ปลัดกระทรวงดีอี

ปลัดดีอีแจง TH-AI Passport ทำถูกกฎหมายทุกขั้นตอน

ปลัดดีอีแจง TH-AI Passport ทำถูกกฎหมายทุกขั้นตอน

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในสัปดาห์นี้ หลังจากที่กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมตกเป็นเป้าสายตาของสังคมและกรรมาธิการเกี่ยวกับโครงการยักษ์ใหญ่ที่ชื่อว่า TH-AI Passport ซึ่งมุ่งเน้นการผลักดันให้ประชาชนเข้าถึงเทคโนโลยี AI ให้ได้ถึง 20 ล้านคน ล่าสุดปลัดกระทรวงดิจิทัลฯ ได้ออกมาเปิดใจและหอบหลักฐานชุดใหญ่เข้าชี้แจงต่อกรรมาธิการ เพื่อยืนยันความโปร่งใสและปฏิเสธข้อครหาเรื่องความไม่ชอบมาพากลที่หลายคนกำลังสงสัย

เปิดเบื้องลึกความเป็นมาของโครงการ TH-AI Passport

นายพชร ปลัดกระทรวงดีอี ได้แจกแจงรายละเอียดไทม์ไลน์เชิงลึก โดยระบุว่าโครงการที่มีข้อกังขาเรื่องความรวดเร็วนั้น แท้จริงแล้วได้มีการวางแผนและหารือกันมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี พ.ศ. 2565 ในยุครัฐบาลก่อนหน้า ไม่ได้เป็นการเร่งรีบจัดทำขึ้นแต่อย่างใด และ ปลัดดีอีแจง TH-AI Passport ทำถูกกฎหมายทุกขั้นตอน ตั้งแต่กระบวนการยกร่าง TOR ไปจนถึงขั้นตอนการคัดเลือกผู้รับจ้าง เพื่อให้ประเทศก้าวทันกระแสโลกเทคโนโลยี

ประเด็นสำคัญที่หลายคนตั้งข้อสังเกตมีดังนี้:

  • การใช้เงินจากกองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแทนงบประมาณปกติ
  • ความโปร่งใสในการจัดซื้อจัดจ้างและ TOR ที่ถูกวิจารณ์ว่าคล้ายคลึงกับโครงการอื่น
  • ความกังวลเรื่องการล็อคสเปคหรือความสัมพันธ์เชื่อมโยงกับบริษัทเอกชน

อย่างไรก็ตาม ปลัดกระทรวงยืนยันว่ากระบวนการใช้เงินกองทุนฯ นั้นผ่านการกลั่นกรองโดยคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิภายนอก ไม่ใช่เพียงแค่เจ้าหน้าที่ในกระทรวงตัดสินใจเอง ส่วนตัวเลขการเข้าถึง 20 ล้านคนนั้น เป็นหมุดหมายสำคัญที่ต้องเร่งดำเนินการให้ทันตามกำหนดภายในปี พ.ศ. 2570

ในประเด็นเรื่อง TOR ที่ถูกทักท้วงว่ามีการคัดลอกรายละเอียดมานั้น ทางผู้รับผิดชอบระบุว่าเป็นเพียงมาตรฐานราคากลางที่อ้างอิงจากหน่วยงานอื่นเพื่อให้เกิดความคุ้มค่าและมีมาตรฐานสากล สำหรับข้อเรียกร้องให้ยกเลิกโครงการมูลค่ากว่า 1,600 ล้านบาทนั้น ปลัดกระทรวงดีอีได้ตอบกลับอย่างชัดเจนว่า หากยกเลิกโดยไม่มีเหตุผลทางกฎหมายรองรับ ทางกระทรวงอาจต้องเผชิญกับการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจากบริษัทเอกชน ซึ่งเป็นความเสี่ยงที่ราชการต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ

ท้ายที่สุด การทำงานของภาครัฐในยุคดิจิทัลเต็มไปด้วยความท้าทาย ทั้งในแง่ของเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไวและความคาดหวังของประชาชนที่ต้องการความโปร่งใสตรวจสอบได้ การที่ ปลัดดีอีแจง TH-AI Passport ทำถูกกฎหมายทุกขั้นตอน ครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการสร้างความเข้าใจระหว่างภาครัฐกับภาคประชาชน แต่สิ่งสำคัญยิ่งกว่าคือการแสดงให้เห็นถึงผลสัมฤทธิ์ที่จะเกิดขึ้นจริง เพื่อให้มั่นใจว่าเม็ดเงินที่จ่ายไปจะเปลี่ยนเป็นประโยชน์ต่อคนไทยทั้งประเทศได้อย่างแท้จริง

ที่มา – “ปลัดดีอี” หอบหลักฐานแจงยิบยันบิ๊กโปรเจกต์ “TH-AI Passport” ทำถูกกฎหมายทุกขั้นตอน

วุ่นตั้งแต่เริ่ม 2 กมธ.ร่วมสอบ TH-AI Passport สส.ภูมิใจไทย ท้วง

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในสภาฯ ทันที เมื่อมีการประชุมร่วมของสองคณะกรรมาธิการเพื่อตรวจสอบโครงการสำคัญอย่าง TH-AI Passport ที่ดูเหมือนว่าการเริ่มต้นจะไม่ราบรื่นอย่างที่คิด เพราะเกิดเหตุความวุ่นวายขึ้นตั้งแต่เริ่มต้นประชุม โดยมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคภูมิใจไทยออกมาตั้งข้อสังเกตอย่างดุเดือด

ประเด็นร้อน วุ่นตั้งแต่เริ่ม 2 กมธ.ร่วมสอบ TH-AI Passport สส.ภูมิใจไทย ท้วง

เหตุการณ์ความวุ่นวายนี้เกิดขึ้นเมื่อคณะกรรมาธิการศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณฯ ซึ่งนำโดย น.ส.รักชนก ศรีนอก และคณะกรรมาธิการการกฎหมายฯ นำโดย นายรังสิมันต์ โรม ได้นัดประชุมร่วมกันเพื่อพิจารณาเรื่องโครงการ TH-AI Passport แต่เพียงแค่เริ่มการประชุม นายณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ และนายศุภชัย ใจสมุทร จากพรรคภูมิใจไทย ก็ได้ลุกขึ้นทักท้วงเรื่องรูปแบบการประชุมทันที

ทำไมการสอบ TH-AI Passport ถึงถูกทักท้วง?

คำถามหลักที่เกิดขึ้นคือ วุ่นตั้งแต่เริ่ม 2 กมธ.ร่วมสอบ TH-AI Passport สส.ภูมิใจไทย ท้วง ว่าการประชุมครั้งนี้ถูกต้องตามข้อบังคับการประชุมของสภาหรือไม่ โดยทางสส.ภูมิใจไทยมองว่าควรต้องมีการพิจารณาความถูกต้องของกฎระเบียบก่อนที่จะเริ่มดำเนินการสอบถามข้อมูลเชิงลึกจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและเป็นธรรมกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับโครงการนี้

จากการวิเคราะห์สถานการณ์ที่เกิดขึ้น มีประเด็นที่น่าสนใจดังนี้:

  • ความพยายามในการตรวจสอบงบประมาณที่มีความละเอียดอ่อน
  • การตั้งคำถามถึงความชอบธรรมตามข้อบังคับสภาฯ
  • บทบาทของการประชุมร่วมสองกรรมาธิการที่อาจนำไปสู่ความล่าช้าหากขั้นตอนไม่ชัดเจน

อย่างไรก็ตาม หลังจากมีการถกเถียงกันอยู่นานเกือบชั่วโมง ในที่สุดที่ประชุมก็ได้ข้อสรุปและเดินหน้าสอบถาม นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เกี่ยวกับรายละเอียดโครงการ TH-AI Passport ต่อไป ซึ่งสังคมคงต้องจับตาดูกันว่าผลการตรวจสอบนี้จะมีบทสรุปอย่างไร และโครงการนี้จะส่งผลกระทบต่อประชาชนอย่างไรบ้าง

ความเห็นส่วนตัวมองว่า การทำงานของคณะกรรมาธิการควรเน้นที่เนื้อหาและประโยชน์ของประชาชนเป็นหลัก แม้การตรวจสอบข้อบังคับจะสำคัญ แต่การทำให้การทำงานมีความล่าช้าเกินความจำเป็นอาจส่งผลเสียต่อความเชื่อมั่นของประชาชนต่อการทำงานของสภาชุดนี้ หากทุกฝ่ายหันหน้าเข้ามาพูดคุยด้วยเหตุผลและยึดถือระเบียบเป็นที่ตั้ง การตรวจสอบความโปร่งใสก็จะเป็นเรื่องที่ราบรื่นและเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติมากยิ่งขึ้น

ที่มา – วุ่นตั้งแต่เริ่ม 2 กมธ.ร่วมสอบ TH-AI Passport สส.ภูมิใจไทย ท้วง ประชุมตามข้อบังคับหรือไม่

ดีอี ยอมถอยปรับเงื่อนไข TH-AI Passport ใช้เท่าไหร่จ่ายเท่านั้น

เชื่อว่าเพื่อนๆ หลายคนคงกำลังจับตามองโครงการไอทีภาครัฐอย่างเจ้าตัว TH-AI Passport กันอยู่ใช่ไหมครับ? ล่าสุดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หรือ ดีอี ได้ออกมาขานรับกระแสสังคมด้วยการประกาศปรับเงื่อนไขใหม่ให้มีความโปร่งใสมากขึ้น งานนี้เรียกได้ว่าเป็นการฟังเสียงประชาชนอย่างแท้จริงเลยทีเดียว

ดีอี ยอมถอยปรับเงื่อนไข TH-AI Passport ใช้เท่าไหร่จ่ายเท่านั้น

การปรับเปลี่ยนโมเดลการจ่ายเงินของโครงการ TH-AI Passport มาเป็นแบบ “ใช้เท่าไหร่ จ่ายเท่านั้น” (Success Fee) ถือเป็นก้าวสำคัญที่จะทำให้โครงการนี้ดูคุ้มค่าและไม่เสียเปรียบ โดยปลัดกระทรวงดีอี นายพชร อนันตศิลป์ ได้ออกมาย้ำชัดว่า หากมีประชาชนใช้งานไม่ถึงเป้าหมายที่วางไว้ 5 ล้านคน ทางภาครัฐก็ไม่ต้องแบกรับภาระจ่ายเงินเต็มจำนวนเหมือนโมเดลเดิมครับ

ทำไมต้องปรับเงื่อนไขให้เป็นธรรม?

สาเหตุหลักที่กระทรวงดีอีต้องปรับเงื่อนไข TH-AI Passport ก็เพื่อลบข้อครหาเรื่องงบประมาณและเพื่อความโปร่งใสสูงสุด ทุกฝ่ายสามารถตรวจสอบได้ตั้งแต่ขั้นตอนการทำสัญญาไปจนถึงการใช้งานจริง ไม่ต้องกลัวเรื่องล็อกสเปกหรือการเอื้อประโยชน์ให้ใครคนใดคนหนึ่งครับ โดยเน้นย้ำว่าหากพบการทุจริตพร้อมที่จะยกเลิกโครงการทันทีไม่มีละเว้น

สำหรับประเด็นดราม่าเรื่องงบพีอาร์ในร้านสะดวกซื้อ ปลัดกระทรวงฯ ได้ชี้แจงว่านั่นเป็นเพียงงบส่วนน้อยมาก เมื่อเทียบกับประโยชน์ที่จะได้รับ ทั้งการฝึกอบรม การสัมมนา และการเข้าถึงระบบ AI ที่มีราคาถูกประหยัดกว่าการเช่าซื้อเชิงพาณิชย์ทั่วไปหลายเท่าตัว โดยมีรายละเอียดจุดเด่นดังนี้:

  • ต้นทุนที่คุ้มค่ากว่า: เฉลี่ยเพียง 27 บาทต่อคนต่อเดือน
  • เข้าถึง AI ได้หลากหลาย: ตอบโจทย์การใช้งานยุคดิจิทัล
  • ความโปร่งใสเป็นที่ตั้ง: ปรับสัญญาให้เป็นธรรมทุกฝ่าย
  • เริ่มใช้งานจริง: ลงทะเบียนพร้อมกันทั่วประเทศ 1 ก.ค.นี้

ในมุมมองของผม การที่ภาครัฐยอมรับฟังความคิดเห็นและปรับปรุงแผนงานให้สอดคล้องกับงบประมาณที่มาจากภาษีประชาชนเป็นเรื่องที่น่าชื่นชมครับ การที่ TH-AI Passport ปรับโมเดลก่อนเริ่มใช้งานจริงในวันที่ 1 กรกฎาคมนี้ นอกจากจะช่วยลดความกังวลของสังคมแล้ว ยังเป็นการปูทางให้เทคโนโลยี AI เข้าถึงคนไทยได้ง่ายขึ้นอีกด้วย อย่าลืมติดตามข่าวสารการลงทะเบียนกันให้ดีนะครับ เพราะโครงการนี้น่าจะเป็นประโยชน์ต่อชีวิตประจำวันของเราได้มากทีเดียว

ที่มา – “ดีอี” ยอมถอยปรับเงื่อนไข “TH-AI Passport” ใช้เท่าไหร่จ่ายเท่านั้น ลงทะเบียน 1 ก.ค.

ภูมิใจไทยร้องเอาผิด ปมสแกนม่านตาคนไทย

พรรคภูมิใจไทยเตรียมยื่นหนังสือถึง DSI และ ป.ป.ช. เพื่อเอาผิด “ประเสริฐ” และ “ปลัดดีอี” กรณีปล่อยให้บริษัทสิงคโปร์ทำ MOU สแกนม่านตาคนไทยกว่า 1.2 ล้านราย หวั่นถูกใช้ทำบัญชีม้า ชี้เข้าข่ายละเว้นการปฏิบัติหน้าที่

นายศุภชัย ใจสมุทร แกนนำพรรคภูมิใจไทย แถลงถึงกรณีพบความผิดปกติในการปฏิบัติหน้าที่ของนายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) และปลัดกระทรวงฯ เกี่ยวกับการปล่อยให้บริษัทเอกชนจัดเก็บข้อมูลชีวมิติ (Biometrics) ของประชาชนโดยมิชอบด้วยกฎหมาย

นายศุภชัย กล่าวว่า เมื่อเดือนมีนาคม 2567 กระทรวงดีอีได้ทำบันทึกความเข้าใจ (MOU) กับบริษัทจากสิงคโปร์ในเครือของนายเบน สมิธ ซึ่งถูกกล่าวหาว่าเป็น “เจ้าพ่อสแกมเมอร์ระดับโลก” อย่างรวดเร็วผิดปกติ มีการส่งเรื่องให้กฤษฎีกา อัยการสูงสุด และกระทรวงการต่างประเทศพิจารณาในวันที่ 25 มีนาคม 2567 และลงนามทันทีในวันเดียวกัน โดยมีนายประเสริฐร่วมเป็นสักขีพยาน

ต่อมาในเดือนมกราคม–กุมภาพันธ์ 2568 บริษัท ทีไอดีซี เวิลด์เวิร์ส (TIDC Metaverse) ในเครือของนายเบน สมิธ ได้พยายามขออนุญาตดำเนินโครงการ World ID เพื่อเก็บข้อมูลสแกนม่านตาแลกกับสินทรัพย์ดิจิทัลต่อหน่วยงานในกำกับของกระทรวงดีอี (ETDA และ PDPC) แต่หน่วยงานไม่อนุญาตเนื่องจากกังวลเรื่องความปลอดภัย

วันที่ 11 มิถุนายน 2568 สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลตรวจพบว่ามีการใช้เทคโนโลยีสแกนม่านตาคนไทยเพื่อแลกกับสินทรัพย์ดิจิทัล และมีการประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนนำข้อมูลเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ไปแล้วกว่า 1,200,000 ราย ปลัดกระทรวงฯ ได้รายงานเรื่องนี้ให้นายประเสริฐทราบ แต่นายประเสริฐกลับเพิกเฉย

ภูมิใจไทยร้องเอาผิด ปมสแกนม่านตาคนไทย

นายศุภชัยกล่าวว่า การละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวทำให้ข้อมูลอ่อนไหวของคนไทยตกอยู่ในความเสี่ยง อาจถูกนำไปใช้ประโยชน์ในทางมิชอบ เช่น การสร้างบัญชีม้า หรืออาชญากรรมทางเทคโนโลยี ซึ่งเข้าข่ายความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และกฎหมาย ป.ป.ช.

ทำไมภูมิใจไทยถึงร้องเอาผิดปมสแกนม่านตาคนไทย?

“เรื่องนี้เคยมีบรรทัดฐานเดียวกับคดีจำนำข้าวที่ศาลเคยพิพากษาลงโทษอดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในฐานะปล่อยปละละเลยให้เกิดความเสียหายต่อประเทศชาติและประชาชน ผมจึงขอเรียกร้องให้มีการสอบสวน และจะนำเรื่องนี้ไปร้องต่อ DSI และ ป.ป.ช. เพื่อดำเนินการกับนายประเสริฐ และปลัดกระทรวงดีอีต่อไป” นายศุภชัยกล่าว

ประเด็นสแกนม่านตาคนไทยนี้ กลายเป็นเรื่องที่น่าจับตามองอย่างใกล้ชิด เพราะเกี่ยวข้องกับข้อมูลส่วนบุคคลที่มีความละเอียดอ่อน และอาจนำไปสู่ปัญหาอาชญากรรมทางเทคโนโลยีได้ หากไม่มีการควบคุมและตรวจสอบอย่างเข้มงวด การดำเนินการของพรรคภูมิใจไทยในครั้งนี้จึงเป็นการแสดงความห่วงใยต่อความปลอดภัยของข้อมูลประชาชน และต้องการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงและดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด

การเก็บข้อมูลส่วนบุคคลโดยเฉพาะข้อมูลชีวมิติ เช่น ม่านตา เป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบถึงความปลอดภัยและวัตถุประสงค์ในการใช้งาน หากไม่มีมาตรการป้องกันที่รัดกุม ข้อมูลเหล่านี้อาจถูกนำไปใช้ในทางที่ผิดกฎหมาย และสร้างความเสียหายให้กับประชาชนได้ ดังนั้นการออกมาเคลื่อนไหวของพรรคภูมิใจไทยในครั้งนี้ ถือเป็นการกระตุ้นเตือนให้สังคมตระหนักถึงความสำคัญของการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และเรียกร้องให้ภาครัฐมีการกำกับดูแลเรื่องนี้อย่างจริงจัง

นอกจากนี้ ประเด็นที่น่าสนใจคือ บริษัทที่เข้ามาดำเนินการเก็บข้อมูลสแกนม่านตาคนไทยนั้น มีประวัติที่ไม่น่าไว้วางใจ ทำให้เกิดข้อสงสัยถึงความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือของโครงการ การที่กระทรวงดีอีปล่อยให้มีการทำ MOU กับบริษัทดังกล่าว จึงเป็นเรื่องที่ต้องมีการตรวจสอบอย่างละเอียด เพื่อให้เกิดความกระจ่างและสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน

การดำเนินการทางกฎหมายกับผู้ที่เกี่ยวข้องกับการปล่อยปละละเลยให้เกิดความเสียหายต่อข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชน ถือเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยสร้างบรรทัดฐาน และป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีกในอนาคต การที่พรรคภูมิใจไทยยื่นเรื่องให้ DSI และ ป.ป.ช. ดำเนินการสอบสวน จึงเป็นขั้นตอนที่ถูกต้องและจำเป็น เพื่อให้ความจริงปรากฏ และผู้กระทำผิดได้รับโทษตามกฎหมาย

คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้? การเก็บข้อมูลชีวมิติของประชาชนควรมีมาตรการควบคุมที่เข้มงวดกว่านี้หรือไม่?

ที่มา – ภูมิใจไทย จ่อร้อง DSI-ป.ป.ช. เอาผิด “ประเสริฐ-ปลัดดีอี” ปม MOU บ.สิงคโปร์ สแกนม่านตาคนไทย

ปลัดดีอี แจงปมระงับเส้นทางเงิน เร่งปลดล็อกแยกผู้บริสุทธิ์

ปลัดดีอี เผยบัญชีที่ถูกระงับการโอนเงินที่เป็นบัญชีของสุจริตชนมีไม่มากนัก จากจำนวนบัญชีต้องสงสัยว่าเกี่ยวพันแก๊งโจรออนไลน์ทั้งหมด พบบัญชีม้าปรับกลยุทธ์ ใช้งานบัญชีธนาคารเป็นทั้งบัญชีม้าที่รับโอนเงินผิดกฎหมายและใช้เป็นบัญชีซื้อสินค้าด้วย เพื่อให้เจาะจงได้ยากขึ้น

วันที่ 14 ก.ย. 68 นายวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าวหลังเป็นประธานการประชุมเมื่อวันนี้ (14 ก.ย.) เกี่ยวกับการดำเนินมาตรการเพิกถอนการระงับบัญชีธนาคารชั่วคราวในบัญชีที่อาจมีความเกี่ยวข้องกับบัญชีม้าของมิจฉาชีพ ซึ่งเป็นผลมาจากการบังคับใช้พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) มาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2568 ร่วมกับ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สมาคมธนาคารไทย สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.)

นายวิศิษฏ์ ระบุว่า จากการตรวจสอบพบบัญชีที่ถูกระงับการโอนเงิน ที่เป็นบัญชีของสุจริตชนมีไม่มากนัก จากจำนวนบัญชีที่ถูกตรวจสอบว่าอาจเกี่ยวข้องกับกลุ่มอาชญากรทางเทคโนโลยีทั้งหมด ปัญหาที่เกิดขึ้นขณะนี้คือ พบว่าบัญชีม้าเริ่มปรับกลยุทธ์ โดยใช้งานบัญชีธนาคารเป็นทั้งบัญชีม้าที่รับโอนเงินผิดกฎหมาย และใช้เป็นบัญชีทั่วไปในการซื้อสินค้าด้วย เพื่อให้เจาะจงได้ยากขึ้น จึงทำให้อาจมีประชาชนทั่วไปเข้าไปเกี่ยวพันกับเส้นทางเงินที่โอนเข้ามาชำระค่าสินค้า

อย่างไรก็ตามเพื่อให้คนบริสุทธิ์ไม่ได้รับผลกระทบ ที่ประชุมได้กำหนดให้เร่งตรวจสอบบัญชีที่ถูกระงับวงเงินให้เร็วขึ้น โดยให้อำนาจศูนย์ปฏิบัติการเพื่อป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ศปอท.) หรือ ศูนย์ AOC 1441 ปลดล็อกการระงับวงเงินจากบัญชีธนาคารของผู้สุจริตซึ่งถูกระงับชั่วคราวได้ ผ่านการดำเนินการ ดังนี้

  1. เส้นทางการเงิน รูปแบบทางการเงินของบัญชีว่ามีลักษณะเป็นการทำธุรกรรมปกติหรือไม่
  2. เจ้าของบัญชีมีรายชื่อเกี่ยวข้องกับการอายัดบัญชีของ ปปง. และตำรวจหรือไม่ โดยขณะนี้สามารถปลดล็อกไปแล้วเป็นจำนวนหนึ่งแล้ว หากประชาชนที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำผิดกฎหมาย สามารถติดต่อ ศูนย์ AOC โทร. 1441 กด 2 เพื่อดำเนินการเพิกถอนการระงับและคืนสิทธิ์ตามขั้นตอนต่อไป

“โดยหลักการ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะเร่งตรวจสอบให้เร็วขึ้น ถ้าพบว่าเป็นบัญชีของสุจริตชน ก็จะปลดล็อกการโอนเงินนั้น แต่ถ้าพบว่าเป็นบัญชีม้าหรือที่เกี่ยวพัน ก็จะต้องระงับเส้นทางเงินเอาไว้ เพราะกฎหมายต้องการระงับการโอนเงินเพื่อนำเงินไปคืนให้ผู้ถูกหลอกลวงโดยเร็วที่สุด”

“ภายใต้พ.ร.ก.มาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2568 กำหนดให้ธนาคาร มีหน้าที่ระงับการทำธุรกรรมทางการเงินเป็นการชั่วคราว โดยจะมีการระงับจำนวนเงินเฉพาะที่โอนออกไปจากบัญชีต้องสงสัยเท่านั้น ไม่ได้ระงับทั้งบัญชีแต่อย่างใด ซึ่งบัญชีธนาคารนั้น ยังคงสามารถทำธุรกรรมได้อยู่ตามปกติ ในส่วนของการอายัดบัญชี เป็นกรณีที่ตำรวจอายัดบัญชี ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ซึ่งจะต้องผ่านการพิสูจน์ทราบว่าเป็นบัญชีม้า ไม่ว่าจะเป็นระดับไหนก็ตาม”

โดยสำหรับบัญชีของประชาชนที่ถูกระงับชั่วคราว เมื่อมีคำสั่งจากศปอท.ให้ปลดล็อกแล้ว ธนาคารจะเป็นผู้แจ้งให้เจ้าของบัญชีได้รับทราบ โดยศูนย์ AOC จะทำหน้าที่รับเรื่องและประมวลผลข้อมูลเท่านั้น จะไม่ติดต่อกับประชาชนโดยตรง

ด้านนายเอกพงษ์ หริ่มเจริญ ผู้ตรวจราชการกระทรวงดีอี ในฐานะหัวหน้าศูนย์ AOC 1441 เปิดเผยว่า AOC 1441 จะเร่งรัดขั้นตอนการตรวจสอบบัญชีธนาคารให้เร็วขึ้น โดยต้องมีหลักในการพิสูจน์ความเชื่อมโยงของบัญชีธนาคารกับกลุ่มอาชญากรทางเทคโนโลยีให้ชัดเจน หากพบไม่เกี่ยวข้องจึงจะปลดล็อกการโอนเงินให้ เพราะหลักการทำงานของ AOC คือการระงับและหยุดเส้นทางเงินของอาชญากรทางเทคโนโลยีให้เร็วที่สุด เพื่อนำเงินกลับไปคืนเจ้าของ.

ปลัดดีอี แจงปมระงับเส้นทางเงิน เร่งปลดล็อกแยกผู้บริสุทธิ์

จากกรณีที่มีประชาชนได้รับผลกระทบจากการระงับบัญชีธนาคารชั่วคราวเนื่องจากสงสัยว่าเกี่ยวข้องกับบัญชีม้า ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ได้ออกมาแจงปมระงับเส้นทางเงิน เร่งปลดล็อกแยกผู้บริสุทธิ์ เพื่อลดผลกระทบต่อประชาชนที่ไม่เกี่ยวข้องกับการกระทำผิด

ความคืบหน้าการปลดล็อกบัญชี

ทางกระทรวงดีอีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังเร่งดำเนินการตรวจสอบบัญชีที่ถูกระงับอย่างรวดเร็ว หากพบว่าเป็นบัญชีของสุจริตชนก็จะปลดล็อกการระงับเส้นทางเงินทันที แต่หากพบว่าเกี่ยวข้องกับบัญชีม้าหรือการกระทำผิดกฎหมายก็จะดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

หากคุณเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการระงับบัญชีและมั่นใจว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำผิด สามารถติดต่อศูนย์ AOC 1441 กด 2 เพื่อดำเนินการเพิกถอนการระงับและขอคืนสิทธิ์ได้

การระงับเส้นทางเงินเป็นมาตรการที่จำเป็นในการปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ แต่ก็ต้องดำเนินการอย่างระมัดระวังเพื่อไม่ให้กระทบต่อผู้บริสุทธิ์ หวังว่าการเร่งดำเนินการตรวจสอบและปลดล็อกบัญชีที่ไม่เกี่ยวข้องจะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนได้

ที่มา – ปลัดดีอี แจงปมระงับเส้นทางเงิน ไม่ใช่อายัดบัญชี เร่งปลดล็อกแยกผู้บริสุทธิ์

Scroll to top