ปลาหมอคางดํา

“เท้ง” เกาะติดปัญหาปลาหมอคางดำ จี้รัฐบาลเอาผิดถึงที่สุด

“เท้ง” เกาะติดปัญหาปลาหมอคางดำ จี้รัฐบาลเอาผิดถึงที่สุด ไม่สนเอกชนนั้นเป็นใคร

สถานการณ์การระบาดของปลาหมอคางดำยังคงเป็นวิกฤตใหญ่ที่สร้างความเสียหายให้กับพี่น้องเกษตรกรและชาวประมงอย่างมหาศาล ล่าสุด “เท้ง” ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ได้นำทีมลงพื้นที่จ.สมุทรสาคร เพื่อติดตามปัญหาดังกล่าวอย่างใกล้ชิด โดยย้ำชัดว่ารัฐบาลจะต้องจริงจังในการจัดการกับผู้ที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าเอกชนรายนั้นจะเป็นใครก็ตาม เพราะปัญหานี้ส่งผลกระทบต่อปากท้องของประชาชนโดยตรง

การลงพื้นที่ครั้งนี้มีการจัดเวทีเสวนาเพื่อร่วมกันหาทางออก โดยมีการตั้งคำถามสำคัญไปยังรัฐบาลว่า ทำไมถึงยังไม่มีแผนการรับมือที่ชัดเจน โดยเฉพาะการจัดสรรงบประมาณปี 2570 ที่กรมประมงยอมรับตามตรงว่าไม่ได้เตรียมรับมือกับภัยพิบัติครั้งนี้ไว้ การที่ “เท้ง” เกาะติดปัญหาปลาหมอคางดำ จี้รัฐบาลเอาผิดถึงที่สุด ไม่ใช่เพียงแค่การเรียกร้อง แต่คือการทวงถามความรับผิดชอบจากต้นตอของการนำเข้าสายพันธุ์สัตว์น้ำชนิดนี้

แนวทางการแก้ปัญหาที่รัฐบาลต้องเร่งทำ

เพื่อให้สถานการณ์คลี่คลายลง ทางพรรคประชาชนได้เสนอแนวทางเชิงรุกเพื่อให้รัฐบาลนำไปปฏิบัติ ดังนี้:

  • ประกาศเขตภัยพิบัติอย่างเร่งด่วนเพื่อให้มีการเยียวยา
  • จัดตั้งกองทุนช่วยเหลือฉุกเฉินแก่เกษตรกรผู้ได้รับผลกระทบ
  • กำหนดเขตพื้นที่เฝ้าระวังและมาตรการกำจัดอย่างเป็นระบบ
  • ดำเนินคดีกับบริษัทเอกชนที่เป็นต้นเหตุของการนำเข้าสายพันธุ์อย่างถึงที่สุด

ทางด้าน นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ สส.พรรคประชาชน ได้ออกมาประกาศชัดเจนว่า หากรัฐบาลยังคงเพิกเฉยต่อสถานการณ์ที่รุนแรงขึ้นกว่า 2-3 เท่าตัว แบบที่เป็นอยู่นี้ ต่อไปทางพรรคจะยกระดับการตรวจสอบในการประชุมสภาสมัยหน้าอย่างแน่นอน ไม่ใช่เพียงการถามรัฐมนตรี แต่จะเปิดฉากตั้งกระทู้ถามนายกฯ โดยตรงเพื่อให้สังคมเห็นคำตอบที่แท้จริง

การที่ “เท้ง” เกาะติดปัญหาปลาหมอคางดำ จี้รัฐบาลเอาผิดถึงที่สุด สะท้อนให้เห็นว่าปัญหาเรื่องระบบนิเวศและการทำมาหากินของประชาชนเป็นเรื่องที่ไม่ควรละเลย และภาษีของประชาชนไม่ควรถูกนำมาละลายกับปัญหาที่เกิดจากความผิดพลาดของกลุ่มผลประโยชน์ หากรัฐบาลต้องการสร้างความเชื่อมั่น ก็ต้องกล้าเผชิญหน้ากับความจริงและสั่งการให้เด็ดขาด

บทสรุปของเรื่องนี้ไม่ได้จบแค่การจับปลา แต่คือการคืนความยุติธรรมให้กับชาวบ้านที่ต้องสูญเสียอาชีพไปเพราะความประมาทของใครบางคน รัฐบาลต้องพิสูจน์ให้เห็นว่า กฎหมายมีไว้บังคับใช้กับทุกคนอย่างเท่าเทียมและไม่มีอภิสิทธิ์ชนที่อยู่เหนือกฎหมายได้ในประเทศนี้ เราในฐานะประชาชนคงต้องจับตาดูกันต่อไปว่า รัฐบาลชุดนี้จะเลือกเอาใจกลุ่มทุนหรือจะเลือกยืนอยู่ข้างผู้ได้รับความเดือดร้อนอย่างแท้จริง

ที่มา – “เท้ง” เกาะติดปัญหาปลาหมอคางดำ จี้รัฐบาลเอาผิดถึงที่สุด ไม่สนเอกชนนั้นเป็นใคร

งานไส้ ปลากระป๋องยี่ห้อดังยัดไส้ หมอคางดำ แทน ซาร์ดีน

งานไส้ ปลากระป๋องยี่ห้อดังยัดไส้ หมอคางดำ แทน ซาร์ดีน

กลายเป็นประเด็นร้อนที่ทำเอาคนรักปลากระป๋องต้องสะดุ้งกันไปตามๆ กัน เมื่อมีการเปิดเผยผลการพิสูจน์แล็บระดับ DNA ที่ชี้ชัดว่า มีแบรนด์ปลากระป๋องบางยี่ห้อที่วางจำหน่ายอยู่ในท้องตลาด แอบนำเอา งานไส้ ปลากระป๋องยี่ห้อดังยัดไส้ หมอคางดำ แทน ซาร์ดีน มาวางจำหน่ายให้ผู้บริโภคหลงเชื่อว่าเป็นปลาซาร์ดีนชั้นดี ซึ่งเรื่องนี้ไม่เพียงแต่เป็นคำถามถึงมาตรฐานความปลอดภัย แต่ยังเป็นการฉ้อโกงผู้บริโภคครั้งใหญ่ที่หน่วยงานรัฐต้องเร่งจัดการ

จากการแถลงข่าวของ สส.พรรคประชาชน ร่วมกับมูลนิธิชีววิถี (BIOTHAI) และสภาองค์กรของผู้บริโภค ได้มีการยืนยันผลการตรวจ DNA จากตัวอย่างปลากระป๋องยี่ห้อ “ดอกตันหยง” ที่ผลิตในจังหวัดสมุทรสาคร ซึ่งระบุชัดเจนว่าวัตถุดิบที่ใช้คือ “ปลาหมอคางดำ” (Sarotherodon melanotheron) ซึ่งเป็นปลาชนิดรุกรานที่กำลังสร้างปัญหาต่อระบบนิเวศไทยอย่างหนักในขณะนี้

เปิดปมร้อน: ทำไมเราถึงพบ งานไส้ ปลากระป๋องยี่ห้อดังยัดไส้ หมอคางดำ แทน ซาร์ดีน?

หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมปลาหมอคางดำถึงไปโผล่อยู่ในกระป๋องได้? ทั้งที่ก่อนหน้านี้มีการใช้งบประมาณมหาศาลในการกวาดล้างและประกาศว่านำไปทำปุ๋ยหรือน้ำหมักชีวภาพ แต่การพบเหตุการณ์ งานไส้ ปลากระป๋องยี่ห้อดังยัดไส้ หมอคางดำ แทน ซาร์ดีน ในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความหละหลวมในการตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) ของหน่วยงานรัฐอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นกรมประมง หรือ อย. ที่ไม่ได้มีการตรวจสอบลงลึกถึงระดับ DNA แต่กลับรีบออกมาการันตีว่าไม่ใช่ปลาชนิดดังกล่าว นำไปสู่ข้อครหาถึงการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่

  • ปลาหมอคางดำคือปลาต่างถิ่นที่มีการแพร่ระบาดรวดเร็วและทำลายวงจรปลาท้องถิ่น
  • การนำมาแปรรูปเป็นอาหารโดยไม่แจ้งฉลากให้ชัดเจน ถือเป็นการละเมิดสิทธิผู้บริโภค
  • การตรวจสอบย้อนกลับที่โปร่งใสคือสิ่งที่คนไทยต้องการมากกว่าคำพูดชี้แจงที่ไร้น้ำหนัก

ความน่ากังวลยังไม่หมดเพียงเท่านี้ เพราะในปีงบประมาณ 2570 กลับไม่มีการตั้งงบประมาณเพื่อกำจัดปลาชนิดนี้อย่างเป็นรูปธรรม ทั้งที่สถานการณ์การระบาดรุนแรงขึ้นกว่าปีก่อนถึง 2-3 เท่า หากภาครัฐยังคงเพิกเฉยและปล่อยให้ปลาที่ไม่มีที่มาปนเปื้อนอยู่ในห่วงโซ่อาหาร ประชาชนคงต้องตั้งคำถามว่า หน่วยงานหลักอย่าง อย. และกรมประมง กำลังปกป้องผลประโยชน์ของผู้บริโภค หรือกำลังเอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มทุนที่ฉวยโอกาสหากินกับปลาผิดประเภทกันแน่

ในฐานะผู้บริโภค เราควรช่วยกันเป็นหูเป็นตาตรวจสอบฉลากให้ดี และเรียกร้องให้มีการบังคับใช้กฎหมายฉบับใหม่ที่เข้มงวดกว่าเดิม เพื่อบังคับให้ผู้ประกอบการต้องแสดงที่มาของวัตถุดิบทุกอย่างอย่างโปร่งใส เพราะสุขภาพของประชาชนไม่ใช่เรื่องที่จะเอามาล้อเล่นหรือปล่อยผ่านได้เช่นนี้

ที่มา – งานไส้ ปลากระป๋องยี่ห้อดังยัดไส้ “หมอคางดำ” แทน “ซาร์ดีน”

เกษตรฯ คุมเข้มสัตว์น้ำต่างถิ่น สกัดปลาหมอคางดำ-กุ้งก้ามแดง

เกษตรฯ คุมเข้มสัตว์น้ำต่างถิ่น สกัดปลาหมอคางดำ-กุ้งก้ามแดง

เพื่อนๆ เคยสงสัยไหมครับว่าทำไมช่วงนี้หน่วยงานรัฐถึงจริงจังเรื่องสัตว์น้ำในแหล่งน้ำธรรมชาติกันจัง? ล่าสุดทางกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ออกมาประกาศมาตรการเชิงรุกเพื่อติดตามสถานการณ์การแพร่กระจายของ เกษตรฯ คุมเข้มสัตว์น้ำต่างถิ่น สกัดปลาหมอคางดำ-กุ้งก้ามแดง ที่กำลังสร้างปัญหาใหญ่ให้กับระบบนิเวศของบ้านเราครับ การบุกรุกของสายพันธุ์แปลกปลอมเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่ส่งผลกระทบต่ออาชีพประมงและความอุดมสมบูรณ์ของแหล่งน้ำอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ผลกระทบจากการแพร่ระบาดของ เกษตรฯ คุมเข้มสัตว์น้ำต่างถิ่น สกัดปลาหมอคางดำ-กุ้งก้ามแดง

ปัญหาหลักที่พบคือการพบสัตว์น้ำรุกรานในหลายจุด เช่น ปลาหมอคางดำในจังหวัดสมุทรสงคราม และกุ้งก้ามแดงในกว๊านพะเยา ซึ่งเจ้าพวกนี้เป็นสายพันธุ์ที่เติบโตเร็วมากและกินเก่ง จนไปเบียดเบียนที่อยู่อาศัยและอาหารของสัตว์น้ำท้องถิ่นจนแทบไม่เหลือ ทางกรมประมงจึงต้องตั้งรับและวางแผนจัดการอย่างเป็นระบบเพื่อไม่ให้สถานการณ์บานปลายไปมากกว่านี้

มาตรการสำคัญที่กระทรวงฯ กำลังดำเนินการประกอบด้วย:

  • ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อมูลเชิงลึกในจุดที่มีรายงานพบสัตว์น้ำต่างถิ่น
  • ถอนรากถอนโคนด้วยการจับออกและกำจัดอย่างต่อเนื่อง
  • สนับสนุนการนำสัตว์น้ำเหล่านี้มาแปรรูปเป็นสินค้าเศรษฐกิจ เช่น อาหารสัตว์หรือปลาป่น
  • ขอความร่วมมือจากประชาชนห้ามนำสัตว์น้ำต่างถิ่นไปปล่อยในแหล่งน้ำธรรมชาติโดยเด็ดขาด

สำหรับประเด็นที่ว่า เกษตรฯ คุมเข้มสัตว์น้ำต่างถิ่น สกัดปลาหมอคางดำ-กุ้งก้ามแดง จะทำได้สำเร็จหรือไม่นั้น ต้องอาศัยความร่วมมือจากพวกเราทุกคนด้วยครับ เพราะหากชาวประมงหรือผู้เลี้ยงพบเห็นความผิดปกติ ต้องรีบแจ้งเจ้าหน้าที่ทันที และที่สำคัญคือเราต้องปรับความเข้าใจใหม่ว่าการปล่อยสัตว์น้ำต่างถิ่นลงสู่แหล่งน้ำสาธารณะนั้นมีความผิดและทำลายระบบนิเวศอย่างรุนแรง

สุดท้ายนี้ ผมมองว่าการรักษาทรัพยากรประมงของไทยไม่ใช่หน้าที่ของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่เป็นหน้าที่ของพวกเราคนไทยที่ต้องช่วยกันเป็นหูเป็นตา เพื่อให้แหล่งน้ำของเรายังคงเป็นแหล่งอาหารที่อุดมสมบูรณ์ให้กับคนรุ่นหลังต่อไปครับ

ที่มา – เกษตรฯ คุมเข้มสัตว์น้ำต่างถิ่น สกัด “ปลาหมอคางดำ-กุ้งก้ามแดง” ระบาดทำลายระบบนิเวศ

ณัฐชา ทวงสัญญา สุชาติ เงียบหายไร้คำตอบความจริงปลาหมอคางดำ

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในหน้าการเมืองไทย เมื่อคุณณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน ได้ออกมาเคลื่อนไหวผ่านโลกออนไลน์ กรณีที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้เคยให้คำมั่นไว้เกี่ยวกับ ณัฐชา ทวงสัญญา สุชาติ เงียบหายไร้คำตอบความจริงปลาหมอคางดำ ซึ่งวันนี้ถือว่าครบกำหนด 7 วันตามที่ได้ลั่นวาจาไว้ แต่กลับไร้สัญญาณความคืบหน้าใดๆ ออกมาสู่สายตาประชาชน

ณัฐชา ทวงสัญญา สุชาติ เงียบหายไร้คำตอบความจริงปลาหมอคางดำ

ปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำถือเป็นวิกฤตระดับชาติที่ทำลายระบบนิเวศอย่างรุนแรง ส่งผลกระทบต่อพี่น้องชาวประมงเป็นวงกว้าง เมื่อรัฐมนตรีได้ให้คำมั่นว่าจะหาความจริงมาตอบสังคมภายใน 7 วัน แต่เมื่อครบกำหนดแล้วกลับกลายเป็นความเงียบเชียบ ทำให้คำถามที่ว่าเรื่องนี้จะจบลงอย่างไรยังคงเป็นที่กังขาของคนทั้งประเทศ

บททดสอบความจริงใจในการแก้ปัญหาปลาหมอคางดำ

นอกจากนี้ ในวันที่ 4 มิถุนายน นายณัฐชา ได้กล่าวถึงการประชุมคณะกรรมาธิการการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ซึ่งได้เชิญฝ่ายบริหารมาร่วมหาทางออกร่วมกัน โดยหวังว่าการมาครั้งนี้จะเป็นการพิสูจน์ว่ารัฐบาลเอาจริงเอาจังกับการแก้ปัญหามากกว่าการโยนความรับผิดชอบไปมาระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กับกระทรวงทรัพยากรฯ ดังนี้:

  • การชี้แจงข้อเท็จจริงต้องโปร่งใสและตรวจสอบได้
  • รัฐบาลต้องเลิกเกี่ยงเรื่องอำนาจหน้าที่และหันมาบูรณาการการทำงานร่วมกัน
  • เร่งหามาตรการเยียวยาชาวประมงที่ได้รับผลกระทบโดยตรง

สิ่งที่สังคมอยากเห็นไม่ใช่คำพูดที่หรูหราหรือสัญญาใหม่ๆ แต่คือคำตอบที่เป็นรูปธรรมและการลงมือทำที่จริงจัง เพราะทุกวันที่ผ่านไปโดยไร้การจัดการ ความเสียหายกลับเพิ่มพูนขึ้นอย่างประเมินค่าไม่ได้

ในมุมมองของเรา วิกฤตนี้ไม่ควรเป็นเพียงเกมการเมือง แต่คือบททดสอบสำคัญว่ารัฐบาลชุดนี้จะสามารถรับมือกับปัญหาปากท้องและความมั่นคงทางอาหารของไทยได้หรือไม่ เราได้แต่เฝ้ารอว่าหลังจากการประชุมครั้งนี้ จะมีทางออกที่เป็นรูปธรรมหรือ ณัฐชา ทวงสัญญา สุชาติ เงียบหายไร้คำตอบความจริงปลาหมอคางดำ จะกลายเป็นเพียงเรื่องราวที่ถูกกลบฝังไปตามกาลเวลา

ที่มา – “ณัฐชา” ทวงสัญญา “สุชาติ” ครบ 7 วันแล้ว เงียบหายไร้คำตอบความจริงปัญหาปลาหมอคางดำ

เจ้าของโรงงานขอโทษปมปลากระป๋องไม่ตรงฉลาก

วันนี้เรามาพูดถึงประเด็นร้อนที่หลายคนกำลังให้ความสนใจกันมาก นั่นคือกรณี เจ้าของโรงงาน ขอโทษปม “ปลากระป๋อง” ไม่ตรงฉลาก ซึ่งกลายเป็นข่าวใหญ่ในโซเชียลมีเดีย หลังจากที่หน่วยงานรัฐบุกตรวจสอบและอายัดสินค้ากว่า 10,000 กระป๋อง ผู้บริโภคหลายคนต่างกังวลเรื่องความปลอดภัยและความโปร่งใสของผลิตภัณฑ์อาหารกระป๋องที่เราคุ้นเคยกันดี

เจ้าของโรงงาน ขอโทษปม “ปลากระป๋อง” ไม่ตรงฉลาก ยืนยันแก้ไขทันที

หลังจากที่ น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นำคณะลงพื้นที่ตรวจสอบที่ อ.เมือง จ.สมุทรสาคร ตามกระแสวิจารณ์จากออนไลน์ที่ระบุว่าปลากระป๋องดังกล่าวใช้ปลานิลแทนปลาแมคเคอเรลตามฉลาก ล่าสุด นายกิตติพงษ์ อ.วิกุลประเสริฐ และ นายปฐมรัตน์ อ.วิกุลประเสริฐ กรรมการบริหารบริษัทผู้ผลิต ได้ออกมาแสดงความรับผิดชอบอย่างจริงใจ โดย เจ้าของโรงงาน ขอโทษปม “ปลากระป๋อง” ไม่ตรงฉลาก ต่อสาธารณะ และยืนยันว่าไม่ได้ตั้งใจวางจำหน่ายสินค้าที่มีปัญหา

บริษัทได้ติดต่อผู้บริโภคที่ได้รับผลกระทบโดยตรงเพื่อเยียวยาเบื้องต้นแล้ว และกำลังดำเนินการเรียกคืนสินค้าทดลองทั้งหมดที่ผิดพลาดด้านฉลาก สินค้าที่ถูกอายัดกว่า 10,000 กระป๋องเกิดจากความผิดพลาดในกระบวนการผลิต ไม่ใช่การใช้ปลานิลทั้งหมด ปัจจุบันอยู่ระหว่างตรวจสอบจำนวนที่แท้จริง

ทำไมปลานิลถึงไม่ใช่ปัญหาใหญ่? ข้อชี้แจงจากเจ้าของโรงงาน

นายกิตติพงษ์ ชี้แจงเพิ่มเติมว่าปลานิลเป็นปลาที่กินได้ปลอดภัย มีประโยชน์ต่อสุขภาพ เช่น อุดมไปด้วยโปรตีนสูง ไขมันต่ำ และวิตามินต่างๆ ไม่ก่อให้เกิดอันตรายใดๆ บริษัทกำลังขออนุญาตฉลากใหม่ที่ถูกต้องตามกฎหมาย ขณะที่ธุรกิจนี้ดำเนินมาประมาณ 15 ปี โดยมุ่งเน้นคุณภาพและราคายุติธรรมเพื่อให้ผู้บริโภคเข้าถึงง่าย

ปัญหานี้อาจเกิดจากขั้นตอนการผลิตที่ติดขัด แต่บริษัทยืนยันว่าจะตรวจสอบให้ละเอียดเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดซ้ำ เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการอ่านฉลากสินค้าอย่างรอบคอบ ผู้บริโภคควรตรวจสอบวันผลิต วันหมดอายุ และส่วนผสมก่อนซื้อทุกครั้ง

บทเรียนจากกรณีปลากระป๋องไม่ตรงฉลาก

กรณีนี้เป็นตัวอย่างที่ดีสำหรับอุตสาหกรรมอาหารว่าความโปร่งใสคือกุญแจสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่น ในยุคที่ข้อมูลข่าวสารแพร่กระจายเร็วผ่านโซเชียล ผู้ผลิตต้องใส่ใจทุกรายละเอียดเพื่อหลีกเลี่ยงวิกฤตที่ใหญ่กว่า นอกจากนี้ หน่วยงานอย่าง อย. ก็เข้มงวดมากขึ้น โดยหากฝ่าฝืนอาจโดนโทษหนักคุกสูงสุด 10 ปี

  • ประโยชน์ของปลานิล: โปรตีนสูง ช่วยสร้างกล้ามเนื้อ
  • ไขมันต่ำ: เหมาะสำหรับคนควบคุมน้ำหนัก
  • ราคาถูก: เข้าถึงได้ง่ายกว่าปลาทะเล
  • ปลอดภัย: หากปรุงสุกดี ไม่มีพาราซิต

บริษัทได้มีนโยบายปรับปรุงกระบวนการผลิตใหม่ทั้งหมด เพื่อให้สินค้าทุกชิ้นตรงตามฉลาก 100% ผู้บริโภคที่ซื้อสินค้าล็อตนี้ สามารถติดต่อบริษัทเพื่อขอคืนหรือแลกได้ทันที

ในมุมมองของผม เหตุการณ์ เจ้าของโรงงาน ขอโทษปม “ปลากระป๋อง” ไม่ตรงฉลาก นี้เป็นบทเรียนราคาถูกที่ทำให้อุตสาหกรรมตื่นตัวมากขึ้น สุดท้ายแล้ว ผู้บริโภคอย่างเราก็ได้ประโยชน์จากระบบตรวจสอบที่เข้มแข็ง หากคุณเคยเจอปัญหาคล้ายๆ กัน ลองแชร์ประสบการณ์ในคอมเมนต์ด้านล่างนะครับ หรือติดตามข่าวสารอาหารปลอดภัยเพิ่มเติมจากบล็อกของเรา เพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ!

ที่มา – เจ้าของโรงงาน ขอโทษปม “ปลากระป๋อง” ไม่ตรงฉลาก ยืนยันไม่ได้ตั้งใจวางจำหน่าย

“ศุภมาส” เผยผลปลากระป๋องเบื้องต้นเป็น “ปลานิล” ชี้คดีอาญา

จากกรณีที่สร้างความฮือฮาในโซเชียลมีเดียเรื่อง “ศุภมาส” เผยผลปลากระป๋องเบื้องต้นเป็น “ปลานิล” ชี้คดีอาญา ผลิตอาหารปลอม ทำให้ผู้บริโภคหลายคนตั้งคำถามถึงความปลอดภัยของอาหารกระป๋องที่เราคุ้นเคย ล่าสุดนางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบที่จังหวัดสมุทรสาคร เพื่อติดตามสถานการณ์นี้อย่างใกล้ชิด

“ศุภมาส” เผยผลปลากระป๋องเบื้องต้นเป็น “ปลานิล” ชี้คดีอาญา ผลิตอาหารปลอม

ในวันที่ 6 พฤษภาคม 2569 นางสาวศุภมาส ได้ให้สัมภาษณ์หลังลงพื้นที่ ระบุว่าผลตรวจสอบเบื้องต้นที่ส่งไปยังกรมประมง พบว่าวัตถุดิบในปลากระป๋องดังกล่าวเป็นปลานิล แทนที่จะเป็นปลาแมคเคอเรลตามที่ระบุบนฉลาก ซึ่งถือเป็นการให้ข้อมูลเท็จแก่ผู้บริโภค สินค้าถูกอายัดไปแล้วกว่า 10,000 กระป๋อง และสั่งเรียกคืนทั้งหมดจากตลาด เพื่อป้องกันผลกระทบในวงกว้าง ไม่เพียงกระทบผู้ประกอบการรายนี้เท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อความเชื่อมั่นในอุตสาหกรรมอาหารกระป๋องทั้งระบบ

ผู้ประกอบการอ้างทดลองผลิต แต่ฟังดูน่าปวดหัว

ผู้ประกอบการชี้แจงว่าเป็นการทดลองผลิตเพื่อหาวัตถุดิบทดแทนปลาแมคเคอเรล เนื่องจากปลานิลราคาไม่ต่างกันมากนัก และคุณภาพใกล้เคียงกัน แต่ศุภมาสมองว่าเรื่องนี้แปลกประหลาด เพราะการทดลองไม่ควรนำสินค้าออกวางจำหน่ายให้ประชาชนบริโภคเด็ดขาด หน่วยงานกำลังตรวจสอบข้อเท็จจริงเพิ่มเติม รวมถึงเอกสารการผลิตที่พบหลักฐานชัดเจนว่าใช้ปลานิลจริง

นอกจากนี้ ยังเก็บตัวอย่างตรวจ 2 ส่วน คือ การตรวจสายพันธุ์กับกรมประมง ซึ่งผลเบื้องต้นไม่เป็นทางการยืนยันเป็นปลานิล และการตรวจความปลอดภัย เช่น เชื้อจุลินทรีย์ โลหะหนัก สถานที่ผลิตได้มาตรฐานสุขลักษณะ แต่ยังต้องรอผลอย่างเป็นทางการ โดยเฉพาะข้อสงสัยเรื่องปลาหมอคางดำ

บทลงโทษหนักหน่วง คดีอาญายอมความไม่ได้

สำหรับการดำเนินคดี สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เตรียมดำเนินตามพระราชบัญญัติอาหาร ข้อหาผลิตอาหารปลอม โทษจำคุก 6 เดือนถึง 10 ปี แสดงฉลากไม่ถูกต้องปรับเงิน สถานที่ผลิตไม่ถูกสุขลักษณะปรับเช่นกัน หากพบสารปนเปื้อนเพิ่ม จะถูกดำเนินคดีเสริม แม้ผู้บริโภคบางรายจะได้รับค่าชดเชยแล้ว แต่คดีนี้เป็นคดีอาญา ยอมความไม่ได้ พนักงานเจ้าหน้าที่จะดำเนินคดีกับบริษัทเต็มที่

  • อายัดสินค้ากว่า 10,000 กระป๋อง
  • เรียกคืนสินค้าทั้งหมด
  • ตรวจสอบเอกสารและสถานที่ผลิต
  • ผลเบื้องต้นยืนยันปลานิล

เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจให้ผู้บริโภคตรวจสอบฉลากสินค้าอย่างละเอียดก่อนซื้อ โดยเฉพาะอาหารกระป๋องที่นิยมในครัวเรือน หากพบปัญหาควรรายงานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทันที เพื่อปกป้องสุขภาพของทุกคน

ในมุมมองของผู้เขียน เหตุการณ์“ศุภมาส” เผยผลปลากระป๋องเบื้องต้นเป็น “ปลานิล” ชี้คดีอาญา ผลิตอาหารปลอมนี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการกำกับดูแลอุตสาหกรรมอาหาร ผู้ประกอบการต้องรับผิดชอบต่อผู้บริโภคอย่างแท้จริง อย่าปล่อยให้ความโลภมาทำลายความเชื่อมั่น ลองแชร์ประสบการณ์ของคุณในคอมเมนต์ด้านล่าง และติดตามข่าวสารสุขภาพอาหารเพิ่มเติมจากบล็อกของเรา!

ที่มา – “ศุภมาส” เผยผลปลากระป๋องเบื้องต้นเป็น “ปลานิล” ชี้คดีอาญา ผลิตอาหารปลอม

Scroll to top