ปราสาทตาควาย

มท.2 สั่ง กฟภ. เร่งขยายเขตไฟฟ้า “ปราสาทตาควาย-เนิน 350”

มท.2 สั่ง กฟภ. เร่งขยายเขตไฟฟ้า “ปราสาทตาควาย-เนิน 350”

เมื่อเร็วๆ นี้ นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย (มท.2) ได้ลงพื้นที่ปฏิบัติภารกิจสำคัญ ณ บริเวณชายแดนจังหวัดสุรินทร์ เพื่อตรวจติดตามความคืบหน้าโครงการสำคัญในการยกระดับคุณภาพชีวิตและเพิ่มศักยภาพในการป้องกันประเทศ โดยมีเป้าหมายหลักคือการเร่งรัดการดำเนินโครงการ มท.2 สั่ง กฟภ. เร่งขยายเขตไฟฟ้า “ปราสาทตาควาย-เนิน 350” เพื่อให้พื้นที่แนวหน้ามีความพร้อมด้านสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน

การลงพื้นที่ครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการตรวจเยี่ยม แต่ยังเป็นการสร้างขวัญกำลังใจให้แก่เจ้าหน้าที่ทหารและกองกำลังอาสารักษาดินแดนที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเข้มแข็งในพื้นที่ห่างไกล ซึ่งนับเป็นเรื่องน่ายินดีที่ภาครัฐเล็งเห็นถึงความสำคัญของกำลังพลที่เสียสละปกป้องอธิปไตยของชาติ

รายละเอียดโครงการขยายเขตไฟฟ้าเพื่อความมั่นคง

โครงการ มท.2 สั่ง กฟภ. เร่งขยายเขตไฟฟ้า “ปราสาทตาควาย-เนิน 350” ถือเป็นหัวใจสำคัญที่จะช่วยให้การทำงานของเจ้าหน้าที่บริเวณแนวชายแดนมีความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น โดยการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เขต 3 ได้วางแผนงานไว้ดังนี้:

  • บรรจุโครงการขยายเขตไฟฟ้าจำนวน 9 พื้นที่เป้าหมาย
  • จัดสรรงบประมาณรวมกว่า 130 ล้านบาท เพื่อดำเนินการ
  • วางระบบโครงข่ายไฟฟ้าเพิ่มเติมเป็นระยะทางรวมกว่า 12.5 กิโลเมตร
  • พิจารณาติดตั้งระบบพลังงานโซลาร์เซลล์เพื่อความยั่งยืน

นายพลพีร์ได้เน้นย้ำถึงกำหนดการว่าโครงการ มท.2 สั่ง กฟภ. เร่งขยายเขตไฟฟ้า “ปราสาทตาควาย-เนิน 350” นี้ จะต้องเริ่มดำเนินการภายในปี พ.ศ. 2569 และต้องเสร็จสิ้นในช่วงต้นปี พ.ศ. 2570 เพื่อให้ทันต่อการใช้งานและเสริมประสิทธิภาพในการป้องกันชายแดนไทยให้สมบูรณ์แบบมากที่สุด

นอกจากนี้ ในเส้นทางคมนาคมจากสามแยกลานยาง ถึงปราสาทตาควาย ระยะทางประมาณ 8.7 กิโลเมตร ยังมีความต้องการด้านไฟฟ้าส่องสว่าง เพื่อความปลอดภัยในการสัญจรและรักษาความปลอดภัยในเวลากลางคืน ซึ่งทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังเร่งประเมินเพื่อดำเนินการควบคู่กันไป

การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานบริเวณชายแดนไม่ใช่แค่เรื่องของสายไฟหรือเสาไฟฟ้าเท่านั้น แต่คือการแสดงออกถึงความห่วงใยจากรัฐบาลที่ส่งตรงถึงผู้ที่ปฏิบัติงานอยู่แนวหน้า หากระบบไฟฟ้าเสถียรและเข้าถึงพื้นที่ได้อย่างครอบคลุม จะเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาพื้นที่ชายแดนให้ก้าวหน้าและมีความปลอดภัยสูงขึ้นอย่างยั่งยืน เรามาร่วมกันติดตามความคืบหน้าของโครงการนี้ไปด้วยกันนะครับ

ที่มา – มท.2 ลงพื้นที่ชายแดนสุรินทร์ สั่ง กฟภ. เร่งขยายเขตไฟฟ้า “ปราสาทตาควาย-เนิน 350”

พื้นที่ช่องเหว จ.สุรินทร์ ได้ยินเสียงปืนเล็กยาว 3 นัด ทหารไทยยิงเตือนพร้อมเฝ้าระวัง

พื้นที่ช่องเหว จ.สุรินทร์ ได้ยินเสียงปืนเล็กยาว 3 นัด ทหารไทยยิงเตือนพร้อมเฝ้าระวัง

เหตุการณ์ความไม่สงบตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นเรื่องที่หลายคนให้ความสำคัญ โดยล่าสุดได้มีรายงานว่าใน พื้นที่ช่องเหว จ.สุรินทร์ ได้ยินเสียงปืนเล็กยาว 3 นัด ทหารไทยยิงเตือนพร้อมเฝ้าระวัง อย่างเข้มงวดเพื่อป้องกันเหตุบานปลายและรักษาอธิปไตยของชาติ

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา โดยเพจเฟซบุ๊กของกองทัพภาคที่ 2 ได้ออกมาเปิดเผยข้อมูลผ่านสื่อออนไลน์ว่า กำลังพลที่ประจำการ ณ ฐานปฏิบัติการในพื้นที่ ต.แนงมุด อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ ได้ยินเสียงปืนดังกล่าวในเวลาประมาณ 07.30 น. ซึ่งถือเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่ตั้งอยู่ระหว่างปราสาทตาควายและปราสาทคนา

รายละเอียดสถานการณ์เมื่อ พื้นที่ช่องเหว จ.สุรินทร์ ได้ยินเสียงปืนเล็กยาว 3 นัด ทหารไทยยิงเตือนพร้อมเฝ้าระวัง

เมื่อเจ้าหน้าที่ทหารไทยตรวจพบว่ามีความผิดปกติเกิดขึ้นในระยะห่างจากฐานปฏิบัติการเพียง 500 เมตร ทางหน่วยจึงได้ปฏิบัติตามมาตรการความปลอดภัยอย่างเคร่งครัด โดยมีการยิงเตือนกลับไปจำนวน 5 นัด เพื่อแสดงถึงการควบคุมพื้นที่และเฝ้าระวังเหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ ผลจากการปฏิบัติการดังกล่าวพบว่าฝ่ายกัมพูชาไม่มีการตอบโต้ใดๆ กลับมา ทั้งนี้สรุปเหตุการณ์สำคัญมีดังนี้:

  • กำลังพลฝ่ายไทยทุกนายปลอดภัยและอยู่ในที่ตั้ง
  • มีการยิงเตือนตามมาตรการป้องกันตนเอง 5 นัด
  • สถานการณ์โดยรวมกลับเข้าสู่ภาวะปกติ แต่ฝ่ายความมั่นคงยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

หลายคนอาจมีความกังวลเกี่ยวกับข่าวที่ระบุว่า พื้นที่ช่องเหว จ.สุรินทร์ ได้ยินเสียงปืนเล็กยาว 3 นัด ทหารไทยยิงเตือนพร้อมเฝ้าระวัง นั้นจะส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนในพื้นที่หรือไม่ ซึ่งในส่วนนี้กองกำลังชายแดนได้ยืนยันว่าทางหน่วยยังคงปฏิบัติหน้าที่ด้วยความระมัดระวังสูงสุด เพื่อรักษาความมั่นคงให้แก่พี่น้องประชาชนที่อาศัยอยู่ตามแนวชายแดนอย่างต่อเนื่อง

ในยุคที่ข้อมูลข่าวสารแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว การติดตามแหล่งข่าวที่เชื่อถือได้ถือเป็นสิ่งสำคัญที่สุดครับ เหตุการณ์นี้เป็นบทพิสูจน์ถึงความพร้อมของกองทัพไทยในการรับมือกับเหตุเฉพาะหน้าอย่างทันท่วงที เพื่อนๆ สามารถเชื่อมั่นในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ทหารที่คอยดูแลความปลอดภัยให้เราทุกคนได้เป็นอย่างดี อย่างไรก็ตาม เราควรช่วยกันเป็นหูเป็นตาและติดตามข่าวสารทางการจากหน่วยงานของรัฐเพื่อป้องกันความสับสนครับ

ที่มา – พื้นที่ช่องเหว จ.สุรินทร์ ได้ยินเสียงปืนเล็กยาว 3 นัด ทหารไทยยิงเตือนพร้อมเฝ้าระวัง

“ซาบีดา” คาด บูรณะปราสาทตาควาย 2 ปี

ข่าวดีสำหรับคนรักมรดกวัฒนธรรมไทย เมื่อ “ซาบีดา” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เปิดเผยถึงแผนการบูรณะปราสาทตาควายที่คาดว่าจะแล้วเสร็จในระยะเวลาเพียง 2 ปีเท่านั้น ชาวไทยหลายคนคงตื่นเต้นกับโอกาสที่จะได้เห็นโบราณสถานสำคัญแห่งนี้กลับมาสวยงามดังเดิม โดยใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ช่วยในการอนุรักษ์

“ซาบีดา” คาด บูรณะปราสาทตาควาย 2 ปี

จากข้อมูลล่าสุดที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2569 นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ ได้ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าของโครงการนี้ โดยระบุว่า ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการขอจัดสรรงบประมาณจากกรมศิลปากร ซึ่งได้สำรวจพื้นที่เรียบร้อยแล้ว คาดว่าการบูรณะทั้งหมดจะใช้เวลาไม่เกิน 2 ปี กระทรวงวัฒนธรรมยังประสานงานกับหน่วยทหารในพื้นที่อย่างใกล้ชิด เพื่อเคลียร์พื้นที่และรับประกันความปลอดภัยในการทำงาน

ปราสาทตาควาย คืออะไร และทำไมถึงสำคัญ

ปราสาทตาควาย หรือที่รู้จักในชื่อ Ta Krabey เป็นโบราณสถานสมัยขอมตั้งอยู่ในเขตชายแดนไทย-กัมพูชา จังหวัดสุรินทร์ มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมสูง สร้างขึ้นในศตวรรษที่ 11 ถือเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มปราสาทปราสาทตาเมือนธมและปราสาทตาเมือนโต๊ด ที่เคยถูกทิ้งร้างและเสียหายจากทั้งธรรมชาติและความขัดแย้งทางการเมืองในอดีต การบูรณะครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่การซ่อมแซม แต่เป็นการคืนชีวิตให้มรดกชาติ

ความท้าทายด้านความปลอดภัยและการประสานงาน

หนึ่งในอุปสรรคหลักคือสถานการณ์ความมั่นคงในพื้นที่ ซึ่ง “ซาบีดา” ยอมรับว่าไม่สามารถยืนยัน 100% ได้ แต่จากข้อมูลที่ได้รับ เจ้าหน้าที่ทหารพร้อมอำนวยความสะดวกเต็มที่ ทำให้ทีมบูรณะสามารถทำงานได้อย่างราบรื่น นอกจากนี้ ยังมีการเคลียร์พื้นที่อย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันเหตุร้าย

เทคโนโลยีช่วยให้ปราสาทกลับมาคล้ายเดิมมากที่สุด

จุดเด่นของโครงการนี้คือการนำเทคโนโลยีขั้นสูงมาใช้ เช่น การสแกน 3 มิติและวัสดุสังเคราะห์ที่ทนทาน ทำให้โครงสร้างปราสาทจะกลับมาคล้ายสภาพดั้งเดิมมากที่สุด แม้จะมีการแยกแยะส่วนเก่า-ใหม่ด้วยสี แต่รูปแบบโดยรวมยังคงความงดงามแบบขอมดั้งเดิม กรมศิลปากรมีผู้เชี่ยวชาญมากประสบการณ์รับประกันผลงานคุณภาพ

  • สำรวจและวางแผน: เสร็จสิ้นแล้ว
  • ขอ预算และเตรียมอุปกรณ์: ดำเนินการ
  • บูรณะโครงสร้างหลัก: ภายใน 2 ปี
  • ปรับภูมิทัศน์และเปิดท่องเที่ยว: หลังเสร็จ

หลังบูรณะเสร็จ ปราสาทตาควายจะกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวใหม่ เพิ่มรายได้ให้ชุมชนท้องถิ่นและส่งเสริมการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ไทย-ขอม

ประโยชน์ระยะยาวจากการบูรณะ

ไม่เพียงแต่คืนสภาพปราสาท แต่ยังช่วยลดความขัดแย้งชายแดนผ่านการอนุรักษ์ร่วมกัน สร้างความภาคภูมิใจให้ชาวไทย และดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติที่สนใจอารยธรรมขอม การบูรณะนี้เป็นตัวอย่างที่ดีของการผสมผสานเทคโนโลยีกับภูมิปัญญาท้องถิ่น

ในฐานะนักอนุรักษ์ มองว่านี่เป็นก้าวสำคัญที่แสดงถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการปกป้องมรดกชาติ หากคุณสนใจเรื่องวัฒนธรรมไทย ลองติดตามความคืบหน้าโครงการนี้ และมาแสดงความคิดเห็นด้านล่างว่าคุณคาดหวังอะไรจากปราสาทตาควายหลังบูรณะ!

ที่มา – “ซาบีดา” คาด บูรณะปราสาทตาควาย 2 ปี มั่นใจปราสาทจะกลับมาคล้ายเดิมมากที่สุด

“บิ๊กดุลย์-ซาบีดา” ร่วมบวงสรวงปราสาทตาควาย

“บิ๊กดุลย์-ซาบีดา” ร่วมพิธีบวงสรวงอนุสาวรีย์วีรบุรุษปราสาทตาควาย รำลึกวีรชนป้องอธิปไตย เป็นเหตุการณ์สำคัญที่สร้างความภาคภูมิใจให้ชาวสุรินทร์และคนไทยทั่วประเทศ เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2569 พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม หรือที่รู้จักในชื่อ “บิ๊กดุลย์” ได้ควงข้างนางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ร่วมพิธีอย่างยิ่งใหญ่ที่ตำบลบักได อำเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์

“บิ๊กดุลย์-ซาบีดา” ร่วมพิธีบวงสรวงอนุสาวรีย์วีรบุรุษปราสาทตาควาย รำลึกวีรชนป้องอธิปไตย

พิธีนี้จัดขึ้นเพื่อรำลึกถึงวีรชนทหารกล้าที่เสียสละชีวิตปกป้องอธิปไตยไทยในอดีต โดยเฉพาะเหตุการณ์ปะทะชายแดนบริเวณปราสาทตาควาย ซึ่งเป็นโบราณสถานสำคัญบนผืนแผ่นดินไทย ปราสาทตาควายตั้งอยู่ในเขตแดนไทย-กัมพูชา ถือเป็นมรดกทางวัฒนธรรมและสัญลักษณ์แห่งความกล้าหาญของเหล่าทหารไทย

ภาพ “บิ๊กดุลย์-ซาบีดา” ร่วมพิธีบวงสรวงอนุสาวรีย์วีรบุรุษปราสาทตาควาย รำลึกวีรชนป้องอธิปไตย

ผู้เข้าร่วมสำคัญในพิธี

  • พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม
  • นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม
  • นายจำเริญ แหวนเพ็ชร ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์
  • พล.ต.สมภพ ภาระเวช รองแม่ทัพภาคที่ 2
  • พล.ต.บุญเสริม บุญบำรุง ผู้บัญชาการกองกำลังสุรนารี

ทุกท่านร่วมวางพวงมาลาถวายราชสักการะ ณ อนุสาวรีย์วีรบุรุษปราสาทตาควาย เพื่ออุทิศส่วนกุศลให้วีรชนผู้กล้า บรรยากาศเต็มเปี่ยมด้วยความเคารพและศรัทธา

บรรยากาศนางรำถวายในพิธี “บิ๊กดุลย์-ซาบีดา” ร่วมพิธีบวงสรวงอนุสาวรีย์วีรบุรุษปราสาทตาควาย

ไฮไลต์พิธีบวงสรวงอันตระการตา

ไฮไลต์สำคัญคือการรำถวายบวงสรวงอนุสาวรีย์พิทักษ์ไทยปราสาทตาควาย ซึ่งจัดครั้งแรกหลังสถานการณ์ชายแดนคลี่คลาย องค์การบริหารส่วนตำบลบักได ร่วมกับอำเภอพนมดงรัก จัดอย่างยิ่งใหญ่ มีนางรำกว่า 200 ชีวิต สวมชุดพื้นเมืองสุรินทร์ที่งดงาม รำถวายอย่างพร้อมเพรียง ท่ามกลางผู้เข้าร่วมนับพัน ข้าราชการ ญาติวีรชน และชาวบ้านที่มาร่วมด้วยใจ

นางรำ 200 ชีวิตในพิธี “บิ๊กดุลย์-ซาบีดา” ร่วมพิธีบวงสรวงอนุสาวรีย์วีรบุรุษปราสาทตาควาย

พล.ท.อดุลย์ กล่าวว่า “กิจกรรมนี้มีความหมายต่อจิตใจชาวสุรินทร์อย่างยิ่ง เพราะเป็นการแสดงพลังว่าปราสาทตาควาย คือมรดกอันล้ำค่าบนผืนแผ่นดินไทย” ชาวบ้านตำบลบักไดต่างปลื้มใจที่ได้กลับมารำถวาย สัมผัสปราสาทใกล้ชิด ยืนยันว่านี่คือแผ่นดินไทยที่วีรชนปกป้องไว้

นอกจากรำลึกแล้ว พิธีนี้ยังประกาศศักดารักษาอธิปไตย ส่งเสริมวัฒนธรรมท้องถิ่น ปราสาทตาควายเป็นหนึ่งในปราสาทเขมรโบราณที่ไทยอ้างสิทธิ์ มีประวัติศาสตร์ยาวนานตั้งแต่สมัยทวารวดี-ขอม มีเหตุการณ์สำคัญในปี 2551 ที่ทหารไทยยืนหยัดปกป้อง สร้างชื่อเสียงให้เป็นวีรสถาน

พล.ท.อดุลย์กล่าวสุนทรพจน์ในพิธีบวงสรวงปราสาทตาควาย
ชาวบ้านร่วมพิธี “บิ๊กดุลย์-ซาบีดา” ที่ปราสาทตาควาย
วางพวงมาลาถวายอนุสาวรีย์วีรบุรุษปราสาทตาควาย
ภาพรวมพิธีรำลึกวีรชนปราสาทตาควาย

การจัดพิธี “บิ๊กดุลย์-ซาบีดา” ร่วมพิธีบวงสรวงอนุสาวรีย์วีรบุรุษปราสาทตาควาย รำลึกวีรชนป้องอธิปไตย ไม่เพียงฟื้นฟูประเพณีท้องถิ่น แต่ยังสร้างขวัญกำลังใจให้ประชาชนในพื้นที่ชายแดน รักษามรดกชาติให้ลูกหลานสืบต่อ ในยุคที่ความมั่นคงและวัฒนธรรมต้องไปด้วยกัน

ในมุมมองของผู้เขียน พิธีกรรมเช่นนี้เป็นเครื่องเตือนใจให้คนไทยไม่ลืมวีรชนผู้เสียสละ หากคุณรักประวัติศาสตร์และอยากสัมผัสความภาคภูมิใจ เชิญชวนไปเยือนอนุสาวรีย์วีรบุรุษปราสาทตาควายที่สุรินทร์ รับรองจะได้แรงบันดาลใจในการรักชาติอย่างเต็มเปี่ยม

ที่มา – “บิ๊กดุลย์-ซาบีดา” ร่วมพิธีบวงสรวงอนุสาวรีย์วีรบุรุษปราสาทตาควาย รำลึกวีรชนป้องอธิปไตย

(ขอบคุณภาพจากเฟซบุ๊ก PRsurin)

ศาลกัมพูชายืนโทษจำคุก 14 ปี 2 นักข่าวชายแดนกบฏ

ศาลกัมพูชาพิพากษายืนโทษจำคุก 14 ปี 2 นักข่าว โพสต์ภาพชายแดน ข้อหากบฏ สร้างความฮือฮาและเสียงวิจารณ์จากทั่วโลก โดยเฉพาะกลุ่มพิทักษ์สิทธิมนุษยชนที่มองว่าเป็นการกดดันเสรีภาพสื่ออย่างหนัก กรณีนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดชายแดนไทย-กัมพูชาที่ยังไม่คลี่คลาย

ศาลกัมพูชาพิพากษายืนโทษจำคุก 14 ปี 2 นักข่าว โพสต์ภาพชายแดน ข้อหากบฏ

เมื่อวันที่ 26 มีนาคม ศาลอุทธรณ์จังหวัดพระตะบองของกัมพูชาได้มีคำพิพากษายืนตามศาลชั้นต้น สั่งจำคุกนายเพียบ พารา และนายพร โสเพียบ สองนักข่าวจากสถานี TSP 68 TV Online เป็นเวลา 14 ปี ในข้อหาการกบฏและบ่อนทำลายการป้องกันประเทศ ทั้งสองถูกกล่าวหาว่าจัดหาข้อมูลอันตรายต่อความมั่นคงให้รัฐต่างชาติ

ย้อนเหตุการณ์เมื่อเดือนกรกฎาคมปีที่แล้ว สองนักข่าวเดินทางไปยังจังหวัดอุดรมีชัย เพื่อรายงานสถานการณ์ขัดแย้งชายแดน พวกเขาได้ถ่ายภาพคู่กับทหารกัมพูชาบริเวณปราสาทตาควาย ซึ่งเป็นพื้นที่พิพาททับซ้อนกับไทย ภาพดังกล่าวถูกโพสต์บนเฟซบุ๊ก ก่อนที่สื่อไทยจะนำไปรายงาน โดยอ้างว่าเป็นหลักฐานการวางทุ่นระเบิดหลังประกาศหยุดยิง สิ่งนี้จุดชนวนวิพากษ์วิจารณ์รุนแรง

รายละเอียดคดีและการจับกุม

หลังโพสต์ภาพ นักข่าวทั้งคู่ถูกจับกุมทันที ข้อหาหนักระดับกบฏมีโทษจำคุก 7-15 ปี แม้จะอุทธรณ์ แต่ศาลยืนยันคำตัดสินเดิม ทำให้เกิดคำถามถึงความเป็นธรรมในกระบวนการยุติธรรมกัมพูชา

ปฏิกิริยาจากกลุ่มสิทธิมนุษยชน

กลุ่ม LICADHO ออกแถลงการณ์ประณามคดีนี้ โดยนายอำ สำอาต ผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการ กล่าวกับ AFP ว่า “คดีนี้กระทบวงการสื่อโดยตรง นักข่าวจะหวาดกลัวและไม่กล้ารายงานข่าวสำคัญ” การตัดสินนี้ถูกมองเป็นเครื่องมือปิดปากสื่อในพื้นที่敏感

บริบทข้อพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชา

ปีที่ผ่านมา ชายแดนทั้งสองประเทศปะทะกันหลายครั้ง ส่งผลให้มีผู้เสียหายและประชาชนอพยพนับล้าน ไทยกล่าวหาเขมรวางทุ่นระเบิดใหม่ในเขตทับซ้อน ทำให้ทหารไทยบาดเจ็บ แต่กัมพูชาปฏิเสธ แม้จะลงนามหยุดยิงปลายปี 2025 แต่ความตึงเครียดยังคงอยู่

  • ปราสาทตาควาย: พื้นที่พิพาทยาวนาน
  • การวางทุ่นระเบิด: ข้อกล่าวหาที่จุดชนวน
  • ผลกระทบต่อประชาชน: การอพยพและความสูญเสีย
  • บทบาทสื่อ: รายงานความจริงท่ามกลางความเสี่ยง

กัมพูชาติดอันดับ 161 จาก 180 ในดัชนีเสรีภาพสื่อของ RSF แสดงถึงปัญหาโครงสร้างที่รุนแรง สื่อต้องเผชิญการเซ็นเซอร์และลงโทษทางการเมือง

ศาลกัมพูชาพิพากษายืนโทษจำคุก 14 ปี 2 นักข่าว โพสต์ภาพชายแดน ข้อหากบฏ จึงไม่ใช่แค่คดีส่วนบุคคล แต่สะท้อนวิกฤตเสรีภาพสื่อในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นักข่าวกลายเป็นแพะรับบาปในเกมการเมืองชายแดน

กรณีนี้เป็นเครื่องเตือนใจว่านักข่าวต้องระมัดระวังในการรายงานข่าวชายแดน แต่ก็ชี้ให้เห็นว่าประเทศต่างๆ ควรปกป้องเสรีภาพสื่อให้มากขึ้น คุณคิดว่าความยุติธรรมในคดีนี้เป็นอย่างไร? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์และติดตามข่าวอัปเดตจากบล็อกเราเพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ

ที่มา – ศาลกัมพูชาพิพากษายืนโทษจำคุก 14 ปี 2 นักข่าว โพสต์ภาพชายแดน ข้อหากบฏ

“บิ๊กเล็ก” รับควบคุมอุปกรณ์ก่อสร้างชายแดนไทย-กัมพูชา

สวัสดีครับเพื่อนๆ วันนี้เรามาพูดถึงข่าวสำคัญที่กำลังเป็นกระแสในแวดวงการเมืองและความมั่นคงกันหน่อยนะครับ โดยเฉพาะเรื่อง บิ๊กเล็ก ควบคุมอุปกรณ์ก่อสร้างชายแดนไทย-กัมพูชา ที่ พล.อ.ณัฐพล นาคพานิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม หรือที่รู้จักกันในชื่อ “บิ๊กเล็ก” ได้ออกมายอมรับตรงๆ ว่าจำเป็นต้องมีมาตรการเข้มงวด เพื่อสกัดกั้นไม่ให้ของเหล่านี้ถูกนำไปซ่อมแซมตึกของเหล่าสแกมเมอร์ข้ามชาติ นอกจากนี้ยังมีประเด็นเรื่องการบูรณะปราสาทตาควายที่กำลังรอคณะรัฐมนตรีชุดใหม่เคาะงบด้วย ไปติดตามรายละเอียดกันเลย!

บิ๊กเล็ก ควบคุมอุปกรณ์ก่อสร้างชายแดนไทย-กัมพูชา

ก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569 พล.อ.ณัฐพล ได้เปิดเผยว่า กระทรวงกลาโหมเตรียมเสนอกฎหมายควบคุมสินค้าส่งออกตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาให้ครม.รับทราบ โดยเน้นไปที่อุปกรณ์ก่อสร้างต่างๆ เช่น ปูนซีเมนต์ เหล็กเส้น และวัสดุอื่นๆ ที่อาจถูกนำไปใช้ซ่อมแซมอาคารของแก๊งสแกมเมอร์ในพื้นที่ชายแดนฝั่งกัมพูชา ที่ผ่านมา ปัญหานี้รุนแรงมาก โดยเฉพาะหลังจากมีการปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์และสแกมออนไลน์ที่ซ่อนตัวในตึกสูงหลายชั้น ซึ่งบางแห่งถูกทำลายหรือเสียหายจากการปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่ ทำให้ต้องการวัสดุก่อสร้างจำนวนมาก

บิ๊กเล็กยอมรับชัดเจนว่า บิ๊กเล็ก ควบคุมอุปกรณ์ก่อสร้างชายแดนไทย-กัมพูชา เป็นเรื่องจำเป็น เพราะก่อนหน้านี้ฝั่งตะวันตกอย่างไทย-เมียนมา ได้มีมาตรการควบคุมเข้มแล้ว แต่ฝั่งตะวันออกยังใช้ระเบียบเก่า ทำให้เกิดช่องโหว่ นอกจากอุปกรณ์ก่อสร้างแล้ว ยังรวมถึงน้ำมันและสินค้าจำเป็นอื่นๆ เพื่อให้การบังคับใช้เหมือนกันทั้งสองฝั่ง สิ่งนี้จะช่วยลดการไหลเวียนของวัสดุที่สนับสนุนกิจกรรมผิดกฎหมาย และปกป้องผลประโยชน์ของคนไทยไม่ให้ถูกเอาเปรียบ

เหตุผลหลักที่ต้องบิ๊กเล็ก ควบคุมอุปกรณ์ก่อสร้างชายแดนไทย-กัมพูชา

  • ป้องกันการนำปูนซีเมนต์ เหล็กเส้น ไปซ่อมตึกสแกมเมอร์ที่เสียหายจากการปราบปราม
  • ปรับกฎหมายให้ทันสมัย สอดคล้องกับปัญหาชายแดนทั้งตะวันตกและตะวันออก
  • ลดอาชญากรรมข้ามชาติ เช่น แก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่หลอกลวงคนไทยสูญเงินหลายพันล้าน
  • เสริมความมั่นคงชายแดน ลดการลักลอบค้าขายสินค้าควบคุม

จากข้อมูลล่าสุด แก๊งสแกมเมอร์ในกัมพูชามีฐานที่มั่นหลายแห่ง โดยเฉพาะในพื้นที่อย่างปอยเปตและโอสมัช ซึ่งใกล้ชายแดนไทยมาก การนำเข้าอุปกรณ์ก่อสร้างจากไทยจึงเป็นปัญหาใหญ่ หากไม่ควบคุม อาจทำให้การปราบปรามไม่ยั่งยืน เพราะตึกเหล่านี้จะถูกสร้างใหม่ได้ง่ายๆ นอกจากนี้ ยังช่วยประหยัดทรัพยากรของไทย ไม่ให้ถูกใช้ในทางมิชอบ

ความคืบหน้าการบูรณะปราสาทตาควาย

ในประเด็นที่เกี่ยวข้อง น.ส.ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ได้อัปเดตความคืบหน้าการซ่อมแซมปราสาทตาควาย อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ ว่าอยู่ในขั้นตอนสำรวจและเตรียมประชุมคณะกรรมการในวันพรุ่งนี้ (11 ก.พ.) โดยจะกำหนดจุดเริ่มซ่อมและแผนงาน แต่ต้องรอครม.ชุดใหม่อนุมัติงบประมาณก่อน เพราะได้ปรึกษากระทรวงต่างประเทศไทยและหน่วยงานความมั่นคงแล้ว อธิบดีกรมศิลปากรยืนยันว่าซ่อมง่ายกว่าที่คิด เพียงแต่ต้องเร่งด่วนเพื่อป้องกันพังทลาย

มาตรการความปลอดภัยในการเข้าพื้นที่

สำหรับความปลอดภัย หน่วยงานความมั่นคงกำหนดให้แจ้งทุกครั้งก่อนเข้า และจะประเมินสถานการณ์ให้ ที่ผ่านมามีการเข้าไปสำรวจหลายครั้งแล้วก็ได้รับไฟเขียวตลอด ทำให้มั่นใจได้ว่าการบูรณะจะดำเนินไปได้อย่างราบรื่น ปราสาทตาควายเป็นโบราณสถานสำคัญ สะท้อนวัฒนธรรมขอมโบราณ การอนุรักษ์จึงเป็นหน้าที่ของเราทุกคน

โดยรวมแล้ว ข่าวเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความพยายามของรัฐบาลในการจัดการปัญหาชายแดนทั้งด้านมั่นคงและวัฒนธรรม การที่บิ๊กเล็กออกมายอมรับเรื่องควบคุมอุปกรณ์ก่อสร้างชายแดนไทย-กัมพูชา ถือเป็นสัญญาณดีว่าจะมีมาตรการเข้มแข็งขึ้นในอนาคต ช่วยลดปัญหาสแกมเมอร์ที่ทำให้คนไทยเดือดร้อนมานาน

คุณคิดอย่างไรกับมาตรการนี้? คิดว่าช่วยได้จริงไหม ลองแชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมกดไลค์ แชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ได้อ่าน เพื่อช่วยกันสร้างความตระหนักรู้เรื่องปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา สนับสนุนการต่อสู้กับสแกมเมอร์ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น!

ที่มา – “บิ๊กเล็ก” รับ ต้องควบคุมอุปกรณ์ก่อสร้างชายแดนไทย-กัมพูชา สกัดนำไปซ่อมตึกสแกมเมอร์

นายกฯ เยี่ยมให้กำลังใจกำลังพล: ปราสาทตาควาย เนิน 350

“นายกฯ อนุทิน” ขึ้นปราสาทตาควาย เยี่ยมให้กำลังใจกำลังพล ร่วมทานอาหารด้วย ขอให้รักษาเนื้อรักษาตัว ขอบคุณที่เสียสละเพื่อประเทศชาติ พร้อมแสดงความเคารพในจุดที่ทหาร 2 นายพลีชีพบนเนิน 350

เมื่อเวลา 12.00 น. วันที่ 29 ธันวาคม 2568 ที่ฐานปฏิบัติการเฝ้าระวังปราสาทตาควาย จ.สุรินทร์ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมคณะ เดินทางลงพื้นที่เยี่ยมให้กำลังใจกำลังพลที่อยู่ปฏิบัติหน้าที่บริเวณชายแดน โดยนายอนุทินได้ร่วมทานอาหารกลางวันกับกำลังพล และเดินดูชีวิตความเป็นอยู่ของกำลังพล พร้อมกับทำความเคารพอนุสาวรีย์พิทักษ์ไทย ก่อนเดินเท้าขึ้นไปบริเวณปราสาทตาควาย และได้แวะสักการะรูปปั้นพระใหญ่ บริเวณฐานปราสาทตาควาย

ในช่วงหนึ่ง นายอนุทินได้พูดคุยกับ หลวงตาเยื้อน วัดเขาศาลา อ.บัวเชด จ.สุรินทร์ ที่ได้บอกนายกรัฐมนตรีว่า ให้เปลี่ยนอาวุธยุทโธปกรณ์ให้กำลังพล เนื่องจากมีการจัดซื้อมาหลายปีแล้ว รวมถึงให้ทำถนนใหม่เพื่อขึ้นมายังบริเวณปราสาทตาควาย เนื่องจากของเดิมมีความชำรุด จากนั้นนายอนุทินเดินเท้าต่อไปยังปราสาทตาควาย และพูดคุยทักทายให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ที่ประจำอยู่บริเวณดังกล่าว ซึ่งระหว่างที่เดินขึ้นไปบริเวณปราสาทตาควายสื่อมวลชนได้สอบถามว่าจุดนี้ถือเป็นความภาคภูมิใจของคนไทยในการได้พื้นที่ปราสาทตาควายคืน โดยนายอนุทินชี้ไปที่ธงชาติบริเวณหน้าปราสาทตาควาย พร้อมบอกว่า “ดูธงชาตินี่”

จากนั้นนายกรัฐมนตรีได้เดินทางต่อไปยังเนิน 350 เพื่อให้กำลังใจกำลังพล โดยบอกให้รักษาเนื้อรักษาตัว ขอบคุณที่เสียสละเพื่อประเทศชาติ เดี๋ยวตนจะขึ้นมาให้กำลังใจอีก พร้อมชื่นชมว่าทหารเก่งมาก โดยช่วงหนึ่งนายอนุทินชี้ไปที่กล่องโฟมบรรจุระเบิดแสวงเครื่อง PMN-2 พร้อมบอกว่า ดูสินี่คือกล่องใส่ทุ่นระเบิด หาก 30 ปีแล้วโฟมจะอยู่สมบูรณ์แบบนี้ได้หรือไม่ ไม่ต้องไปคิดอะไรมาก พร้อมกันนี้นายอนุทินยังได้ไปดูจุดที่ร่างของ 2 ทหารกล้าเสียชีวิต ที่ช่วงแรกยังไม่สามารถนำร่างลงมาจากเนิน 350 ได้ ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้ยกมือไหว้เพื่อแสดงถึงความเคารพบริเวณจุดที่ทหารพลีชีพ ก่อนจะร่วมถ่ายภาพกับเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่บนเนิน 350

นายกฯ ขึ้นปราสาทตาควาย-เนิน 350 เยี่ยมให้กำลังใจกำลังพล – เคารพทหารพลีชีพ

นายกฯ ให้กำลังใจกำลังพลชายแดน

การเดินทางมาเยี่ยมให้กำลังใจกำลังพลของนายกรัฐมนตรีในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความห่วงใยและใส่ใจต่อผู้ที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเสียสละเพื่อประเทศชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่ประจำการอยู่ตามแนวชายแดน ซึ่งต้องเผชิญกับความยากลำบากและความเสี่ยงต่างๆ

การเยี่ยมให้กำลังใจกำลังพลที่ปราสาทตาควายและเนิน 350 ไม่เพียงแต่เป็นการสร้างขวัญและกำลังใจให้กับเจ้าหน้าที่เท่านั้น แต่ยังเป็นการแสดงออกถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการดูแลและสนับสนุนผู้ที่ทำหน้าที่ปกป้องอธิปไตยของชาติ

นอกจากนี้ การที่นายกรัฐมนตรีได้แสดงความเคารพต่อทหารกล้าที่เสียชีวิตบนเนิน 350 ยังเป็นการยกย่องเชิดชูเกียรติของผู้ที่เสียสละชีวิตเพื่อชาติ ซึ่งเป็นการสร้างความภาคภูมิใจและความเชื่อมั่นให้กับกำลังพลที่ยังปฏิบัติหน้าที่อยู่

ปราสาทตาควายและเนิน 350 เป็นพื้นที่สำคัญทางประวัติศาสตร์และยุทธศาสตร์ การเยี่ยมให้กำลังใจกำลังพลในพื้นที่ดังกล่าวจึงมีความหมายอย่างยิ่งต่อความมั่นคงของชาติ

นายกฯ ขึ้นปราสาทตาควาย-เนิน 350 เยี่ยมให้กำลังใจกำลังพล เป็นภาพที่สะท้อนให้เห็นถึงความสัมพันธ์อันดีระหว่างรัฐบาลกับกองทัพ และความมุ่งมั่นในการปกป้องประเทศชาติ

การที่นายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญกับการปรับปรุงอาวุธยุทโธปกรณ์และโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่ชายแดน ยังแสดงให้เห็นถึงความตั้งใจในการยกระดับคุณภาพชีวิตและความพร้อมของกำลังพลในการปฏิบัติหน้าที่

สิ่งที่นายกฯ ได้ทำในการเยี่ยมให้กำลังใจกำลังพลครั้งนี้ จะเป็นขวัญและกำลังใจที่สำคัญยิ่งในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อประเทศชาติ

ที่มา – นายกฯ ขึ้นปราสาทตาควาย-เนิน 350 เยี่ยมให้กำลังใจกำลังพล – เคารพทหารพลีชีพ

สถานการณ์ เนิน 350 ปะทะกันหนัก ยังนำร่างออกมาไม่ได้

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงตึงเครียด กองทัพไทยรายงานว่าการปะทะบริเวณเนิน 350 ปะทะกันหนัก และยังไม่สามารถนำร่างทหารกล้า 2 นายที่เสียชีวิตออกมาได้ พร้อมยืนยันว่าไม่มีทหารไทยถูกจับกุม กระทรวงการต่างประเทศย้ำ 3 ข้อเรียกร้องหยุดยิง หลังนานาชาติแสดงความเป็นห่วง

เนิน 350 ปะทะกันหนัก: สถานการณ์ล่าสุด

พล.ร.ต.สุรสันต์ คงสิริ โฆษกกระทรวงกลาโหม แถลงเมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2568 ว่า สถานการณ์ตามแนวชายแดนยังคงมีการปะทะอย่างต่อเนื่อง โดยฝ่ายกัมพูชายังคงระดมยิงอาวุธหนักเข้ามายังฝั่งไทย โดยเฉพาะบริเวณช่องอานม้า กองทัพไทยได้ทำการตอบโต้และป้องกันการรุกรานได้สำเร็จ อย่างไรก็ตาม กัมพูชายังคงโจมตีบริเวณเนิน 350 ปะทะกันหนัก ซึ่งเป็นพื้นที่ใกล้กับปราสาทตาควาย อำเภอพนมดงรักษ์ จังหวัดสุรินทร์ ทำให้ทหารไทยเสียชีวิต 2 นาย แต่ยังสามารถรักษาพื้นที่ไว้ได้

ในส่วนของพื้นที่บ้านหนองหญ้าแก้วและบ้านหนองจาน อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว กองกำลังบูรพา กองทัพภาคที่ 1 ได้ทำการตอบโต้การยิงอาวุธหนักจากฝ่ายกัมพูชา และสามารถผลักดันฝ่ายตรงข้ามออกไปได้ นอกจากนี้ แม้ว่าจังหวัดตราดจะยกเลิกเคอร์ฟิวแล้ว แต่ฝ่ายกัมพูชายังคงยิงเข้ามาอย่างต่อเนื่อง กองทัพเรือยังคงรับมือกับการรุกรานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ความยากลำบากในการยึดคืนเนิน 350

พ.อ.ริชฌา สุขสุวานนท์ รองโฆษกกองทัพบก อธิบายเพิ่มเติมถึงความยากลำบากในการยึดคืนพื้นที่บริเวณปราสาทตาควาย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เนิน 350 ปะทะกันหนัก เนื่องจากเป็นพื้นที่สูงและฝ่ายกัมพูชาได้ยึดครองและสร้างเป็นที่มั่นที่แข็งแกร่ง การยึดเนิน 350 จึงเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญในการยึดปราสาทตาควายกลับคืนมา สถานการณ์การสู้รบในบริเวณนั้นยังคงรุนแรงและต่อเนื่อง ส่งผลให้ทหารไทยเสียชีวิต 2 นาย กองทัพภาคที่ 2 กำลังตรวจสอบและพยายามนำร่างของผู้เสียชีวิตออกจากพื้นที่

พร้อมกันนี้ ได้ปฏิเสธรายงานข่าวเรื่องทหารไทยถูกจับกุม และยืนยันว่าการปฏิบัติการของไทยเป็นการป้องกันตนเองจากการโจมตีของฝ่ายกัมพูชา หากกัมพูชายังคงโจมตีเข้ามา ไทยก็จำเป็นต้องป้องกันตนเองและยึดคืนพื้นที่ที่เป็นอธิปไตยของตนเอง

นางมาระตี นะลิตา อันดาโม รองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ แถลงถึงการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนวาระพิเศษในวันที่ 22 ธันวาคม ซึ่งจะเป็นโอกาสสำคัญที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทยจะได้ชี้แจงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นและเน้นย้ำความต้องการสันติภาพและความมั่นคงของไทย

นางมาระตี ยังกล่าวถึง 3 เงื่อนไขการหยุดยิงที่ไทยต้องการจากกัมพูชา ได้แก่ 1) กัมพูชาต้องประกาศหยุดยิงก่อนในฐานะผู้รุกราน 2) การหยุดยิงต้องเกิดขึ้นจริงและต่อเนื่อง และ 3) กัมพูชาต้องแสดงความจริงใจในการร่วมมือเก็บกู้ทุ่นระเบิด ทั้งนี้ จุดยืนดังกล่าวไม่เกี่ยวข้องกับการประชุมอาเซียน แต่เป็นคำตอบสำหรับประเทศสมาชิกที่สอบถามถึงสถานการณ์

สถานการณ์ชายแดนที่เนิน 350 ปะทะกันหนักยังคงเป็นสิ่งที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด การแก้ไขปัญหาอย่างสันติและยั่งยืนเป็นสิ่งที่ทุกฝ่ายต้องการ แต่ความมั่นคงและอธิปไตยของชาติก็ไม่อาจละเลยได้

ที่มา – เนิน 350 ปะทะกันหนัก ยังนำร่าง 2 ทหารพลีชีพออกมาไม่ได้ ยันไม่มีทหารไทยถูกจับกุม

กัมพูชาเสริมทัพ ยิง! หวังยึดปราสาทตาควาย-เนิน 350

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงตึงเครียด เมื่อทหารกัมพูชาเสริมทัพ ระดมยิงใส่ชายแดนบริเวณปราสาทตาควายและเนิน 350 อย่างหนัก เพื่อหวังยึดคืนพื้นที่ที่ถูกยึดครองไปก่อนหน้านี้ รายงานข่าวแจ้งว่ามีทหารไทยได้รับบาดเจ็บหลายราย และมีจรวด BM-21 ตกในพื้นที่ตำบลตะเคียน อำเภอกาบเชิง ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบความเสียหาย

เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สถานการณ์ชายแดนด้านจังหวัดสุรินทร์ยังคงมีการปะทะกันอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงเช้าจรดบ่าย โดยมีการยิงปืนใหญ่ตอบโต้กันเป็นระยะๆ ทหารกัมพูชาพยายามยิงจรวด BM-21 เข้ามาหลายระลอกตลอดแนวชายแดน หลังจากมีการเสริมกำลังและอาวุธหนักเข้ามา หวังที่จะยึดคืนพื้นที่ที่ไทยได้เข้ายึดครองไปก่อนหน้านี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณปราสาทตาควายและเนิน 350 ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญที่กัมพูชาต้องการยึดคืนให้ได้ นอกจากนี้ยังมีบริเวณช่องกร่างและปราสาทตาเมือนธม อำเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์ ที่ยังคงมีการปะทะกันอย่างต่อเนื่อง

ทหารกัมพูชาเสริมทัพ ระดมยิง หวังยึดคืนปราสาทตาควาย-เนิน 350

รายงานล่าสุดระบุว่า มีทหารไทยได้รับบาดเจ็บสาหัสจากการถูกสะเก็ดระเบิดบริเวณศีรษะ และถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลเพื่อทำการรักษาอย่างเร่งด่วน นอกจากนี้ยังมีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บอีกหลายรายบริเวณชายแดนปราสาทตาควายและเนิน 350 หลังจากที่ทหารกัมพูชาพยายามระดมยิงปืนใหญ่เข้ามาอย่างหนักและมีการเสริมกำลังเข้ามาเป็นจำนวนมากตั้งแต่เมื่อคืนที่ผ่านมา

ส่วนที่ปราสาทคนา ช่องปลดต่าง ช่องระยี และชายแดนช่องจอม อำเภอกาบเชิง ก็มีการยิงตอบโต้กันอย่างหนักเป็นระยะๆ เช่นกัน แต่ความรุนแรงยังไม่เท่ากับบริเวณชายแดนด้านอำเภอพนมดงรัก ขณะที่ผู้นำชุมชน ชรบ. และจิตอาสาที่เฝ้าระวังพื้นที่ต้องหลบอยู่ในหลุมหลบภัยตลอดทั้งวันเพื่อความปลอดภัย และมีการประกาศห้ามประชาชนกลับเข้าไปในพื้นที่ชายแดนโดยเด็ดขาด นอกจากนี้ยังพบจรวด BM-21 ตกในพื้นที่หมู่บ้านสกลและหมู่บ้านใหม่ดงเย็น ตำบลตะเคียน อำเภอกาบเชิงอีกหลายลูก ซึ่งอยู่ระหว่างการตรวจสอบความเสียหาย สถานการณ์ยังคงตึงเครียดและต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

สถานการณ์ล่าสุด: ทหารกัมพูชาเสริมทัพ ระดมยิง หวังยึดคืนปราสาทตาควาย-เนิน 350

ในขณะที่แนวหลัง ประชาชนยังคงหลั่งไหลนำสิ่งของบริจาคไปมอบให้กับผู้อพยพตามศูนย์พักพิงชั่วคราวต่างๆ อย่างต่อเนื่อง แสดงให้เห็นถึงน้ำใจและความเอื้ออาทรของคนไทยที่มีต่อผู้ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความรุนแรง

สถานการณ์ชายแดนที่ยังคงตึงเครียดนี้ เป็นเครื่องเตือนใจให้เราตระหนักถึงความสำคัญของการรักษาความสงบและการแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธี การใช้กำลังทหารนำมาซึ่งความสูญเสียและความเดือดร้อนแก่ประชาชนทั้งสองฝ่าย การเจรจาและแสวงหาทางออกร่วมกันจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อให้เกิดสันติสุขที่ยั่งยืนในภูมิภาค

  • ผลกระทบต่อประชาชน: การปะทะกันส่งผลกระทบต่อชีวิตและความเป็นอยู่ของประชาชนในพื้นที่ชายแดน
  • ความช่วยเหลือ: มีการให้ความช่วยเหลือแก่ผู้อพยพอย่างต่อเนื่อง
  • การแก้ไขปัญหา: การเจรจาเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน

จากเหตุการณ์ ทหารกัมพูชาเสริมทัพ ระดมยิง หวังยึดคืนปราสาทตาควาย-เนิน 350 นี้ เราได้เห็นถึงความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่และจำเป็นต้องให้ความช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง รวมทั้งผลักดันให้เกิดการเจรจาเพื่อลดความรุนแรง

ที่มา – ทหารกัมพูชาเสริมทัพ ระดมยิง หวังยึดคืนปราสาทตาควาย-เนิน 350

Scroll to top