ปราสาทตาเมือนธม

จับตา! ประชุม RBC ไทย-กัมพูชา ชาวบ้านชายแดนไม่ไว้ใจ

จับตาการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค ไทย – กัมพูชา (RBC) สมัยวิสามัญ ระหว่าง ทภ.2 (ไทย) และ ภท.4 (กพช.) ที่ด่านช่องสะงำ จ.ศรีสะเกษ ชาวบ้านแนวชายแดน ยันไม่ไว้ใจ บอกคุยกันกี่รอบก็ยังเหมือนเดิม นี่คือเสียงสะท้อนที่ดังมาจากพื้นที่จริง ก่อนการประชุม จับตาประชุม RBC ไทย-กัมพูชา ครั้งสำคัญนี้

ความคืบหน้าสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ที่จุดผ่านแดนถาวรช่องสะงำ อำเภอภูสิงห์ จังหวัดศรีสะเกษ จะมีการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (RBC) ไทย – กัมพูชา (สมัยวิสามัญ) ระหว่าง กองทัพภาคที่ 2 (ทภ.2 ไทย) และ ภูมิภาคทหารที่ 4 (ภท.4 กพช.) โดยมี พลโท บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 และ พลเอก โปว เฮง รองผู้บัญชาการทหารบก และผู้บัญชาการภูมิภาคทหารที่ 4 เป็นประธานร่วมประชุมในครั้งนี้

โดยบรรยากาศการประชุมไม่ได้ให้ผู้สื่อข่าวเข้าไปถ่ายภาพ หรือร่วมประชุมแต่อย่างใด แต่มีการจัดเตรียมที่ห้องแถลงข่าวไว้ที่สำนักงานด่านศุลกากรช่องสะงำ เพื่อรอแม่ทัพภาคที่ 2 มาแถลงการณ์ผลการประชุมในครั้งนี้

ขณะที่ผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่สอบถามพี่น้องประชาชนในพื้นที่แนวชายแดนก่อนการประชุม พบว่าเสียงส่วนมากยังคงไม่เชื่อใจกัมพูชา แม้จะมีการลงนามข้อตกลงอย่างเป็นทางการก็ตาม

โดย นายสมเกียรติ อายุ 46 ปี ชาวบ้านบ้านแซร์ไปร อำเภอภูสิงห์ จังหวัดศรีสะเกษ ซึ่งบ้านหมู่บ้านติดชายแดน เปิดเผยว่า ตนเป็นพ่อค้าที่ขายของในหมู่บ้านติดชายแดน ทุกวันนี้พวกตนต้องอยู่แบบหวาดระแวง การใช้ชีวิตค้าขายก็ลำบาก ภาระหนี้สินก็เยอะ ขายของยากไม่กล้าที่จะลงทุนเพราะกลัวไม่รู้ว่าจะเกิดการปะทะขึ้นเมื่อไหร่ ถึงจะประชุม RBC เสร็จ ตนก็ไม่ไว้ใจกัมพูชา คุยกี่รอบก็ยังเหมือนเดิม กัมพูชาเที่ยวแต่จะรอบกัด ทำให้ทหารไทยเราต้องมาเสียชีวิต ต้องขาขาดตั้งหลายนาย ชาวบ้านที่อยู่ในหมู่บ้านติดชายแดนไม่เชื่อใจเขมรอีกแล้ว ตนไม่อยากให้เปิดด่าน ปิดไว้อย่างนี้ดีกว่า หรือถ้ารบกันก็อยากให้รบกันให้จบจบไปเลย

“วันนี้หลังจากที่คุย RBC เสร็จ ไม่รู้ว่าสถานการณ์จะเป็นยังไง ตนและครอบครัวก็เตรียมเก็บเสื้อผ้าข้าวของไว้ตลอดเวลา” นี่คือความรู้สึกที่แฝงไปด้วยความกังวลของประชาชนในพื้นที่

จับตาประชุม RBC ไทย-กัมพูชา สมัยวิสามัญ

การประชุม RBC ไทย-กัมพูชาในครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและความมั่นคงตามแนวชายแดน การหารือและข้อตกลงที่เกิดขึ้นจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อชีวิตและความเป็นอยู่ของประชาชนในพื้นที่

ทำไมชาวบ้านชายแดนถึงไม่ไว้ใจ แม้มีการประชุม RBC ไทย-กัมพูชา?

คำถามนี้สะท้อนถึงปัญหาที่ฝังรากลึกในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ความขัดแย้งในอดีต ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ และความรู้สึกไม่ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ทำให้ความไว้วางใจเป็นสิ่งที่สร้างได้ยาก ถึงแม้จะมีการลงนามในข้อตกลงต่างๆ แต่การเปลี่ยนแปลงทัศนคติและความรู้สึกของประชาชนต้องใช้เวลาและความพยายามอย่างต่อเนื่อง

การประชุม จับตาประชุม RBC ไทย-กัมพูชา จึงไม่ใช่แค่การหารือในระดับรัฐ แต่เป็นการสร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจให้กับประชาชนในพื้นที่ด้วย การเปิดเผยข้อมูล การรับฟังความคิดเห็น และการมีส่วนร่วมของประชาชน จะเป็นก้าวสำคัญในการสร้างสันติภาพและความมั่นคงอย่างยั่งยืน

ดังนั้น การ จับตาประชุม RBC ไทย-กัมพูชา ครั้งนี้จึงมีความหมายมากกว่าแค่การติดตามข่าวสาร แต่เป็นการทำความเข้าใจถึงความท้าทายและความหวังของประชาชนในพื้นที่ชายแดน พวกเขาต้องการความมั่นคง ความปลอดภัย และโอกาสในการพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ความสำเร็จของการประชุมจึงไม่ได้วัดกันที่จำนวนข้อตกลง แต่อยู่ที่ผลลัพธ์ที่จับต้องได้และความรู้สึกของประชาชนในพื้นที่

ถึงเวลาแล้วที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกันอย่างจริงจัง เพื่อสร้างความไว้วางใจและความเข้าใจอันดีระหว่างประชาชนทั้งสองประเทศ การพัฒนาเศรษฐกิจ การส่งเสริมวัฒนธรรม และการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งอย่างสันติ จะเป็นหนทางสู่สันติภาพและความเจริญรุ่งเรืองร่วมกัน

ที่มา – จับตาประชุม RBC ไทย-กัมพูชา สมัยวิสามัญ “ทภ.2 – ภท.4” ชาวบ้านชายแดน ยันไม่ไว้ใจ

สี จิ้นผิง ต้อนรับกษัตริย์กัมพูชา เยือนปักกิ่ง

ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง พร้อมด้วยภริยา ให้การต้อนรับและพบปะกับพระบาทสมเด็จพระบรมนาถนโรดม สีหมุนี กษัตริย์กัมพูชา และพระมหาวีรกษัตรีย์นโรดม มุนีนาถ สีหนุ พระวรราชมารดา ในโอกาสเสด็จเยือนกรุงปักกิ่งของจีน ซึ่งการต้อนรับครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างสองประเทศ

เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2568 ไชน่าเดลีรายงานว่า นายสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน และนางเผิง ลี่หยวน ภริยา ได้พบปะกับพระบาทสมเด็จพระบรมนาถนโรดม สีหมุนี พระมหากษัตริย์กัมพูชา และพระมหาวีรกษัตรีย์ นโรดม มุนีนาถ สีหนุ พระวรราชมารดาแห่งกัมพูชา ณ กรุงปักกิ่งของจีน การพบปะครั้งนี้ถือเป็นสัญลักษณ์ที่สำคัญของการกระชับความสัมพันธ์และความร่วมมือระหว่างจีนและกัมพูชาให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

โดยนายสี จิ้นผิง ได้ต้อนรับทั้งสองพระองค์ในการเดินทางเยือนจีนอีกครั้ง พร้อมเชิญพระบาทสมเด็จพระบรมนาถฯ เข้าร่วมงานเนื่องในวาระครบรอบ 80 ปี ชัยชนะในสงครามประชาชนจีนต่อต้านการรุกรานของญี่ปุ่น และสงครามต่อต้านลัทธิฟาสซิสต์โลก ซึ่งเป็นการแสดงออกถึงความเคารพและให้เกียรติอย่างสูงต่อพระมหากษัตริย์กัมพูชา

ขณะเดียวกัน ผู้นำจีนกล่าวย้อนถึงการเดินทางเยือนกัมพูชาอย่างเป็นทางการเมื่อเดือนเมษายน ที่ผ่านมาและการต้อนรับอย่างอบอุ่นที่ได้รับจากพระบาทสมเด็จพระบรมนาถฯ และประชาชนชาวกัมพูชา โดยเขาระบุว่า ความสัมพันธ์จีน-กัมพูชาได้ผ่านบททดสอบของความผันผวนระหว่างประเทศ และทั้งสองฝ่ายได้สร้างมิตรภาพอันแข็งแกร่งผ่านทุกข์สุขร่วมกัน ซึ่งกลายเป็นทรัพย์สินล้ำค่าของประชาชนสองประเทศและควรค่าแก่การทะนุถนอมไว้อย่างยิ่ง

พร้อมกันนี้กล่าวว่า ยามเผชิญกับสถานการณ์ระหว่างประเทศที่เต็มไปด้วยความเปลี่ยนแปลงและความวุ่นวาย จีนและกัมพูชาควรยืนหยัดเคียงข้างกัน สานต่อมิตรภาพดั้งเดิม เสริมสร้างความสามัคคีและความร่วมมือ เร่งสร้างประชาคมจีน-กัมพูชาที่มีอนาคตร่วมกันและยั่งยืนในทุกสถานการณ์ในยุคใหม่ พร้อมนำพาประโยชน์มาสู่ประชาชนสองประเทศมากขึ้น

นายสี จิ้นผิง ยังระบุว่า จีนสนับสนุนประชาชนชาวกัมพูชาในการเดินตามวิถีทางการพัฒนาอันเหมาะสมกับเงื่อนไขของประเทศ ตลอดจนบรรลุสันติภาพและเสถียรภาพระยะยาว

ทางด้านกษัตริย์กัมพูชา ระบุว่ารู้สึกยินดีที่ได้เดินทางเยือนจีนอีกครั้งและได้รับเชิญให้เข้าร่วมงานเนื่องในวาระครบรอบ 80 ปี ชัยชนะในสงครามประชาชนจีนต่อต้านการรุกรานของญี่ปุ่น และสงครามต่อต้านลัทธิฟาสซิสต์โลก โดยกัมพูชามองความสัมพันธ์ทวิภาคีจากมุมมองเชิงยุทธศาสตร์อยู่เสมอ และยินดีจะสืบสานมิตรภาพดั้งเดิมและร่วมสร้างประชาคมกัมพูชา-จีน ที่มีอนาคตร่วมกันในทุกสถานการณ์ในยุคใหม่

สี จิ้นผิง ต้อนรับกษัตริย์กัมพูชา และพระวรราชมารดา เสด็จเยือนกรุงปักกิ่ง

การพบปะและการต้อนรับอย่างอบอุ่นนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญที่จีนให้ความสัมพันธ์กับกัมพูชา ความสัมพันธ์อันดีนี้ไม่เพียงแต่เป็นประโยชน์ต่อทั้งสองประเทศเท่านั้น แต่ยังมีส่วนช่วยสร้างเสถียรภาพและความเจริญรุ่งเรืองในภูมิภาคอีกด้วย

ทำไมการต้อนรับกษัตริย์กัมพูชาของ สี จิ้นผิง จึงมีความสำคัญ?

การสี จิ้นผิง ต้อนรับกษัตริย์กัมพูชา และพระวรราชมารดา เสด็จเยือนกรุงปักกิ่งนั้นมีความสำคัญอย่างยิ่งในหลายมิติ ดังนี้:

  • เสริมสร้างความสัมพันธ์ทวิภาคี: การพบปะระดับสูงนี้เป็นโอกาสอันดีในการกระชับความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำของทั้งสองประเทศ ซึ่งจะนำไปสู่ความร่วมมือที่แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นในด้านต่างๆ
  • ยืนยันมิตรภาพอันยาวนาน: ความสัมพันธ์ระหว่างจีนและกัมพูชามีมายาวนาน และการต้อนรับอย่างอบอุ่นนี้เป็นการยืนยันถึงมิตรภาพที่มั่นคงและยั่งยืน
  • หารือประเด็นสำคัญระดับภูมิภาคและโลก: การพบปะหารือระหว่างผู้นำเป็นโอกาสในการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับประเด็นต่างๆ ที่มีความสำคัญต่อทั้งสองประเทศและภูมิภาค
  • ส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจ: ความสัมพันธ์ที่แข็งแกร่งจะนำไปสู่ความร่วมมือทางเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้น รวมถึงการลงทุน การค้า และการท่องเที่ยว

การที่สี จิ้นผิง ให้ความสำคัญกับการต้อนรับกษัตริย์กัมพูชาในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของจีนในการเสริมสร้างความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้าน และมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมสันติภาพและความเจริญรุ่งเรืองในภูมิภาค

โดยรวมแล้ว การเยือนกรุงปักกิ่งของกษัตริย์กัมพูชาและการต้อนรับจากประธานาธิบดีสี จิ้นผิง เป็นเหตุการณ์สำคัญที่แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นและความร่วมมือที่ใกล้ชิดระหว่างสองประเทศ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อทั้งสองประเทศและภูมิภาคในระยะยาว

ที่มา – “สี จิ้นผิง” ต้อนรับกษัตริย์กัมพูชา และพระวรราชมารดา เสด็จเยือนกรุงปักกิ่ง

ยายเผยเศร้า พลทหารพิทยุตม์ หวังเรียนต่อ

ครอบครัวสุดเศร้าเตรียมจัดงานศพให้ “พลทหารพิทยุตม์” พลทหารผู้กล้าที่เคยโต้เถียงกับหญิงชาวกัมพูชาที่ปราสาทตาเมือนธม ยายเผยความเศร้า หลานชายสมัครเป็นทหารเพื่อหวังจะได้เรียนหนังสือต่อ และยังไม่ได้กลับบ้านตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ปะทะ

วันที่ 24 สิงหาคม 2568 จากกรณีการเสียชีวิตของ พลทหารพิทยุตม์ โสดา หรือ “น้องยักษ์” อายุ 20 ปี สังกัด ร.23 พัน 4 ประจำการอยู่ที่ปราสาทตาเมือนธม จ.สุรินทร์ พลทหารที่เคยเป็นข่าวโต้เถียงกับหญิงชาวกัมพูชาชื่อ “โมนิก้า” ก่อนเกิดเหตุการณ์สู้รบไม่นาน โดยเสียชีวิตเมื่อช่วงเย็นวานนี้ (23 ส.ค. 68) ภายในห้องน้ำบริเวณฐานปฏิบัติการฯ ด้วยอาการวูบจากโรคประจำตัว เพื่อนทหารระบุว่า พลทหารพิทยุตม์ มีโรคประจำตัวและเคยอาเจียนเป็นเลือด ก่อนถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลและรับยามารับประทาน ต้นสังกัดให้พักรักษาตัว แต่เจ้าตัวเป็นห่วงเพื่อนร่วมงาน ขอปฏิบัติหน้าที่ดังเดิม

ล่าสุด ผู้สื่อข่าวเดินทางไปยังบ้านของพลทหารพิทยุตม์ ใน ต.หนองกง อ.นางรอง จ.บุรีรัมย์ พบว่าชาวบ้านกำลังช่วยกันเตรียมงานศพ

นางจัด ประสงทรัพย์ อายุ 70 ปี น้องสาวยายของพลทหารน้อย เล่าว่า หลานชายเป็นคนอาภัพ พ่อแม่แยกทางกัน ไม่ได้เรียนหนังสือ กระทั่งอายุ 18 ปี จึงสมัครเข้าเป็นทหารที่ค่าย ร.23 พัน 4 บุรีรัมย์ ด้วยความหวังว่าจะได้เรียนหนังสือต่อ เมื่อเกิดความตึงเครียดจึงถูกส่งไปประจำแนวชายแดนที่ จ.สุรินทร์ และยังไม่ได้กลับบ้าน ทราบว่าได้พักแล้ว แต่ยังไม่ขอกลับ เพราะอยากอยู่เป็นเพื่อนทหารที่ชายแดน ยอมรับว่าตอนที่หลานไปโต้เถียงกับทหารกัมพูชา ตนเป็นห่วง กลัวเขาจะทำร้าย แต่ก็ดีใจที่หลานมีใจเด็ดเดี่ยว

ด้านนางชวนพิมพ์ พรมพนัส อายุ 60 ปี ประธาน อสม. หมู่ 7 ต.หนองกง อ.นางรอง เล่าว่า ตอนที่น้องไปปะทะคารมกับทหารกัมพูชา ชาวบ้านต่างเอาใจช่วยและปรบมือให้ ตั้งใจว่าถ้าน้องกลับมา จะมอบทิปให้คนละร้อย แต่เสียดายที่น้องเสียชีวิตก่อนวัยอันควร

เรื่องราวเศร้าของ พลทหารพิทยุตม์

เรื่องราวของ พลทหารพิทยุตม์ กลายเป็นที่สนใจของสังคมหลังจากคลิปวิดีโอการโต้เถียงกับหญิงชาวกัมพูชาถูกเผยแพร่ออกไป หลายคนชื่นชมในความกล้าหาญและความรักชาติของเขา แต่เบื้องหลังความกล้าหาญนั้นคือความฝันที่อยากจะเรียนต่อให้สูงขึ้น

ความฝันที่ยังไม่ทันเป็นจริงของ พลทหารพิทยุตม์

ยายของพลทหารพิทยุตม์เล่าด้วยน้ำเสียงเศร้าสร้อยว่า พลทหารพิทยุตม์ ตั้งใจสมัครเป็นทหารเพราะหวังว่าจะมีโอกาสได้เรียนต่อ เขาเป็นเด็กขยันขันแข็งและมีความรับผิดชอบสูง แม้ว่าชีวิตจะไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ แต่เขาก็ไม่เคยย่อท้อต่ออุปสรรค

การจากไปของ พลทหารพิทยุตม์ สร้างความเสียใจให้กับครอบครัวและเพื่อนฝูงเป็นอย่างมาก แต่ความกล้าหาญและความเสียสละของเขาจะยังคงอยู่ในความทรงจำของทุกคนตลอดไป

ไว้อาลัย พลทหารพิทยุตม์ ผู้กล้าแห่งตาเมือนธม

ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อการจากไปของ พลทหารพิทยุตม์ โสดา ผู้เสียสละเพื่อชาติและประชาชน ขอให้ดวงวิญญาณของท่านไปสู่สุคติ

เรื่องราวของพลทหารพิทยุตม์สะท้อนให้เห็นถึงความเสียสละและความมุ่งมั่นของคนหนุ่มสาวที่ต้องการสร้างอนาคตที่ดีให้กับตัวเองและครอบครัว แม้ว่าเส้นทางชีวิตของแต่ละคนอาจแตกต่างกัน แต่ความฝันและความหวังเป็นสิ่งที่ทุกคนมีเหมือนกัน

ที่มา – ยายเผยเศร้า “พลทหารพิทยุตม์” ตั้งใจสมัครเป็นทหาร เพื่อหวังเรียนหนังสือต่อ

ประชุม RBC ไทย-กัมพูชา เริ่มแล้วที่สระแก้ว

การประชุม RBC ไทย-กัมพูชา ระดับภูมิภาคได้เริ่มต้นขึ้นแล้วที่จังหวัดสระแก้ว โดยมุ่งเน้นการสร้างความเข้าใจร่วมกันในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงชายแดน บรรยากาศเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและเป็นมิตร ภายใต้ความตั้งใจของทั้งสองฝ่ายที่จะลดความตึงเครียด สร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ และผลักดันให้ความร่วมมือพัฒนาไปในทิศทางที่เป็นประโยชน์ร่วมกัน

เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศจากสโมสรนายทหาร มณฑลทหารบกที่ 19 (ค่ายสุรสิงหนาท) อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว ซึ่งเป็นสถานที่จัดการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (Regional Border Committee: RBC) ระหว่างไทย–กัมพูชา อย่างเป็นทางการ การประชุม ประชุม RBC ไทย-กัมพูชา ครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศ

ฝ่ายไทยนำโดย พลโท อมฤต บุญสุยา แม่ทัพภาคที่ 1 ในฐานะประธานฝ่ายไทย พร้อมด้วยคณะผู้แทนจากกระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงมหาดไทย และหน่วยงานด้านความมั่นคงต่างๆ ฝ่ายกัมพูชา นำโดย พลเอก แอก ซ็อมโอน ผู้บัญชาการภูมิภาคทหารที่ 5 ในฐานะประธานฝ่ายกัมพูชา เข้าร่วมหารือถึงแนวทางการประสานความร่วมมือด้านความมั่นคงและการปฏิบัติร่วมกันตามแนวชายแดน

สาระสำคัญของการประชุมมุ่งเน้นไปที่การสร้างความเข้าใจร่วมกันในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงชายแดนเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นการป้องกันการลักลอบเข้า–ออกประเทศโดยผิดกฎหมาย ปัญหาการค้ามนุษย์ การลักลอบนำแรงงานต่างด้าวเข้าเมือง รวมถึงการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด นอกจากนี้ยังมีการหารือถึงการเสริมสร้างความร่วมมือด้านมนุษยธรรมและการค้าชายแดน เพื่อให้การอยู่ร่วมกันของประชาชนทั้งสองประเทศเป็นไปอย่างสงบเรียบร้อย การ ประชุม RBC ไทย-กัมพูชา จึงครอบคลุมหลายมิติที่เกี่ยวข้องกับชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน

บรรยากาศการประชุมเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและเป็นมิตร สองฝ่ายต่างแสดงความตั้งใจที่จะลดความตึงเครียด สร้างความไว้เนื้อเชื่อใจซึ่งกันและกัน และผลักดันให้ความร่วมมือพัฒนาไปในทิศทางที่เป็นประโยชน์ร่วมกัน การพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเป็นไปอย่างเปิดอก และมุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นตามแนวชายแดน

ประชุม RBC ไทย-กัมพูชา

พลโท อมฤต บุญสุยา แม่ทัพภาคที่ 1 จะเป็นผู้แถลงผลการประชุมและสรุปสาระสำคัญต่อสื่อมวลชนอย่างเป็นทางการในช่วงบ่ายของวันนี้ ซึ่งคาดว่าจะมีการเปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับข้อตกลงและความร่วมมือต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากการประชุม

ความคืบหน้าล่าสุดจากการประชุม RBC ไทย-กัมพูชา

รายงานข่าวแจ้งว่า เมื่อเวลา 10.00 น. ที่สโมสรนายทหาร มณฑลทหารบกที่ 19 ได้มีการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาคไทย-กัมพูชา (RBC) ในระดับแม่ทัพ โดยฝั่งกองทัพภาคที่ 1 ฝ่ายไทยนำโดย พลโทอมฤต บุญสุยา แม่ทัพภาคที่ 1 ขณะที่ฝ่ายกัมพูชา นำโดย พลเอกแอก ซอมโอน ผู้บัญชาการภูมิภาคทหารที่ 5 โดยใช้เวลาในการประชุมประมาณ 1 ชั่วโมง ในช่วงต้นได้เปิดโอกาสให้สื่อมวลชนบันทึกภาพ ก่อนเชิญออกเพื่อเข้าสู่วาระการประชุม

ทั้งนี้ มีรายงานยืนยันว่า ในวงประชุมวันนี้ จะมีการหารือในประเด็น 13 + 3 ข้อตกลง คือ 13 ข้อจากเดิม GBC เพื่อนำสู่การปฏิบัติ และข้อเสนอใหม่ของฝ่ายไทย 3 ข้อ ซึ่ง 2 ข้อแรก เป็นจุดยืนที่ไทยเสนอต่อ GBC มาแล้ว คือ

  • ให้ 2 ฝ่ายเก็บกู้ทุ่นระเบิดร่วมกัน
  • ร่วมปราบสแกมเมอร์

และข้อ 3 เป็นข้อเสนอใหม่จากปัญหาชุมชนที่รุกล้ำพื้นที่จังหวัดสระแก้ว จึงเสนอจัดสรรพื้นที่ชายแดนให้ถูกต้องร่วมกัน

การ ประชุม RBC ไทย-กัมพูชา ในครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของทั้งสองประเทศในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นตามแนวชายแดน และส่งเสริมความร่วมมือในด้านต่างๆ เพื่อประโยชน์สุขของประชาชนทั้งสองฝั่ง การหารือที่เป็นไปในบรรยากาศฉันมิตรและความเข้าใจซึ่งกันและกัน เป็นสัญญาณที่ดีต่อความสัมพันธ์และความมั่นคงในภูมิภาค

การให้ความสำคัญกับปัญหาการลักลอบเข้าเมือง การค้ามนุษย์ และยาเสพติด สะท้อนให้เห็นถึงความห่วงใยของทั้งสองประเทศต่อความปลอดภัยและคุณภาพชีวิตของประชาชน การร่วมมือกันปราบปรามสแกมเมอร์ และการจัดสรรพื้นที่ชายแดนให้ถูกต้อง เป็นการแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุ และสร้างความมั่นคงในระยะยาว

การประชุมครั้งนี้จึงเป็นก้าวสำคัญในการกระชับความสัมพันธ์และความร่วมมือระหว่างไทยและกัมพูชา ซึ่งจะนำไปสู่ความสงบสุขและความเจริญรุ่งเรืองของทั้งสองประเทศในอนาคต

ที่มา – เริ่มแล้ว ประชุม RBC ไทย–กัมพูชา ระดับภูมิภาค บรรยากาศเป็นไปด้วยความเรียบร้อย

ประชุม RBC ไทย-กัมพูชา เห็นชอบร่างบันทึกการประชุม

การประชุม RBC ไทย-กัมพูชา สมัยวิสามัญที่จังหวัดสระแก้วได้เริ่มต้นขึ้นเมื่อเวลา 01.09 น. ของวันที่ 22 สิงหาคม 2568 โดยที่ประชุมได้เห็นชอบร่างบันทึกการประชุม และเตรียมดำเนินการต่อเนื่องในช่วงเช้าของวันเดียวกัน ความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นภายใต้สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาที่น่าจับตามอง

การประชุม RBC ไทย-กัมพูชา เห็นชอบร่างบันทึกการประชุม

กองเลขานุการคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาคไทย–กัมพูชา (Regional Border Committee – RBC) จัดการประชุม ณ สโมสรนายทหาร มณฑลทหารบกที่ 19 ค่ายสุรสิงหนาท อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว โดยมีผู้แทนจากกองทัพภาคที่ 1 ของไทย และภูมิภาคทหารที่ 5 ของกัมพูชาเข้าร่วม

การประชุมครั้งนี้มี พลตรีสุรวิชญ์ แดงจันทร์ เสนาธิการกองทัพภาคที่ 1 เป็นประธานฝ่ายไทย และ พลโทซอ กีมปะ (Sar Kimpak) รองผู้บัญชาการภูมิภาคทหารที่ 5 กัมพูชา เป็นประธานฝ่ายกัมพูชา โดยทั้งสองท่านได้ร่วมลงนามรับรองร่างบันทึกการประชุมร่วมกัน

เหตุผลของการเลื่อนเวลาการประชุม

ก่อนเริ่มการประชุม RBC ไทย-กัมพูชา ฝ่ายกัมพูชาได้ขอเลื่อนเวลาเข้าร่วม เพื่อตรวจสอบความถูกต้องของเอกสาร ทำให้การเดินทางเข้าประเทศไทยผ่านด่านคลองลึกเกิดขึ้นในเวลา 23.56 น. และเดินทางถึงสโมสรนายทหาร มทบ.19 ในเวลาประมาณ 00.05 น.

เมื่อเดินทางถึง พลตรีสุรวิชญ์ แดงจันทร์ ได้ให้การต้อนรับ พลโทซอ กีมปะ และนำเข้าสู่ห้องรับรองเพื่อหารือเบื้องต้น ขณะเดียวกัน คณะทำงานกองเลขานุการฯ ไทย–กัมพูชา ได้ร่วมกันตรวจสอบความถูกต้องของร่างเอกสารการประชุม การประชุม RBC ไทย-กัมพูชา จึงเริ่มต้นขึ้นในเวลา 01.09 น. ตามที่กำหนดไว้

ทั้งสองฝ่ายได้หารือในประเด็นสำคัญตามระเบียบวาระ และกล่าวปิดประชุมในเวลา 02.12 น. จากนั้นจึงมีพิธีลงนามรับรองร่างบันทึกการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาคไทย–กัมพูชา (RBC) และแลกเปลี่ยนแฟ้มเอกสารระหว่างผู้แทนระดับสูงของทั้งสองฝ่าย ซึ่งเสร็จสิ้นในเวลา 02.19 น.

ภายหลังเสร็จสิ้นพิธีการ คณะฝ่ายกัมพูชาได้เดินทางกลับประเทศ และมีกำหนดการเข้าร่วมการประชุมอีกครั้งในเวลา 10.00 น. ของวันเดียวกัน เพื่อหารือในประเด็นที่เหลือตามกำหนดการ เนื้อหารายละเอียดของร่างบันทึกการประชุม RBC ไทย-กัมพูชา อยู่ระหว่างการเรียบเรียง และจะมีการเผยแพร่ให้ทราบต่อไป

การประชุม RBC ไทย-กัมพูชา ครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความร่วมมือและความตั้งใจของทั้งสองประเทศในการแก้ไขปัญหาและพัฒนาพื้นที่ชายแดนร่วมกัน การเห็นชอบร่างบันทึกการประชุมถือเป็นก้าวสำคัญที่จะนำไปสู่ความร่วมมือที่แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นในอนาคต ความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างไทยและกัมพูชาเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งต่อความมั่นคงและความเจริญรุ่งเรืองของภูมิภาค

การที่ทั้งสองฝ่ายให้ความสำคัญกับการตรวจสอบความถูกต้องของเอกสารก่อนการลงนาม แสดงให้เห็นถึงความรอบคอบและความใส่ใจในรายละเอียด ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการเจรจาและความร่วมมือระหว่างประเทศ หากร่างบันทึกการประชุม RBC ไทย-กัมพูชา มีผลบังคับใช้ จะส่งผลดีต่อประชาชนทั้งสองฝั่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ชายแดน การพัฒนาเศรษฐกิจ การค้า และการท่องเที่ยว จะเป็นไปอย่างราบรื่นและยั่งยืนมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งและการป้องกันอาชญากรรมข้ามชาติ จะมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นอีกด้วย การติดตามความคืบหน้าของการดำเนินการตามร่างบันทึกการประชุมจึงเป็นสิ่งที่ควรให้ความสนใจ

ที่มา – เริ่ม 01.09 น. ประชุม RBC ไทย-กัมพูชาที่สระแก้ว เห็นชอบร่างบันทึกการประชุม

กลาโหมมอบ “เหรียญบางระจัน” ให้พลทหารตะวัน

กระทรวงกลาโหมเชิดชูทหารกล้า มอบ “เหรียญบางระจัน” ให้ “พลทหารตะวัน” ผู้เสียสละจากเหตุสู้รบชายแดนไทย-กัมพูชา โดยพลทหารตะวัน สิงห์เรือง ได้เสียสละดวงตาข้างซ้ายเพื่อปกป้องอธิปไตยของชาติ สร้างความประทับใจและความภาคภูมิใจให้กับคนไทยทั้งประเทศ

จากกรณีสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา พลทหารตะวัน สิงห์เรือง อายุ 21 ปี สังกัด ร.4 พัน 1 ค่ายจิรประวัติ จ.นครสวรรค์ ได้รับบาดเจ็บจากการสู้รบ ถูกลูกระเบิดจนสูญเสียดวงตาข้างซ้ายที่ภูมะเขือ จ.อุบลราชธานี เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความสะเทือนใจให้กับครอบครัวและเพื่อนร่วมงานเป็นอย่างมาก

หลังจากพักรักษาตัวอยู่ที่บ้าน พลทหารตะวันยังมีอาการผวาและสะดุ้งตื่นจากเหตุการณ์สู้รบอยู่บ่อยครั้ง แต่ด้วยกำลังใจจากครอบครัว เพื่อนฝูง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทำให้พลทหารตะวันมีกำลังใจในการต่อสู้และฟื้นฟูร่างกายต่อไป

ล่าสุด พันโท เพทาย สมฤทธิ์ ผู้บังคับการกองพันทหารราบที่ 1 กรมทหารราบที่ 4 ค่ายจิระประวัติ จังหวัดนครสวรรค์ พร้อมด้วยแพทย์ทหาร และส่วนราชการ ได้เดินทางไปให้กำลังใจพลทหารตะวัน พร้อมทั้งมอบประกาศนียบัตรและ “เหรียญบางระจัน” ให้ “พลทหารตะวัน” เพื่อเป็นการเชิดชูเกียรติและความเสียสละ

พลทหารตะวัน สิงห์เรือง เปิดเผยว่า รู้สึกดีใจและเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้รับ “เหรียญบางระจัน” ให้ “พลทหารตะวัน” และขอบคุณทุกภาคส่วนที่ให้ความช่วยเหลือและดูแลเป็นอย่างดี นอกจากนี้ พลทหารตะวันยังมีความหวังที่จะกลับไปรับราชการต่อ โดยมีความใฝ่ฝันที่จะเป็น “นักรบชุดดำ”

มอบ “เหรียญบางระจัน” ให้ “พลทหารตะวัน”

ความกล้าหาญและความเสียสละของพลทหารตะวัน สิงห์เรือง เป็นที่ประจักษ์แก่สายตาของคนไทยทั้งประเทศ การได้รับ “เหรียญบางระจัน” ให้ “พลทหารตะวัน” ถือเป็นเกียรติประวัติอันสูงสุดของชีวิตทหาร และเป็นเครื่องเตือนใจให้ระลึกถึงความเสียสละเพื่อชาติบ้านเมือง

ความหวังของพลทหารตะวัน

ถึงแม้จะสูญเสียดวงตาข้างซ้าย แต่พลทหารตะวันยังคงมีความมุ่งมั่นและตั้งใจที่จะรับราชการต่อไป ความฝันที่จะเป็น “นักรบชุดดำ” สะท้อนให้เห็นถึงจิตใจที่เข้มแข็งและความรักชาติอย่างเปี่ยมล้น

  • การดูแลรักษา: พลทหารตะวันได้รับการส่งตัวไปรักษาต่อที่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า
  • กำลังใจจากทุกภาคส่วน: ได้รับความช่วยเหลือจากทุกภาคส่วนเป็นอย่างดี
  • ความกังวลเรื่องอนาคต: ยังมีความกังวลเกี่ยวกับอนาคตการทำงาน

“ตอนแรกเหมือนเรารู้สึกโดนทิ้ง แค่แบบรอ… แต่พอเวลาพี่นักข่าวมาช่วย ก็กลายเป็นว่า เขาก็หันมาสนใจเรามากขึ้น หันมาแบบว่ามาบอกเราดูแลเรา” พลทหารตะวันกล่าว

เรื่องราวของพลทหารตะวันเป็นแรงบันดาลใจให้คนไทยทุกคนตระหนักถึงความสำคัญของการปกป้องชาติบ้านเมือง และความเสียสละของทหารกล้าที่พร้อมจะเสียสละชีวิตเพื่อประเทศชาติ

ที่มา – มอบ “เหรียญบางระจัน” ให้ “พลทหารตะวัน” เจ้าตัวหวังอยากรับราชการต่อ เป็น “นักรบชุดดำ”

กองทัพบกโต้! กระสุนฟอสฟอรัสขาว WP ไม่ใช่อาวุธเคมี

กองทัพบกไทยออกมาโต้ตอบข้อกล่าวหาจากกัมพูชาอย่างหนักแน่น ยืนยันว่า กระสุนฟอสฟอรัสขาว WP ไม่ใช่อาวุธเคมี และเป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริงจากฝ่ายกัมพูชา โฆษกกองทัพบกชี้แจงรายละเอียดอย่างชัดเจนเพื่อให้ประชาชนเข้าใจถูกต้อง

กองทัพบกโต้! กระสุนฟอสฟอรัสขาว WP ไม่ใช่อาวุธเคมี

จากกรณีที่ศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งกัมพูชา (CMAC) เผยแพร่ข้อมูลว่าตรวจพบกระสุนปืนใหญ่ขนาด 155 มิลลิเมตร บรรจุสารฟอสฟอรัสขาว (White Phosphorus – WP) ในพื้นที่จังหวัดอุดรมีชัย และกล่าวหาว่าเป็นผลจากการยิงของกองทัพไทยในช่วงความขัดแย้ง พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ได้ออกมาตอบโต้และชี้แจงข้อเท็จจริงดังนี้:

ความจริงเกี่ยวกับกระสุนฟอสฟอรัสขาว WP

โฆษกกองทัพบกยืนยันว่าข้อกล่าวหาดังกล่าวเป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริงอย่างสิ้นเชิง ปราศจากหลักฐานสนับสนุนที่น่าเชื่อถือ และไม่มีน้ำหนักทางกฎหมาย กระสุนฟอสฟอรัสขาว (WP) มีวัตถุประสงค์หลักในการใช้เพื่อสร้างควัน แสงสว่าง ระเบิด และเพลิง เพื่อใช้ในการอำนวยการยิง สนับสนุนการปฏิบัติการทางทหาร ไม่ได้มีวัตถุประสงค์ในการทำลายชีวิตโดยตรง

กระสุนฟอสฟอรัสขาว WP ไม่ใช่อาวุธเคมี ตามอนุสัญญาว่าด้วยอาวุธเคมี (Chemical Weapons Convention – CWC) และไม่มีสนธิสัญญาระหว่างประเทศใดที่ห้ามการเก็บรักษาหรือการใช้งานกระสุนชนิดนี้ ประเทศไทยจึงมีสิทธิ์ในการเก็บรักษาและใช้งานตามภารกิจทางทหารได้ภายใต้กรอบกฎหมายสากล

ข้อกำหนดและระเบียบการใช้กระสุน WP ของไทย

ถึงแม้ว่าอนุสัญญาว่าด้วยการห้ามใช้อาวุธตามแบบบางชนิด (Convention on Certain Conventional Weapons – CCW) พิธีสารที่ 3 จะกำหนดห้ามการใช้อาวุธเพลิงที่ออกแบบมาเพื่อเผาไหม้บุคคลโดยตรง แต่ กระสุนฟอสฟอรัสขาว WP ไม่ได้ถูกจัดอยู่ในกลุ่มดังกล่าว การใช้กระสุน WP ของกองทัพบกไทยอยู่ภายใต้ระเบียบการควบคุมอย่างเข้มงวด ใช้ต่อเป้าหมายทางทหารเท่านั้น และไม่เคยมีการนำไปใช้เพื่อมุ่งทำลายชีวิตพลเรือน

กองทัพบกไทยให้ความสำคัญกับการปฏิบัติตามกฎหมายและหลักมนุษยธรรมระหว่างประเทศอย่างเคร่งครัด การใช้อาวุธทุกชนิด รวมถึงกระสุน WP เป็นไปตามมาตรฐานสากลและข้อกำหนดที่รัดกุม

ทำไมต้องออกมาโต้ตอบ

พลตรี วินธัย เน้นย้ำว่าการครอบครองและการใช้กระสุน WP ของกองทัพไทยเป็นไปอย่างเคร่งครัดตามกรอบกฎหมายสากล มีการควบคุมรัดกุม และสอดคล้องกับหลักมนุษยธรรมระหว่างประเทศทุกประการ ข้อกล่าวหาที่กัมพูชาเผยแพร่จึงเป็นเพียงความพยายามที่จะบิดเบือนข้อเท็จจริง เพื่อสร้างความเข้าใจผิดในเวทีสาธารณะและสร้างความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของกองทัพไทย

การออกมาตอบโต้และอธิบายข้อเท็จจริงในครั้งนี้ มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเข้าใจผิดและความเข้าใจผิดดังกล่าวถูกนำไปใช้เป็นเครื่องมือในการสร้างความขัดแย้งระหว่างประเทศ

  • หลักการสำคัญ: การใช้กระสุน WP ต้องเป็นไปตามกฎหมายสากลและหลักมนุษยธรรม
  • การควบคุม: กองทัพไทยมีระบบการควบคุมการใช้กระสุน WP อย่างเข้มงวด
  • ความโปร่งใส: พร้อมที่จะชี้แจงข้อเท็จจริงเพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้อง

ดังนั้นประชาชนจึงควรพิจารณาข้อมูลข่าวสารอย่างรอบคอบ และรับฟังข้อมูลจากทุกฝ่าย เพื่อให้เข้าใจสถานการณ์ที่ถูกต้องและป้องกันการถูกบิดเบือนข้อมูล

สรุปแล้ว กระสุนฟอสฟอรัสขาว WP ไม่ใช่อาวุธเคมี ตามกฎหมายสากล และกองทัพบกไทยใช้กระสุนดังกล่าวภายใต้การควบคุมอย่างเข้มงวด

ที่มา – กองทัพบกโต้กัมพูชา ย้ำกระสุนฟอสฟอรัสขาว WP ไม่ใช่อาวุธเคมี ซัดบิดเบือนข้อเท็จจริง

กองทัพบก แจง! ภาพรื้อถอนลวดหนามเป็นข่าวปลอม


ช่วงนี้มีข่าวลือเยอะแยะไปหมด! ล่าสุดกองทัพบกออกมาคอนเฟิร์มแล้วว่า ภาพทหารกัมพูชารื้อถอนลวดหนาม ปลดธงชาติไทยในพื้นที่ “จุ๊บตะโมก” ที่แชร์กันว่อนเน็ตนั้น เป็นข่าวปลอม!

พ.อ.ริชฌา สุขสุวานนท์ รองโฆษกกองทัพบก แถลงการณ์เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2568 ว่า จากการตรวจสอบข้อเท็จจริงร่วมกับหน่วยทหารในพื้นที่ปราสาทตาเมือนธม ยืนยันว่าไม่มีเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้น และหากมีการรื้อถอนลวดหนามจริง จะต้องมีการตอบโต้จากฝ่ายไทยอย่างแน่นอน เพราะพื้นที่นั้นอยู่ในเขตแดนไทยภายใต้การดูแลอย่างเข้มงวด

กองทัพบก ยืนยันภาพรื้อถอนลวดหนาม ปลดธงชาติไทยเป็นข่าวปลอม ฝีมือกัมพูชา

นอกจากนี้ ยังมีการตรวจสอบพบว่า เสาธงที่ปรากฏในภาพก็ไม่ได้มีอยู่จริงในพื้นที่ที่กล่าวอ้างอีกด้วย งานนี้กองทัพบกฟันธงว่า เป็นการสร้างข่าวปลอมโดยฝ่ายกัมพูชา เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจและลดกระแสกดดันจากสังคมภายในประเทศ หลังจากที่ไทยสามารถยึดพื้นที่คืนจากทหารกัมพูชาได้ถึง 11 จุด

แล้วทำไมถึงต้องปล่อยข่าวปลอม?

คำถามยอดฮิตที่หลายคนสงสัย กองทัพบกวิเคราะห์ว่า การปล่อยข่าวปลอมเรื่อง กองทัพบก ยืนยันภาพรื้อถอนลวดหนาม ปลดธงชาติไทยเป็นข่าวปลอม ฝีมือกัมพูชา น่าจะเป็นกลยุทธ์ในการเบี่ยงเบนความสนใจจากปัญหาภายในประเทศกัมพูชาเอง เนื่องจากก่อนหน้านี้ ฝ่ายไทยได้ดำเนินการยึดพื้นที่คืนจากทหารกัมพูชาได้สำเร็จ ทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ภายในประเทศกัมพูชา การสร้างข่าวปลอมจึงเป็นเหมือนการสร้างสถานการณ์ เพื่อดึงความสนใจของประชาชนไปที่เรื่องอื่นแทน

งานนี้ต้องบอกว่า โซเชียลมีเดียก็เป็นดาบสองคมจริงๆ เพราะข่าวสารมันไปไวมาก แต่เราก็ต้องมีสติในการรับข้อมูลด้วย อย่าเพิ่งเชื่อทุกอย่างที่เห็น ต้องตรวจสอบให้ดีก่อนแชร์ ไม่งั้นอาจตกเป็นเหยื่อของข่าวปลอมแบบนี้ได้

เพื่อความเข้าใจที่ถูกต้อง เรามาดูกันชัดๆ ว่ากองทัพบกได้ออกมาเน้นย้ำในประเด็นไหนบ้าง:

  • ไม่มีการรื้อถอนลวดหนามหรือปลดธงชาติไทยในพื้นที่ “จุ๊บตะโมก”
  • เสาธงที่ปรากฏในภาพเป็นของปลอม ไม่ได้อยู่ในพื้นที่จริง
  • หากมีการรุกล้ำอธิปไตยจริง จะต้องมีการตอบโต้จากฝ่ายไทยอย่างแน่นอน
  • ข่าวปลอมนี้มีจุดประสงค์เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจจากปัญหาภายในกัมพูชา

ดังนั้น ก่อนจะแชร์อะไรออกไป ถามตัวเองก่อนว่า “ข่าวนี้จริงไหม?” ถ้าไม่แน่ใจ อย่าเพิ่งรีบร้อนแชร์ เก็บไว้ในใจแล้วไปหาข้อมูลเพิ่มเติมก่อนดีกว่า

สุดท้ายนี้ อยากฝากทุกคนให้ใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูลข่าวสาร และช่วยกันตรวจสอบข่าวปลอมก่อนที่จะส่งต่อ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเข้าใจผิดและความสับสนในสังคม ที่สำคัญอย่าลืมว่า กองทัพบก ยืนยันภาพรื้อถอนลวดหนาม ปลดธงชาติไทยเป็นข่าวปลอม ฝีมือกัมพูชา นะจ๊ะ!

ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามข่าวสาร และอย่าลืมอัปเดตข้อมูลอยู่เสมอ เพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของข่าวปลอม

ที่มา – กองทัพบก ยืนยันภาพรื้อถอนลวดหนาม ปลดธงชาติไทยเป็นข่าวปลอม ฝีมือกัมพูชา

รวบ! 2 หนุ่มแอดมินเว็บพนัน หนีจากปอยเปต

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงตึงเครียด เมื่อเจ้าหน้าที่ทหารพราน สกัด 2 หนุ่ม แอดมินเว็บพนันจากบ่อนปอยเปต ที่หนีตายกลับไทย โดยการมุดรั้วลวดหนามตามช่องทางธรรมชาติ พวกเขาอ้างว่าถูกกักบริเวณในตึกสูง ห้ามออกไปไหน เรื่องราวเป็นอย่างไร มาติดตามกันครับ

จับ 2 หนุ่มแอดมินเว็บพนัน หนีจากปอยเปต มุดรั้วลวดหนาม

เมื่อช่วงเช้ามืดของวันที่ 14 สิงหาคม 2568 เจ้าหน้าที่ทหารพรานที่ 12 นำโดย พ.อ.เมธี คำเต็ม และ ร.อ.อาคม มงคลนำ ได้สนธิกำลังกับตำรวจ สภ.คลองลึก และ ตม.จว.สระแก้ว ออกลาดตระเวนเข้มตามช่องทางธรรมชาติริมชายแดน บ้านคลองลึก อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว เพื่อป้องกันการลักลอบข้ามแดนโดยผิดกฎหมาย

ในระหว่างการลาดตระเวน เจ้าหน้าที่ได้ตรวจพบชายไทย 2 คน กำลังเดินเท้าลักลอบมุดรั้วลวดหนามจากฝั่งปอยเปต ประเทศกัมพูชา เข้ามาในประเทศไทย บริเวณจุดตรวจ จตอ.19 เจ้าหน้าที่จึงเข้าควบคุมตัวทันที

จากการสอบสวนทราบชื่อคือ นายจักรพันธ์ หนูแก้ว อายุ 21 ปี ชาวจังหวัดระนอง และ นายเศรษฐวุฒิ ดีหนู อายุ 20 ปี ชาวจังหวัดพังงา ทั้งคู่ไม่มีเอกสารการเดินทางใดๆ

ทั้งสองให้การว่า พวกเขาเดินทางไปทำงานเป็นแอดมินเว็บพนันออนไลน์ ชื่อดัง ในพื้นที่โซนสามภายในบ่อนกาสิโนแห่งหนึ่งในฝั่งปอยเปต ตั้งแต่ต้นเดือนเมษายน โดยถูกเพื่อนชักชวนให้ไป แต่เมื่อไปถึงกลับถูกกักบริเวณให้อาศัยและทำงานอยู่ในอาคารสูง 4-5 ชั้น ที่มีรั้วกำแพงล้อมรอบ และไม่ได้รับอนุญาตให้ออกไปไหนเลย

จนกระทั่งเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2568 พวกเขาได้ทราบข่าวว่าอาจมีการสู้รบกันเกิดขึ้น ทำให้รู้สึกหวาดกลัวและไม่ปลอดภัย จึงตัดสินใจหลบหนีออกจากที่ทำงานในช่วงกลางดึก และได้เจอกับผู้นำพาชาวกัมพูชา ที่เสนอจะพาข้ามแดนกลับไทย โดยคิดค่าใช้จ่าย 10,000 บาท ซึ่งพวกเขายอมจ่ายเงินให้ แล้วเดินเท้าตามผู้นำพามาถึงบริเวณแนวชายแดน ผู้นำพาได้ชี้ช่องทางให้เดินเท้าข้ามลำคลอง แล้วมุดรั้วลวดหนามเข้ามาในประเทศไทย จนกระทั่งถูกเจ้าหน้าที่ทหารพรานจับกุมตัวได้ในที่สุด

ทำไมพวกเขาถึงตัดสินใจหนีกลับไทย?

เหตุผลหลักที่ทำให้ 2 หนุ่มแอดมินเว็บพนัน ตัดสินใจหนีกลับไทย ก็คือ ความกลัวและความไม่ปลอดภัยในชีวิต จากสถานการณ์ความไม่สงบที่อาจเกิดขึ้นในปอยเปต การถูกกักบริเวณและจำกัดอิสระในการเดินทาง ก็เป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ทำให้พวกเขาอยากกลับบ้านเกิด

หลังจากถูกจับกุม เจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัวทั้งสองคน ส่งให้พนักงานสอบสวน สภ.คลองลึก จ.สระแก้ว เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ประเด็นน่าสนใจ: เรื่องราวของ 2 หนุ่มแอดมินเว็บพนัน นี้ สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาการหลอกลวงคนไทยไปทำงานในต่างแดน โดยเฉพาะในธุรกิจพนันออนไลน์ ที่มักมีการโฆษณาชวนเชื่อถึงผลตอบแทนที่สูง แต่ในความเป็นจริง กลับมีการเอารัดเอาเปรียบ และกักขังหน่วงเหนี่ยว

สำหรับใครที่กำลังคิดจะเดินทางไปทำงานในต่างประเทศ ควรศึกษาข้อมูลให้รอบคอบ ตรวจสอบบริษัทหรือนายจ้างให้แน่ใจ และแจ้งให้ญาติสนิททราบถึงรายละเอียดการเดินทางและการทำงาน เพื่อความปลอดภัยของตัวท่านเอง

เรื่องนี้เป็นอุทาหรณ์สอนใจได้ดีเลยครับ ก่อนตัดสินใจไปทำงานต่างแดน เช็กให้ชัวร์ อย่าหลงเชื่อคำชวนง่ายๆ นะครับ

ที่มา – จับ 2 หนุ่มแอดมินเว็บพนัน-บ่อนปอยเปต หนีตายกลับไทย มุดรั้วลวดหนามช่องทางธรรมชาติ

Scroll to top