ปอยเปต

ลุยกวาดล้างช่วงบอลโลก ทลายเครือข่าย 6 เว็บพนัน ยอดหมุนเวียนรวมกว่า 473 ล้าน

ในช่วงเทศกาลฟุตบอลโลก 2026 ที่ผู้คนทั่วโลกต่างตื่นเต้นกับการเชียร์ทีมโปรด แต่ในอีกมุมหนึ่ง กลับมีขบวนการผิดกฎหมายฉวยโอกาสนี้ลักลอบเปิดเว็บพนันออนไลน์กันอย่างคึกคัก ล่าสุดเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ปฏิบัติการ ลุยกวาดล้างช่วงบอลโลก ทลายเครือข่าย 6 เว็บพนัน ยอดหมุนเวียนรวมกว่า 473 ล้าน ซึ่งถือว่าเป็นผลงานครั้งใหญ่ในการกวาดล้างสิ่งผิดกฎหมายในพื้นที่จังหวัดสระแก้ว

ลุยกวาดล้างช่วงบอลโลก ทลายเครือข่าย 6 เว็บพนัน ยอดหมุนเวียนรวมกว่า 473 ล้าน

ปฏิบัติการครั้งนี้ เป็นความร่วมมือระหว่าง ศปอส.ตร. และ สส.ภ.1 ที่บุกเข้าตรวจสอบเป้าหมาย 3 จุด ในอำเภอตาพระยา อรัญประเทศ และคลองหาด โดยเน้นไปที่เครือข่ายเว็บไซต์พนันที่ท้าทายกฎหมายในช่วงมหกรรมฟุตบอลโลก ผลการตรวจค้นพบของกลางเป็นคอมพิวเตอร์ โน้ตบุ๊ก และสมุดบัญชีธนาคารจำนวนมาก พร้อมรวบตัวแอดมินที่ทำหน้าที่ดูแลระบบให้กับนายทุนฝั่งปอยเปต ประเทศกัมพูชา

รายละเอียดปฏิบัติการลุยกวาดล้างช่วงบอลโลก ทลายเครือข่าย 6 เว็บพนัน ยอดหมุนเวียนรวมกว่า 473 ล้าน

จากการตรวจสอบพบว่า เครือข่ายเหล่านี้ประกอบไปด้วยเว็บไซต์ชื่อดังหลายแห่ง เช่น maxbet789, mega345, funnemoo.cc รวมถึงกลุ่ม afb โดยแต่ละเว็บไซต์มีจำนวนสมาชิกนับหมื่นราย และมีเงินหมุนเวียนในระบบมหาศาล โดยมีรายละเอียดที่น่าสนใจดังนี้:

  • เครือข่ายที่ 1: เว็บไซต์ maxbet789 และ mega345 มียอดสมาชิก 22,000 ราย ยอดหมุนเวียน 37 ล้านบาท
  • เครือข่ายที่ 2: เว็บไซต์ funnemoo.cc มียอดสมาชิกสูงถึง 585,448 ราย ยอดหมุนเวียนกว่า 90 ล้านบาทต่อเดือน
  • เครือข่ายที่ 3: กลุ่ม afb88.cc และ sfbet24vip มียอดหมุนเวียนพุ่งสูงถึง 346 ล้านบาท

ผู้ถูกจับกุมทั้งหมดให้การรับสารภาพว่า รับจ้างเป็นแอดมินให้กับนายทุน โดยได้รับค่าตอบแทนเดือนละ 17,000 บาท ซึ่งงานของพวกเขาคือการคอยตอบคำถามและจัดการระบบให้สมาชิกเข้าเล่นพนันฟุตบอลและเกมอื่นๆ ได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งการกระทำดังกล่าวถือเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายร้ายแรง ทั้งในข้อหาโฆษณาชักชวนให้คนเล่นพนัน และความผิดฐานฟอกเงิน

การปราบปรามในครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการทำลายฐานการเงินของอาชญากร แต่ยังเป็นการเฝ้าระวังเพื่อป้องกันไม่ให้เยาวชนไทยตกเป็นเหยื่อของการพนันออนไลน์ในช่วงฟุตบอลโลก ตำรวจยังฝากเตือนพี่น้องประชาชนว่าการเข้ายุ่งเกี่ยวกับเว็บพนันออนไลน์มีแต่จะสูญเสีย ไม่เพียงแค่เสียเงินทอง แต่ยังเสี่ยงต่อการถูกดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาดอีกด้วย

เราหวังว่าการกวดขันอย่างเข้มงวดของเจ้าหน้าที่ในครั้งนี้ จะช่วยลดจำนวนการเข้าถึงพนันออนไลน์และทำให้เทศกาลฟุตบอลโลกเป็นช่วงเวลาแห่งความสนุกสนานอย่างสร้างสรรค์อย่างที่ควรจะเป็นครับ

ที่มา – ลุยกวาดล้างช่วงบอลโลก ทลายเครือข่าย 6 เว็บพนัน ยอดหมุนเวียนรวมกว่า 473 ล้าน

สาวไทย หนีตายแก๊งคอลฯ ปอยเปต ปีนกำแพงชายแดนกลับไทย พลาดตกข้อเท้าหัก

เรื่องราวสุดสะเทือนใจของสาวไทย หนีตายแก๊งคอลฯ ปอยเปต ปีนกำแพงชายแดนกลับไทย พลาดตกข้อเท้าหัก กลายเป็นข่าวใหญ่ที่ทำให้หลายคนตื่นตัวกับภัยคุกคามจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติ วันนี้เราจะเล่าให้ฟังแบบละเอียด พร้อมบทเรียนที่ควรรู้เพื่อป้องกันตัวเอง

สาวไทย หนีตายแก๊งคอลฯ ปอยเปต ปีนกำแพงชายแดนกลับไทย พลาดตกข้อเท้าหัก

เมื่อวันที่ 9 พ.ค. 2569 เวลา 06.40 น. กองกำลังบูรพา โดยหน่วยเฉพาะกิจอรัญประเทศ และร้อยทหารพรานที่ 1201 ได้รับแจ้งจากมูลนิธิกู้ภัยสว่างเที่ยงธรรมสถาน พบหญิงสาวบาดเจ็บหนักบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ระหว่างจุดตรวจ อ.13-อ.14 บ้านดงงู ต.ป่าไร่ อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว

สาวไทยหนีแก๊งคอลเซ็นเตอร์

เจ้าหน้าที่รีบเข้าช่วยเหลือ พบ น.ส.พิมพร อายุ 28 ปี ชาวตราด สภาพข้อเท้าขวาหัก ไร้หนังสือเดินทาง ปฐมพยาบาลเบื้องต้นก่อนส่ง รพ.อรัญประเทศ ใส่เฝือก แล้วกลับ รพ.เปาโล กรุงเทพฯ ตามที่เธอขอ

เส้นทางหลอกลวงสู่ขุมนรกปอยเปต

จากการสอบสวน สาวไทย หนีตายแก๊งคอลฯ ปอยเปต เล่าว่า เธอสมัครงานผ่านกลุ่มเฟซบุ๊ก อ้างเป็นแอดมินเว็บพนันออนไลน์ ทำงานจากบ้าน นำบัญชีธนาคารไปรับเงินเดือน แต่ถูกหลอกพาไปอรัญประเทศ แล้วลักพาข้ามไปปอยเปต กัมพูชา บังคับสแกนหน้าแอปธนาคาร ทำงานบัญชีม้าให้มิจฉาชีพ

ภาพเหตุการณ์ช่วยเหลือ

ปลายเมษายน กัมพูชากวาดล้างแรงงานต่างชาติ เธอหนีไปพักญาติ แต่ไร้เงินจ้างพา ขอเส้นทางจากชาวบ้าน เดินลัดช่องทางธรรมชาติ ปีนกำแพงเช้ามืด 9 พ.ค. แต่พลาดตก ข้อเท้าหัก โทรขอช่วยจากกู้ภัย ทหารพรานช่วยทัน

กำแพงชายแดน

ภัยจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์ปอยเปตที่ต้องระวัง

ปอยเปตกลายเป็นแหล่งรวมแก๊งคอลเซ็นเตอร์ หลอกคนไทยด้วยงานรายได้ดี แต่จริงๆ บังคับทำงานผิดกฎหมาย สูญเสียอิสรภาพ

  • สัญญาณอันตราย: งานเฟซบุ๊กไม่ชัดเจน เงินเดือนสูงเกินจริง ขอสมุดบัญชี
  • วิธีหลีกเลี่ยง: ตรวจสอบนายจ้าง สอบถามรายละเอียด อย่าไปคนเดียว
  • หากถูกหลอก: ติดต่อสถานทูตหรือตำรวจท้องถิ่น หาพันธมิตรช่วย

เจ้าหน้าที่ส่งตัว น.ส.พิมพร ให้ สภ.คลองลึก ดำเนินคดี ขยายผลเครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์

เรื่องนี้เป็นเครื่องเตือนใจ อย่าเห็นแก่เงินง่ายๆ ตรวจสอบให้ดีก่อนตัดสินใจ สมัครงานต้องผ่านช่องทางน่าเชื่อถือ หากมีประสบการณ์คล้ายๆ กัน แชร์มาในคอมเมนต์เพื่อเตือนกันนะครับ

ที่มา – สาวไทย หนีตายแก๊งคอลฯ ปอยเปต ปีนกำแพงชายแดนกลับไทย พลาดตกข้อเท้าหัก

รวบหนุ่มวัย 23 อดีตแก๊งคอลเซ็นเตอร์ หลอกลงทุน 8.6 ล้าน

ข่าวใหญ่ที่กำลังเป็นกระแสในวงการข่าวอาชญากรรม เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถรวบหนุ่มวัย 23 อดีตแก๊งคอลเซ็นเตอร์ได้สำเร็จ หลังจากก่อเหตหลอกลวงประชาชนให้สูญเงินสูงถึง 8.6 ล้านบาท เรื่องนี้เป็นเครื่องเตือนใจให้ทุกคนระวังภัยจากมิจฉาชีพออนไลน์ที่แสบสันมากขึ้นทุกวัน

รวบหนุ่มวัย 23 อดีตแก๊งคอลเซ็นเตอร์

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2569 เจ้าหน้าที่ตำรวจสืบสวน 2 กองบังคับการสืบสวนสอบสวน ภ.6 นำโดย พ.ต.อ.ทวีศักดิ์ ถาบุญชู ผู้กำกับการสืบสวน 2 บก.สส.ภ.6 ได้บุกจับกุมตัวนายนพรัตน์ อายุ 23 ปี ชาวกรุงเทพมหานคร ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดสวรรคโลก ที่ จ.37/2569 ลงวันที่ 5 พฤษภาคม 2569 ในข้อหากระทำผิดฐาน “ร่วมกันฉ้อโกงประชาชน และร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ”

การจับกุมครั้งนี้มาจากคำสั่งของ พล.ต.ท.กิติศักดิ์ ดุรงควิบูลย์ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 6 ที่มอบหมายให้ทีมสืบสวนเร่งคลี่คลายคดี หลังจากผู้เสียหายแจ้งความที่ สภ.สวรรคโลก จ.สุโขทัย เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569

เหยื่อสูญเงินกว่า 8.6 ล้านหลังรวบหนุ่มวัย 23 อดีตแก๊งคอลเซ็นเตอร์

ผู้เสียหายรายนี้ถูกคนร้ายแสร้งเป็น “นายอำเภอดอยสะเก็ด จ.เชียงใหม่” โทรชักชวนให้ลงทุนเพื่อหารายได้พิเศษ โดยอ้างว่าโอนเงินเข้าแอปเพื่อส่งเสริมสินค้าให้ร้านค้า แล้วจะได้ผลตอบแทนก้อนโต ผู้เสียหายหลงเชื่อ โอนเงินไปกว่า 90 ครั้งเพื่อ “ปลดล็อกรายการถอนเงิน” แต่คนร้ายยังหลอกให้โอนค่าภาษี ค่าธรรมเนียมทำธุรกรรมเพิ่มอีกหลายครั้ง

เหตุการณ์เริ่มมาตั้งแต่เดือนกันยายน 2567 จนถึง 25 มกราคม 2569 รวมระยะเวลาเกือบ 2 ปี โอนเงินทั้งหมด 187 ครั้ง มูลค่ารวม 8,605,788.86 บาท ต่อมาคนร้ายยังพยายามหลอกโอนเพิ่ม แต่ผู้เสียหายไปปรึกษาลูกชาย จึงรู้ตัวว่าถูกหลอก จึงรีบแจ้งความ

ทีมสืบสวนนำโดย พ.ต.ท.อลงกต ทับชม รองผู้กำกับการสืบสวน 2 สืบสวนขยายผล จนออกหมายจับและจับกุมผู้ต้องหาได้

ประวัติผู้ต้องหาและวิธีการหลอกลวง

จากการสอบสวน นายนพรัตน์สารภาพว่า ต้นปี 2567 เคยทำงานกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่ตึก 25 ชั้นในเมืองปอยเปต ประเทศกัมพูชา หน้าที่เป็นแอดมินโทรหลอกเหยื่อ ได้ค่าจ้างเดือนละ 20,000 บาท เงินโอนเข้าบัญชีแก๊ง

ต่อมาได้รับมอบโทรศัพท์เครื่องที่ใช้หลอกเหยื่อรายนี้ จึงโทรต่อเนื่อง ช่วงเดือนมกราคม 2568 นายจ้างบ่ายเบี่ยงเงินเดือน เขาจึงตัดสินใจแยกตัว ใช้นำบัญชีธนาคารตัวเองรับเงินแทน หนีกลับไทยพร้อมโทรศัพท์เครื่องนั้น หลอกเหยื่อต่ออีกนับปี จนต้นปี 2569 รู้ว่าเหยื่อเริ่มสงสัย จึงลบข้อมูล ล้างเครื่อง ส่งให้คนอื่นใช้ บัญชีถูกอายัด เงินที่ได้นำไปใช้หมดสิ้น

  • ขั้นตอนการหลอกลวง: แสร้งเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ ชวนลงทุนแอปส่งสินค้า
  • ให้โอนเงินเริ่มต้น สัญญาผลตอบแทนสูง
  • หลอกปลดล็อกถอนเงิน เรียกค่าธรรมเนียมเพิ่มเรื่อยๆ
  • ยืดเยื้อนาน เกือบ 2 ปี จนเหยื่อสูญเงินล้าน

กรณีรวบหนุ่มวัย 23 อดีตแก๊งคอลเซ็นเตอร์นี้ แสดงให้เห็นว่ามิจฉาชีพบางรายแยกตัวจากแก๊งใหญ่มาทำคนเดียว แต่ยังใช้เทคนิคเดิมๆ ที่แสบสันไม่เปลี่ยน

วิธีป้องกันตัวเองจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์

ในยุคดิจิทัลนี้ แก๊งคอลเซ็นเตอร์เป็นภัยร้ายที่ไม่มีวันหมด ทุกปีมีผู้เสียหายนับหมื่นราย สูญเงินหลายพันล้าน วิธีป้องกันง่ายๆ คือ

  • อย่าเชื่อการโทรจากคนแปลกหน้า โดยเฉพาะที่อ้างเป็นเจ้าหน้าที่รัฐหรือชวนลงทุน
  • ตรวจสอบข้อมูลก่อนโอนเงิน ใช้เว็บไซต์ราชการอย่าง thaipol.or.th
  • ไม่โอนเงินให้รายการที่สัญญาผลตอบแทนสูงผิดปกติ
  • แจ้งเบาะแสได้ที่ 1155 สายด่วนตำรวจ หรือแอปตำรวจประชาชน

จากสถิติปี 2568 พบว่าคดีคอลเซ็นเตอร์เพิ่มขึ้น 30% โดยเหยื่อส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุและคนที่อยากรวยทางลัด

เรื่องนี้เป็นบทเรียนราคาแพง หากคุณหรือคนใกล้ตัวเคยเจอการโทรชวนลงทุนแบบนี้ อย่าลังเลที่จะแจ้งเจ้าหน้าที่ทันที การตื่นตัวของสังคมจะช่วยลดอาชญากรรมเหล่านี้ได้

คำแนะนำสุดท้าย: การลงทุนที่แท้จริงต้องมาจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ อย่าให้ความโลภมาทำลายอนาคต ตรวจสอบเสมอและปกป้องเงินในกระเป๋าของคุณ!

ที่มา – รวบหนุ่มวัย 23 อดีตแก๊งคอลฯ หัวหมอรับงานเอง โทรหลอกเหยื่อที่เคยคุยลงทุน สูญเงิน 8.6 ล้าน

รวบ 6 คนไทย หนีจากกัมพูชา: ทำงานลำไยที่จันท์?

เรื่องราวสุดสะเทือนใจของ 6 คนไทย ที่ถูกหลอกไปทำงานในกัมพูชา กลายเป็นอุทาหรณ์ให้ใครหลาย ๆ คนต้องระวังตัวมากขึ้น โดยกลุ่มคนไทยกลุ่มนี้อ้างว่า พวกเขาหวังจะไปทำงานเก็บลำไยที่จันทบุรี แต่สุดท้ายกลับถูกหลอกไปกักขังที่ปอยเปต

เมื่อช่วงเช้ามืดของวันที่ 17 พฤศจิกายน 2568 พ.อ.ชัยณรงค์ กาสี ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจอรัญประเทศ กองกำลังบูรพา ร่วมกับ พ.อ.พงศกร เสืองาม ผู้บังคับการกรมทหารพรานที่ 12 ได้นำกำลังพลเข้าสกัดจับ 6 คนไทย ชาย 2 คน หญิง 4 คน ขณะที่พวกเขากำลังลักลอบข้ามแดนจากฝั่งกัมพูชากลับเข้ามาในประเทศไทย บริเวณริมถนนหมายเลข 3383 ต.คลองน้ำใส อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว โดยไม่มีผู้นำพา

จากการสอบถาม พวกเขาให้การว่าต้องการเดินทางไปทำงานเก็บลำไยที่จันทบุรี แต่กลับถูกนายหน้าหลอกพาข้ามแดนไปยังกรุงปอยเปต ประเทศกัมพูชา และถูกกักขังไว้ในบ้านพักหลังหนึ่งร่วมกับคนไทยอีกประมาณ 30 คน

ในวันที่ 16 พฤศจิกายน 2568 กลุ่มคนไทยที่ถูกกักขังได้รวมตัวกันประท้วงเพื่อขอกลับภูมิลำเนา ทำให้ผู้ดูแลยอมปล่อยตัวและจัดหารถรับส่ง พร้อมทั้งออกค่าใช้จ่ายในการข้ามแดนให้ทั้งหมด โดยผู้ดูแลได้นำพวกตนมาปล่อยทิ้งไว้บริเวณชายแดน และให้เดินเท้าลักลอบกลับเข้าประเทศไทย จนกระทั่งถูกเจ้าหน้าที่ทหารพรานที่ออกลาดตระเวนตรวจพบและจับกุมได้ในที่สุด

เจ้าหน้าที่ทหารได้นำตัว 6 คนไทย ส่งมอบให้กับพนักงานสอบสวน สภ.คลองน้ำใส จ.สระแก้ว เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย และเร่งขยายผลไปยังขบวนการค้ามนุษย์ที่เกี่ยวข้อง

รวบ 6 คนไทย หนีจากกัมพูชา อ้างหวังทำงานเก็บลำไยที่จันทบุรี แต่ถูกหลอกไปปอยเปต

อุทาหรณ์! เรื่องราวของ 6 คนไทยที่ถูกหลอกไปทำงานเก็บลำไยที่จันทบุรี

เรื่องราวนี้เป็นอุทาหรณ์เตือนใจให้ทุกคนระมัดระวังในการหางาน โดยเฉพาะงานที่ต้องเดินทางไปทำงานต่างประเทศ ควรตรวจสอบข้อมูลของนายหน้าและบริษัทจัดหางานให้ละเอียดถี่ถ้วน เพื่อป้องกันไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของขบวนการค้ามนุษย์

การถูกหลอกไปทำงานต่างประเทศไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับ 6 คนไทย กลุ่มนี้แสดงให้เห็นว่าขบวนการเหล่านี้ยังคงมีอยู่ และใช้วิธีการที่หลากหลายในการหลอกลวงผู้คน ดังนั้นการมีสติและความรอบคอบจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด

สำหรับญาติพี่น้องหรือเพื่อนฝูงที่กำลังมองหางานในต่างประเทศ ควรให้คำแนะนำและช่วยตรวจสอบข้อมูลต่าง ๆ อย่างละเอียด เพื่อป้องกันไม่ให้พวกเขาตกเป็นเหยื่อของขบวนการเหล่านี้

การทำงานต่างประเทศอาจเป็นโอกาสที่ดีในการสร้างรายได้และพัฒนาชีวิต แต่ก็มาพร้อมกับความเสี่ยงที่ต้องระมัดระวัง ดังนั้นการเตรียมตัวให้พร้อมและตรวจสอบข้อมูลให้ละเอียดจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม

และสิ่งที่สำคัญที่สุดคือการตระหนักถึงสิทธิของตนเอง หากรู้สึกว่าถูกเอารัดเอาเปรียบหรือไม่ได้รับความเป็นธรรม ควรขอความช่วยเหลือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทันที

หวังว่าเรื่องราวของ 6 คนไทย ที่ถูกหลอกไปทำงานเก็บลำไยที่จันทบุรี จะเป็นบทเรียนให้กับทุกคน และช่วยป้องกันไม่ให้เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นอีกในอนาคต

ที่มา – รวบ 6 คนไทย หนีจากกัมพูชา อ้างหวังทำงานเก็บลำไยที่จันทบุรี แต่ถูกหลอกไปปอยเปต

สลด! สาวไทยเสียชีวิตที่ปอยเปต กัมพูชาส่งชันสูตร

ข่าวเศร้า! พบศพสาวไทยวัย 28 ปี เสียชีวิตที่ปอยเปต ประเทศกัมพูชา ทางการกัมพูชาได้ส่งร่างไปชันสูตรที่พนมเปญ ยังไม่สามารถระบุวันที่จะส่งร่างกลับประเทศไทยได้

ความคืบหน้าล่าสุดของกรณี สาวไทย อายุ 28 ปี ชาวจังหวัดฉะเชิงเทรา ซึ่งเดินทางไปทำงานในเมืองปอยเปต จังหวัดบันเตียนเมียนเจย ประเทศกัมพูชา และพบว่าเสียชีวิตที่ปอยเปตอย่างปริศนาในที่พัก หลังเพื่อนและผู้พบเห็นศพได้แจ้งให้เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบเหตุการณ์เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายนที่ผ่านมา

เบื้องต้น ยังไม่ทราบสาเหตุของการเสียชีวิต ญาติของผู้เสียชีวิตได้ติดต่อประสานขอความช่วยเหลือไปยังศูนย์ช่วยเหลือคนไทยในต่างแดน หรือ IMF เพื่อให้ช่วยตรวจสอบและดำเนินการขอรับศพกลับไปบำเพ็ญกุศลที่ประเทศไทย แต่ทางการกัมพูชากลับส่งศพไปชันสูตรที่กรุงพนมเปญ โดยอ้างว่าเป็นการดำเนินการตามขั้นตอน ซึ่งแตกต่างจากกรณีหญิงไทยพลัดตกตึกชั้น 3 ก่อนหน้านี้ ที่ไม่มีการส่งศพไปตรวจชันสูตรที่พนมเปญ

สาวไทยเสียชีวิตที่ปอยเปต กัมพูชาส่งร่างไปชันสูตร

ผู้ประสานงานศูนย์ช่วยเหลือคนไทยในต่างแดน (IMF) เปิดเผยว่า กรณีหญิงไทย อายุ 28 ปี ที่เสียชีวิตที่ปอยเปต มีลักษณะใกล้เคียงกับกรณีพลัดตกตึกก่อนหน้านี้ จากการตรวจสอบเบื้องต้น ทางกัมพูชาพิจารณาว่า การเสียชีวิตจากการผูกคอดังกล่าว อาจมีเงื่อนงำหรือเป็นการตายที่ผิดปกติ จึงส่งศพไปชันสูตรที่สถาบันนิติเวชของประเทศกัมพูชาในกรุงพนมเปญ ตามขั้นตอนของกฎหมาย

หลังจากนั้น จะมีการนำศพกลับมาที่ปอยเปต และประสานงานกับทางการไทย และ สน.ปทก.ฝั่งไทย เพื่อรับศพกลับไปมอบให้ญาติ นำกลับไปบำเพ็ญกุศลทางศาสนา คาดการณ์ว่าค่าใช้จ่ายในการส่งศพและเก็บศพอาจสูงถึงหลักแสนบาท ซึ่งเป็นภาระหนักสำหรับญาติผู้เสียชีวิต ยังไม่มีกำหนดการว่าจะมีการนำศพจากพนมเปญกลับมาส่งให้เจ้าหน้าที่ฝั่งไทยเมื่อใด

อย่างไรก็ตาม ญาติของผู้เสียชีวิตแจ้งว่า มีการส่งข้อความและโทรศัพท์พูดคุยกับแฟนในทำนองสั่งเสียไว้ด้วย

ความคืบหน้าล่าสุดคดี สาวไทยเสียชีวิตที่ปอยเปต

สถานการณ์การเสียชีวิตของคนไทยในต่างแดนยังคงเป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญอย่างต่อเนื่อง การเสียชีวิตของหญิงสาวรายนี้ที่ปอยเปตสร้างความสะเทือนใจให้กับครอบครัวและคนใกล้ชิดเป็นอย่างมาก การดำเนินการสอบสวนหาสาเหตุการเสียชีวิตอย่างโปร่งใสและเป็นธรรมจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อคลายข้อสงสัยและให้ความเป็นธรรมแก่ผู้เสียชีวิตและครอบครัว

นอกจากนี้ การให้ความช่วยเหลือญาติผู้เสียชีวิตในการดำเนินการด้านเอกสาร การจัดการศพ และการเดินทางกลับประเทศไทยก็เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง หน่วยงานภาครัฐและองค์กรที่เกี่ยวข้องควรเร่งให้ความช่วยเหลือในทุกด้าน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของครอบครัวผู้สูญเสีย

การเดินทางไปทำงานในต่างประเทศมีความเสี่ยงที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ ควรศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับกฎหมาย วัฒนธรรม และสภาพความเป็นอยู่ของประเทศนั้นๆ อย่างละเอียด รวมถึงเตรียมความพร้อมด้านการเงินและสุขภาพ เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้น การมีสติและความรอบคอบจะช่วยลดความเสี่ยงและทำให้การทำงานในต่างแดนเป็นไปอย่างราบรื่น

เราหวังว่าการสอบสวนจะคลี่คลายข้อสงสัยและนำความจริงมาสู่ครอบครัวผู้เสียชีวิต และหวังว่าเหตุการณ์เช่นนี้จะไม่เกิดขึ้นอีก

สาวไทยเสียชีวิตที่ปอยเปต ถือเป็นเรื่องน่าเศร้าอีกครั้งที่เกิดขึ้นกับคนไทยในต่างแดน การดูแลช่วยเหลือคนไทยในต่างแดนจึงเป็นสิ่งที่ทุกภาคส่วนต้องให้ความสำคัญและร่วมมือกันอย่างจริงจัง

ที่มา – สลด สาวไทยเสียชีวิตที่ปอยเปตอีกราย กัมพูชาส่งร่างไปชันสูตรที่ “พนมเปญ”

สลด! หญิงไทยวัย 27 พลัดตกตึกในปอยเปตดับ

ข่าวเศร้าสะเทือนใจ! หญิงไทยวัย 27 พลัดตกตึกในปอยเปตเสียชีวิต เจ้าหน้าที่ตำรวจเร่งสอบสวนหาสาเหตุการเสียชีวิตอย่างละเอียด

เมื่อเวลา 09.10 น. วันนี้ (29 ตุลาคม 2568) มีรายงานข่าวว่าเกิดเหตุสลด หญิงไทยวัย 27 พลัดตกตึกในปอยเปตเสียชีวิต ที่อาคารแอร์วูด ในเมืองปอยเปต จังหวัดบันเตียเมนเจย ประเทศกัมพูชา ทำให้เสียชีวิตคาที่เกิดเหตุ

จากการสอบถามพยานที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียง เล่าว่าได้ยินเสียงดังคล้ายของหนักตกลงมาจากที่สูง เมื่อหันไปดูก็พบร่างของหญิงสาวนอนแน่นิ่งอยู่กับพื้น และมีอาการหายใจรวยริน จึงรีบแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจและหน่วยแพทย์ให้เข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุอย่างเร่งด่วน

เมื่อเจ้าหน้าที่เดินทางมาถึง พบว่าหญิงสาวดังกล่าวได้เสียชีวิตแล้ว เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ได้ทำการปิดล้อมพื้นที่โดยรอบ และทำการตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดภายในอาคาร เพื่อหาสาเหตุของการพลัดตกจากที่สูง โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการสืบสวนว่า ผู้เสียชีวิตหญิงไทยวัย 27 พลัดตกตึกในปอยเปตเสียชีวิต เอง หรือว่าถูกทำร้ายร่างกายก่อนที่จะถูกผลักตกลงมา

ทราบชื่อผู้เสียชีวิตในเวลาต่อมาคือ นางสาวกนกวรรณ อายุ 27 ปี ภูมิลำเนาอยู่ที่ หมู่ 17 ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น ขณะนี้เจ้าหน้าที่กำลังดำเนินการประสานงานไปยังญาติของผู้เสียชีวิต เพื่อแจ้งให้ทราบถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และติดตามผลการสอบสวนจากเจ้าหน้าที่ตำรวจกัมพูชา

ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้กล่าวว่า จะเร่งทำการตรวจสอบหลักฐานทั้งหมดอย่างละเอียด รวมถึงผลการชันสูตรศพ เพื่อให้ทราบถึงข้อเท็จจริง และสาเหตุการเสียชีวิตที่แท้จริงของ หญิงไทยวัย 27 พลัดตกตึกในปอยเปตเสียชีวิต ในครั้งนี้

หญิงไทยวัย 27 พลัดตกตึกในปอยเปตเสียชีวิต

เหตุการณ์นี้สร้างความสะเทือนใจให้กับคนไทยเป็นอย่างมาก และทำให้เกิดคำถามมากมายเกี่ยวกับความปลอดภัยในการเดินทางไปทำงานหรือท่องเที่ยวในต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูง

ทางด้านหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังเร่งดำเนินการสอบสวนเพื่อคลี่คลายคดีนี้อย่างโปร่งใสและเป็นธรรม เพื่อให้ความเป็นธรรมแก่ผู้เสียชีวิตและครอบครัว

ข้อควรระวังเมื่อเดินทางไปต่างประเทศ

เพื่อความปลอดภัยในการเดินทางไปต่างประเทศ ควรศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับประเทศที่จะเดินทางไปให้ละเอียด ไม่ว่าจะเป็นกฎหมาย วัฒนธรรม หรือสถานการณ์ความปลอดภัย นอกจากนี้ควร:

  • แจ้งญาติหรือเพื่อนสนิทให้ทราบถึงแผนการเดินทาง
  • เก็บสำเนาเอกสารสำคัญ เช่น หนังสือเดินทาง วีซ่า ไว้ในที่ปลอดภัย
  • หลีกเลี่ยงการเดินทางไปยังสถานที่เปลี่ยว หรือสถานที่ที่ไม่คุ้นเคยคนเดียว
  • ระมัดระวังทรัพย์สินส่วนตัว และหลีกเลี่ยงการแสดงออกถึงความมั่งคั่ง
  • หากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน ให้รีบติดต่อสถานทูตหรือสถานกงสุลไทยในประเทศนั้นๆ

การเตรียมตัวที่ดีและการระมัดระวังตนเอง จะช่วยลดความเสี่ยงในการเผชิญกับเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝัน และทำให้การเดินทางไปต่างประเทศเป็นไปอย่างราบรื่นและปลอดภัย

เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าเหตุการณ์หญิงไทยวัย 27 พลัดตกตึกในปอยเปตเสียชีวิต จะเป็นอุทาหรณ์ให้ทุกคนตระหนักถึงความสำคัญของความปลอดภัยในการเดินทางไปต่างประเทศ และเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้น

ที่มา – หญิงไทยวัย 27 พลัดตกตึกในปอยเปตเสียชีวิต ตำรวจเร่งสอบหาสาเหตุ

รวบ 4 ชาวจีน ลอบเข้าไทย อ้างขนทอง

เจ้าหน้าที่รวบตัว 4 ชายชาวจีน ลักลอบข้ามพรมแดนเข้ามาในประเทศไทย โดยมีจุดหมายปลายทางที่จังหวัดสระแก้ว เพื่อจะข้ามไปยังปอยเปต พวกเขาอ้างว่าได้รับการว่าจ้างให้ไปขนทองคำกลับประเทศจีน เจ้าหน้าที่ได้แจ้งข้อหาแก่บุคคลเหล่านี้ ก่อนที่จะนำตัวไปดำเนินคดีตามกฎหมาย

เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2568 เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดสระแก้ว พร้อมด้วยกำลังจากหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ ได้เข้าตรวจสอบบริเวณช่องทางธรรมชาติริมถนนหมายเลข 3383 บ้านผ่านศึก เขตสาม หมู่ที่ 5 ตำบลผ่านศึก อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว ซึ่งอยู่ห่างจากแนวชายแดนไทย-กัมพูชาประมาณ 350 เมตร สืบเนื่องจากได้รับรายงานว่ามีกลุ่มบุคคลที่น่าสงสัยลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย

จากการตรวจสอบพบชายชาวจีนจำนวน 4 ราย ซึ่งทั้งหมดไม่มีเอกสารเดินทาง (Passport) และไม่สามารถแสดงหลักฐานการเดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรไทยได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย

จากการสอบสวนผ่านล่ามแปลภาษา ผู้ต้องสงสัยทั้ง 4 คนให้การตรงกันว่า พวกเขาเดินทางมาจากประเทศจีน โดยแยกย้ายกันเดินทางจากหลายมณฑล ผ่านประเทศเมียนมาและลาว ก่อนที่จะลักลอบเข้ามาในประเทศไทยทางช่องทางธรรมชาติในพื้นที่จังหวัดเชียงราย เมื่อวันที่ 18 ตุลาคมที่ผ่านมา หลังจากนั้นก็นั่งรถยนต์โดยเปลี่ยนรถไปหลายคัน โดยมีจุดมุ่งหมายปลายทางอยู่ที่จังหวัดสระแก้ว เพื่อที่จะเดินทางต่อไปยังกัมพูชา เพื่อขนทองคำกลับประเทศจีน พวกเขายังอ้างว่ามีนายหน้าชาวจีนเป็นผู้จัดการเรื่องการเดินทางให้ทั้งหมด และไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ โดยติดต่อสื่อสารกันผ่านแอปพลิเคชัน Telegram

จากการสืบสวนเพิ่มเติม เจ้าหน้าที่ทราบว่า ก่อนที่จะถูกจับกุม กลุ่มชาวจีนทั้ง 4 คนนี้ได้พักอาศัยอยู่ที่บ้านหลังหนึ่งในพื้นที่อำเภอวัฒนานคร จังหวัดสระแก้ว ซึ่งบ้านหลังดังกล่าวเป็นบ้านที่นายเรวัติ อายุ 25 ปี ชาวอำเภออรัญประเทศ เป็นผู้เช่า ต่อมาในเช้าวันที่ 20 ตุลาคม กลุ่มชาวจีนได้เดินทางออกจากบ้านพัก มุ่งหน้าไปยังพื้นที่ชายแดนบ้านผ่านศึก เพื่อพยายามที่จะลักลอบข้ามพรมแดนไปยังกัมพูชา ก่อนที่จะถูกเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองและหน่วยร่วมปฏิบัติการเข้าจับกุมตัวได้ทั้งหมด

เบื้องต้น เจ้าหน้าที่ได้แจ้งข้อกล่าวหา “เป็นบุคคลต่างด้าว (สัญชาติจีน) เดินทางเข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต” ผู้ต้องหาทั้งหมดให้การรับสารภาพ ดังนั้นจึงได้ควบคุมตัวตามมาตรา 23 แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้สูญหาย พ.ศ. 2565 และนำตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.คลองน้ำใส เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ทั้งนี้ จากการตรวจสอบเบื้องต้น พบว่าไม่เข้าข่ายการเป็นเหยื่อหรือผู้เสียหายจากขบวนการค้ามนุษย์ เนื่องจากทั้งหมดให้การว่าสมัครใจที่จะเดินทางเข้ามาเอง โดยมีจุดประสงค์เพื่อที่จะเดินทางต่อไปยังประเทศกัมพูชา เพื่อรับทองคำกลับประเทศจีน

รวบ 4 ชาวจีน ลอบเข้าไทย อ้างขนทอง

ประเด็นที่น่าสนใจจากเหตุการณ์นี้คือ การลักลอบเข้าประเทศเพื่อจุดประสงค์ในการขนส่งทองคำ ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับธุรกิจที่ไม่เปิดเผยหรือผิดกฎหมาย การที่บุคคลเหล่านี้เลือกที่จะเดินทางผ่านหลายประเทศและลักลอบเข้าประเทศไทย แสดงให้เห็นถึงความพยายามที่จะหลีกเลี่ยงการตรวจสอบตามปกติ

ทำไมถึงต้องลอบเข้าไทยเพื่อขนทอง?

คำถามคือ ทำไมกลุ่มชาวจีนเหล่านี้จึงเลือกที่จะใช้วิธีการลักลอบเข้าประเทศแทนที่จะเดินทางอย่างถูกกฎหมาย? คำตอบอาจอยู่ที่ความพยายามที่จะหลีกเลี่ยงการตรวจสอบหรือการเสียภาษีที่อาจเกิดขึ้นหากนำทองคำผ่านช่องทางปกติ นอกจากนี้ การว่าจ้างให้บุคคลอื่นขนส่งทองคำแทน อาจเป็นส่วนหนึ่งของกลไกในการฟอกเงินหรือหลีกเลี่ยงกฎหมายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการนำเข้าและส่งออกสินค้ามีค่า

  • ความเสี่ยงในการลักลอบเข้าเมือง: การเดินทางโดยไม่ได้รับอนุญาตมีความเสี่ยงสูง ทั้งต่อความปลอดภัยส่วนบุคคลและการถูกจับกุมดำเนินคดี
  • ผลกระทบต่อความมั่นคง: การลักลอบเข้าเมืองอาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเกี่ยวข้องกับกิจกรรมผิดกฎหมาย
  • ความสำคัญของการตรวจสอบ: หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบและเฝ้าระวังการลักลอบเข้าเมือง เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้น

เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจให้เราตระหนักถึงปัญหาการลักลอบเข้าเมือง และความสำคัญของการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด เพื่อรักษาความมั่นคงและความสงบเรียบร้อยของสังคม

การที่ชาวจีนกลุ่มนี้อ้างว่าถูกว่าจ้าง รวบ 4 ชาวจีน ลอบเข้าไทย อ้างขนทอง สะท้อนให้เห็นถึงขบวนการที่อาจมีขนาดใหญ่กว่าที่เราเห็น และอาจเชื่อมโยงกับเครือข่ายที่ซับซ้อนกว่านี้ การสืบสวนเพิ่มเติมจึงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อทำความเข้าใจถึงแรงจูงใจและผู้ที่อยู่เบื้องหลังการกระทำเหล่านี้

ที่มา – รวบ 4 ชาวจีนลอบเข้าไทย อ้างจะไปปอยเปต รับจ้างขนทองคำกลับประเทศ

แฉอาณาจักรอาชญากรรมกัมพูชา! สื่อเกาหลีใต้เตือน

สถานการณ์ในกัมพูชาที่สื่อเกาหลีใต้กำลังจับตามองอย่างใกล้ชิดคือ อาณาจักรอาชญากรรมกัมพูชา ที่มีการกล่าวถึงการทรมานเหยื่ออย่างโหดร้ายถึงขั้นเสียชีวิต สำนักข่าวยอนฮัปของเกาหลีใต้รายงานว่า ผู้ที่เคยทำงานภายในพื้นที่อาชญากรรมในกัมพูชาเปิดเผยข้อมูลที่น่าตกใจเกี่ยวกับเรื่องนี้

อาณาจักรอาชญากรรมกัมพูชา: การทรมานและการค้ามนุษย์

แหล่งข่าวระบุว่า ภายในแต่ละแหล่งอาชญากรรม มีการทรมานเหยื่ออย่างทารุณ ทั้งการถอนเล็บ ตัดนิ้ว และมีการค้ามนุษย์ โดยขายเหยื่อไปยังแก๊งอาชญากรรมอื่นในราคาที่ตกลงกัน คาดว่าปัจจุบันมีพื้นที่ลักษณะนี้มากกว่า 400 แห่งทั่วประเทศ

อาณาจักรอาชญากรรมในกัมพูชามีขนาดแตกต่างกันไป และเป็นแหล่งที่เกิดอาชญากรรมหลากหลายรูปแบบ เช่น โรแมนซ์สแกม (การหลอกให้หลงรัก), การหลอกขายหุ้นนอกตลาด, การหลอกลงทุนฟิวเจอร์สในต่างประเทศ และแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่แอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ มีข้อกล่าวอ้างว่ามีศูนย์อาชญากรรมเหล่านี้สูงถึง 400 แห่งในกัมพูชา

นาย A ผู้เกี่ยวข้องรายหนึ่ง อธิบายว่า เหตุที่แก๊งเหล่านี้ต้องการคนสัญชาติเกาหลี เนื่องจากนำไปใช้ในการฟอกเงินจากรายได้อาชญากรรม หรือทำงานด้านเทเลมาร์เก็ตติ้ง, แชท และบริการลูกค้าสำหรับการหลอกลวงเป้าหมายที่เป็นชาวเกาหลี

พื้นที่ใดในกัมพูชาที่อันตรายที่สุด?

นาย A ยังเตือนว่า ไม่ใช่กัมพูชาทุกพื้นที่ที่เหมือนกัน โดยระบุว่าพื้นที่ชายแดนอย่างปอยเปต และ บาเวต นั้นอันตรายที่สุด และเป็นที่ที่คนส่วนใหญ่ถูกส่งไปเป็นที่สุดท้าย ต่างจากพนมเปญหรือสีหนุวิลล์

นาย B ชาวเกาหลีที่อาศัยอยู่ในกัมพูชา กล่าวเสริมว่า หากทำงานในพนมเปญหรือสีหนุวิลล์แล้วทำผลงานไม่ดีหรือติดหนี้ในคาสิโน ก็จะถูกขายต่อไปยังพื้นที่ชายแดนอย่างปอยเปตหรือบาเวต โดยมีคนจำนวนมากต้องเผชิญชะตากรรมเช่นนี้

นาย B ยืนยันว่า การที่เหยื่อถูกทำร้ายจนเสียชีวิตนั้นไม่ใช่เรื่องแปลก โดยมีผู้เสียชีวิตเฉลี่ยวันละหนึ่งคน เหยื่อไม่ได้มีเพียงชาวเกาหลีเท่านั้น แต่ยังรวมถึงชาวเวียดนาม อินโดนีเซีย มาเลเซีย และจีนด้วย ผู้ที่ถูกซ้อมจนสุขภาพทรุดโทรมก็เสียชีวิต หรือหากทำงานไม่ได้ตามเป้าก็จะถูกทำร้าย บางกรณีถึงขั้นตัดนิ้วทั้งหมดหากบัญชีธนาคารที่นำมาขายถูกระงับ

ส่วนกรณีที่มีนักศึกษารายหนึ่งเสียชีวิตในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมาในพื้นที่ เขาโบโก นาย B อธิบายว่า ที่แห่งนั้นมักเป็นที่ที่คนถูกส่งไปขายบัญชีธนาคาร และมักจะถูกกักขังและถูกบังคับให้ทำงานผิดกฎหมาย หรือแม้กระทั่งต้องจบชีวิตลงที่นั่น

นาย C ผู้ที่เคยถูกคุมขังในแก๊งอาชญากรรม เล่าว่า เขาเคยเห็นภาพถ่ายการทรมานและศพในกลุ่มแชทเทเลแกรมของผู้ดูแล ซึ่งพวกเขาภาคภูมิใจที่จะพูดถึงเรื่องนี้และนำภาพมาให้เขาดูพร้อมข่มขู่ว่า “ถ้าไม่เชื่อฟัง จะมีสภาพแบบนี้”

นอกจากนี้ ยังมีข้อกล่าวอ้างว่า เหยื่อที่ถูกทำร้ายจนเสียชีวิตจะถูกนำไปเผาในเตาเผาของสถานที่นั้น แต่ขณะเดียวกันก็มีข้อโต้แย้งว่าอาจเป็นข่าวลือที่เกินจริง โดยเตาเผาอาจใช้สำหรับเผาขยะเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม มีข้อกล่าวอ้างเพิ่มเติมที่น่าสะพรึงกลัวว่า หากเหยื่อไม่สามารถทำ “ผลงาน” ได้ตามเป้า ก็อาจถูกบังคับให้ “ขายอวัยวะ” นาย A อธิบายว่า หากเป็นหนี้และไม่มีผลงาน ก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากขายอวัยวะ โดยเริ่มจากดวงตา เนื่องจากกระจกตาผ่าตัดง่ายกว่าและมีราคาสูง

แต่ก็มีความเห็นแย้งว่า ปัจจุบันการค้าอวัยวะอาจไม่ได้เกิดขึ้นในกัมพูชาแล้ว โดยนาย B ชี้ว่า “ในสีหนุวิลล์มีโรงพยาบาลจีนจำนวนมาก ซึ่งในอดีตถูกใช้เพื่อผ่าตัดเอาอวัยวะ แต่ปัจจุบันน่าจะใช้วิธีบังคับให้ทำงานจนกว่าจะไม่สามารถใช้งานได้อีก แล้วค่อยส่งต่อไปยังพม่า ซึ่งคาดว่าจะเป็นสถานที่ที่มีการผ่าตัดเอาอวัยวะเกิดขึ้น”

สถานการณ์ อาณาจักรอาชญากรรมกัมพูชา นี้ สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาการค้ามนุษย์และความรุนแรงที่เกิดขึ้นจริง ดังนั้นการตระหนักถึงภัยและการป้องกันตนเองจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง หากมีคนชักชวนให้ไปทำงานในต่างประเทศ โดยเฉพาะในพื้นที่เสี่ยง ควรตรวจสอบข้อมูลให้รอบคอบและปรึกษาผู้มีประสบการณ์ก่อนตัดสินใจ เพื่อความปลอดภัยของตนเอง

ที่มา – สื่อเกาหลีใต้แฉอาณาจักรอาชญากรรมกัมพูชา เหยื่อถูกซ้อมตายวันละคน-ไร้ประโยชน์อาจถูก “ขายอวัยวะ”

Scroll to top