ปราบปรามสแกมเมอร์

อนุทิน จ่อตั้ง 5 คณะอนุกรรมการปราบอาชญากรรมข้ามชาติ

เชื่อว่าหลายคนคงเคยได้รับ SMS หรือสายโทรศัพท์จากมิจฉาชีพกันมาบ้างแล้วใช่ไหมครับ? ล่าสุดมีข่าวดีที่น่าจับตามองมาก เมื่อท่านนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล ได้ออกมาประกาศจุดยืนชัดเจนในการเดินหน้ากวาดล้างขบวนการสแกมเมอร์และนอมินีต่างชาติให้สิ้นซาก ผ่านการขับเคลื่อนที่เข้มข้นกว่าเดิมด้วยการเตรียมจัดตั้ง อนุทิน จ่อตั้ง 5 คณะอนุกรรมการปราบอาชญากรรมข้ามชาติ เพื่อให้การทำงานในแต่ละมิติมีความคล่องตัวและเห็นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมมากขึ้น

อนุทิน จ่อตั้ง 5 คณะอนุกรรมการปราบอาชญากรรมข้ามชาติ

การประชุมคณะกรรมการอำนวยการล่าสุด ณ ทำเนียบรัฐบาล ได้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลที่ต้องการยกระดับความปลอดภัยทางไซเบอร์ให้ประชาชนคนไทย โดยท่านนายกฯ ได้เผยตัวเลขที่น่าสนใจว่า ตั้งแต่เดือนกรกฎาคมปีที่แล้ว คดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยีลดลงไปกว่า 50.9% เลยทีเดียว นี่พิสูจน์ให้เห็นว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทำงานกันอย่างหนัก แต่การจัดตั้งหน่วยงานย่อย 5 คณะนี้ จะเข้ามาช่วยอุดช่องโหว่และทำให้การทำงานประสานกันได้อย่างไร้รอยต่อมากขึ้น

เปิดโครงสร้าง 5 คณะทำงานใหม่ที่น่าจับตามอง

สำหรับภารกิจสำคัญภายใต้แนวคิด อนุทิน จ่อตั้ง 5 คณะอนุกรรมการปราบอาชญากรรมข้ามชาติ นั้น จะแบ่งหน้าที่รับผิดชอบตามความสำคัญ ได้แก่:

  • ด้านการปราบปราม: ตรวจสอบและจับกุมผู้กระทำผิดอย่างจริงจัง
  • ด้านการป้องกัน: สร้างภูมิคุ้มกันดิจิทัลให้กับผู้ใช้งาน
  • ด้านการประชาสัมพันธ์: สื่อสารเชิงรุกเพื่อให้ประชาชนรู้ทันมิจฉาชีพ
  • ด้านการเงิน: เชื่อมโยงข้อมูลเพื่อตัดวงจรเส้นทางการเงินของคนร้าย
  • ด้านกฎหมาย: ทบทวนและปรับปรุงกฎหมายให้ทันต่อเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไป

ความสำเร็จจากการลดมูลค่าความเสียหายที่เกิดจากสแกมเมอร์ได้ถึง 63.2% เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้นครับ รัฐบาลยังคงเร่งเดินหน้ากวาดล้างเครือข่ายเหล่านี้ต่อไป เพื่อให้สังคมออนไลน์ของเราปลอดภัยขึ้น ความร่วมมือจากทุกภาคส่วนที่เข้ามาอยู่ในคณะทำงานนี้จะเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้ประชาชนมั่นใจได้ว่า เงินในบัญชีและการใช้ชีวิตบนโลกออนไลน์จะมีความเสี่ยงน้อยลงในอนาคต

ส่วนตัวผมมองว่าก้าวย่างนี้เป็นการแก้ปัญหาที่ถูกจุดครับ การแยกเป็น 5 คณะย่อยช่วยให้งานเฉพาะทางได้รับการดูแลอย่างลึกซึ้ง และถึงเวลาแล้วที่เราทุกคนต้องหันมาตื่นตัวตามการทำงานของภาครัฐ การป้องกันที่ต้นทางด้วยความเข้มแข็งของกฎหมายคู่กับการรู้เท่าทันของประชาชน จะเป็นกำแพงชั้นดีที่ไม่มีสแกมเมอร์หน้าไหนเจาะเข้ามาได้ง่ายๆ ครับ

ที่มา – “อนุทิน” จ่อตั้ง 5 คณะอนุกรรมการปราบอาชญากรรมข้ามชาติ เอาจริงกวาดล้างสแกมเมอร์

พรรครักชาติ ชู 6 นโยบายไม่ยกร่าง รธน.ใหม่

พรรครักชาติ ชู 6 นโยบายไม่ยกร่าง รธน.ใหม่ทั้งฉบับ พร้อมย้ำไม่ใช่พรรคทหารหนุนหลัง

“เจษฎ์-ชัยวุฒิ” พรรครักชาติ ลงพื้นที่ตลาดประชานิเวศน์ และสยาม ด้าน “เจษฎ์” ขอเสียงวัยรุ่น ชู 6 นโยบาย ไม่ยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ พร้อมย้ำ รช. ไม่ใช่พรรคทหารหนุนหลัง

เมื่อเวลา 07.30 น. วันที่ 3 ม.ค. 2569 ที่ตลาดประชานิเวศน์ 1 พื้นที่แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กทม. พรรครักชาติ(รช.) นำโดยนายเจษฎ์ โทณะวณิก แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ลำดับที่ 1 และนายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ หัวหน้าพรรค ในฐานะแคนดิเดตนายกฯลำดับที่ 2 ลงพื้นที่ช่วยน.ส.สุวีรา เติมรุ่งเรืองเลิศ ผู้สมัคร สส.กทม. เขต 8 หมายเลข 10 หาเสียง พร้อมทีมผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ โดยนายเจษฎ์ เปิดเผยว่า เสียงสะท้อนจากประชาชนส่วนใหญ่อยากเห็นการเมืองที่ใสสะอาดและผู้แทนที่เข้ามาพัฒนาบ้านเมืองอย่างแท้จริง ไม่ใช่เข้ามาเพื่อกอบโกย ทั้งนี้ พรรคจะนำข้อมูลที่ได้ไปปรับปรุงแผนนโยบายให้ตอบโจทย์และนำไปสู่การปฏิบัติได้จริงในแต่ละท้องที่

นายเจษฎ์ ยังได้ให้สัมภาษณ์ถึงความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและพื้นที่ทับซ้อนว่า แม้การใช้กำลังปะทะกันจะไม่ใช่ทางออก แต่ประเทศไทยจำเป็นต้องยืนหลังตรงในเวทีโลก เพื่อแสดงให้เห็นถึงสิทธิอันชอบธรรมในการสืบสิทธิเหนือดินแดนที่มีมาตั้งแต่สมัยล่าอาณานิคม เราต้องทำให้ประชาคมโลกประจักษ์ว่า ตลอด 100 ปีที่ผ่านมา เราไม่เคยรุกรานใคร แต่หากวันนี้เราถูกรุกราน เราต้องรักษาอธิปไตยและกำหนดเส้นเขตแดนของเราให้ชัดเจน ก่อนที่จะเจรจากันอย่างตรงไปตรงมา โดยให้ชาวโลกเป็นสักขีพยานและสนับสนุนฝ่ายที่ถูกต้อง

ด้านนายชัยวุฒิ กล่าวถึงทางเลือกในสนามเลือกตั้งว่า อยากให้ประชาชนมองข้ามขนาดของพรรคการเมือง แต่มองที่อุดมการณ์เป็นหลัก หากพรรคใหญ่ไม่สามารถตอบโจทย์ได้ การเลือกพรรคเล็กที่มีอุดมการณ์ตรงกันจะช่วยให้มีตัวแทนเข้าไปทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาลได้อย่างเข้มข้น

จากนั้น ช่วงบ่าย นายชัยวุฒิ นายเจษฎ์ นำทีมผู้สมัคร สส.ของพรรค ลงพื้นที่สยามขอคะแนนกลุ่มวัยรุ่นเยาวชนคนรุ่นใหม่ โดยนายเจษฎ์กล่าวถึงนโยบายพรรครช.ที่ยื่นกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)ว่า มีทั้งหมด 6 เรื่อง

6 นโยบายหลักของพรรครักชาติ ที่เน้นการพัฒนาอย่างยั่งยืน

  • รณรงค์ให้ประชาชนเข้าใจและเห็นประโยชน์ของรัฐธรรมนูญปี 2560 โดยเน้นการแก้ไขเฉพาะมาตราที่จำเป็นหรือ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ เพื่อรักษาเสถียรภาพและรับฟังความเห็นของประชาชนโดยไม่ต้องยกร่างใหม่ทั้งฉบับ
  • เพิ่มโอกาสให้ธุรกิจรายย่อย (SMEs) เติบโตอย่างแข็งแกร่ง ผ่านการขยายวงเงินสินเชื่อที่เข้าถึงง่าย และใช้มาตรการทางภาษีเพื่อจูงใจและส่งเสริมการทำธุรกิจ
  • ผลักดันตลาดหุ้นไทยให้โดดเด่นในสายตานักลงทุนระดับโลก พร้อมมาตรการดูแลและสร้างความมั่งคั่งให้แก่นักลงทุนรายย่อยอย่างยั่งยืน
  • สร้างกิจกรรมท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ เช่น สวนสนุกระดับโลก, มหกรรมกีฬาสากล และคอนเสิร์ตระดับโลก เพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมบันเทิงและกีฬาไทย
  • ขยายโครงการ EEC ไปสู่ภูมิภาคอื่นทั่วประเทศ
  • ปราบปรามสแกมเมอร์ ด้วยการแก้กฎหมาย และตั้งหน่วยงานดูแลเฉพาะ จัดประชุมนานาชาติ เพื่อจัดทำอนุสัญญาปราบปรามสแกมเมอร์ระดับโลก

ส่วนที่ขณะนี้กระแสการเมืองแบ่งเป็น อนุรักษ์นิยม และ ก้าวหน้า ซึ่งพรรครช.ถูกว่าเป็นพรรคอนุรักษ์นิยม โหนกระแสรักชาติ โหนกระแสทหารนั้น นายชัยวุฒิ กล่าวว่า พรรครักชาติเป็นเรื่องอุดมการณ์ของพรรค เพราะไม่อยากให้คนคิดไม่ดีกับบ้านเมือง ชังชาติ เราจึงชื่อพรรครช.ไม่ได้มีกองทัพหรือทหารหนุนหลัง และไม่ได้อนุรักษ์นิยมแบบสุดโต่ง

อย่างไรก็ตามในการลงพื้นที่พรรครักชาติยังมีการเต้นท่าเกาหลัง ซึ่งมีความหมายว่า ไม่โกง ไม่เทา ไม่เกาหลัง เพราะเกาหลังคือการสมรู้รวมคิด ฮั้วทุจริตคอร์รัปชันอีกด้วย

โดยรวมแล้ว พรรครักชาติ พยายามนำเสนอแนวทางที่แตกต่าง โดยเน้นการพัฒนาเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และการปราบปรามอาชญากรรมไซเบอร์ ควบคู่ไปกับการรักษาเสถียรภาพทางการเมือง โดยไม่ยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ ซึ่งเป็นจุดยืนที่น่าสนใจและอาจได้รับความสนใจจากประชาชนที่ต้องการความเปลี่ยนแปลง แต่ไม่อยากเห็นความวุ่นวายทางการเมือง

ที่มา – พรรครักชาติ ชู 6 นโยบายไม่ยกร่าง รธน. ใหม่ทั้งฉบับ พร้อมย้ำไม่ใช่พรรคทหารหนุนหลัง

นายกฯ ไม่ก้าวก่าย กกต. แบ่งเขตเลือกตั้ง จริงหรือ?

จากกรณีที่นายกรัฐมนตรีออกมาให้สัมภาษณ์ถึงการแบ่งเขตเลือกตั้งของ กกต. ทำให้เกิดคำถามมากมายในสังคมถึงความเป็นกลางทางการเมือง วันนี้เราจะมาเจาะลึกประเด็น นายกฯ ไม่ก้าวก่าย กกต. แบ่งเขตเลือกตั้ง อย่างละเอียด พร้อมสรุปประเด็นสำคัญจากข่าว

อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ให้สัมภาษณ์ถึงการปรับเขตเลือกตั้งปี 2569 ของ กกต. ว่า เป็นอำนาจหน้าที่ของ กกต. พรรคการเมืองต้องปรับตัวเข้าหากฎเกณฑ์ ไม่ใช่ให้ กกต. ปรับเข้าหาเรา สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการไปสร้างนโยบายที่โดนใจประชาชนดีกว่าการมานั่งคิดเรื่องได้เปรียบเสียเปรียบ นี่คือใจความสำคัญที่ท่านอนุทินได้กล่าวไว้

ยืนยัน! นายกฯ ไม่ก้าวก่าย กกต. แบ่งเขตเลือกตั้ง

นายอนุทินยังตอบคำถามถึงความคาดหวังจะได้ สส. ในการเลือกตั้งครั้งหน้าถึง 200 ที่นั่งหรือไม่ โดยกล่าวติดตลกว่า “พันนึงได้ไหมล่ะ” ส่วนการจับมือกับพรรคเพื่อไทย (พท.) ในสมัยหน้า นายอนุทินตอบแบบกั๊ก ๆ ว่า ไม่มีพรรคใดออกมาพูดก่อนการเลือกตั้งว่าจะจับมือกับใคร แต่พรรคภูมิใจไทยต้องพยายามทำตัวให้ดีที่สุดเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน

เมื่อถามถึงกระแสข่าวดีลกับพรรคเพื่อไทยเพื่อไม่ให้ยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ นายอนุทินยืนยันว่า ไม่มีการดีล ส่วนการลงพื้นที่ช่วยน้ำท่วมเป็นหน้าที่ของรัฐบาล ไม่ได้ไปในฐานะพรรคภูมิใจไทยเพราะตราบใดที่เป็นรัฐบาลอยู่ก็ต้องลุยเต็มที่เพื่อช่วยประชาชนให้พ้นจากความทุกข์เร็วที่สุด

ส่วนกรณีที่นายศรีสุวรรณ จรรยา ยื่นร้อง ป.ป.ช. ให้เอาผิดปมบริหารจัดการน้ำท่วมล้มเหลวนั้น นายอนุทินทำท่าทีนิ่งไปสักพักก่อนถามกลับว่า ใครยื่น ก่อนจะตอบกลับด้วยเสียงหัวเราะแห้ง ๆ ว่า อ๋อ ครับ รัฐบาลควบคุมคนอื่นไม่ได้ แต่ยืนยันมีเจตนารมณ์ที่ดีและจะทำงานเต็มที่ อย่างไรก็ตามน้อมรับทุกเสียงตำหนิที่ดูจะขมหูในช่วงนี้ โดย แต่ตรงไหนที่ฟังแล้วเข้าท่า มีเหตุมีผล ขออนุญาตคัดลอกไปแก้ไขด้วยซ้ำ

ประเด็นสำคัญ: นายกฯ ไม่ก้าวก่าย กกต. จริงหรือไม่?

แม้ว่านายกรัฐมนตรีจะออกมาให้สัมภาษณ์ยืนยันว่า นายกฯ ไม่ก้าวก่าย กกต. แบ่งเขตเลือกตั้ง แต่หลายฝ่ายก็ยังคงจับตาดูการทำงานของ กกต. อย่างใกล้ชิด เนื่องจากประเด็นการแบ่งเขตเลือกตั้งนั้นมีความละเอียดอ่อนและอาจส่งผลต่อผลการเลือกตั้งได้

  • กกต. มีความเป็นอิสระในการแบ่งเขตเลือกตั้ง
  • ทุกพรรคการเมืองต้องปรับตัวเข้าหากฎเกณฑ์
  • การสร้างนโยบายที่โดนใจประชาชนสำคัญกว่า

การแบ่งเขตเลือกตั้ง ถือเป็นกระบวนการสำคัญในการเลือกตั้ง ซึ่งต้องมีความโปร่งใสและเป็นธรรมเพื่อให้ทุกพรรคการเมืองมีโอกาสอย่างเท่าเทียมกัน การออกมาให้สัมภาษณ์ของนายกรัฐมนตรีในครั้งนี้จึงเป็นการยืนยันว่ารัฐบาลจะไม่เข้าไปแทรกแซงการทำงานของ กกต.

อย่างไรก็ตาม ประชาชนก็ควรติดตามข่าวสารเกี่ยวกับการเลือกตั้งอย่างใกล้ชิด และตรวจสอบข้อมูลต่างๆ อย่างรอบคอบ เพื่อให้การตัดสินใจในการเลือกตั้งเป็นไปอย่างมีเหตุผล

การเลือกตั้งเป็นกระบวนการสำคัญในระบอบประชาธิปไตย การมีส่วนร่วมของประชาชนจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง ร่วมกันตรวจสอบและติดตามการทำงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม

ท่านคิดเห็นอย่างไรกับการออกมาให้สัมภาษณ์ของนายกรัฐมนตรีในครั้งนี้? ร่วมแสดงความคิดเห็นและติดตามข่าวสารการเมืองอย่างใกล้ชิด เพื่อร่วมกันสร้างสังคมประชาธิปไตยที่เข้มแข็ง

ที่มา – นายกฯ ไม่ก้าวก่าย กกต. แบ่งเขตเลือกตั้ง ยันไม่ดีล พท. ปมยื่นซักฟอก

“บิ๊กโจ๊ก” แนะจับตาคดี “ชนนพัฒฐ์” ยึดทรัพย์แค่ 31 ล้าน?

ประธานกรรมาธิการกฎหมาย ยุติธรรม วุฒิสภา ได้รับข้อมูลดีเรื่องปราบปรามสแกมเมอร์และปัญหาในองค์กร สตช. ด้าน “บิ๊กโจ๊ก” แนะจับตาคดี “ชนนพัฒฐ์” ยึดทรัพย์ได้แค่ 31 ล้านบาท

เมื่อเวลา 15.45 น. วันที่ 19 พ.ย. 2568 ที่รัฐสภา ภายหลังการประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การกฎหมายและการยุติธรรม วุฒิสภา เชิญ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล อดีตรอง ผบ.ตร. เข้าให้ข้อมูลเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี สแกมเมอร์และเว็บพนัน โดยใช้เวลาประชุมกว่า 2 ชั่วโมง โดย พล.ต.ท.บุญจันทร์ นวลสาย สว. ในฐานะประธาน กมธ. เปิดเผยว่า ที่ประชุมได้รับข้อมูลที่ดีทั้งเรื่องการปราบปรามสแกมเมอร์ รวมถึงกระแสข่าวที่กล่าวหาว่า สตช. เป็นองค์กรอาชญากรรม กมธ.ได้รับแนวทางที่ดีว่า ใครเกี่ยวข้องอย่างไร และเป็นหน้าที่ของวุฒิสภาในการส่งข้อมูลเหล่านี้ไปยังผู้บริหารประเทศต่อไป

ด้าน พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ กล่าวว่า วันนี้บรรยากาศไม่เหมือนกับคราวที่ไปชี้แจง กมธ.ความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ สภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน เป็นประธาน กมธ. เพราะวันนี้เป็นการให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนและบ้านเมือง เพื่อส่งต่อถึงผู้บริหารประเทศเพื่อเร่งแก้ปัญหา ต่อไปเป็นขั้นตอนที่ประธาน กมธ. จะนำไปสรุปรายละเอียดและนำเสนอตามหน้าที่

กรณีองค์กรอาชญากรรมที่ตนระบุเพื่อต้องการให้องค์กรตำรวจได้แก้ไข จะไม่ยอมให้คน 200 กว่าคน มาทำให้คน 2 แสนกว่าคนต้องเสียหาย และบอกไปแล้วว่า สตช.ต้องไปแก้ให้ตรงจุด ทำให้โปร่งใสในทุกคดี ทั้งคดีเว็บพนัน และคดีของนายชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว สส.สงขลา พรรคกล้าธรรม ถือเป็นเรื่องที่สังคมต้องติดตาม

“บิ๊กโจ๊ก” แนะจับตาคดี “ชนนพัฒฐ์” ยึดทรัพย์ได้แค่ 31 ล้านบาท

พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล หรือ “บิ๊กโจ๊ก” ได้ออกมาให้ความเห็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับคดีของนายชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว สส.สงขลา พรรคกล้าธรรม โดยเฉพาะประเด็นเรื่องการยึดทรัพย์สินที่ทำได้เพียง 31 ล้านบาทเท่านั้น ซึ่งทำให้เกิดข้อสงสัยในวงกว้าง

ทำไมต้องจับตาคดี “ชนนพัฒฐ์”?

เหตุผลสำคัญที่ “บิ๊กโจ๊ก” แนะนำให้จับตาคดี “ชนนพัฒฐ์” นั้น เป็นเพราะคดีนี้มีความเชื่อมโยงกับปัญหาใหญ่ในสังคมหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสแกมเมอร์ เว็บพนันออนไลน์ และบัญชีม้า ซึ่งเป็นปัญหาที่สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนเป็นอย่างมาก หากการดำเนินการกับผู้กระทำผิดไม่เป็นไปอย่างโปร่งใสและมีประสิทธิภาพ ก็อาจทำให้ปัญหาเหล่านี้ยังคงอยู่ต่อไป

“บิ๊กโจ๊ก” ยังเน้นย้ำว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ต้องเร่งแก้ไขปัญหาภายในองค์กรให้ตรงจุด และสร้างความโปร่งใสในทุกคดีที่เกี่ยวข้อง เพื่อเรียกคืนความเชื่อมั่นจากประชาชน และทำให้การบังคับใช้กฎหมายเป็นไปอย่างยุติธรรม

เรื่องที่สังคมต้องติดตามคือเหตุใด ทั้งสแกมเมอร์และเว็บพนันออนไลน์ รวมถึงบัญชีม้ายังมีอยู่ เหตุใดจึงยึดทรัพย์นายชนนพัฒฐ์ได้เพียง 31 ล้านบาทเท่านั้น เป็นเรื่องที่ สตช.ต้องไปบูรณาการทุกส่วน และทำความจริงให้ปรากฏและโปร่งใสต่อสังคม

การที่ “บิ๊กโจ๊ก” ออกมาให้ความเห็นเช่นนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมทางเทคโนโลยี และความต้องการที่จะเห็นการทำงานของตำรวจเป็นไปอย่างโปร่งใสและมีประสิทธิภาพ แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการที่ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องร่วมมือกันอย่างจริงจัง เพื่อให้การปราบปรามอาชญากรรมเหล่านี้ประสบความสำเร็จอย่างยั่งยืน

ประเด็นเรื่องการยึดทรัพย์สินได้เพียง 31 ล้านบาทใน คดี “ชนนพัฒฐ์” เป็นเรื่องที่น่าสงสัยและควรได้รับการตรวจสอบอย่างละเอียด เพื่อให้เกิดความกระจ่างและเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย รวมถึงเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดกรณีเช่นนี้ขึ้นอีกในอนาคต การที่ทรัพย์สินที่ยึดได้มีมูลค่าน้อยกว่าที่คาดการณ์ไว้ อาจบ่งชี้ถึงความซับซ้อนของการทำธุรกรรมทางการเงิน หรือการซ่อนทรัพย์สินที่อาจต้องมีการสืบสวนเพิ่มเติม

ดังนั้น การติดตาม คดี “ชนนพัฒฐ์” อย่างใกล้ชิดจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้มั่นใจได้ว่ากระบวนการยุติธรรมเป็นไปอย่างถูกต้องและโปร่งใส และเพื่อให้ผู้กระทำผิดได้รับโทษตามกฎหมาย

นอกจากนี้ การที่ “บิ๊กโจ๊ก” แนะจับตา คดี “ชนนพัฒฐ์” ยังเป็นการส่งสัญญาณไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบทรัพย์สินของผู้ที่กระทำผิดในคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยี เพื่อให้การยึดทรัพย์สินเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นธรรม

การแก้ไขปัญหาอาชญากรรมทางเทคโนโลยีเป็นเรื่องที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนทั่วไป หากทุกฝ่ายร่วมมือกันอย่างจริงจัง ก็จะสามารถสร้างสังคมที่ปลอดภัยจากอาชญากรรมเหล่านี้ได้

ที่มา – “บิ๊กโจ๊ก” แนะจับตาคดี “ชนนพัฒฐ์” ข้องใจยึดทรัพย์ได้แค่ 31 ล้านบาท

ตร.ลุย! ปราบปรามสแกมเมอร์ วาระแห่งชาติ

ตำรวจเน้นย้ำ! การปราบปรามสแกมเมอร์และอาชญากรรมออนไลน์ ถือเป็นวาระแห่งชาติที่ต้องเร่งดำเนินการอย่างจริงจัง พร้อมเดินหน้าเชิงรุกทั้งในและต่างประเทศ เพื่อปกป้องประชาชนจากภัยร้ายเหล่านี้

ล่าสุด ได้มีการจับมือกับ 6 ประเทศ เพื่อร่วมมือแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารและส่งผู้ร้ายข้ามแดน ตอกย้ำความมุ่งมั่นของตำรวจในการร่วมมือกับรัฐบาลและเหล่าทัพ เพื่อปกป้องอธิปไตยไทยในทุกมิติ

เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2568 พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ รองโฆษก ตร. แถลงถึงความคืบหน้าในการปราบปรามสแกมเมอร์ ว่า พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้ยกระดับให้เป็นภารกิจสำคัญที่ตำรวจทุกนายต้องปฏิบัติอย่างเคร่งครัด สืบเนื่องจากนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เป็นอย่างมาก

ผลการระดมกวาดล้างอาชญากรรมออนไลน์ในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา เป็นที่น่าพอใจ โดยสามารถจับกุมผู้กระทำผิดได้กว่า 7,000 คน ซึ่งรวมถึงอาชญากรรมออนไลน์ทุกประเภท, ซิมผีบัญชีม้า, การลักลอบนำคนไปทำงานเป็นสแกมเมอร์ในประเทศเพื่อนบ้าน, และการจับกุมเว็บไซต์การพนัน พร้อมตรวจยึดทรัพย์สินกว่า 41 ล้านบาท นอกจากนี้ ยังได้ประสานกับกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เพื่อปิดกั้นแพลตฟอร์มการพนันออนไลน์ และสำรวจเสาสัญญาณในประเทศเพื่อนบ้านกว่า 1,600 จุด ที่มีการลักลอบใช้อินเทอร์เน็ต

ปราบปรามสแกมเมอร์ วาระแห่งชาติ

ในส่วนของมาตรการในต่างประเทศ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติได้มอบหมายให้ พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เดินทางไปยังประเทศจีน เพื่อหารือเกี่ยวกับอาชญากรรมข้ามชาติประเภทสแกมเมอร์ ซึ่งเป็นมาตรการที่สำคัญอย่างยิ่ง

พล.ต.ท.จิรภพ ได้เข้าร่วมประชุมกับ 6 ประเทศ ได้แก่ จีน, ไทย, เมียนมา, ลาว, กัมพูชา และเวียดนาม ซึ่งกำลังเผชิญกับภัยคุกคามในลักษณะเดียวกัน โดยมีนายหลิว จงอี้ ผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงความมั่นคงสาธารณะ สาธารณรัฐประชาชนจีน เป็นประธานการประชุม ที่ประชุมได้หารือถึงสถานการณ์การหลอกลวงข้ามชาติและโทรคมนาคมออนไลน์ ที่ส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจและความมั่นคงทางสังคม

ที่ประชุมได้บรรลุข้อตกลงร่วมกันในการปราบปรามสแกมเมอร์และจัดการอาชญากรรมฉ้อโกงทางโทรคมนาคม โดยมีข้อตกลงที่สำคัญหลายประการ อาทิ:

  • ทุกประเทศจะบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดในเขตแดนของตนและจะไม่ปล่อยให้มีแก๊งสแกมเมอร์ในประเทศ
  • ปฏิบัติการกวาดล้างเขตนิคมที่เป็นฐานพนันออนไลน์
  • จับกุมผู้ต้องสงสัย
  • ประสานงานเก็บหลักฐานในคดีและแลกเปลี่ยนพยานหลักฐาน
  • ส่งมอบพยานหลักฐานทางคดีระหว่างกัน
  • ส่งตัวผู้ต้องหากลับไปยังประเทศที่ต้องการตัว
  • อายัดทรัพย์สินนำมาคืนให้กับผู้เสียหาย
  • พัฒนางานประสานคดีข่าวกรองข้ามแดนร่วมกัน
  • สนับสนุนปฏิบัติการระหว่างภูมิภาคอย่างต่อเนื่อง
  • แลกเปลี่ยนศึกษาดูแลแพลตฟอร์ม
  • ดูแลเรื่องคริปโตเอ็กซ์เชนจ์ให้โปร่งใสยุติธรรม

การประชุมครั้งนี้ถือเป็นการต่อยอดจากความร่วมมือที่มีอยู่เดิม และคาดว่าจะนำไปสู่การปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น สำนักงานตำรวจแห่งชาติยืนยันว่าจะดำเนินการปราบปรามสแกมเมอร์อย่างเข้มข้นภายใต้การกำกับดูแลของรัฐบาล เพื่อปกป้องประชาชนชาวไทยจากการตกเป็นเหยื่อของอาชญากรรมออนไลน์ และจะดำเนินการเชิงรุกทั้งในและต่างประเทศ โดยร่วมมือกับรัฐบาลและเหล่าทัพเพื่อปกป้องอธิปไตยของประเทศในทุกมิติ

ความสำคัญของการปราบปรามสแกมเมอร์

การปราบปรามอาชญากรรมสแกมเมอร์นั้นมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคงของชาติ การหลอกลวงออนไลน์สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สินและความเชื่อมั่นของประชาชน การดำเนินการเชิงรุกและร่วมมือกับนานาชาติจะช่วยลดความเสี่ยงและป้องกันอาชญากรรมดังกล่าวได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ที่มา – ตร.เน้นย้ำ ปราบปรามสแกมเมอร์ เป็นวาระแห่งชาติ เดินหน้าเชิงรุกปราบทั้งใน-ต่างประเทศ

วิโรจน์จี้! ทลายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในกัมพูชา

“วิโรจน์” จี้ “นายกฯ อนุทิน” ลากคอขบวนการคอลเซ็นเตอร์ และใช้ความร่วมมือองค์กรต่างประเทศทลายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในกัมพูชา จัดการเงินสกปรก ผลัก “กัมพูชา”กลับเข้าสู่บัญชีสีเทา

วันที่ 22 ต.ค. 2568 ที่รัฐสภา นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร รองหัวหน้าพรรคประชาชน และ สส. บัญชีรายชื่อของพรรค ได้รับมอบหมายจากผู้นำฝ่ายค้านให้ รับหนังสือจาก นายภัทรพงศ์ ศุภักษร หรือทนายอั๋น บุรีรัมย์ กรณีให้ตรวจสอบการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการในกระทรวงมหาดไทยและการปราบปรามแก๊งสแกมเมอร์

มีโอกาสอภิปรายไม่ไว้วางใจ

นายวิโรจน์ ยืนยันพรรคประชาชนติดตามการทำงานของรัฐบาลและตรวจสอบอย่างเต็มที่ ล่าสุดกรณีสแกมเมอร์ และอาชญากรรมข้ามชาติ แก๊งหลอกลวงออนไลน์อยู่ในเป้าการจับตาอย่างใกล้ชิด ส่วนข้อสังเกตตามข้อร้องเรียนเรื่องการโยกย้ายข้าราชการของรัฐบาลนี้ รวมถึงคดีการเมือง มีการมอบหมายให้ สส. พรรคประชาชน จับตาดู และใช้กลไกของรัฐสภาดำเนินการอย่างเต็มที่ต่อไป

โดยยอมรับว่าเปิดรัฐสภาในสมัยประชุมหน้ามีโอกาสอภิปรายไม่ไว้วางใจ ยืนยันที่จะใช้กลไก สส. และกลไกของกรรมาธิการในการผลักดันเรื่องที่รัฐบาลควรดำเนินการให้ดำเนินการอย่างจริงจังมากขึ้น โดยเฉพาะทั่วโลกและประชาชนให้ความสนใจการปราบปราม เครือข่ายสแกมเมอร์ การหลอกลวงออนไลน์ ที่ไม่ใช่ฉ้อโกง การฟอกเงิน ความชั่วร้ายของโลกที่พัวพันไปถึงการค้ามนุษย์และการกักกันใช้แรงงาน หรือการค้ามนุษย์ ที่เอาเหยื่อมาหลอกเหยื่อประเทศของตนเอง มองว่าเป็นการสร้างความเสียหายอย่างมหาศาลในระดับโลก ที่นายรังสิมันต์และตนเองจะมีการตรวจสอบเรื่องนี้ พยายามผลักดันให้รัฐบาลดำเนินการอย่างจริงจัง

รอดูรัฐบาลดำเนินการให้ชัด

นายวิโรจน์ ระบุว่าการอภิปรายไม่ไว้วางใจถ้ารัฐบาล ยังอยู่ในเงื่อนไขการพิจารณาของฝ่ายค้าน หากรัฐบาลยังไม่ดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งที่เป็นรูปธรรมที่ชัดเจน โดยเฉพาะหากพบหรือมีข้อสงสัยว่าอาจมีความเกี่ยวพันหรือเกี่ยวโยง ในฐานะผู้ร่วมกระทำความผิดด้วย หรือการสนับสนุนการกระทำความผิดหรือการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ปล่อยให้สแกมเมอร์จากกัมพูชาออกอาละวาด และมาหาผลประโยชน์ในราชอาณาจักรไทย อาจจะนำมาสู่การอภิปรายไม่ไว้วางใจ

จี้รัฐบาลสั่งการเชือดเส้นทางเงิน

ส่วนไทยควรมีบทบาทอย่างไรในการแก้ไขปัญหาร่วมกับนานาชาติเรื่องการปราบสแกมเมอร์ นายวิโรจน์ กล่าวว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มี 2 เรื่องที่ต้องชี้แจงต่อนานาชาติ โดยเรื่องแรก คือมาตรการภายในประเทศ บทบาทของหน่วยงานต่างๆ (ปปง. กลต. ตำรวจไซเบอร์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง) จะดำเนินการสืบสวนสอบสวนขยายผล แล้วลากคอเครือข่ายแก๊งสแกมเมอร์มาลงโทษได้อย่างไร และจะออกกฎระเบียบอย่างไรในการเปิดเผยตัวตนและรายงานเส้นทางทางการเงิน ตัวตนของผู้โอนและผู้รับเงิน สินทรัพย์ดิจิทัลหรือเปิดเผยข้อมูลผู้รับผลประโยชน์ที่แท้จริง ซึ่งการเปิดเผยเส้นทางการเงินถือว่าเป็นความโปร่งใส และเป็นหนึ่งปัจจัยสำคัญที่โจรสแกมเมอร์กลัวที่สุด ดังนั้นรัฐบาลจึงต้องเร่งสั่งการ

มั่นใจ ก๊ก อาน มีเครือข่ายในไทย

นายวิโรจน์ กล่าวด้วยว่า ส่วนตัวมองว่า ก๊ก อาน หรือ เครือข่ายของเฉิน จื้อ ที่เข้ามาอาละวาดในประเทศไทยไม่สามารถดำเนินการได้ด้วยเพียงลำพัง จะต้องมีเครือข่ายของประเทศไทย ซึ่งอาจเป็นนายทุนของคนไทยหรืออาจเป็นกลุ่มการเมืองกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งที่สนับสนุนหรือมีส่วนรู้เห็นด้วย ก็ต้องลากคอมารับโทษทางกฎหมายและดำเนินการยึดอายัดทรัพย์ ให้ตกเป็นของแผ่นดิน ให้สิ้นซาก เพราะเงินเหล่านี้เป็นเงินที่หลอกพี่น้องประชาชนคนไทยและเอามาปล้นมายึดประเทศไทยเสียเอง ซึ่งตนมองว่าเป็นพฤติกรรมที่ต่ำทรามอย่างมาก

ห่วงถ่ายเททรัพย์สินหนี

เมื่อถามว่ารัฐบาลจะยึดอายัดทรัพย์หรือไม่หรือจะมีการถ่ายเททรัพย์สินไปก่อน นายวิโรจน์ กล่าวว่า นี่คือความกังวลไม่ใช่แค่เฉพาะกรรมาธิการ แต่เป็นความกังวลของประชาชนว่าวันนี้ตั้งแต่ ฮุนเซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา ออกมาพูด ว่ามีกลุ่มคนไทยและกลุ่มทุนไทยนักการเมืองไทย ที่เข้าไปหาผลประโยชน์ กับธุรกิจผิดกฎหมายในกัมพูชา ซึ่ง ฮุนเซน ขู่ว่าจะเปิดโปง ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาที่คนไทยทั่วไปและไม่ใช่นักวิเคราะห์ตั้งข้อสังเกตได้อยู่แล้วว่าโจรสแกมเมอร์แบบนี้ มาก่อคดีตามลำพังในไทยไม่ได้อยู่แล้ว บริษัทต่าง ๆ ในไทยยังใช้นอมินีและบัญชีม้าเลย ซึ่งนอมินีและบัญชีม้าก็เป็นคนไทยทั้งสิ้น แต่ในกรณีนี้ เป็นการดำเนินธุรกิจผิดกฎหมายที่ครอบคลุมถึงการค้ามนุษย์ออนไลน์ จะบอกว่าไม่มีคนไทยรู้เห็นหรือสนับสนุนเลยไม่มีเกลือเป็นหนอนเลยจนคิดว่าคงไม่มีใครเชื่อ

จี้ลากคอขบวนการให้เห็น

นายวิโรจน์ กล่าวด้วยว่า แต่จนถึงวันนี้รัฐบาลไทยยังไม่สามารถลากคอขบวนการเหล่านั้นที่เป็นคนไทยให้ประชาชนได้เห็นหน้าเห็นตาได้เลย ตนกังวลเรื่องนี้อย่างมาก มั่นใจว่าสหรัฐอเมริกา และสหราชอาณาจักรที่เป็นประเทศพันธมิตรต่าง ๆ ซึ่งมีการแลกเปลี่ยนเส้นทางทางการเงินและข้อมูลทางด้านอาชญากรทางไซเบอร์ เขาอาจจะมีเบาะแสอยู่ในระดับหนึ่งแล้ว ดังนั้นถ้าหากรัฐบาลของนายอนุทิน รู้ตัวต้องเร่งลากคอกระบวนการเหล่านั้นออกมาก่อนที่สหรัฐอเมริกาและบรรดานานาประเทศจะเปิดเผยรายชื่อเหล่านั้นเอง เนื่องจากจะทำให้เสียหายต่อเกียรติภูมิประเทศชาติ และมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจการค้าระหว่างประเทศ รวมถึงการลงทุนจากต่างประเทศด้วย

เชื่อโลกอยากรู้ ไทย จัดการอย่างไร

เมื่อถามว่าการประชุมอาเซียนที่จะถึงนี้จะมีการลงนามระหว่างประเทศไทยและกัมพูชา เรื่องการประกาศสันติภาพโดยมี นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกามาเป็นประธาน นายวิโรจน์ เชื่อว่าประเทศต่าง ๆ ในโลกอยากฟังนายกรัฐมนตรีของไทย บอกว่าจะจัดการเครือข่ายสแกมเมอร์นี้อย่างไร

“ ท่าทีฮุนเซน และฮุน มาเนต เงียบไม่โต้ตอบเหมือนยอมจำนนต่อโลก เพราะรู้อยู่แล้วว่า หลักฐานเส้นทางทางการเงิน ขององค์กรต่าง ๆ โดยเฉพาะองค์กรด้านการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินบ่งชี้อยู่แล้วว่าฐานปฏิบัติการก่อการสแกมเมอร์ ที่เป็นค่ายกักกันแรงงานค้ามนุษย์ด้วยอยู่ที่กัมพูชาจำนวนไม่น้อย ดังนั้นทั่วโลกต้องการฟังความชัดเจนจากนายอนุทิน ชาญวีรกูล ว่าจะจัดการแก๊งสแกมเมอร์ที่มีฐานที่ตั้งในกัมพูชาอย่างไร” นายวิโรจน์ กล่าวและว่า

เสนอผลักกัมพูชาสู่บัญชีสีเทา

นายวิโรจน์ กล่าวยังเสนอด้วยว่า ประเทศไทยมีความร่วมมือกับองค์กรต่างประเทศ และบรรดาประเทศพันธมิตรในการทลายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในกัมพูชาอย่างไร ซึ่งบางบริษัทสามารถตรวจสอบเส้นทางทางการเงิน ที่มีการส่งเงินสกปรกจากกัมพูชา หากตรวจสอบอย่างจริงจังจะสามารถผลักกัมพูชากลับเข้าสู่บัญชีสีเทา ซึ่งจะมีการตรวจสอบธุรกรรมทางการเงินอย่างมากจะส่งผลต่อเศรษฐกิจการค้าของกัมพูชาอย่างรุนแรง นี่คือการเอาคืน ฮุนเซน อย่างสาสมที่สุด

วิโรจน์จี้! ทลายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในกัมพูชา

ทำไมต้องทลายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในกัมพูชา?

การทลายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในกัมพูชาไม่ใช่แค่เรื่องภายในประเทศ แต่เป็นปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและความมั่นคงของหลายประเทศทั่วโลก หากปล่อยไว้ ภัยคุกคามนี้จะยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้น

การที่นายวิโรจน์ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลไทยเร่งดำเนินการเรื่องนี้อย่างจริงจัง แสดงให้เห็นถึงความตระหนักถึงปัญหาและความมุ่งมั่นที่จะแก้ไขอย่างเด็ดขาด การร่วมมือกับองค์กรระหว่างประเทศและการจัดการเส้นทางการเงินของแก๊งคอลเซ็นเตอร์เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในการปราบปรามอาชญากรรมเหล่านี้ให้สิ้นซาก

รัฐบาลควรให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหานี้อย่างเร่งด่วน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและนานาชาติ ว่าประเทศไทยจะไม่ปล่อยให้เป็นแหล่งพักพิงของอาชญากรข้ามชาติ

ที่มา – “วิโรจน์” จี้ “อนุทิน” ร่วมมือองค์กรต่างประเทศทลายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในกัมพูชา จัดการเงินสกปรก

“ศรีญาดา” หวั่นเข้าใจผิด ไม่ต่อว่า “สีหศักดิ์”

“ศรีญาดา” หวั่น เข้าใจผิด ไม่ได้ต่อว่า “สีหศักดิ์” ปกป้องศักดิ์ศรีประเทศไทยได้ดีแล้ว

ในแวดวงการเมืองไทยที่เต็มไปด้วยประเด็นร้อนแรง การอภิปรายในสภาเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2567 ได้สร้างความสนใจให้กับสาธารณชนเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะประเด็นที่เกี่ยวข้องกับนโยบายการต่างประเทศไทย ทันตแพทย์หญิงศรีญาดา ปาลิมาพันธ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อจากพรรคเพื่อไทย ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ชี้แจงถึงคำอภิปรายของตนเอง โดยย้ำว่า “ศรีญาดา” หวั่น เข้าใจผิด ไม่ได้ต่อว่า “สีหศักดิ์” ปกป้องศักดิ์ศรีประเทศไทยได้ดีแล้ว แทนที่จะเป็นการกล่าวหาหรือวิพากษ์วิจารณ์เชิงลบ เธอชื่นชมในบทบาทของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศไทยที่ทำหน้าที่ได้อย่างยอดเยี่ยม

“ศรีญาดา” หวั่น เข้าใจผิด ไม่ได้ต่อว่า “สีหศักดิ์” ปกป้องศักดิ์ศรีประเทศไทยได้ดีแล้ว

ทันตแพทย์หญิงศรีญาดา ได้กล่าวขอบคุณนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศไทย ที่สละเวลามาชี้แจงนโยบายรัฐบาลในการแถลงต่อรัฐสภา เธอเน้นย้ำว่าการอภิปรายของตนไม่ได้มีเจตนาเพื่อต่อว่าหรือกล่าวหาว่านายสีหศักดิ์ไปทะเลาะกับใคร แต่เป็นการแสดงความกังวลเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของชาติ โดยเฉพาะในประเด็นชายแดนไทย-กัมพูชา ที่อาจทำให้ประเทศไทยถูกมองในแง่ลบจากเวทีโลก

จากมุมมองของทันตแพทย์หญิงศรีญาดา การที่นายสีหศักดิ์ได้ขึ้นเวทีสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ (UNGA) เพื่อปกป้องเกียรติภูมิของไทยนั้น เป็นการแสดงบทบาทที่แข็งแกร่งและเหมาะสม เธอชื่นชมการดำเนินการตอบโต้ที่ถูกต้อง ซึ่งช่วยยกระดับภาพลักษณ์ของประเทศไทยในสายตานานาชาติ แต่ในขณะเดียวกัน เธอก็แสดงความหวังให้ผู้นำรัฐบาลมีบทบาทมากขึ้นในการประสานงานระหว่างกระทรวงการต่างประเทศไทยและกระทรวงกลาโหม เพื่อแก้ไขปัญหาที่ค้างคา

ข้อเสนอแนะเพื่อกดดันกัมพูชาและปราบปรามสแกมเมอร์

นอกจากนี้ ทันตแพทย์หญิงศรีญาดายังเสนอแนะว่ารัฐบาลควรใช้วิธีทางการทูตเพื่อจำกัดประเด็นชายแดนให้เป็นเรื่องระหว่างสองประเทศ หากสถานการณ์บานปลายเหมือนในเวที UN ก็ควรสนับสนุนการตอบโต้ที่เด็ดขาดของนายสีหศักดิ์ เธอเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีออกมาประณามกัมพูชาอย่างชัดเจน พร้อมเดินหน้ากดดันให้กัมพูชาร่วมมือในการเก็บกู้ทุ่นระเบิดบริเวณชายแดน และปราบปรามสแกมเมอร์ที่เป็นปัญหาใหญ่ของประชาชนไทย

ปัญหาเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย เพราะเกี่ยวข้องกับความมั่นคงและความเชื่อมั่นของประชาชน การฟอกเงินผ่านแหล่งอาชญากรรมข้ามชาติทำให้คนไทยจำนวนมากตกเป็นเหยื่อ ทันตแพทย์หญิงศรีญาดา เชื่อว่าหากรัฐบาลสามารถประสานงานได้ดี จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับพี่น้องประชาชนทั่วประเทศ เธอยินดีที่จะให้ข้อเสนอแนะเพิ่มเติม หากรัฐบาลเปิดรับฟังจากทุกพรรคการเมือง เพื่อผลประโยชน์ของชาติโดยรวม

  • ชื่นชมบทบาทนายสีหศักดิ์ในการปกป้องศักดิ์ศรีไทยบนเวทีโลก
  • กังวลเรื่องชายแดนและปัญหาทุ่นระเบิดที่ค้างคา
  • เรียกร้องให้กดดันกัมพูชาปราบปรามสแกมเมอร์และฟอกเงิน
  • เสนอให้รัฐบาลประสานงานระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ประเด็นนี้สะท้อนถึงความซับซ้อนของนโยบายการต่างประเทศไทยในยุคปัจจุบัน ที่ต้องเผชิญกับทั้งปัญหาภูมิภาคและภัยคุกคามทางไซเบอร์ การอภิปรายดังกล่าวช่วยให้สาธารณชนเข้าใจมากขึ้นว่าการเมืองไทยไม่ได้เป็นเพียงการต่อสู้ระหว่างพรรค แต่เป็นการร่วมมือเพื่อแก้ไขปัญหาที่กระทบชีวิตประชาชนโดยตรง

ในมุมมองของผู้เขียน การเคลื่อนไหวของทันตแพทย์หญิงศรีญาดาแสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบของ ส.ส. ที่ไม่เพียงวิจารณ์แต่ยังเสนอทางออกที่เป็นประโยชน์ หากรัฐบาลนำข้อเสนอเหล่านี้ไปปฏิบัติ จะช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับการทูตไทยได้อย่างแน่นอน

คุณคิดอย่างไรกับประเด็นนี้? แชร์ความเห็นของคุณในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามข่าวการเมืองอัปเดตเพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ

ที่มา – “ศรีญาดา” หวั่น เข้าใจผิด ไม่ได้ต่อว่า “สีหศักดิ์” ปกป้องศักดิ์ศรีประเทศไทยได้ดีแล้ว

Scroll to top