ปัญหาสังคม

“เท้ง ณัฐพงษ์” แฉ 5 คลัสเตอร์การเมืองคุมได้หมด

“เท้ง ณัฐพงษ์” แฉ 5 คลัสเตอร์การเมือง คุมได้หมด แบ่งตามมุ้งการเมือง ทำประชาชนไร้ความหวัง เป็นประเด็นร้อนที่หลายคนให้ความสนใจในการอภิปรายแถลงนโยบายรัฐบาลล่าสุด ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หรือ เท้ง สส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคประชาชน ได้ออกมาเปิดโปงโครงสร้างอำนาจที่ซับซ้อนของรัฐบาลชุดนี้ ทำให้ประชาชนหลายคนรู้สึกสิ้นหวังกับอนาคตของประเทศ

“เท้ง ณัฐพงษ์” แฉ 5 คลัสเตอร์การเมือง คุมได้หมด

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2567 ที่รัฐสภา หลังจากนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล แถลงนโยบายเสร็จ นายณัฐพงษ์ได้ลุกขึ้นอภิปรายทันที โดยชี้ว่ารัฐบาลชุดนี้มีเสถียรภาพสูงสุดแบบที่ไม่เคยมีมาก่อน เพราะควบคุมอำนาจได้เบ็ดเสร็จทั้งสภาฯ องค์กรอิสระ และแบ่งเป็น 5 คลัสเตอร์อำนาจตามมุ้งการเมืองต่างๆ ไม่ใช่คลัสเตอร์บริหารแผ่นดิน แต่เป็นการแบ่งสรรผลประโยชน์ระหว่างกลุ่มอำนาจที่รวมตัวจัดตั้งรัฐบาล

คลัสเตอร์ที่ 1: มุ้งการเมืองย้ายพรรคสวมเสื้อภูมิใจไทย

คลัสเตอร์แรกคือกลุ่ม สส. ที่ย้ายมาจากพรรคอื่นๆ สวมเสื้อพรรคภูมิใจไทย ทำให้พรรคนี้กลายเป็นอันดับหนึ่งเรื่อง สส.ย้ายพรรคแล้วชนะเลือกตั้ง เช่น จากบ้านสงขลา ชลบุรี สุพรรณบุรี สะท้อนถึงคณะรัฐมนตรีที่มาจากดีลมุ้งเหล่านี้

คลัสเตอร์ที่ 2: พรรคอันดับ 2 ยอมขายวิญญาณ

คลัสเตอร์ที่สองคือพรรคการเมืองอันดับสองที่ร่วมรัฐบาล โดย “เท้ง ณัฐพงษ์” ชี้ว่าพรรคนี้ยอมละทิ้งจุดยืนเดิม ไม่มีอำนาจต่อรองกับภูมิใจไทย แม้ขู่ถอนตัว รัฐบาลก็ยังมั่นคงเพราะมีเสียงเกิน 290 เสียง สามารถดึงพรรคฝ่ายค้านมาแทนได้ทันที

คลัสเตอร์ที่ 3: พรรคร่วมรัฐบาลอื่นๆ

คลัสเตอร์สามคือพรรคร่วมรัฐบาลอื่นๆ กว่า 20 เสียง ที่ทำลายอำนาจต่อรองของพรรคอันดับสอง ทำให้ภูมิใจไทยสลับพรรคร่วมได้อิสระ

คลัสเตอร์ที่ 4: สว. และองค์กรอิสระ

คลัสเตอร์สี่คือ สว. และองค์กรอิสระที่ไม่ได้มาจากเลือกตั้ง เป็นไพ่โจ๊กเกอร์คุมเกม เช่น รับรองผลเลือกตั้งสุพรรณบุรีเขต 2 ไวๆ หรือคดีบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง ช่วยปกป้องพวกพ้อง

คลัสเตอร์ที่ 5: กลุ่มรักษาระเบียบเดิม

คลัสเตอร์สุดท้ายคือกลุ่มคนที่ต้องการรักษาสถานะเดิม ให้ความคุ้มครองรัฐบาล ส่งสัญญาณเชิญชวนมาร่วมค่าย

การแบ่ง 5 คลัสเตอร์นี้ทำให้ประชาชนไม่อยู่ในสมการ รัฐบาลเกิดจากดีลผลประโยชน์ ไม่มีเจตจำนงผลักดันนโยบายเพื่อชาติ นโยบาย 23 ข้อที่แถลงก็ไม่ให้ความหวัง ทิศทางไม่ชัดเจน โดยเฉพาะเรื่องร่างรัฐธรรมนูญใหม่ สิทธิเสรีภาพประชาชน

นายณัฐพงษ์วิจารณ์ว่าปัญหาใหญ่คือวิกฤติภายใน รัฐบาลปกป้องพวกพ้องก่อนประชาชน เช่น วิกฤตน้ำมันไม่กำกับโรงกลั่น ฝุ่น PM2.5 ไม่ผลักดันกฎหมายอากาศสะอาด ทุนเทา สแกมเมอร์ ความขัดแย้งเพื่อนบ้าน

ด้วยอำนาจเบ็ดเสร็จ รัฐบาลทำอะไรก็ได้ ถ้ามีความกล้าหาญ แต่กลับรักษาระเบียบเก่า พรรคประชาชนจะอภิปรายต่อไป 2 วัน เพื่อชี้ทางสร้างอนาคตใหม่

หลังอภิปราย หัวหน้าพรรคเพื่อไทยประท้วงคำว่า “ขายวิญญาณ” จนนายณัฐพงษ์เปลี่ยนเป็น “ละทิ้งจุดยืนเดิม” ภายใต้การไกล่เกลี่ยของประธานรัฐสภา

ประเด็น “เท้ง ณัฐพงษ์” แฉ 5 คลัสเตอร์การเมืองนี้ สะท้อนปัญหาการเมืองไทยที่อำนาจรวมศูนย์ ประชาชนไร้หวัง คุณคิดอย่างไรกับโครงสร้างอำนาจนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ และแชร์บทความนี้เพื่อกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่แท้จริง

ที่มา – “เท้ง ณัฐพงษ์” แฉ 5 คลัสเตอร์การเมือง คุมได้หมด แบ่งตามมุ้งการเมือง ทำประชาชนไร้ความหวัง

รวมไทยสร้างชาติ หนุนกฎหมายคุ้มครองเหยื่อความรุนแรงในครอบครัว

ในโอกาสวันสตรีสากล 8 มีนาคม 2567 พรรครวมไทยสร้างชาติได้แสดงจุดยืนชัดเจนผ่านคำกล่าวของนางสาวศศิกานต์ วัฒนะจันทร์ รองโฆษกพรรค ที่ปลุกพลังสตรีให้ตระหนักถึงศักยภาพของตัวเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการผลักดันนโยบายที่สำคัญอย่าง รวมไทยสร้างชาติ หนุนกฎหมายคุ้มครองเหยื่อความรุนแรงในครอบครัว เพื่อสร้างสังคมที่เท่าเทียมและปลอดภัยมากขึ้น

รวมไทยสร้างชาติ หนุนกฎหมายคุ้มครองเหยื่อความรุนแรงในครอบครัว

วันสตรีสากลไม่ใช่แค่วันเฉลิมฉลอง แต่เป็นโอกาสให้สังคมไทยหันมามองปัญหาที่สตรีและครอบครัวเผชิญ โดยเฉพาะความรุนแรงในครอบครัวที่ยังเป็นบาดแผลใหญ่ของสังคม นางสาวศศิกานต์ ย้ำว่าปัจจุบันเราวัดคุณค่าด้วยศักยภาพและความสามารถ ไม่ใช่เพศสภาพ สตรีทุกคนควรภูมิใจในตัวเอง รักษาความอ่อนโยนแต่เข้มแข็ง และพัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่อง แต่ปัญหาความรุนแรงในครอบครัวกลับทำลายศักยภาพเหล่านี้ ทำให้ภรรยาและลูกต้องหวาดกลัวในบ้านที่ควรเป็นที่พักพิง

รวมไทยสร้างชาติ หนุนกฎหมายคุ้มครองเหยื่อความรุนแรงในครอบครัว โดยเสนอให้มีมาตรการที่เข้มแข็งมากขึ้น เช่น ระบบคุ้มครองที่รวดเร็ว การลงโทษที่เด็ดขาด และการสนับสนุนเหยื่อให้กลับมาสร้างชีวิตใหม่ ปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องส่วนตัว แต่กระทบสังคมทั้งระบบ เช่น เด็กที่เติบโตในครอบครัวรุนแรงอาจกลายเป็นผู้กระทำผิดในอนาคต หรือสตรีที่สูญเสียโอกาสในการพัฒนาตัวเอง

ทำไมต้องผลักดัน รวมไทยสร้างชาติ หนุนกฎหมายคุ้มครองเหยื่อความรุนแรงในครอบครัว

จากสถิติของกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ พบว่ามีคดีความรุนแรงในครอบครัวกว่า 20,000 คดีต่อปี โดยส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงและเด็กที่ได้รับผลกระทบ การมีกฎหมายที่แข็งแกร่งจะช่วยลดตัวเลขเหล่านี้ได้อย่างยั่งยืน นอกจากนี้ พรรครวมไทยสร้างชาติยังมองว่าการสร้างครอบครัวที่ปลอดภัยคือรากฐานของชาติที่เข้มแข็ง

  • เพิ่มงบประมาณศูนย์ช่วยเหลือเหยื่อ
  • ฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ให้เข้าใจปัญหาลึกซึ้ง
  • รณรงค์ให้ความรู้สังคมป้องกันตั้งแต่ต้น
  • เชื่อมโยงบริการสุขภาพจิตให้เหยื่อฟื้นฟู

นางสาวศศิกานต์ เน้นย้ำว่าการผลักดันต้องจริงจัง ไม่ใช่แค่คำพูด เพราะจะนำไปสู่การลดปัญหาสังคมอื่นๆ เช่น ยาเสพติดหรืออาชญากรรมที่เชื่อมโยงกัน สตรีไทยในยุคนี้มีศักยภาพสูง หากปลอดภัยจากความรุนแรง จะเป็นพลังขับเคลื่อนชาติได้อย่างแท้จริง

สุดท้ายนี้ การสนับสนุนนโยบาย รวมไทยสร้างชาติ หนุนกฎหมายคุ้มครองเหยื่อความรุนแรงในครอบครัว คือก้าวสำคัญสู่สังคมไทยที่ยั่งยืน ลองคิดดูสิว่าถ้าครอบครัวทุกหลังปลอดภัย สังคมเราจะก้าวหน้าแค่ไหน คุณคิดอย่างไร ลองแชร์ความเห็นในคอมเมนต์ และช่วยแชร์บทความนี้เพื่อกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงกันเถอะ

ที่มา – รวมไทยสร้างชาติ หนุนกฎหมายคุ้มครองเหยื่อความรุนแรงในครอบครัว

“โกศลวัฒน์” ยกเคสหนุ่มสติไม่ดีขโมยอาหาร ปัญหาสังคม

วันนี้เราจะมาพูดถึงประเด็นร้อนที่กำลังเป็นกระแสในสังคมไทย นั่นคือกรณี “โกศลวัฒน์” ยกเคสหนุ่มสติไม่ดีขโมยอาหาร มองเป็นปัญหาสังคม ครอบครัวต้องดูแลผู้ป่วยให้ดี ซึ่งเป็นเคสที่สะท้อนปัญหาผู้ป่วยทางจิตที่หลุดรอดการดูแลจากครอบครัว สร้างความเดือดร้อนให้ผู้อื่น มาดูกันว่ามันเกิดอะไรขึ้น และมีทางออกอย่างไรบ้าง

“โกศลวัฒน์” ยกเคสหนุ่มสติไม่ดีขโมยอาหาร มองเป็นปัญหาสังคม ครอบครัวต้องดูแลผู้ป่วยให้ดี

เรื่องราวเริ่มต้นจากนายโย อายุ 34 ปี ชายที่สติไม่สมประกอบ ก่อเหตุขโมยถุงกับข้าวอาหารญี่ปุ่นที่ไรเดอร์แขวนไว้หน้าประตูบ้านผู้เสียหายในพื้นที่ สน.ยานนาวา เมื่อคืนวันที่ 17 ก.พ.ที่ผ่านมา ผู้ต้องหาใช้รถจักรยานยี่ห้อเทอร์โบ ขโมยถุงพลาสติกหูหิ้วสีขาวที่มีอาหารญี่ปุ่นไป ผู้เสียหายไม่ยอมง่ายๆ ยืนยันแจ้งความข้อหาลักทรัพย์ในเวลากลางคืนโดยใช้ยานพาหนะ

ความคืบหน้าล่าสุด เมื่อวันที่ 19 ก.พ. ที่ สน.ยานนาวา พ.ต.อ.พันษา อมราพิทักษ์ ผกก.สน. ระบุว่าผู้เสียหายจะดำเนินคดีถึงที่สุด พนักงานสอบสวนต้องส่งสำนวนฟ้องศาลตามขั้นตอน น้องสาวผู้ต้องหายื่นประกันตัวพี่ชายออกมาแล้ว และกำลังพาไปตรวจสภาพจิตที่โรงพยาบาลสมเด็จเจ้าพระยา เพื่อหาหลักฐานยืนยันอาการป่วย แต่เบื้องต้นยังไม่มีใบรับรองแพทย์ แค่อาการขึ้นๆ ลงๆ เมื่อโกรธ

มุมมองจากนายโกศลวัฒน์ อธิบดีอัยการ สคช.

นายโกศลวัฒน์ อินทุจันทร์ยง อธิบดีอัยการสำนักงานคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชน (สคช.) มองว่าเคสนี้เป็นบทเรียนสังคมที่ดี ผู้ป่วยทางจิตที่ลักทรัพย์ หากไม่รู้ผิดชอบชั่วดีจริงๆ ถึงขั้นไม่ต้องรับโทษ แต่ถ้ารู้บ้างไม่รู้บ้าง ยังต้องรับผิด ต้องมีหลักฐานการรักษาจากโรงพยาบาลยืนยันความรุนแรงของอาการ

ปัญหาสังคมจากผู้ป่วยจิตแบ่ง 2 แบบหลัก คือ จากยาเสพติด (ใช้ พ.ร.บ.ยาเสพติด บำบัด) และโรคจิตเวช (ใช้ พ.ร.บ.สุขภาพจิต) ครอบครัวต้องดูแลไม่ให้หลุดออกมาก่อเหตุ เช่น จำกัดพื้นที่ ไม่ปล่อยปละละเลย

  • นำประวัติรักษามาแสดงศาล เพื่อขอลงโทษเบาหรือรอลงอาญา
  • ให้ผู้ต้องหาขอโทษผู้เสียหาย และแสดงหลักฐานป่วย
  • อัยการ สคช. พร้อมช่วยเขียนคำแถลงต่อศาล และให้คำปรึกษา

นายโกศลวัฒน์ ย้ำว่า หลายครอบครัวต้องมาอ้อนวอนผู้เสียหายไม่เอาความกับลูกหลานป่วยจิต ซึ่งไม่ควรเกิด หากดูแลดีตั้งแต่แรก คดีลักทรัพย์ไม่ยอมความได้ แต่ทางออกคือไกล่เกลี่ย เชิญคุย และนำหลักฐานไปศาล

ปัญหาผู้ป่วยจิตในสังคมไทย และทางแก้ไข

จากประสบการณ์ลงพื้นที่โรงพยาบาลสมเด็จเจ้าพระยา พบว่าผู้ป่วยส่วนใหญ่กำเริบเพราะไม่กินยาต่อเนื่อง ครอบครัวต้องช่วยกำกับ หากพบผู้ป่วยจิตในสังคม แจ้งเจ้าหน้าที่นำไปบำบัดได้ตามกฎหมาย สายด่วน 1157 หรือปรึกษาอัยการ สคช. ใกล้บ้าน

เคสนี้ชี้ให้เห็นว่า สังคมไทยต้องตื่นตัวกับปัญหาผู้ป่วยจิต การดูแลครอบครัวคือกุญแจสำคัญ ป้องกันไม่ให้กลายเป็นคดีความ

สุดท้าย ขอให้ทุกท่านที่เผชิญปัญหาคล้ายกัน ติดต่อขอคำปรึกษาจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทันที เพื่อป้องกันเหตุร้ายในอนาคต สังคมปลอดภัยเริ่มจากครอบครัวที่เข้มแข็ง

ที่มา – “โกศลวัฒน์” ยกเคสหนุ่มสติไม่ดีขโมยอาหาร มองเป็นปัญหาสังคม ครอบครัวต้องดูแลผู้ป่วยให้ดี

“ปวีณา” อยากทำให้สังคมดี: ร่วมงานกล้าธรรม

“ปวีณา” เผยร่วมงานกล้าธรรม อยากทำให้สังคมดี ลั่นไม่แก้ไขวันนี้ล่มสลายแน่ ด้าน “ธรรมนัส” ยกเป็นบุคลากรทรงคุณค่า แย้ม ยังมีคนมาอีกเรื่อยๆ

นางปวีณา หงสกุล ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ และประธานที่ปรึกษาด้านความยุติธรรมและการคุ้มครองประชาชน พรรคกล้าธรรม (กธ.) ให้สัมภาษณ์ถึงเหตุผลในการเข้าร่วมพรรคกล้าธรรม ว่า พรรคกล้าธรรม ได้ให้ความสำคัญกับปัญหาสังคม และอยากที่จะให้เรามาช่วยกันพัฒนาสังคมด้วยกัน ซึ่งปัญหาสังคมขณะนี้เกิดช่องโหว่ขึ้นมา จากที่ตนได้คร่ำหวอดปัญหานี้มา 30 กว่าปีได้เห็นปัญหาที่แท้จริง เป็นเรื่องที่ยากที่จะนำไปสู่การแก้ปัญหาที่แท้จริง และยากที่จะนำไปสู่นโยบาย โดย ร.อ.ธรรมนัส อยากให้มาอยู่พรรคกล้าธรรม เมื่อพรรคกล้าธรรม กล้าที่จะทำงานเพื่อสังคมร่วมกับตน เมื่อเขาให้โอกาสที่จะเข้าไปสู่กระบวนการนิติบัญญัติ เพื่อนำเรื่องทั้งหลายทั้งปวงไปสู่นโยบายถ้าได้เป็นรัฐบาล เรื่องสังคมยังมีหลายปัญหาที่ต้องแก้ไข ตนอยากทำงานเพื่อให้สังคมดีร่วมกับ พรรคกล้าธรรม ถ้าเราไม่แก้ไขวันนี้สังคมจะล่มสลาย

ขณะที่ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า กล่าวถึงเหตุผลในการเชิญนางปวีณา หงสกุล ประธานมูลนิธิปวีณาเพื่อเด็กและสตรี เข้าร่วมทำงานกับพรรคกล้าธรรม ในตำแหน่งประธานที่ปรึกษาด้านความยุติธรรมและการคุ้มครองประชาชน และผู้สมัคร สส.แบบบัญชีรายชื่อว่า เป็นบุคลากรที่มีคุณค่าทางสังคม และดูแลสังคมมาโดยตลอด ทางพรรคก็เลยมีมติว่าเชิญมาเป็นที่ปรึกษาดูแลประชาชนภาคสังคม สวัสดิการในหลายๆเรื่อง

ผู้สื่อข่าวถามว่า มีการพูดคุยกันนานหรือไม่ ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า เห็นท่านทำงานอย่างจริงๆ จังๆ เป็นคนคล้ายๆ กัน เคมีตรงกัน เมื่อถามว่า จะเชิญบุคคลสำคัญอื่นๆ มาอีกหรือไม่ ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า จะมีมาเรื่อยๆ เป็นบุคคลที่มีประโยชน์ต่อประชาชน และประเทศชาติ

“ปวีณา” เผยร่วมงานกล้าธรรม อยากทำให้สังคมดี ไม่แก้ไขวันนี้ล่มสลายแน่

นางปวีณา หงสกุล ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการแก้ไขปัญหาสังคมอย่างเร่งด่วน โดยกล่าวว่า หากเราไม่ลงมือแก้ไขปัญหาในวันนี้ สังคมอาจจะล่มสลายในอนาคต การเข้าร่วมงานกับพรรคกล้าธรรมในครั้งนี้ จึงเป็นความตั้งใจที่จะนำประสบการณ์และความรู้ความสามารถที่มี มาช่วยพัฒนาสังคมให้ดีขึ้น

ทำไม “ปวีณา” ถึงอยากทำให้สังคมดีร่วมกับพรรคกล้าธรรม

เหตุผลสำคัญที่นางปวีณาตัดสินใจร่วมงานกับพรรคกล้าธรรม คือความเชื่อมั่นในแนวทางการทำงานของพรรค ที่ให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาสังคมอย่างจริงจัง พรรคกล้าธรรมเล็งเห็นถึงความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ของนางปวีณาในการทำงานด้านสังคมมาอย่างยาวนาน จึงได้เชิญเข้าร่วมงานเพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนนโยบายด้านสังคมของพรรค

การร่วมมือกันในครั้งนี้ นางปวีณามองว่าเป็นโอกาสอันดีที่จะนำปัญหาต่างๆ ที่ได้พบเจอมาตลอด 30 กว่าปี ไปสู่การแก้ไขในระดับนโยบาย หากพรรคกล้าธรรมได้มีโอกาสเข้าไปบริหารประเทศ นางปวีณามั่นใจว่าจะสามารถผลักดันนโยบายที่จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน และแก้ไขปัญหาสังคมได้อย่างยั่งยืน

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ยังได้กล่าวถึงนางปวีณาว่าเป็นบุคลากรที่มีคุณค่าต่อสังคมอย่างยิ่ง การได้นางปวีณาเข้าร่วมงานกับพรรคกล้าธรรม ถือเป็นนิมิตหมายที่ดีในการที่จะสร้างสรรค์สังคมไทยให้ดีขึ้นต่อไป

การตัดสินใจของนางปวีณา หงสกุล ในการเข้าร่วมงานกับพรรคกล้าธรรมครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะสร้างสรรค์สังคมไทยให้ดีขึ้น แม้ว่าหนทางข้างหน้าอาจจะเต็มไปด้วยความท้าทาย แต่ด้วยประสบการณ์และความเชี่ยวชาญของนางปวีณา ผนวกกับความตั้งใจจริงของพรรคกล้าธรรม เชื่อมั่นได้ว่าสังคมไทยจะมีการเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้นอย่างแน่นอน นอกจากนี้ การร่วมงานกันครั้งนี้ยังเป็นการส่งสัญญาณว่าพรรคกล้าธรรมให้ความสำคัญกับประเด็นทางสังคมอย่างจริงจัง และพร้อมที่จะดึงบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถเข้ามาช่วยกันพัฒนาประเทศ

ที่มา – “ปวีณา” เผยร่วมงานกล้าธรรม อยากทำให้สังคมดี ไม่แก้ไขวันนี้ล่มสลายแน่

“ณัฐพงษ์” ชวนส่งพลัง! พรรคประชาชนเสียงเกินครึ่ง

“ณัฐพงษ์” ยืนยันพรรคประชาชนตรงไปตรงมา เสนอชื่อ 3 แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี เรียกร้องช่วยส่งต่อพลังให้พรรคได้รับเลือกตั้งครึ่งหนึ่งของสภาฯ ให้ไปจัดตั้งรัฐบาลเปลี่ยนแปลงประเทศ

เมื่อเวลา 16.00 น. ที่ทำการพรรคประชาชน นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ระบุปัญหาของประเทศไทยทั้ง ปัญหาสังคม เศรษฐกิจ โดยระบุว่า เด็กไทย 13% แคระแกร็น และมากขึ้นทุกปี เด็กไทย 1 ล้านคนหลุดจากระบบการศึกษา ประชาชนมีอัตราการเสียชีวิตบนท้องถนน 18,000 ต่อปี โดยในจำนวนนี้ 74% มาจากการขับขี่รถมอเตอร์ไซค์ และ 86% ของคนไทยวันเกษียณยังต้องทำงาน

เสนอตั้งหน่วยฉก.ยึดทรัพย์ทุนเทา

นายณัฐพงษ์ เปรียบประเทศไทยคือสมาร์ทโฟน แต่เป็นสมาร์ทโฟนที่มีปัญหาที่ตัวระบบ ต้องสร้างแพลตฟอร์มที่ดีให้คนอยากย้ายเข้าประเทศ ไม่ใช่อยากย้ายออก ยืนยัน นโยบาย “ ไทยไม่เทา – ไทยเท่ากัน และไทยทันโลก” โดยเสนอให้ตั้งหน่วยเฉพาะกิจยึดทรัพย์ เอาระบบเอไอเข้าไปจับ ยึดทรัพย์ก่อนแล้วเรียกมาคุยกัน

หัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวด้วยว่า ในระดับภูมิภาคเสนอให้ตั้งศูนย์อาชญากรรมไซเบอร์ ข่าวกรองแม่น้ำโขง ต้องทำการทูตสง่างาม ยึดผลประโยชน์ชาติ ไม่เลือกข้าง แต่ยึดหลักการ เอาวาระของโลกเป็นตัวตั้ง ไม่ใช่ต้องไปหงอ ทำตัวเล็กๆกับประเทศมหาอำนาจ

ปฏิรูประบบราชการ

ส่วนในเรื่องของเศรษฐกิจใหม่ เพิ่มทักษะ มองวาระสูงวัยให้เป็นโอกาสในการออกแบบผลิตภัณฑ์เพื่อตอบโจทย์คนสูงวัย ใช้องค์ความรู้พัฒนาการเกษตรให้พลิกฟื้น ใช้นโยบาย Fair and Fight ใช้พ.ร.บ.แข่งขันทางการค้า สู้ทุนเทาครองเมือง

ขณะที่การพัฒนาระบบราชการใหม่ ต้องรีบกอบกู้ความเชื่อมั่นให้กลับคืนมาโดยยึดความโปร่งใส ประสิทธิภาพ สร้างความมีส่วนร่วมกับประชาชน ไม่ทนคอร์รัปชัน ปฏิรูปงบประมาณ กิโยตินกฎหมายและกระจายอำนาจ

รัฐบาลต้องเอาจริง

เช่นเดียวกับการลงทุนคุณภาพชีวิตใหม่ ขอเน้นเรื่องที่ดินและสิ่งแวดล้อม ต้องปฏิรูปที่ดิน เพราะมีที่ดินที่มีโฉนดประมาณ 100 ล้านไร่ มีผู้ถือครองประมาณ 20 ล้านคน โดย 100 คนใน 20 ล้านคน ถือครองที่ดินไปแล้วครึ่งหนึ่งของประเทศ รัฐบาลที่จะสามารถแก้ปัญหาเหล่านี้ได้ ต้องเป็นรัฐบาลที่เอาจริง มีเจตจำนงทางการเมือง เป็นคนที่มีความรู้ ความสามารถเหมาะกับตำแหน่งงาน ไม่ได้มาจากการโควตาทางการเมือง และควรวางบทบาทของประเทศไทยในเวทีโลกให้เหมาะสม

เปิดตัว 3 แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี

จากนี้พรรคประชาชนจะทยอยเปิดตัวคณะทำงานออกมาเรื่อยๆ อย่าเชื่อข้อมูลที่คาดเดาว่าใครจะมาเป็นว่าที่รัฐมนตรีของพรรค ขอยืนยันว่าเป็นเฟกนิวส์ พร้อมเปิดตัวแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคประชาชนทั้ง 3 คน ประกอบด้วย

  1. นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ
  2. ศิริกัญญา ตันสกุล
  3. รศ.วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร

ขอเลือกตั้ง ปชน.เกินครึ่ง

นายณัฐพงษ์เชื่อว่าแคนดิเดตของพรรคทุกคนมีศักยภาพ โดยเฉพาะ น.ส.ศิริกัญญา และรศ.วีระยุทธ รู้เรื่องการใช้จ่ายงบประมาณ มีความรู้ความสามารถ สาเหตุที่ต้องประกาศลำดับให้ชัดเจน เพราะต้องการตรงไปตรงมากับประชาชน หากเกิดเหตุการณืไม่คาดฝันจะได้รู้ว่าใครจะรับช่วงต่อไป  ทั้งนี้เห็นว่าการเลือกตั้งครั้งหน้า เงื่อนไขการเมืองอื่นๆเริ่มคลายล็อกไปบ้างแล้ว จำเป็นต้องได้ใบอนุญาตที่1 ถ้าเราได้ 20 ล้านเสียง ถ้าได้ครึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิเลือกตั้งจะมีใครปฏิเสธพรรคประชาชนเป็นรัฐบาลได้อีกหรือ จึงขอให้ช่วยส่งต่อพลัง เพื่อจะได้รู้ว่าการเลือกตั้งครั้งหน้าประเทศไทยจะเปลี่ยนแปลงแล้วจริงๆ

พร้อมกำจัดคอรัปชันให้ไทยไม่เทา

พร้อมยืนยันด้วยว่า คนเป็นผู้นำรัฐบาลต้องกล้าจัดการ หากพบว่าคนในรัฐบาลหรือรัฐมนตรีไม่สุจริต ดังนั้นพรรคประชาชนขอยืนยันว่าหากได้เป็นรัฐบาล จะทำทุกวิถีทางทำให้ไทยไม่เทา กำจัดธุรกิจคอร์รัปชันให้หมดไปจากประเทศนี้

“ณัฐพงษ์” เรียกร้องช่วยส่งต่อพลังให้พรรคประชาชนได้เสียงเกินครึ่ง จัดตั้งรัฐบาลเปลี่ยนแปลงประเทศ

นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ได้ออกมาเรียกร้องให้ประชาชนช่วยส่งต่อพลัง สนับสนุนและเลือกพรรคประชาชนให้ได้เสียงเกินครึ่งหนึ่งของสภา เพื่อให้พรรคสามารถจัดตั้งรัฐบาลและเปลี่ยนแปลงประเทศได้จริง โดยเน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นและความตั้งใจจริงของพรรคในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่ประเทศไทยกำลังเผชิญอยู่

ทำไมต้องส่งต่อพลังให้พรรคประชาชนได้เสียงเกินครึ่ง

การที่พรรคประชาชนได้รับการสนับสนุนจนได้เสียงเกินครึ่ง ไม่เพียงแต่จะทำให้พรรคสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้เท่านั้น แต่ยังเป็นการมอบอำนาจและความไว้วางใจให้พรรคสามารถดำเนินนโยบายต่างๆ ที่ได้สัญญาไว้กับประชาชนได้อย่างเต็มที่ การมีเสียงสนับสนุนอย่างท่วมท้น จะทำให้พรรคมีเสถียรภาพในการบริหารประเทศและผลักดันการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญได้อย่างมีประสิทธิภาพ “ณัฐพงษ์” จึงขอให้ประชาชนทุกคนร่วมกันส่งต่อพลังให้พรรคประชาชนได้เสียงเกินครึ่ง

พรรคประชาชน มีนโยบายที่มุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศ ทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแก้ไขปัญหาคอร์รัปชัน การปฏิรูประบบราชการ และการสร้างความเป็นธรรมในสังคม การที่พรรคได้รับการสนับสนุนอย่างกว้างขวาง จะทำให้พรรคมีอำนาจในการต่อต้านและกำจัดอิทธิพลของกลุ่มทุนเทา และสร้างสังคมที่โปร่งใสและเป็นธรรมมากยิ่งขึ้น

การส่งต่อพลังให้พรรคประชาชนได้เสียงเกินครึ่ง คือการมอบโอกาสให้ประเทศไทยได้เปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้น การมีรัฐบาลที่เข้มแข็งและมีเสถียรภาพ จะทำให้ประเทศสามารถเผชิญหน้ากับความท้าทายต่างๆ ได้อย่างมั่นคง และสร้างอนาคตที่ดีกว่าให้กับลูกหลานของเรา

มาร่วมกันส่งต่อพลังให้พรรคประชาชนได้เสียงเกินครึ่ง เพื่อสร้างประเทศไทยที่ดีกว่าเดิม! ร่วมสร้างอนาคตที่สดใสให้กับประเทศของเรา!

ที่มา – “ณัฐพงษ์” เรียกร้องช่วยส่งต่อพลังให้พรรคประชาชนได้เสียงเกินครึ่ง จัดตั้งรัฐบาลเปลี่ยนแปลงประเทศ

กมธ.เรียก “ผบ.ตร.” แจง ปมส่วย พนันออนไลน์

ประธานกรรมาธิการตำรวจ สภาผู้แทนราษฎร เลื่อนวันเรียก “ผบ.ตร.และคณะ” ชี้แจง ปมส่วย พนันออนไลน์ โยกย้ายตำแหน่ง ภ.8 เป็นวันที่ 27 พ.ย.นี้ ย้ำให้มาด้วยตัวเอง อย่ามอบหมายผู้อื่น แจงแทน

เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 21 พ.ย.2568 น.ส.สุณัฐชา โล่สถาพรพิพิธ สส.ตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ(กมธ.) การตำรวจ สภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยว่า ตามที่ตนให้ข่าวต่อสื่อมวลชนรัฐสภาว่า กมธ.ตำรวจ สภาฯ จะเชิญ ผบ.ตร. , รอง ผบ.ตร. และผู้เกี่ยวข้องให้มาชี้แจงในวันที่ 26 พ.ย. นี้ กรณีตำรวจรับส่วยพนันออนไลน์ ที่ถือเป็นประเด็นที่คาใจสังคม และมีผลต่อภาพลักษณ์ขององค์กรตำรวจโดยรวม แต่ทราบว่า ทาง กมธ. ความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ สภาฯ ได้ออกหนังสือเชิญผู้ที่เกี่ยวข้องในวันเดียวกันแล้ว ดังนั้น เมื่อวันที่ 20 พ.ย. ที่ผ่านมา ตนจึงเปิดประชุม กมธ.ตำรวจ ผ่านระบบออนไลน์ เพื่อขอมติให้เลื่อนวันในการเชิญผู้เกี่ยวข้องในประเด็นการรับส่วยจากเว็บพนันออนไลน์ รวมถึงเรื่องการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรวจชั้นสัญญาบัตรในพื้นที่กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 8 ที่กำลังเป็นปัญหาสังคมอยู่ในขณะนี้

น.ส.สุณัฐชา กล่าวต่อว่า กมธ.ตำรวจ สภาฯ จึงมีมติเห็นชอบให้เชิญ ผบ.ตร. ,รอง ผบ.ตร. ,ผบช.ภ.8 ,จเรตำรวจแห่งชาติ และ ผบช.สำนักงานกำลังพล สตช. เข้าให้ข้อมูลต่อ กมธ. ตำรวจ ในเวลา 09.30 น. ในวันพฤหัสบดีที่ 27 พฤศจิกายน 2568 ที่ห้อง N404 รัฐสภา ทั้งนี้ ตนขอความร่วมมือให้ทุกท่านมาชี้แจงด้วยตนเอง อย่ามอบหมายบุคคลอื่นมาแทน เพราะกมธ.ตำรวจ สภาฯ ได้คำนึงถึงการรับฟัง และให้ข้อมูลของแต่ละฝ่ายจึงเชิญคู่กรณีทั้งสองฝ่ายมาให้ข้อมูลต่อ กมธ. ต่างวันกัน เพื่อหลีกเลี่ยงการปะทะ โต้แย้งของทั้งสองฝ่าย โดยเชิญฝ่ายตำรวจมาก่อน หลังจากนี้จะได้เชิญอีกฝ่ายมาชี้แจงในลำดับถัดไป

กมธ.เรียก “ผบ.ตร.” แจง ปมส่วย พนันออนไลน์

ประเด็นการเรียก ผบ.ตร. เข้าชี้แจงเรื่องปมส่วย พนันออนไลน์ นี้ ถือเป็นเรื่องที่สังคมให้ความสนใจอย่างมาก เพราะเกี่ยวข้องกับความโปร่งใสและการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจโดยตรง การที่กรรมาธิการตำรวจ สภาผู้แทนราษฎร ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะตรวจสอบข้อเท็จจริง และนำไปสู่การแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างจริงจัง

การเลื่อนวันการชี้แจงออกไปเล็กน้อย เพื่อให้สอดคล้องกับการทำงานของกรรมาธิการชุดอื่นๆ ถือเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ การที่ ผบ.ตร. ต้องมาให้ข้อมูลด้วยตนเอง เพื่อแสดงความรับผิดชอบและความจริงใจในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น

ทำไมเรื่อง “ปมส่วย พนันออนไลน์” ถึงสำคัญ?

หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมเรื่อง ปมส่วย พนันออนไลน์ ถึงมีความสำคัญและต้องมีการตรวจสอบอย่างเข้มงวด นั่นก็เพราะว่าการพนันออนไลน์เป็นสิ่งผิดกฎหมาย และการที่เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับการรับส่วยจากธุรกิจเหล่านี้ ถือเป็นการกระทำที่ผิดจริยธรรมและส่งผลเสียต่อความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อองค์กรตำรวจ

นอกจากนี้ เงินที่ได้จากการพนันออนไลน์ มักจะนำไปสู่การกระทำผิดกฎหมายอื่นๆ เช่น การฟอกเงิน การค้ายาเสพติด และการค้ามนุษย์ ดังนั้น การจัดการกับปัญหาการพนันออนไลน์อย่างจริงจัง จะช่วยลดปัญหาอาชญากรรมอื่นๆ ที่อาจเกิดขึ้นตามมาได้

การที่กรรมาธิการตำรวจ สภาผู้แทนราษฎร ให้ความสนใจกับเรื่องนี้ จึงเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่า จะไม่มีการปล่อยปละละเลยให้มีการทุจริตเกิดขึ้นในองค์กรตำรวจ และพร้อมที่จะดำเนินการตรวจสอบและลงโทษผู้ที่กระทำผิดอย่างเด็ดขาด

การเรียก ผบ.ตร. มาชี้แจงครั้งนี้ จึงเป็นโอกาสที่ดีที่ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ จะได้แสดงความโปร่งใสและความตั้งใจจริงในการแก้ไขปัญหาปมส่วย พนันออนไลน์ และเรียกศรัทธาจากประชาชนกลับคืนมา

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ การดำเนินการหลังจากที่ได้รับข้อมูลจากการชี้แจงแล้ว จะต้องมีการดำเนินการอย่างจริงจัง เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม และสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นในองค์กรตำรวจ

การแก้ปัญหาทุจริตในองค์กรตำรวจ จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจเอง ภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนทุกคน เพื่อสร้างสังคมที่โปร่งใสและเป็นธรรม

การเรียก ผบ.ตร. มาชี้แจงเรื่องนี้ จึงเป็นก้าวแรกที่สำคัญ แต่ยังมีอีกหลายสิ่งที่ต้องทำต่อไป เพื่อให้การแก้ไขปัญหาสำเร็จลุล่วงด้วยดี

ที่มา – ประธานกรรมาธิการตำรวจ สภาผู้แทนราษฎร เรียก “ผบ.ตร.” แจง ปมส่วย พนันออนไลน์ ย้ำให้มาด้วยตัวเอง

“อนุทิน” เร่งปราบสแกมเมอร์: โฆษกรัฐบาลยืนยัน

โฆษกรัฐบาล ยืนยัน “อนุทิน” เร่งปราบสแกมเมอร์ ใกล้ได้ตัวคนติดสินบน “ไชยชนก” 40 ล้านบาทแล้ว  พร้อมเผยนายกรัฐมนตรีเดินทางเยือน สปป.ลาว กระชับสัมพันธ์จับมือปราบยาเสพติด -สแกมเมอร์

วันที่ 15 ต.ค. 2568 นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยกับทีมข่าวเศรษฐกิจไทยรัฐทีวีว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ให้ความสำคัญกับนโยบายเรื่องเกี่ยวกับภัยสังคม โดยเฉพาะเรื่องสแกมเมอร์ ซึ่งเป็นหนึ่งใน 4 ภัยหลัก ที่นายกฯ ให้ความเป็นห่วง โดยได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นตำรวจ ตำรวจไซเบอร์ กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงกลาโหม กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หรือ ดีอี ดำเนินการอย่างเข้มข้น ซึ่งเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาได้ให้กระทรวงการต่างประเทศไปช่วยเหลือคนไทยจากภาคใต้ที่ถูกล่อลวงไปที่เมียนมา นอกจากนี้ เรื่องความสัมพันธ์ไทยกับกัมพูชาที่มีปัญหาอยู่ตอนนี้ นายกฯ ก็ได้มีหนังสือตอบกลับสหรัฐฯ ไปว่าเรื่องปัญหาสแกมเมอร์ระหว่างไทยกับกัมพูชา กัมพูชาก็ต้องมีท่าทีร่วมกับไทยในการแก้ปัญหาก่อนจะเริ่มเจรจาอย่างอื่น

อาจให้ทุนกำจัดต้นตอยาเสพติด

ขณะที่ในวันพรุ่งนี้ (16 ต.ค.) ที่นายกรัฐมนตรีจะเดินทางไปยัง สปป.ลาว ซึ่งเป็นการเดินทางไปเยือนต่างประเทศอย่างเป็นทางการครั้งแรก ประเด็นเรื่องเกี่ยวกับยาเสพติด รัฐบาลไทยอาจจะไปให้ทุนเพื่อกำจัดสถานที่ หรือแหล่งตั้งต้นของยาเสพติดในลาว และเรื่องสแกมเมอร์ด้วย

ยันนายกฯไม่นิ่งนอนใจ

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ยืนยันว่า นายอนุทินไม่ได้นิ่งนอนใจ ซึ่งเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาเพิ่งได้รับแจ้งว่ามีคนไทยถูกสแกมเมอร์หลอกลวงประมาณ 10 กว่าราย ที่เมียนมา และได้ประสานกระทรวงการต่างประเทศดำเนินการช่วยเหลือมาได้ภายใน 2-3 วัน แต่ไม่ขอเปิดเผยรายละเอียดและข้อมูลมูลค่าความเสียหาย

ใกล้ได้ตัวคนติดสินบน “ไชยชนก”

นายสิริพงศ์ กล่าวต่อว่า รัฐบาลดำเนินการจริงมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งปราบปรามเว็บเถื่อน เว็บพนันก็ถูกปิดไป และเรื่องที่นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอี ได้กล่าวตอบข้ออภิปรายของสมาชิกรัฐสภาเรื่องที่มีการติดต่อมาทางอ้อมเพื่อเสนอติดสินบน เดือนละ 40 ล้านบาท ให้ละเว้นการปราบปรามและจับกุมแก๊งคอลเซ็นเตอร์ สแกมเมอร์ และเว็บไซต์ผิดกฎหมายนั้น เร็วๆ นี้ ก็จะหาตัวเจอแล้ว ซึ่งเรื่องนี้ทำให้เห็นว่าท่านนายกฯ มีความตั้งใจจริง พร้อมยอมรับว่าสแกมเมอร์มาจากหลายที่หลายประเทศ เช่น กัมพูชา ลาว และเมียนมา ซึ่งหากอยู่ในอำนาจของรัฐบาลจะลงมือดำเนินการทันที

เยือน สปป.ลาวพรุ่งนี้

ทั้งนี้กำหนดการเยือนสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) อย่างเป็นทางการ ในวันที่ 16 ตุลาคม 2568 ณ นครหลวงเวียงจันทน์ ตามคำเชิญของนายสอนไซ สีพันดอน นายกรัฐมนตรี สปป.ลาว การเยือนครั้งนี้นับเป็นการเดินทางเยือนต่างประเทศอย่างเป็นทางการครั้งแรกของนายกรัฐมนตรี และมีความสำคัญเป็นพิเศษ เนื่องในวาระครบรอบ 75 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–ลาว

คุยร่วมมือต้านยาเสพติด

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า การเยือนครั้งนี้ นายกรัฐมนตรีจะพบหารือทวิภาคีกับนายสอนไซ สีพันดอน นายกรัฐมนตรี สปป.ลาว รวมถึงเข้าเยี่ยมคารวะนายทองลุน สีสุลิด ประธานประเทศ สปป.ลาว เพื่อหารือแนวทางการกระชับความสัมพันธ์ และต่อยอดความร่วมมือภายใต้หุ้นส่วนยุทธศาสตร์เพื่อการเจริญเติบโตและการพัฒนาอย่างยั่งยืน รวมถึงวางรากฐานที่มั่นคงสำหรับความร่วมมือในอนาคตระหว่างสองประเทศ โดยเชื่อมั่นว่าความสัมพันธ์อันใกล้ชิดในฐานะประเทศเพื่อนบ้าน จะเป็นพลังขับเคลื่อนสำคัญสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนร่วมกัน

ในการเยือน สปป.ลาว ครั้งนี้ นายกรัฐมนตรีจะหารือในประเด็นที่ทั้งสองฝ่ายให้ความสำคัญร่วมกัน อาทิ ความร่วมมือในการต่อต้านยาเสพติด สาธารณสุข การศึกษา แรงงาน และการส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างประชาชน เพื่อกระชับมิตรภาพและความร่วมมือที่แน่นแฟ้นระหว่างกัน

“อนุทิน” เร่งปราบสแกมเมอร์

ความคืบหน้าล่าสุดในการปราบปรามสแกมเมอร์

จากข้อมูลล่าสุด โฆษกรัฐบาลยืนยันว่านายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้สั่งการให้เร่งดำเนินการปราบปรามสแกมเมอร์อย่างจริงจัง และมีความคืบหน้าในการติดตามตัวผู้ที่เกี่ยวข้องกับการติดสินบนเจ้าหน้าที่เพื่อละเว้นการจับกุมแก๊งคอลเซ็นเตอร์และเว็บไซต์ผิดกฎหมาย

รัฐบาลไทยให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาเรื่องสแกมเมอร์อย่างมาก โดยมีการประสานงานกับหน่วยงานต่างๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อช่วยเหลือคนไทยที่ตกเป็นเหยื่อและดำเนินคดีกับผู้กระทำผิด การปราบปรามสแกมเมอร์เป็นวาระแห่งชาติที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการแก้ไขปัญหา

รัฐบาลจริงจังกับการแก้ไขปัญหาสแกมเมอร์

รัฐบาลชุดปัจจุบันภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมทางเทคโนโลยีทุกรูปแบบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาสแกมเมอร์ ที่สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนจำนวนมาก การดำเนินการปราบปรามสแกมเมอร์ จึงเป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญที่รัฐบาลให้ความสำคัญเป็นลำดับต้นๆ

การแก้ไขปัญหาสแกมเมอร์ ไม่ใช่เรื่องง่าย เนื่องจากอาชญากรเหล่านี้มักใช้เทคโนโลยีที่ซับซ้อนและมีเครือข่ายที่กว้างขวาง แต่รัฐบาลก็มีความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาศักยภาพของเจ้าหน้าที่และประสานความร่วมมือกับต่างประเทศเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการปราบปราม

ความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านอย่าง สปป.ลาว เป็นสิ่งสำคัญในการแก้ไขปัญหายาเสพติดและสแกมเมอร์ ซึ่งเป็นปัญหาข้ามชาติที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย การเดินทางเยือน สปป.ลาว ของนายกรัฐมนตรีจึงเป็นโอกาสอันดีในการกระชับความสัมพันธ์และหารือแนวทางแก้ไขปัญหาเหล่านี้ร่วมกัน

รัฐบาลมุ่งมั่นที่จะสร้างสังคมที่ปลอดภัยจากอาชญากรรมทางเทคโนโลยี และจะดำเนินการทุกวิถีทางเพื่อปกป้องประชาชนจากภัยคุกคามของสแกมเมอร์

ที่มา – โฆษกรัฐบาล ยืนยัน “อนุทิน” เร่งปราบสแกมเมอร์ ใกล้ได้ตัวคนติดสินบน “ไชยชนก” 40 ล้านบาทแล้ว

Scroll to top