ปราบปรามอาชญากรรม

เจาะลึกปฏิบัติการ Silent Volt ทลายขบวนการลักลอบใช้ไฟหลวงขุดคริปโต

ช่วงนี้ถ้าใครติดตามข่าวสารเรื่องอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ คงได้ยินชื่อปฏิบัติการ Silent Volt กันมาบ้างแล้วนะครับ ล่าสุดท่านนายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล ได้ออกมาแถลงการณ์ด้วยตัวเองถึงความจริงจังของรัฐบาลในการกวาดล้างเหมืองขุดเงินคริปโตที่แอบลักลอบใช้ไฟฟ้าหลวง วันนี้เราจะมาสรุปประเด็นสำคัญให้ฟังแบบเข้าใจง่าย เพื่อให้ทุกคนรู้ทันเล่ห์เหลี่ยมของกลุ่มมิจฉาชีพที่สร้างความเสียหายระดับประเทศครับ

สรุปเบื้องลึกปฏิบัติการ Silent Volt ทลายเครือข่ายลักลอบใช้ไฟหลวงขุดคริปโต

การบุกค้นจุดเป้าหมายถึง 7 จุดในคราวนี้ ไม่ใช่แค่การจับกุมผู้กระทำผิดรายย่อย แต่เป็นการมุ่งเน้นตัดวงจรธุรกิจผิดกฎหมายอย่างเป็นระบบ โดยมีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคเป็นแกนหลักในการประสานงาน เพื่อตรวจสอบการต่อสายตรงผ่านหม้อแปลงไฟฟ้า ซึ่งเป็นการเอาเปรียบสังคมและบั่นทอนเสถียรภาพระบบไฟฟ้าไทยอย่างรุนแรง

ทำไมปฏิบัติการ Silent Volt ถึงมีความสำคัญมากในเวลานี้

รัฐบาลมองว่าการขุดเหรียญดิจิทัลโดยไม่ได้รับอนุญาตและขโมยไฟฟ้านั้น กระทบต่อความมั่นคงทางพลังงานอย่างหนัก โดยนายกฯ ได้กำชับว่า:

  • จะมีการขยายผลยึดทรัพย์สินของผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นเจ้าของเหมือง นายทุน หรือแม้แต่เจ้าหน้าที่รัฐที่ปล่อยปละละเลย
  • เตรียมคุมเข้มการนำเข้าเครื่องขุดคริปโตผ่านกรมศุลกากร เพื่อป้องกันไม่ให้สินค้าเหล่านี้แพร่กระจายโดยไม่มีการควบคุม
  • เป้าหมายไม่ใช่แค่การจับกุม แต่คือการเรียกค่าเสียหายคืนให้แก่รัฐเพื่อทดแทนพลังงานที่ถูกขโมยไป

นอกจากนี้ รัฐบาลขอยืนยันว่าไม่ได้ขัดขวางเทคโนโลยีหรือเศรษฐกิจดิจิทัล แต่ทุกอย่างต้องอยู่ภายใต้กฎหมายและโปร่งใส การแอบทำเหมืองโดยใช้ทรัพย์สินหลวงแบบนี้ถือเป็นอาชญากรรมทางเศรษฐกิจที่ยอมรับไม่ได้ และจะเดินหน้าตรวจสอบอย่างเข้มข้นต่อเนื่องแน่นอน

หากถามว่าเรื่องนี้ส่งผลกระทบกับเราอย่างไร คำตอบคือค่าไฟฟ้าในภาพรวมและเสถียรภาพของโครงข่ายสาธารณูปโภคนั่นเองครับ อยากฝากถึงทุกคนอย่าหลงเชื่อคำชวนลงทุนในธุรกิจที่ไม่มีที่มาที่ไป เพราะนอกจากจะเสี่ยงถูกหลอกแล้ว หากไปพัวพันกับธุรกิจที่ใช้ไฟหลวง คุณอาจกลายเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดในปฏิบัติการ Silent Volt โดยไม่รู้ตัว

ในฐานะนักลงทุนหรือผู้บริโภค การศึกษาข้อมูลให้รอบคอบก่อนตัดสินใจลงทุนในโลกคริปโตเป็นเรื่องสำคัญที่สุดครับ อย่าได้เห็นแก่ผลกำไรที่สูงเกินจริงจากช่องทางที่ผิดกฎหมาย เพราะโอกาสที่จะได้รับเงินคืนในกรณีที่มีการทลายแหล่งผลิตนั้นแทบจะเป็นศูนย์ นี่คือบทเรียนราคาแพงที่รัฐบาลกำลังเร่งจัดการเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของพวกเราทุกคนครับ

ที่มา – นายกฯ นำแถลงเปิดปฏิบัติการ Silent Volt บุกค้น 7 จุด ทลายเครือข่ายลักลอบใช้ไฟหลวงขุดคริปโต

นายกฯ หารือประธานสภาประชาชนแห่งชาติจีน ขับเคลื่อนปราบอาชญากรรมข้ามชาติ-แก๊งหลอกลวงออนไลน์

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้ผมมีประเด็นสำคัญเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างไทยและจีนมาอัปเดตกันครับ เมื่อไม่นานมานี้ นายกรัฐมนตรีได้เดินทางไปเยือนกรุงปักกิ่ง และมีการหารือร่วมกับประธานสภาประชาชนแห่งชาติจีน เพื่อถกประเด็นสำคัญระดับประเทศ ซึ่งหนึ่งในวาระที่น่าจับตามองที่สุดคือการร่วมมือกันเพื่อ นายกฯ หารือประธานสภาประชาชนแห่งชาติจีน ขับเคลื่อนปราบอาชญากรรมข้ามชาติ-แก๊งหลอกลวงออนไลน์ ให้หมดไปจากสังคมของเราครับ

นายกฯ หารือประธานสภาประชาชนแห่งชาติจีน ขับเคลื่อนปราบอาชญากรรมข้ามชาติ-แก๊งหลอกลวงออนไลน์

การพบปะกันครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญที่สะท้อนถึงมิตรภาพอันแน่นแฟ้นระหว่างสองประเทศที่ก้าวเข้าสู่ปีที่ 51 อย่างมั่นคง โดยในวาระการประชุม นายกรัฐมนตรีได้เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการสร้างความมั่นคงปลอดภัยให้กับประชาชน โดยเฉพาะเรื่องการจัดการกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์และอาชญากรรมทางเทคโนโลยีที่สร้างความเดือดร้อนให้คนไทยเป็นอย่างมาก

ความร่วมมือมิติด้านความมั่นคงและดิจิทัล

นอกจากประเด็น นายกฯ หารือประธานสภาประชาชนแห่งชาติจีน ขับเคลื่อนปราบอาชญากรรมข้ามชาติ-แก๊งหลอกลวงออนไลน์ แล้ว ทั้งสองฝ่ายยังได้วางกรอบความร่วมมือในอีกหลายมิติเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน ได้แก่:

  • ด้านเศรษฐกิจดิจิทัล: การผลักดันความร่วมมือด้าน AI ปัญญาประดิษฐ์ และเทคโนโลยีอวกาศ
  • ด้านนวัตกรรม: การส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และพลังงานสะอาดเพื่อสิ่งแวดล้อม
  • ด้านการเมือง: การจัดตั้งกลไกความร่วมมือแบบ 2+2 ระหว่างกระทรวงการต่างประเทศและกระทรวงกลาโหม
  • ด้านนิติบัญญัติ: การแลกเปลี่ยนประสบการณ์ระหว่างรัฐสภาไทย-จีน เพื่อพัฒนากฎหมายให้ทันสมัย

ในมุมมองของผม การที่ นายกฯ หารือประธานสภาประชาชนแห่งชาติจีน ขับเคลื่อนปราบอาชญากรรมข้ามชาติ-แก๊งหลอกลวงออนไลน์ ถือเป็นข่าวดีที่แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจของรัฐบาลที่มุ่งหวังจะกวาดล้างปัญหาภัยไซเบอร์อย่างจริงจังครับ แน่นอนว่าการทำงานร่วมกับจีนซึ่งเป็นมหาอำนาจด้านเทคโนโลยีจะช่วยให้เราตามทันเล่ห์เหลี่ยมของแก๊งมิจฉาชีพได้ดียิ่งขึ้น หวังว่าในอนาคตอันใกล้นี้ เราจะเห็นมาตรการที่เป็นรูปธรรมมากขึ้น และความปลอดภัยในโลกออนไลน์ของพี่น้องชาวไทยจะดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดครับ

หากเรามีความร่วมมือที่เหนียวแน่นแบบนี้ต่อไป ผมเชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจและสังคมไทยจะได้รับประโยชน์มหาศาลจากการลงทุนคุณภาพสูงและการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ที่ล้ำสมัยระหว่างสองประเทศอย่างแน่นอนครับ

ที่มา – นายกฯ หารือประธานสภาประชาชนแห่งชาติจีน ขับเคลื่อนปราบอาชญากรรมข้ามชาติ-แก๊งหลอกลวงออนไลน์

รัฐบาลโชว์ผลงาน ปราบบัญชีม้าจริงจัง ลดลงทุกประเภท

เชื่อว่าเพื่อนๆ หลายคนคงเจอปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์หรือมิจฉาชีพออนไลน์กวนใจกันบ่อยๆ ใช่ไหมครับ? ล่าสุดมีข่าวดีที่น่าสนใจมาก เมื่อมีการเปิดเผยว่า รัฐบาลโชว์ผลงาน ปราบบัญชีม้าจริงจัง ลดลงทุกประเภท ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญที่จะช่วยให้ชีวิตบนโลกออนไลน์ของพวกเราปลอดภัยขึ้น

รัฐบาลโชว์ผลงาน ปราบบัญชีม้าจริงจัง ลดลงทุกประเภท

จากการดำเนินงานตั้งแต่นโยบาย ‘รัฐบาลอนุทิน 1’ จนถึงปัจจุบัน ผลลัพธ์ที่ได้นั้นถือว่าน่าประทับใจมากครับ โดยศูนย์ต่อต้านฉ้อโกงออนไลน์ได้รายงานตัวเลขที่ชัดเจนว่า บัญชีม้าประเภทบุคคลธรรมดาลดลงถึง 76.9% และบัญชีนิติบุคคลลดลง 88.4% ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าความพยายามในการตัดวงจรการเงินมิจฉาชีพนั้นได้ผลจริง

เจาะลึกความสำเร็จในการจัดการแก๊งสแกมเมอร์

ไม่เพียงแค่การลดจำนวนบัญชีม้า แต่ภารกิจนี้ยังรวมไปถึงการกวาดล้างขบวนการอาชญากรข้ามชาติอย่างจริงจัง โดยสรุปผลงานที่น่าสนใจได้ดังนี้:

  • จับกุมผู้ต้องหาขบวนการสแกมเมอร์ได้กว่า 1,494 คดี
  • ยึดเงินสดของกลางได้มากกว่า 57 ล้านบาท
  • ช่วยเหลือเหยื่อที่ได้รับความเดือดร้อนได้ถึง 808 ราย
  • คดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยีโดยรวมลดลงมากกว่า 50%

การที่ รัฐบาลโชว์ผลงาน ปราบบัญชีม้าจริงจัง ลดลงทุกประเภท เป็นการยืนยันว่าการใช้ฐานข้อมูลกลางอย่าง Central Fraud Registry (CFR) ในการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างธนาคารและตำรวจนั้น มีประสิทธิภาพสูงมากในการหยุดเส้นทางการเงินของคนร้าย

อย่างไรก็ตาม แม้สถิติจะดูดีขึ้น แต่พวกเราก็ยังต้องระมัดระวังตัวในการทำธุรกรรมออนไลน์อยู่เสมอ อย่าหลงเชื่อลิงก์แปลกปลอมหรือให้ข้อมูลส่วนตัวกับคนที่ไม่รู้จัก เพราะมิจฉาชีพเหล่านี้มักมีวิธีการใหม่ๆ มาหลอกล่ออยู่ตลอด การที่ รัฐบาลโชว์ผลงาน ปราบบัญชีม้าจริงจัง ลดลงทุกประเภท ในครั้งนี้ถือเป็นสัญญาณที่ดีว่าภาครัฐเอาจริง ซึ่งจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับระบบเศรษฐกิจดิจิทัลของไทยได้ดียิ่งขึ้นในอนาคต

หวังว่าการปราบปรามในครั้งนี้จะทำให้โลกออนไลน์ไทยน่าอยู่มากขึ้นครับ ใครที่เคยถูกหลอกหรือมีประสบการณ์อยากแชร์ อย่าลืมแจ้งเบาะแสเจ้าหน้าที่เพื่อช่วยกันตัดวงจรโจรให้หมดไปจากสังคมไทยกันนะครับ!

ที่มา – รัฐบาลโชว์ผลงาน ปราบบัญชีม้าจริงจังลดลงทุกประเภท จับผู้ต้องหาสแกมเมอร์ได้ 1,494 คดี

ขยายความร่วมมือไทย-สหรัฐฯ กวาดล้างคอลเซ็นเตอร์ ดันไทยสู่ Tier 1

ขยายความร่วมมือไทย-สหรัฐฯ กวาดล้างคอลเซ็นเตอร์-ค้ามนุษย์ ดันไทยสู่ Tier 1 เป็นข่าวดีที่แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลไทยในการต่อสู้กับอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะแก๊งคอลเซ็นเตอร์และขบวนการค้ามนุษย์ที่สร้างความเสียหายมหาศาลทั้งในและต่างประเทศ การขยายความร่วมมือนี้ไม่เพียงช่วยปราบปรามอาชญากร แต่ยังยกระดับภาพลักษณ์ประเทศไทยให้ดีขึ้น สร้างความเชื่อมั่นแก่นักลงทุนและนักท่องเที่ยว

ขยายความร่วมมือไทย-สหรัฐฯ กวาดล้างคอลเซ็นเตอร์-ค้ามนุษย์ ดันไทยสู่ Tier 1

วันที่ 3 พฤษภาคม 2569 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้เปิดเผยถึงความคืบหน้าของนโยบายรัฐบาล โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้แถลงต่อรัฐสภาให้ การปราบปรามเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติและสแกมเมอร์เป็นวาระแห่งชาติ ผลงานเด่นคือการยึดและอายัดทรัพย์สินของนายเบน สมิธ นายยิม เลียก และพวก รวมมูลค่ากว่า 20,000 ล้านบาท พร้อมขยายผลไปยังกลุ่มอื่นๆ ที่ใช้ไทยเป็นฐานฟอกเงิน

ทลายเครือข่ายคอลเซ็นเตอร์ชายแดนไทย-กัมพูชา

อีกหนึ่งความสำเร็จใหญ่คือการบุกทลายเครือข่ายคอลเซ็นเตอร์ขนาดยักษ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา พบผู้เสียหายที่ถูกบังคับใช้แรงงานกว่า 10,000 คน จากหลายสัญชาติ ถูกหลอกลวงมาทำ Romance Scam และหลอกลงทุน นายกรัฐมนตรีย้ำชัด “ต้องกวาดล้างแก๊งคอลเซ็นเตอร์และค้ามนุษย์ตามแนวชายแดนทั้งในและนอกประเทศ จะไม่ยอมให้ไทยเป็นทางผ่านเด็ดขาด” คำสั่งนี้ทำให้เกิดการประสานงานทุกภาคส่วนอย่างเข้มข้น

การหารือระดับสูงไทย-สหรัฐฯ

ล่าสุด เมื่อ 21-25 เมษายน 2569 หน่วยงานไทยนำโดย พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนิละบุตร รอง ผบ.ตร. ร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศ พมจ. และกระทรวงแรงงาน เดินทางไปหารือที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เพื่อยกระดับความร่วมมือปราบคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติ ค้ามนุษย์ และอาชญากรรมไซเบอร์ โดยแลกเปลี่ยนข้อมูลเชิงลึก ปีที่แล้ว ชาวอเมริกันเสียหายกว่า 6 พันล้านดอลลาร์ (ราว 1.9 แสนล้านบาท) จากสแกมเหล่านี้

ขยายความร่วมมือไทย-สหรัฐฯ กวาดล้างคอลเซ็นเตอร์-ค้ามนุษย์ ดันไทยสู่ Tier 1 จะช่วยให้การสืบสวนมีประสิทธิภาพมากขึ้น ไทยตั้งเป้าพุ่งสู่ Tier 1 ในการประเมิน Trafficking in Persons (TIP) Report จาก Tier 2 ที่ติดต่อเนื่อง 4 ปี เพื่อเสริมเศรษฐกิจ การลงทุน และท่องเที่ยว

นวัตกรรมปราบปราม: ระบบ SHIELD และ Warroom IAC

สำนักงานตำรวจแห่งชาติเตรียมเปิดระบบ “SHIELD” เดือนมิถุนายน 2569 เป็นศูนย์กลางแลกเปลี่ยนข้อมูลกับกว่า 10 ประเทศ เพื่อป้องกันคอลเซ็นเตอร์และค้ามนุษย์ นอกจากนี้ Warroom IAC ได้รับคำชมจากสหรัฐฯ ที่บูรณาการข้อมูลกับธนาคารและผู้ให้บริการมือถือ อายัดบัญชีรวดเร็ว คืนทรัพย์ให้ผู้เสียหาย ร่วม FBI จับกุมและยึดทรัพย์จำนวนมาก

  • ยึดทรัพย์สแกมเมอร์กว่า 20,000 ล้านบาท
  • ช่วยเหลือเหยื่อกว่า 10,000 คน
  • ลดความเสียหายชาวอเมริกันพันล้านดอลลาร์
  • ยกระดับระบบสืบสวนสู่มาตรฐานสากล

ผลงานเหล่านี้สะท้อนความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการปกป้องประชาชนและความมั่นคง ขยายความร่วมมือไทย-สหรัฐฯ กวาดล้างคอลเซ็นเตอร์-ค้ามนุษย์ ดันไทยสู่ Tier 1 จะเป็นก้าวสำคัญสู่ประเทศไทยที่น่าอยู่และน่าเชื่อถือ

ในมุมมองของผม การต่อสู้ครั้งนี้ไม่ใช่แค่นโยบาย แต่เป็นการลงทุนระยะยาวเพื่ออนาคต หากประชาชนช่วยกันแจ้งเบาะแส จะยิ่งเร่งด่วนได้ คุณเคยเจอสแกมคอลเซ็นเตอร์ไหม? แชร์ประสบการณ์ในคอมเมนต์เพื่อเตือนภัยกันนะครับ

ที่มา – ขยายความร่วมมือไทย-สหรัฐฯ กวาดล้างคอลเซ็นเตอร์-ค้ามนุษย์ ดันไทยสู่ Tier 1

นายกฯ ประกาศปราบปรามผู้มีอิทธิพล เครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ

วันนี้เรามาพูดถึงข่าวร้อนที่ทุกคนกำลังให้ความสนใจกันมาก นั่นคือ นายกฯ ประกาศปราบปรามผู้มีอิทธิพล เครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ อย่างจริงจัง โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เป็นประธานแถลงข่าวเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล สัญญาณชัดเจนว่ารัฐบาลไม่ยอมให้อาชญากรเหล่านี้ลอยนวลอีกต่อไป ไม่ว่าจะเป็นผู้มีอิทธิพลคนไหน หากทำผิดกฎหมายก็ต้องรับโทษเด็ดขาด

นายกฯ ประกาศปราบปรามผู้มีอิทธิพล เครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ

นายกรัฐมนตรีย้ำว่านโยบายสำคัญของรัฐบาลคือการสร้างความมั่นคงปลอดภัยให้ประชาชน โดยเร่งปราบปรามเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติอย่างต่อเนื่อง เช่น แก๊งสแกมเมอร์ คอลเซ็นเตอร์ การฟอกเงิน ขนของเถื่อน และบ่อนการพนันผิดกฎหมาย หน่วยงานหลักที่ลงมือทำ ได้แก่ กรมการปกครอง ดีเอสไอ ตำรวจ ป.ป.ช. ป.ป.ท. ป.ป.ง. และกองทัพ ทุกฝ่ายร่วมมือกันแบบบูรณาการ

หลักการสำคัญที่นายกฯ ใช้คือ “ปิดชื่อถือพฤติกรรม” ไม่สนใจชื่อเสียง เงินทอง หรืออิทธิพล ถ้าพฤติกรรมผิดกฎหมายก็จับกุมดำเนินคดีทันที นายกฯ ยังติดตามผลงานด้วยตัวเอง ร่วมสังเกตการณ์ปฏิบัติการจับกุมหลายครั้ง จนเจ้าหน้าที่มั่นใจว่า “ทำผิดแล้วเคลียร์ไม่ได้” ทำให้ทุกคนกล้าลุยเต็มที่

ผลงานเด่นในการปราบปรามเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ

กระทรวงมหาดไทยจำหน่ายรายการเครือข่ายสแกมเมอร์ เช่น เครือข่ายนายก๊ก อาน และนายลียง พัด โดยตั้งคณะทำงานต่อต้านภัยความมั่นคงทางทะเบียน จับกุมขยายผลไปยังผู้เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ ยังมีปฏิบัติการสำคัญหลายครั้งที่ประสบความสำเร็จ:

  • ตัดหมอกเวียงแหง (พ.ย. 68) จ.เชียงใหม่ จับ 14 ราย เจ้าหน้าที่รัฐเอี่ยว 11 ราย
  • สลายหมอกเชียงดาว (ม.ค. 69) จับ 6 ราย
  • ตัดบัตรกรุงเก่า (มี.ค. 69) จ.อยุธยา ย้ายทะเบียนเท็จ 214 ราย จับ 6 ราย
  • ย้อนเกล็ดมังกร (29 เม.ย. 69) ทลายขบวนการจีนจ้างสมรสเท็จ จับ 6 ราย ดำเนินคดีอาญา 34 ราย วินัย 19 ราย

ด้านบ่อนพนัน ปฏิบัติการ ROSE GARDEN จ.นครราชสีมา จับ 89 ราย เงินหมุนเวียน 60 ล้านบาท/เดือน สิงห์ปราบปรปักษ์ ในกทม. จับ 106 ราย รวมชุดปฏิบัติการทั่วประเทศ จับ 5,510 คดี ตรวจตรา 339,184 ครั้ง

เตือนผู้ประกอบการอย่าสนับสนุนทุนเทา

นายกฯ เตือนเจ้าของโรงแรม ร้านอาหาร หากปล่อยให้เปิดบ่อนหรือกิจกรรมผิดกฎหมาย ใบอนุญาตจะถูกเพิกถอน ดำเนินคดีเด็ดขาด รวมถึงคนช่วยเหลือทุนเทาก็ไม่รอด นายกฯ ยืนยันสนับสนุนหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายเต็มที่ โดยกำกับดูแลตำรวจ ป.ป.ง. ป.ป.ท. กระทรวงยุติธรรมเอง

สำหรับการถอนสัญชาติ ดำเนินการไปมากแล้ว รวมยึดทรัพย์ ธุรกรรมนอมินีเป็นโมฆะ ไม่มีผลทางกฎหมาย ฝ่ายปกครองและตำรวจไล่ล่าไม่หยุด

ข่าวนี้แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลเอาจริงกับการปราบปราม นายกฯ ประกาศปราบปรามผู้มีอิทธิพล เครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ ประชาชนอย่างเราคงมั่นใจได้มากขึ้น หากพบเห็นกิจกรรมน่าสงสัย อย่าลังเล รายงานเจ้าหน้าที่ทันที เพื่อบ้านเมืองปลอดภัยยิ่งขึ้น แชร์ข่าวนี้ให้เพื่อนๆ รับรู้ด้วยนะครับ!

ที่มา – “นายกฯ” ประกาศเดินหน้าปราบปรามผู้มีอิทธิพล เครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ

Scroll to top