ปัญหาความไม่สงบ

โรม ห่วงคดีลอบยิง สส.กมลศักดิ์ ถูกตัดตอน หลังการข่าวอาจไม่สั่งฟ้องคนสำคัญที่เกี่ยวข้องคดี

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงที่สังคมกำลังจับตามองอย่างใกล้ชิด สำหรับกรณีการลอบยิง นายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สส.นราธิวาส พรรคประชาชาติ เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2569 ที่ผ่านมา ล่าสุด โรม ห่วงคดีลอบยิง สส.กมลศักดิ์ ถูกตัดตอน หลังการข่าวอาจไม่สั่งฟ้องคนสำคัญที่เกี่ยวข้องคดี อย่างมีเงื่อนงำ ซึ่งสร้างความกังวลใจให้กับหลายฝ่ายต่อกระบวนการยุติธรรมในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้

โรม ห่วงคดีลอบยิง สส.กมลศักดิ์ ถูกตัดตอน หลังการข่าวอาจไม่สั่งฟ้องคนสำคัญที่เกี่ยวข้องคดี จริงหรือ?

นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน ได้ออกมาเปิดเผยข้อมูลที่น่าตกใจว่า อาวุธปืนที่คนร้ายใช้ในการก่อเหตุนั้นแท้จริงแล้วเป็นของกองทัพเรือ ซึ่งเป็นอาวุธของทางราชการ แต่กลับมีกระแสข่าวหนาหูว่า อาจมีการสั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหารายสำคัญที่มีความเชื่อมโยงกับเหตุการณ์นี้ ทำให้นายรังสิมันต์และประชาชนจำนวนมากต่างตั้งคำถามว่า เหตุใดคดีอุกฉกรรจ์เช่นนี้จึงมีความพยายามที่จะตัดตอนคดีกันแน่

เปิดปมร้อน การโอนข้อมูลส่วนบุคคลในพื้นที่ชายแดนใต้

นอกเหนือจากเรื่องตัวผู้ก่อเหตุแล้ว อีกหนึ่งประเด็นที่ นายรังสิมันต์ โรม ห่วงคดีลอบยิง สส.กมลศักดิ์ ถูกตัดตอน หลังการข่าวอาจไม่สั่งฟ้องคนสำคัญที่เกี่ยวข้องคดี ก็คือการตรวจสอบพบว่ามีการส่งข้อมูลโทรศัพท์คืนละ 2 ล้านเลขหมายให้กับกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 โดยโอเปอเรเตอร์รายใหญ่ ซึ่งถือเป็นเรื่องที่สุ่มเสี่ยงต่อการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลเป็นอย่างยิ่ง

  • มีการส่งข้อมูล 2 ล้านเลขหมายทุกคืนโดยไม่มีความชัดเจนเรื่องที่มาของอำนาจ
  • การอ้างประกาศของ กสทช. ขัดแย้งกับข้อกำหนดที่ให้เก็บข้อมูลไว้ที่ผู้ให้บริการเท่านั้น
  • ข้อมูลที่อ้างว่าใช้รักษาความสงบ กลับนำไปใช้ไม่ตรงกับวัตถุประสงค์หลัก

ความน่ากังวลคือ ในพื้นที่ 6 อำเภอที่ไม่มีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินนั้น การเข้าถึงข้อมูลจำนวนมหาศาลนี้ใช้อำนาจตามบทบัญญัติใดกันแน่ นี่คือคำถามที่ผู้เกี่ยวข้องต้องออกมาตอบให้กระจ่าง เพราะการนำข้อมูลประชาชนจำนวนมากไปเก็บไว้โดยไม่อาจตรวจสอบได้นั้น เข้าข่ายการใช้อำนาจเกินกว่าเหตุและเป็นอันตรายต่อสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน

ในฐานะที่เหตุการณ์นี้กระทบต่อความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมของไทยอย่างรุนแรง หากเจ้าหน้าที่ไม่สามารถหาคนบงการที่อยู่เบื้องหลังการลอบสังหาร สส.กมลศักดิ์ ได้ ก็จะยิ่งทิ้งรอยแผลและสร้างความซับซ้อนให้แก่สถานการณ์ในพื้นที่ภาคใต้มากยิ่งขึ้น ถึงเวลาแล้วที่หน่วยงานรัฐต้องปฏิรูปการทำงานให้โปร่งใสและตรวจสอบได้ ไม่ใช่เพียงแค่จับ ‘คนตัวเล็ก’ มาเพื่อปิดคดีให้จบไปวันๆ ความยุติธรรมที่แท้จริงต้องหมายถึงการเอาตัวผู้สั่งการมาลงโทษให้ถึงที่สุด

ที่มา – “โรม” ห่วงคดีลอบยิง สส.กมลศักดิ์ ถูกตัดตอน หลังการข่าวอาจไม่สั่งฟ้องคนสำคัญที่เกี่ยวข้องคดี

นายกฯ มอบนโยบาย ศอ.บต. ยึดหลัก เข้าใจ-เข้าถึง-พัฒนา

เมื่อวันที่ 17 เมษายน 2567 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้เดินทางลงพื้นที่จังหวัดยะลา เพื่อมอบนโยบายสำคัญให้กับ ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) โดยยึดหลัก “เข้าใจ-เข้าถึง-พัฒนา” ซึ่งเป็นแนวทางที่ชัดเจนในการแก้ไขปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนใต้ นโยบายนี้ไม่ใช่แค่คำพูด แต่เป็นการลงมือทำจริงจัง โดยนายกฯ ย้ำชัดว่าไม่ได้มาฟื้นฝอยหาตะเข็บ แต่มาช่วยทำงานเพื่อพี่น้องประชาชน

นายกฯ มอบนโยบาย ศอ.บต. ยึดหลัก เข้าใจ-เข้าถึง-พัฒนา ที่จังหวัดยะลา

นายกฯ มอบนโยบาย ศอ.บต. ยึดหลัก เข้าใจ-เข้าถึง-พัฒนา

การเดินทางครั้งนี้ นายกฯ ควงคู่กับนายวันมูฮะมัดนอร์ มะทา ประธานที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี และพล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภา อดีตแม่ทัพภาคที่ 4 เดินทางถึงศอ.บต. อ.เมือง จ.ยะลา เวลา 10.10 น. เพื่อประชุมร่วมกับหน่วยราชการในพื้นที่ เช่น พล.ท.นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4, พล.ต.ท.ปิยะวัฒน์ เฉลิมศรี ผบช.ภ.9 และผู้ว่าราชการจังหวัดชายแดนใต้ทั้ง 5 จังหวัด ได้แก่ สตูล สงขลา ปัตตานี ยะลา นราธิวาส

นายกฯ เน้นย้ำว่ารัฐบาลให้ความสำคัญสูงสุดกับการแก้ปัญหาชายแดนใต้ โดยนโยบายนี้แถลงต่อสภาฯ ไปแล้ว และน้อมนำพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในหลัก “เข้าใจ-เข้าถึง-พัฒนา” ซึ่งจะนำสันติสุขยั่งยืนกลับคืนสู่พื้นที่

นายกรัฐมนตรีประชุม ศอ.บต. ยึดหลัก เข้าใจ-เข้าถึง-พัฒนา

หลัก “เข้าใจ-เข้าถึง-พัฒนา” คืออะไร

นายกฯ อธิบายหลักการอย่างละเอียด ดังนี้

  • เข้าใจ: ศึกษาข้อมูลลึกซึ้ง ปัญหาพื้นที่ วิถีชีวิตประชาชน เพื่อให้รู้จริง
  • เข้าถึง: ลงพื้นที่พบปะประชาชน รับฟังปัญหา สร้างความไว้วางใจ
  • พัฒนา: แก้ปัญหา พัฒนายั่งยืน สอดคล้องบริบทชุมชน สร้างเศรษฐกิจ คุณภาพชีวิตที่ดี

หากได้ความร่วมมือจากประชาชน ความสำเร็จจะเกิดขึ้นเร็วแน่นอน นายกฯ ยังอัพเดทสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงเร็วจากปัจจัยโลก ขอให้ข้าราชการทันสมัย ทันเหตุการณ์

ภาพประชุมนายกฯ กับผู้บริหาร ศอ.บต.

นอกจากนี้ นายกฯ สนับสนุนศอ.บต.ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตทุกมิติ พร้อมรับฟังข้อเสนอจากหน่วยงานความมั่นคง ยืนยันทุ่มเทสร้างสันติสุข ไม่มีนายกฯ ระดับไหนลงมาประชุมแบบนี้มาก่อน

“เรามีผู้ทรงคุณวุฒิอย่างวันนอร์และเกรียงไกรมาช่วย ไม่ปล่อยให้สถานการณ์แบบนี้ต่อไป มาทำงานจริง ไม่จ้องจับผิดหรือฟื้นฝอยหาตะเข็บ มองไปข้างหน้า สร้างความมั่นใจให้ประชาชน” นายกฯ กล่าว

ปัญหาชายแดนใต้ยืดเยื้อมานาน แต่ด้วยนโยบายนี้ จะยกระดับเศรษฐกิจ รายได้มั่นคง คุณภาพชีวิตดีขึ้น สำหรับชาวไทยมุสลิมและพุทธทุกคน นายกฯ ยังชี้ให้เห็นอคติที่ไม่ควรเหมารวมประชาชนกับความไม่สงบ ต้องแก้ต้นเหตุด้วยความยุติธรรม ซึ่งเป็นกุญแจสู่สันติภาพ

นายกฯ พูดคุยกับประชาชนชายแดนใต้

การแก้ปัญหาต้องตรงจุด ไม่เหมารวม โดยศึกษาประวัติศาสตร์พบว่าประชาชนต้องการความเป็นธรรม หากรัฐแสดงความจริงใจ สถานการณ์จะดีขึ้น

ในมุมมองของผม นโยบาย นายกฯ มอบนโยบาย ศอ.บต. ยึดหลัก เข้าใจ-เข้าถึง-พัฒนา นี้เป็นก้าวสำคัญ หากทุกฝ่ายร่วมมือ จะนำความเจริญรุ่งเรืองมาสู่ภาคใต้ได้จริง คุณคิดอย่างไร ลองแชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และติดตามข่าวสารพัฒนาพื้นที่ชายแดนใต้เพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ของเรา!

ที่มา – นายกฯ มอบนโยบาย ศอ.บต. ยึดหลัก เข้าใจ-เข้าถึง-พัฒนา ย้ำชัดมาช่วยทำงานไม่ได้ฟื้นฝอยหาตะเข็บ

นายกฯ เตรียมลงพื้นที่ชายแดนใต้ 17 เม.ย. ขู่ย้ายขรก.

สวัสดีครับทุกท่าน วันนี้เรามาคุยกันเรื่องข่าวร้อนทางการเมืองที่กำลังเป็นกระแส นายกฯ เตรียมลงพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ 17 เม.ย. นี้ เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับพี่น้องประชาชนในพื้นที่ที่ยังคงเผชิญปัญหาความไม่สงบมาอย่างยาวนาน นายอนุทิน ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยและนายกรัฐมนตรี ได้ประกาศกร้าวว่าจะไม่ยอมให้มีข้าราชการ “เกียร์ว่าง” อยู่ หากใครไม่ขยันทำงาน ไม่สนองนโยบายรัฐบาล จะโดนย้ายให้ดูเป็นตัวอย่างเลยทีเดียว

นายกฯ เตรียมลงพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ 17 เม.ย.

การลงพื้นที่ครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อเวลา 14.25 น. วันที่ 15 เมษายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายกฯ อนุทิน ย้ำชัดว่าการเดินทางไปจังหวัดชายแดนภาคใต้ในวันที่ 17 เมษายนนี้ ไม่ใช่แค่ไปให้กำลังใจใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นการไปรับฟังปัญหาจากหน้างานจริงๆ เพื่อกำหนดนโยบายที่ชัดเจนและบังคับให้ทุกฝ่ายปฏิบัติตาม รัฐบาลชุดนี้มาจากคะแนนเสียงประชาชน มีเสถียรภาพเต็มตัว 4 ปีเต็ม ไม่ใช่แค่ 4 เดือนแบบเมื่อก่อน

ปัญหาหลักที่นายกฯ กังวลคือความรุนแรงจากกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบ ที่ใช้อาวุธลอบสังหาร ลอบโจมตีคนไทยด้วยกันเอง ซึ่งเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้ นายกฯ ได้กำชับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) และ กอ.รมน. ให้เร่งจับกุมผู้กระทำผิดมาดำเนินคดีให้เร็วที่สุด อาวุธและกำลังของเราต้องใช้ปราบคนที่ไม่หวังดีกับชาติ ไม่ใช่ปล่อยให้คนไทยฆ่ากันเอง

ขู่ย้ายข้าราชการเกียร์ว่าง ไม่ต้องรอ KPI

จุดเด่นของแถลงครั้งนี้คือคำขู่สุดแซ่บ! “งานนี้ถ้ายังมีเกียร์ว่าง หรือแทนที่จะใส่เกียร์ 5 แต่กลับใส่เกียร์ 2 ผมจะดำเนินการให้ดู นายกรัฐมนตรีมีอำนาจ ไม่ใช่คนนี้ ซี 10 ซี 11 คนนี้ผู้บัญชาการ คนนี้ใครจะย้ายไม่ได้ นายกรัฐมนตรีย้ายได้ จะย้ายให้ดู” นายกฯ บอกชัด ไม่ต้องวัด KPI อะไรหรอก ผมประเมินเองได้ เพราะได้รับความไว้วางใจจากประชาชนขนาดนี้

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นให้กำลังใจ “นายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ” ส.ส.นราธิวาส พรรคประชาชาติ ที่เพิ่งโดนคนร้ายยิงถล่มรถ แต่นายกฯ ย้ำว่าไม่ได้ไปเพื่อคนใดคนหนึ่ง แต่ไปเพื่อทุกคนในพื้นที่

ความสำคัญของการลงพื้นที่ครั้งนี้

  • สร้างความมั่นใจ: แสดงให้ประชาชนเห็นว่ารัฐบาลใส่ใจปัญหาชายแดนใต้จริงจัง
  • เร่งรัดการทำงาน: กำชับเจ้าหน้าที่ความมั่นคงให้เพิ่มประสิทธิภาพ จับกุมผู้ร้ายให้ได้
  • ปรับโครงสร้าง: ย้ายขรก.ที่ไม่ทำงาน เพื่อให้เครื่องจักรรัฐบาลหมุนเร็วขึ้น
  • กำหนดนโยบายชัด: จากการรับฟังหน้างาน จะออกแนวทางปฏิบัติที่ทุกคนต้องทำตาม

ปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนใต้อย่างปัตตานี ยะลา นราธิวาส สงขลา (บางส่วน) ยังคงเป็นบาดแผลเก่าของชาติ มาเป็นสิบๆ ปีแล้ว การที่นายกฯ เตรียมลงพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ 17 เม.ย. ครั้งนี้ ถือเป็นสัญญาณบวกว่ารัฐบาลชุดใหม่จะจริงจังกับการแก้ไข ไม่ใช่แค่พูดเฉยๆ ผู้เขียนมองว่าถ้าการลงพื้นที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงจริง เช่น จับผู้ร้ายได้มากขึ้น หรือขรก.ทำงานเกียร์ 5 จริง คงช่วยลดความรุนแรงได้เยอะ

อย่างไรก็ตาม ประชาชนในพื้นที่ยังรอคอยการพัฒนาเศรษฐกิจ การศึกษา และสันติภาพที่ยั่งยืนด้วยนะครับ ไม่ใช่แค่ปราบปรามอย่างเดียว รัฐบาลต้องบาลานซ์ทั้งหมด

คุณคิดยังไงกับการลงพื้นที่ครั้งนี้? คิดว่านายกฯ จะย้ายใครบ้างมั้ย? Comment มาคุยกันได้เลย หรือแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ อ่าน เพื่อติดตามพัฒนาการข่าวการเมืองล่าสุด!

สุดท้ายนี้ การเคลื่อนไหวแบบนี้แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลพร้อมแสดงผลงานจริงจัง หวังว่าจะนำไปสู่สันติภาพในชายแดนใต้เร็ววัน

ที่มา – นายกฯ เตรียมลงพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ 17 เม.ย. นี้ หวังสร้างความมั่นใจ ปชช. ขู่ย้าย ขรก.เกียร์ว่าง

ทวี ย้ำ! พรรคประชาชาติเน้นจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ

“ทวี” ย้ำจุดยืน “พรรคประชาชาติ” เดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญเน้น “จัดทำใหม่ทั้งฉบับ” เหตุอำนาจไม่สมดุล งบเหลื่อมล้ำสูง หวังส่งมอบมรดกใหม่ที่ดีสู่สังคมไทย

วันที่ 12 ต.ค. 2568 พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติ เปิดใจถึงจุดยืนของพรรคในการผลักดันการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่าการประชุมรัฐสภาเพื่อพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 ในวันที่ 15-16 ต.ค.นี้ จุดยืนของพรรคประชาชาติคือต้องเป็นรูปแบบ “จัดทำรัฐธรรมนูญใหม่” ไม่ใช่การแก้ไขรายมาตรา เนื่องจากรัฐธรรมนูญปัจจุบันมีปัญหาเชิงโครงสร้าง มีบางอย่างที่มากเกินไป เช่น อำนาจขององค์กรอิสระ อำนาจของสมาชิกวุฒิสภา ขณะที่อำนาจของประชาชนในการเลือก สส. และจัดตั้งรัฐบาลกลับน้อยเกินไป จนอาจถูกปลดเมื่อไหร่ก็ได้ และมีบางอย่างที่ไม่มีเลย เช่น กลไกตรวจสอบการใช้อำนาจขององค์กรอิสระ การปฏิรูปศาลอัยการ และการตรวจสอบทหาร ซึ่งทำให้คนกลุ่มนี้ใช้งบประมาณไปมาก

พรรคประชาชาติชูธง จัดทำใหม่ทั้งฉบับ

พ.ต.อ.ทวีกล่าวว่า รัฐธรรมนูญปัจจุบันเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศอย่างแท้จริง การแก้ไขเพียงบางส่วนจะไม่สามารถแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างที่ฝังรากลึกได้ จำเป็นต้อง จัดทำใหม่ทั้งฉบับ เพื่อให้รัฐธรรมนูญมีความเป็นประชาธิปไตยและเป็นประโยชน์ต่อประชาชนอย่างแท้จริง พรรคประชาชาติจึงมุ่งมั่นที่จะผลักดันประเด็นนี้ให้สำเร็จ เพื่อสร้างสังคมที่เป็นธรรมและยั่งยืน

เหตุผลที่ต้องจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ

พ.ต.อ.ทวี ได้แจกแจงเหตุผลสำคัญที่พรรคประชาชาติเห็นว่าจำเป็นต้อง จัดทำใหม่ทั้งฉบับ ดังนี้:

  • อำนาจไม่สมดุล: องค์กรอิสระและสมาชิกวุฒิสภามีอำนาจมากเกินไป ขณะที่ประชาชนมีอำนาจน้อยเกินไป
  • ขาดกลไกตรวจสอบ: รัฐธรรมนูญปัจจุบันไม่มีกลไกตรวจสอบการใช้อำนาจขององค์กรอิสระ การปฏิรูปศาลอัยการ และการตรวจสอบทหาร
  • งบประมาณเหลื่อมล้ำ: การจัดสรรงบประมาณไม่เป็นธรรม คนในส่วนกลาง (กทม.) ได้รับงบประมาณมากเกินไป ขณะที่จังหวัดอื่นๆ ได้รับงบประมาณน้อยเกินไป
  • แก้ไขรายมาตราไม่ตอบโจทย์: การแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตราไม่สามารถแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างได้

แจงเหตุเหลื่อมล้ำสูง

พ.ต.อ.ทวี กล่าวด้วยว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้ทำให้เกิดการ “แย่งชิงงบประมาณ” โดยคนในส่วนกลาง (กทม.) ไม่ถึง 10% ได้งบประมาณเกือบ 80% ส่วน 60 จังหวัด (60 ล้านคน) ได้ไปเพียง 20% และองค์กรท้องถิ่นเหลือแค่ 8%

“การแก้ไขรายมาตราคงยากที่จะแก้ไข ควรจะจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่” และจะมีการทำประชามติถึง 3 ครั้ง โดยมีเป้าหมายคือ “ส่งมอบมรดกใหม่ๆ ที่ดี สู่สังคมไทยและสังคมโลก”

ต้องการนักสร้างสันติภาพ

พ.ต.อ.ทวี ยังกล่าวถึงหลักการแก้ปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ด้วยว่า ปัญหาหลักไม่ใช่แค่เรื่องเศรษฐกิจหรือยาเสพติด แต่ต้องการ “นักสร้างสันติภาพ” ไม่ใช่นักความมั่นคงหรือนักกฎหมาย ขอเรียกร้องประชาชน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ให้สนับสนุนการพูดคุยสันติสุข และใช้ช่วงเวลาการเลือกตั้งแสดงบทบาททางการเมืองเพื่อผลักดันการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน โดยหวังว่ารัฐบาลจะนำรายงานของกรรมาธิการสันติภาพฯ ไปดำเนินการต่อ เพราะพรรคร่วมรัฐบาลก็เป็นกรรมาธิการด้วย เรื่องนี้ไม่มีการเมือง มีแต่ความห่วงใยของทุกฝ่าย

การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องสำคัญ และการ จัดทำใหม่ทั้งฉบับ อาจเป็นทางออกที่ดีที่สุดในการสร้างสังคมที่เป็นธรรมและยั่งยืนสำหรับประเทศไทย

ที่มา – “ทวี” ย้ำจุดยืน “พรรคประชาชาติ” เดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญเน้น “จัดทำใหม่ทั้งฉบับ”

“หญิงหน่อย” จี้รัฐบาล ยกเครื่องเยียวยาไฟใต้เท่าเทียม

“คุณหญิงสุดารัตน์” ห่วงไฟใต้ลาม จี้ รัฐบาลเร่งแก้เชิงรุกปรับแผนด้านความมั่นคง แนะยกเครื่องเยียวยาไฟใต้เท่าเทียม เจ้าหน้าที่รัฐสูญเสียเท่าเทียมกรณีไทย-กัมพูชา

วันที่ 11 ตุลาคม 2568 คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย(ทสท.) กล่าวถึงสถานการณ์ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ว่า ตนมีความเป็นห่วงในพื้นที่ดังกล่าวที่ยังคงเกิดเหตุความไม่สงบอย่างต่อเนื่อง ทั้งการปล้นทองและเหตุการณ์ก่อการร้ายที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน รวมถึงสร้างความหวาดวิตกต่อขวัญและกำลังใจของพี่น้องประชาชนในพื้นที่ดังกล่าว พรรคไทยสร้างไทยขอส่งกำลังใจไปยังพี่น้องประชาชนและเจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจทุกนายที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเสียสละ เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยของประเทศ ทั้งนี้ขอย้ำว่าพรรคจะทำหน้าที่เป็นปากเสียงแทนพี่น้องประชาชนในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ เพื่อผลักดันให้รัฐบาลเร่งปรับแผนการรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินเพื่อตอบโจทย์สถานการณ์จริงได้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

คุณหญิงสุดารัตน์ กล่าวต่อว่า พรรคขอเรียกร้องต่อรัฐบาลให้ความสำคัญกับการดูแลและฟื้นฟูความมั่นคงในพื้นที่ดังกล่าว โดยเน้นการป้องกันเหตุรุนแรงไม่ให้เกิดซ้ำ พร้อมจัดระบบการเยียวยาที่เป็นธรรมและทั่วถึงแก่ทุกฝ่าย โดยเฉพาะพี่น้องประชาชนผู้บริสุทธิ์ที่ต้องเผชิญเหตุการณ์ความสูญเสียจากเหตุความไม่สงบที่ยืดเยื้อมายาวนาน ในโอกาสที่นายกรัฐมนตรีลงพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้เมื่อไม่นานมานี้ ตนขอเสนอให้รัฐบาลพิจารณาปรับเพิ่มอัตราการเยียวยาความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สินของพี่น้องประชาชนผู้บริสุทธิ์ รวมถึงเจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจที่ปฏิบัติหน้าที่ ให้มีความเท่าเทียมกับกรณีการสูญเสียจากเหตุปะทะชายแดนไทย–กัมพูชา เพื่อสร้างความเป็นธรรมและเพิ่มขวัญกำลังใจแก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติหน้าที่และผู้ได้รับผลกระทบ ขอย้ำว่า ถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลต้องเปลี่ยนแนวทางการแก้ไขปัญหาชายแดนใต้จากเชิงรับเป็นเชิงรุก เพื่อฟื้นฟูความสงบสุข ความมั่นคง และสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนในพื้นที่ว่าทุกชีวิตมีคุณค่าและได้รับการดูแลอย่างเท่าเทียมจากรัฐอย่างแท้จริง

“หญิงหน่อย” จี้รัฐบาลยกเครื่องเยียวยาไฟใต้เท่าเทียม

สถานการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ยังคงเป็นปัญหาที่ต้องการการแก้ไขอย่างเร่งด่วนและจริงจัง ไม่เพียงแต่ในด้านความมั่นคงเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความรุนแรงต่างๆ ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย ได้ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลยกเครื่องเยียวยาไฟใต้เท่าเทียมกับกรณีชายแดนไทย-กัมพูชา เพื่อสร้างความเป็นธรรมและเป็นขวัญกำลังใจให้กับผู้ที่ได้รับผลกระทบ

ทำไมต้องยกเครื่องเยียวยาไฟใต้เท่าเทียม?

การเยียวยาที่แตกต่างกันระหว่างกรณีชายแดนภาคใต้และชายแดนไทย-กัมพูชา สร้างความรู้สึกไม่เป็นธรรมให้กับผู้ที่ได้รับผลกระทบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งต้องเผชิญกับความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สินมาอย่างยาวนาน การยกเครื่องเยียวยาไฟใต้เท่าเทียมจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อ:

  • สร้างความเป็นธรรม: ทุกชีวิตมีค่าเท่าเทียมกัน ไม่ว่าความสูญเสียจะเกิดขึ้นในพื้นที่ใดก็ตาม
  • เพิ่มขวัญกำลังใจ: การเยียวยาที่เหมาะสมเป็นขวัญและกำลังใจที่สำคัญให้กับผู้ที่ได้รับผลกระทบและเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงาน
  • ฟื้นฟูความเชื่อมั่น: แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับการดูแลประชาชนในทุกพื้นที่อย่างเท่าเทียม

การแก้ไขปัญหาในจังหวัดชายแดนภาคใต้ต้องอาศัยความเข้าใจและความร่วมมือจากทุกภาคส่วน การเยียวยาที่เป็นธรรมและทั่วถึงจะเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยสร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจระหว่างรัฐและประชาชนในพื้นที่

การปรับปรุงแผนการรักษาความปลอดภัยในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง รัฐบาลควรพิจารณาถึงสถานการณ์ปัจจุบันและปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ให้สอดคล้องกับความต้องการของประชาชนในพื้นที่ ซึ่งรวมถึงการเพิ่มมาตรการป้องกันเหตุร้ายและการสร้างความร่วมมือกับชุมชนในท้องถิ่น

นอกจากนี้ การส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมในพื้นที่ก็เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยแก้ไขปัญหาความไม่สงบในระยะยาว การสร้างงาน สร้างรายได้ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน จะช่วยลดความเหลื่อมล้ำและความไม่พอใจที่อาจเป็นสาเหตุของความขัดแย้ง

การแก้ไขปัญหาในจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นเรื่องที่ซับซ้อนและต้องใช้เวลา แต่ด้วยความมุ่งมั่นและความร่วมมือจากทุกฝ่าย เราสามารถสร้างสันติสุขและความเจริญก้าวหน้าให้กับพื้นที่แห่งนี้ได้ การที่รัฐบาลหันมายกเครื่องเยียวยาไฟใต้เท่าเทียมกับกรณีชายแดนไทย-กัมพูชา จะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการสร้างความเชื่อมั่นและความปรองดองให้เกิดขึ้นในพื้นที่

รัฐบาลควรเร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจังและต่อเนื่อง เพื่อให้ประชาชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้สามารถกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุขและมีความหวังในอนาคต

ที่มา – “หญิงหน่อย” จี้รัฐบาลยกเครื่องเยียวยาไฟใต้เท่าเทียมกรณีชายแดนไทย-กัมพูชา

Scroll to top