวน 5 แสนบาท เพื่อแลกกับการออกใบอนุญาตก่อสร้างอาคารโกดังขนาด 4,000 ตารางเมตร โดยอ้างว่าเป็นเงินที่ต้องนำไปให้นายก อบต.หัวหว้า ซึ่งเป็นผู้มีอำนาจในการลงนามใบอนุญาต นายสายันต์ ซึ่งอ้างว่าเป็นเลขานายก อบต. เป็นผู้ทำหน้าที่ประสานงานและรับเงินจากผู้ประกอบการ

ต่อมา นายสายันต์ ได้ติดต่อผู้เสียหายอีกครั้ง กดดันให้ว่าจ้างตนเองเป็นผู้ดำเนินการก่อสร้างและถมดินในราคา 6.5 ล้านบาท โดยเสนอว่าจะอำนวยความสะดวกในการออกใบอนุญาต แต่หากไม่ทำตาม จะมีปัญหาต่างๆ ตามมา ส.อ.จักรพันธ์ ยังได้โทรศัพท์มาโน้มน้าวและข่มขู่ให้ผู้เสียหายยอมทำตามข้อเรียกร้องของนายสายันต์

อะไรคือแรงจูงใจในการ ซ้อนแผนจับ “เลขานายก อบต.หัวหว้า”?

ผู้เสียหายเห็นว่าตนไม่ได้รับความเป็นธรรม จึงร้องเรียนต่อตำรวจ บก.ปปป. ซึ่งนำไปสู่การขออำนาจศาลออกหมายจับ และวางแผนจับกุม นายสายันต์ ขณะรับมอบเงินจากผู้เสียหาย พร้อมของกลางกว่า 2.5 ล้านบาท ก่อนที่จะขยายผลจับกุม ส.อ.จักรพันธ์ ได้ที่ห้องทำงานของเขา

ในการสอบสวนเบื้องต้น ผู้ต้องหาทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่เจ้าหน้าที่ไม่ปักใจเชื่อ และกำลังดำเนินการขยายผลเพื่อค้นหาพยานหลักฐานเพิ่มเติมที่บ้านพักและห้องทำงาน

ความสำคัญของคดี “เลขานายก อบต.หัวหว้า”

  • คดีนี้แสดงให้เห็นถึงปัญหาการทุจริตในระดับท้องถิ่น
  • การจับกุมครั้งนี้เป็นผลมาจากการร้องเรียนของผู้ประกอบการที่ได้รับความเดือดร้อน
  • กระบวนการยุติธรรมต้องดำเนินไปอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม

มีการแถลงข่าวชี้แจงรายละเอียดอย่างเป็นทางการอีกครั้งหลังจากนี้ สิ่งที่เกิดขึ้นแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการตรวจสอบการทำงานของเจ้าหน้าที่รัฐ และการให้ความสำคัญกับการร้องเรียนของประชาชน เพื่อป้องกันการทุจริตและสร้างสังคมที่โปร่งใสและเป็นธรรมยิ่งขึ้น คดี ซ้อนแผนจับ “เลขานายก อบต.หัวหว้า” ถือเป็นบทเรียนสำคัญที่ควรค่าแก่การพิจารณาและปรับปรุงแก้ไขระบบราชการต่อไป

การที่ผู้ประกอบการกล้าออกมาเปิดเผยเรื่องราวการทุจริตนี้ ถือเป็นสัญญาณที่ดีที่แสดงให้เห็นว่าประชาชนมีความตื่นตัวและพร้อมที่จะต่อต้านการทุจริตทุกรูปแบบ การสนับสนุนและปกป้องผู้ที่ออกมาเปิดเผยข้อมูลจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อสร้างสังคมที่ทุกคนสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุขและเป็นธรรม

ที่มา – ซ้อนแผนจับ “เลขานายก อบต.หัวหว้า” รีดเงิน 6.5 ล้าน แลกออกใบอนุญาตก่อสร้างโกดัง

ว่าที่เจ้าบ่าว ถูกขโมย โชคดีรอดสินสอด!

เกือบอดแต่งงาน! “ว่าที่เจ้าบ่าว ถูกหัวขโมยย่องฉกของในร้านซ่อมรถ โชคดีไม่เห็นกระเป๋าเงินใส่สินสอด” เรื่องราวสุดระทึกของหนุ่มปราจีนบุรีที่เกือบต้องเลื่อนงานวิวาห์ เพราะถูกโจรย่องเบาเข้าบ้าน แต่โชคดีที่คนร้ายไม่ได้ทรัพย์สินสำคัญไป มาอ่านรายละเอียดกันเลย

วันที่ 11 ต.ค. 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ “อู่ช่างลักษ์” ร้านซ่อมรถจักรยานยนต์ อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี นายภูมินทร์ จิตรพานิช อายุ 25 ปี เจ้าของร้านดังกล่าว ได้เผยภาพจากกล้องวงจรปิด เผยให้เห็นภาพคนร้ายวัยรุ่นจำนวน 3 คน สวมเสื้อแขนยาวมีฮูทคลุมศีรษะ ย่องเข้ามาในร้าน รื้อค้นอุปกรณ์ซ่อมรถ ก่อนที่จะขโมยของไปหลายรายการ แต่เคราะห์ดีที่คนร้ายมองไม่เห็นกระเป๋าสตางค์ ซึ่งภายในมีเงินสดเก็บออมไว้ถึง 60,000 บาท เพื่อเตรียมไว้สำหรับงานแต่งงานในวันที่ 2 พ.ย. 2568 ที่กำลังจะมาถึงนี้

นายภูมินทร์ จิตรพานิช หรือ ว่าที่เจ้าบ่าว ถูกหัวขโมยย่องฉกของในร้านซ่อมรถ โชคดีไม่เห็นกระเป๋าเงินใส่สินสอด เจ้าของร้านซ่อมรถจักรยานยนต์ เล่าว่า ในเช้าวันเกิดเหตุ หลังจากตื่นนอนและออกมาเปิดร้านตามปกติ ก็สังเกตเห็นว่ากล่องใส่อะไหล่และเครื่องมือซ่อมรถจักรยานยนต์ที่วางไว้ข้างร้านได้หายไปหลายรายการ จึงได้เปิดกล้องวงจรปิดเพื่อตรวจสอบ และพบว่ามีกลุ่มวัยรุ่น 3 คน ขับขี่รถจักรยานยนต์ที่ไม่ทราบสียี่ห้อ มาจอดไว้บริเวณฝั่งตรงข้ามร้าน ซึ่งห่างจากร้านประมาณ 20 เมตร

หลังจากนั้น กลุ่มวัยรุ่นได้วิ่งข้ามถนนและตรงไปยังร้านของเขา คนหนึ่งในกลุ่มได้เดินย่องเข้าไปภายในร้าน โดยสวมกางเกงขาสั้นและเสื้อแขนยาวมีฮูทคลุมศีรษะ ซึ่งบริเวณด้านในร้านเป็นห้องนอนที่เขาใช้นอนเป็นประจำ แต่ในขณะเกิดเหตุ เขาได้ลุกไปเข้าห้องน้ำ ทำให้ไม่ได้เผชิญหน้ากับกลุ่มวัยรุ่นที่บุกเข้ามาภายในร้าน

เคราะห์ดีอย่างยิ่งที่คนร้ายมองไม่เห็นกระเป๋าเงิน ซึ่งวางอยู่บนเตียงนอน ภายในกระเป๋ามีเงินสดจำนวน 60,000 บาท ที่เขาเก็บออมไว้เป็นค่าสินสอดสำหรับงานแต่งงานในวันที่ 2 พ.ย.ที่จะถึงนี้ หลังจากนี้ เขาจะเดินทางไปแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ สภ.กบินทร์บุรี เพื่อลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐาน เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถติดตามคนร้ายมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ว่าที่เจ้าบ่าว ถูกหัวขโมยย่องฉกของในร้านซ่อมรถ โชคดีไม่เห็นกระเป๋าเงินใส่สินสอด

เหตุการณ์นี้ถือเป็นอุทาหรณ์สำหรับทุกคน โดยเฉพาะผู้ประกอบการร้านค้า ที่ควรติดตั้งกล้องวงจรปิดและเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัย เพื่อป้องกันเหตุร้ายที่อาจเกิดขึ้นได้ นอกจากนี้ การเก็บเงินจำนวนมากไว้ในบ้าน ก็อาจไม่ใช่ทางเลือกที่ปลอดภัยนัก ควรพิจารณาฝากเงินไว้กับธนาคาร หรือลงทุนในช่องทางอื่นๆ ที่มีความเสี่ยงน้อยกว่า

บทเรียนจากเหตุการณ์ ว่าที่เจ้าบ่าว ถูกหัวขโมยย่องฉกของในร้านซ่อมรถ โชคดีไม่เห็นกระเป๋าเงินใส่สินสอด

  • ติดตั้งกล้องวงจรปิดเพื่อบันทึกภาพเหตุการณ์ต่างๆ
  • เพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัย เช่น ติดตั้งเหล็กดัด หรือสัญญาณกันขโมย
  • หลีกเลี่ยงการเก็บเงินสดจำนวนมากไว้ในบ้าน
  • พิจารณาทำประกันภัย เพื่อคุ้มครองทรัพย์สิน

การป้องกันไว้ก่อน ย่อมดีกว่าการตามแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นแล้ว ขอให้ทุกคนระมัดระวังและดูแลทรัพย์สินของท่านให้ดี เพื่อป้องกันไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ

สุดท้ายนี้ ขอเป็นกำลังใจให้ ว่าที่เจ้าบ่าว ถูกหัวขโมยย่องฉกของในร้านซ่อมรถ โชคดีไม่เห็นกระเป๋าเงินใส่สินสอด ได้จัดงานแต่งงานอย่างราบรื่นและมีความสุขนะครับ ขอให้ความรักของทั้งคู่เบ่งบานตลอดไป

ที่มา – ว่าที่เจ้าบ่าว ถูกหัวขโมยย่องฉกของในร้านซ่อมรถ โชคดีไม่เห็นกระเป๋าเงินใส่สินสอด

รวบยกแก๊งวัยรุ่นฟันน้ำนม ลอบถอดอะไหล่รถจยย.ของกลาง

รวบยกแก๊งวัยรุ่นฟันน้ำนม ลอบถอดอะไหล่รถจยย.ของกลางหลังโรงพัก ใช้เวลาลงมือ 1 ชั่วโมง

ในพื้นที่จังหวัดปราจีนบุรีเกิดเหตุสะเทือนใจเมื่อตำรวจสามารถรวบยกแก๊งวัยรุ่นฟันน้ำนม ลอบถอดอะไหล่รถจยย.ของกลางหลังโรงพัก ใช้เวลาลงมือ 1 ชั่วโมง ได้สำเร็จ เรื่องนี้กลายเป็นข่าวใหญ่ที่ทำให้ประชาชนตื่นตระหนกกับความมั่นคงของทรัพย์สินที่ควรปลอดภัยที่สุดอย่างสถานีตำรวจ วันนี้เราจะมาดูรายละเอียดของเหตุการณ์นี้กันแบบละเอียดยิบ เพื่อให้เข้าใจว่ามันเกิดขึ้นอย่างไรและตำรวจจัดการอย่างไร

รวบยกแก๊งวัยรุ่นฟันน้ำนม ลอบถอดอะไหล่รถจยย.ของกลางหลังโรงพัก ใช้เวลาลงมือ 1 ชั่วโมง

เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 27 กันยายน 2567 ตำรวจนายหนึ่งจากชุดสืบสวนสถานีตำรวจไผ่ จับกุมรถจักรยานยนต์แต่งซิ่งคันหนึ่งในพื้นที่ได้ เนื่องจากไม่มีทะเบียนและเอกสารยืนยัน จากนั้นจึงประสานงานให้เจ้าหน้าที่สายตรวจจากสภ.ประจันตคาม ไปรับรถคันดังกล่าวมาดูแล โดยนำไปเก็บไว้ด้านหลังโรงพัก ซึ่งเป็นพื้นที่ของกลางที่ควรจะปลอดภัย

แต่เช้าวันที่ 28 กันยายน เจ้าของรถที่ถูกยึดเดินทางมาดูสถานะของรถ กลับต้องพบว่า รถของตัวเองถูกถอดชิ้นส่วนอะไหล่ออกไปเกือบหมด! ชิ้นส่วนสำคัญอย่างท่อไอเสีย เบาะนั่ง โช้คอัพ และอื่นๆ หายไปหมดสิ้น ข่าวนี้ถูกโพสต์ลงเฟซบุ๊กทันที ทำให้ประชาชนต่างตั้งคำถามว่าทำไมถึงเกิดเหตุการณ์แบบนี้ในโรงพักได้ พ.ต.อ.ชวลิต สุธรรมมาจารย์ ผู้กำกับการสภ.ประจันตคาม ยอมรับทันทีว่ารู้สึกเสียใจ และสัญญาว่าจะรับผิดชอบเต็มที่ โดยกำลังเร่งตรวจสอบกล้องวงจรปิดเพื่อติดตามผู้กระทำผิด

ขั้นตอนการก่อเหตุของแก๊งวัยรุ่น

จากการสืบสวนของเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนสภ.ประจันตคาม ร่วมกับสภ.ศรีมหาโพธิ พบว่ากลุ่มวัยรุ่น 4 คนซึ่งเป็นแก๊งฟันน้ำนม ขับรถจักรยานยนต์มาจากอำเภอศรีมหาโพธิ มุ่งหน้ามาที่อำเภอประจันตคาม พวกเขาวนเวียนลาดเลาแถวปั๊มน้ำมันแห่งหนึ่งก่อนจะลงมือในช่วงเที่ยงคืน โดยจอดรถไว้หน้าอนุสาวรีย์ท้าวอุเทนใกล้สภ. แล้วเดินลัดเลาะเข้าไปด้านหลังโรงพัก หลบเลี่ยงกล้องวงจรปิดได้อย่างแนบเนียน

ใช้เวลากว่าหนึ่งชั่วโมง พวกเขาค่อยๆ ถอดชิ้นส่วนรถจักรยานยนต์ของกลางออก โดยไม่ถูกใครสังเกตเห็น ก่อนจะขนของออกจากพื้นที่ประมาณตีหนึ่ง จากนั้นเจ้าหน้าที่ก็ไล่กล้องย้อนหลังจนรู้ตัวคนร้ายทั้งหมด ซึ่งอาศัยอยู่ในพื้นที่ตำบลหนองโพรง กรอกสมบูรณ์ และท่าตูม

เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2567 เจ้าหน้าที่บุกจับกุมผู้ต้องหาทั้ง 4 รายได้สำเร็จ ที่สำคัญคือยึดรถจักรยานยนต์ที่ถูกขโมยเพิ่มอีก 3 คัน ได้แก่ Honda Wave 125i สีดำ ทะเบียน 1กธ 6570, Honda Wave i สีดำ ทะเบียน 1กฐ 2897, และ Honda Wave สีดำแดงไม่มีแผ่นป้าย นอกจากนี้ยังพบอะไหล่ชิ้นส่วนมากมายในห้องของพวกเขา เช่น เฟรม 1 ชิ้น, เบาะ 1 ตัว, ปลายท่อ 7 ชิ้น, โช้คอัพ 1 คู่, จานดิสก์เบรก 1 คู่, วงล้อแม็ก 1 คู่, วงล้อ 5 วง, ปั๊มดิสก์ 1 ตัว, ไฟท้าย 1 ตัว, และแบตเตอรี่ 1 ก้อน

  • ชิ้นส่วนที่ถูกถอดจากรถของกลาง: ท่อไอเสีย, เบาะนั่ง, โช้คอัพ
  • รถที่ยึดเพิ่ม: Honda Wave รุ่นต่างๆ 3 คัน
  • ผู้ต้องหา: วัยรุ่น 4 คนจากพื้นที่ใกล้เคียง

พ.ต.อ.ชวลิต เปิดเผยเพิ่มเติมว่า หลังจากจับกุมแล้ว จะประสานเจ้าของรถที่เสียหายเพื่อประเมินค่าเสียหาย และชดใช้ตามจริง แม้จะเป็นความรับผิดชอบของทางสถานี แต่ก็จะดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดให้ถึงที่สุด โดยแจ้งข้อหาร่วมกันลักทรัพย์ในเวลากลางคืนตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป นอกจากนี้ยังสอบสวนว่ามีผู้ว่าจ้างหรือขายอะไหล่ให้ใครบ้าง เพื่อขยายผลไปยังเครือข่าย

เหตุการณ์รวบยกแก๊งวัยรุ่นฟันน้ำนม ลอบถอดอะไหล่รถจยย.ของกลางหลังโรงพัก ใช้เวลาลงมือ 1 ชั่วโมง นี้ สะท้อนให้เห็นปัญหาความมั่นคงในพื้นที่สาธารณะ แม้แต่โรงพักที่ควรจะปลอดภัยที่สุด ประชาชนควรตื่นตัวมากขึ้น และเจ้าหน้าที่ต้องเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัย เช่น ติดตั้งกล้องเพิ่มเติมและลาดตระเวนยามค่ำคืน

ในมุมมองของผม เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจว่าวัยรุ่นบางกลุ่มอาจหลงผิดเพราะขาดการดูแลจากครอบครัวและสังคม เราควรหันมาให้ความสำคัญกับการป้องกันอาชญากรรมตั้งแต่ต้น โดยเฉพาะในพื้นที่ชนบทที่การเฝ้าระวังอาจหละหลวม หากคุณมีประสบการณ์คล้ายๆ กัน ลองแชร์ในคอมเมนต์ด้านล่าง เพื่อให้เราได้แลกเปลี่ยนไอเดียป้องกันตัวเองกันนะครับ

ที่มา – รวบยกแก๊งวัยรุ่นฟันน้ำนม ลอบถอดอะไหล่รถจยย.ของกลางหลังโรงพัก ใช้เวลาลงมือ 1 ชั่วโมง

Scroll to top