ปัตตานี

“ซาบีดา” ผลักดัน ปัตตานี เป็นแหล่งท่องเที่ยวเมืองพหุวัฒนธรรม

ซาบีดา” ผลักดัน ปัตตานี เป็นแหล่งท่องเที่ยวเมืองพหุวัฒนธรรม นับเป็นข่าวดีสำหรับนักเดินทางที่ชื่นชอบการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม โดยเฉพาะพื้นที่ภาคใต้ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความหลากหลายทางศาสนาและวิถีชีวิต วันที่ 29 มีนาคม 2569 ที่อุทยานแห่งชาติน้ำตกทรายขาว อำเภอโคกโพธิ์ จังหวัดปัตตานี นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ได้เป็นประธานเปิดกิจกรรม “เส้นทางตามรอยศรัทธา เมืองพหุวัฒนธรรมปัตตานี” ภายใต้โครงการเส้นทางท่องเที่ยวในมิติศาสนาปีงบ 2569

“ซาบีดา” ผลักดัน ปัตตานี เป็นแหล่งท่องเที่ยวเมืองพหุวัฒนธรรม

โครงการนี้สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาล Quick Big Win ที่มุ่งส่งเสริมการท่องเที่ยวเมืองรอง เปิดพื้นที่ใหม่ Unseen Thai Thai เพื่อต่อยอดทุนวัฒนธรรมให้เกิดรายได้ยั่งยืน ปัตตานีโดดเด่นด้วยความหลากหลาย ทั้งประวัติศาสตร์ ภาษา อาหาร และศาสนา ที่ผสมผสานพุทธ อิสลาม คริสต์ และจีนอย่างกลมกลืน ผ่าน “แหล่งเรียนรู้วัฒนธรรม 3 วิถี” ที่นักท่องเที่ยวสามารถสัมผัสได้อย่างใกล้ชิด

ปัตตานีเป็นหนึ่งใน 20 เส้นทางท่องเที่ยวเชิงศาสนาที่กรมการศาสนาส่งเสริม โดยพัฒนาวัด ศาสนสถาน และชุมชนให้เป็นแหล่งเรียนรู้ พร้อมกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น

7 ไฮไลต์ Unseen ในเส้นทางพหุวัฒนธรรมปัตตานี

ไฮไลต์สำคัญมี 7 จุดที่ไม่ควรพลาด ดังนี้:

  • อุทยานแห่งชาติน้ำตกทรายขาว ชุมชนวัดทรายขาว และมัสยิดน็จมุดดิน อายุกว่า 300 ปี สะท้อนวิถีพุทธ-มุสลิม กิจกรรมเดินป่า นั่งรถจิ๊บโบราณ เรียนรู้ภูมิปัญญา
  • วัดราษฎร์บูรณาราม (วัดช้างให้) วัดเก่า 300 ปี ประดิษฐานหลวงปู่ทวด ศูนย์รวมศรัทธาพุทธศาสนิกชน
  • เมืองโบราณยะรัง แหล่งโบราณคดีอายุ 1,000 ปี ศูนย์กลางอาณาจักรลังกาสุกะ
  • ศาลเจ้าเล่งจูเกียง (ศาลเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว) ศาลเก่าแก่สมัยอยุธยา มี “เงินถุงแดง” มงคล
  • มัสยิดกลางจังหวัดปัตตานี สถาปัตยกรรมสไตล์ทัชมาฮาล ศูนย์กลางอิสลาม
  • มัสยิดกรือเซะ โบราณสถานอายุ 300 ปี สไตล์อาหรับอิฐแดง
  • วัดอัครเทวดาคาเบรียล ศูนย์กลางคริสตชนคาทอลิก สะท้อนบทบาทธรรมทูต

ซาบีดา ผลักดัน ปัตตานี เป็นแหล่งท่องเที่ยวเมืองพหุวัฒนธรรม

นอกจากสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ นักท่องเที่ยวยังได้ลิ้มรสอาหารพื้นถิ่น เช่น ไก่ฆอและ ไข่พ่อเฒ่า ข้าวยำปัตตานี ปลาส้ม มะตะบะ โรตีปาแย ละแซ ตูปะซูตง ยำส้มแขก แกงไตปลาน้ำขลุกขลิก และช้อปสินค้าอย่างผ้าจวนตานี ลูกปัดมโนราห์ ผ้าบาติก หรือเช่าบูชาวัตถุมงคลหลวงปู่ทวด

ไฮไลต์ท่องเที่ยวปัตตานี พหุวัฒนธรรม

การผลักดันครั้งนี้ไม่เพียงยกระดับอัตลักษณ์ท้องถิ่น แต่ยังสร้างความภาคภูมิใจและรายได้ให้ชุมชน วัดและศาสนสถานกลายเป็นศูนย์กลางถ่ายทอดคุณธรรม

หากคุณกำลังมองหาที่เที่ยวใหม่ ลองมาสัมผัส “ซาบีดา” ผลักดัน ปัตตานี เป็นแหล่งท่องเที่ยวเมืองพหุวัฒนธรรม รับรองได้ประสบการณ์ศรัทธาและวัฒนธรรมที่ยากลืม พร้อมแชร์ภาพลงโซเชียลเพื่อเผยแพร่ความสวยงามของไทย

กิจกรรมเส้นทางตามรอยศรัทธาปัตตานี

ที่มา – “ซาบีดา” ผลักดัน ปัตตานี เป็นแหล่งท่องเที่ยวเมืองพหุวัฒนธรรม

คนร้ายลอบวางระเบิด หน้าป้อมยุทธศาสตร์ปะนาเระ ทำเจ้าหน้าที่บาดเจ็บ 5 นาย

เหตุการณ์คนร้ายลอบวางระเบิด หน้าป้อมยุทธศาสตร์ปะนาเระ ทำเจ้าหน้าที่บาดเจ็บ 5 นาย สร้างความสะเทือนใจให้กับชาวปัตตานีและคนทั้งประเทศ เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2569 เวลาประมาณ 19.00 น. เกิดเหตุระเบิดดังสนั่นบริเวณป้อมยุทธศาสตร์ท่าน้ำ บ.ข่า ต.ท่าน้ำ อ.ปะนาเระ จ.ปัตตานี ทำให้เจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติหน้าที่ได้รับบาดเจ็บ 5 นาย โดยมีอาการหูอื้อจากแรงระเบิดอย่างรุนแรง เจ้าหน้าที่กู้ภัยรีบนำตัวผู้บาดเจ็บส่งโรงพยาบาลปะนาเระทันที

คนร้ายลอบวางระเบิด หน้าป้อมยุทธศาสตร์ปะนาเระ ทำเจ้าหน้าที่บาดเจ็บ 5 นาย

รายละเอียดของเหตุการณ์คนร้ายลอบวางระเบิด หน้าป้อมยุทธศาสตร์ปะนาเระ ทำเจ้าหน้าที่บาดเจ็บ 5 นาย เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน ขณะที่เจ้าหน้าที่กำลังปฏิบัติภารกิจปกติ ก็มีคนร้ายไม่ทราบจำนวน ขับรถจักรยานยนต์พ่วงข้างที่ติดตั้งระเบิดแสวงเครื่องมาจอดทิ้งไว้หน้าป้อม จากนั้นคนร้ายวิ่งขึ้นรถจักรยานยนต์คันที่รอรับหลบหนีไป ก่อนกดชนวนระเบิด ทำให้เกิดเสียงดังสนั่น เพลิงลุกไหม้รุนแรง อาคารด้านหน้าป้อมยุทธศาสตร์พังยับเยิน และรถของเจ้าหน้าที่หลายคันเสียหายหนัก

การตอบสนองทันทีหลังเกิดเหตุ

เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ปะนาเระ รีบนำกำลังเข้าควบคุมสถานการณ์ พบเพลิงไหม้ลุกโหม จึงประสานรถดับเพลิงจากเทศบาลมาฉีดน้ำดับเพลิง สามารถควบคุมได้ในที่สุด นอกจากนี้ยังปิดล้อมพื้นที่เพื่อความปลอดภัย ป้องกันไม่ให้บุคคลทั่วไปเข้าใกล้ และรอให้ชุดเก็บกู้วัตถุระเบิดกับพิสูจน์หลักฐานเข้าตรวจสอบละเอียดในเช้าวันถัดไป เนื่องจากพื้นที่เป็นเส้นทางเปลี่ยวและมืดสนิท กลัวคนร้ายก่อเหตุซ้ำ

  • ผู้บาดเจ็บ 5 นาย: อาการหูอื้อ ไม่มีรายงานอาการหนัก
  • ความเสียหาย: อาคารป้อมและรถหลายคัน
  • วิธีการ: รถจักรยานยนต์พ่วงข้างติดระเบิดแสวงเครื่อง
  • การหลบหนี: คนร้ายใช้รถอีกคันรับ

เหตุการณ์นี้เชื่อมโยงกับกลุ่มก่อความไม่สงบในพื้นที่ หลังเกิดการปะทะที่อ.หนองจิก จ.ปัตตานี ทำให้คนร้ายเสียชีวิต 2 ศพ หน่วยความมั่นคงจึงสั่งเพิ่มจุดตรวจจุดสกัดทั่วพื้นที่ เพื่อป้องกันเหตุรุนแรงเพิ่มเติม

บทวิเคราะห์และผลกระทบต่อความมั่นคง

เหตุคนร้ายลอบวางระเบิด หน้าป้อมยุทธศาสตร์ปะนาเระ ทำเจ้าหน้าที่บาดเจ็บ 5 นาย แสดงให้เห็นถึงความท้าทายด้านความมั่นคงในภาคใต้ โดยเฉพาะจังหวัดปัตตานีที่ยังคงเป็นจุด nóng กลุ่มก่อความไม่สงบพยายามแสดงศักยภาพเพื่อตอบโต้เจ้าหน้าที่ การโจมตีแบบนี้ใช้รถพ่วงข้างที่หาซื้อง่าย ซ่อนระเบิดได้ดี ทำให้ตรวจจับยาก ชาวบ้านในพื้นที่ต่างหวาดกลัว ขณะที่เจ้าหน้าที่ต้องเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัย เช่น ติดตั้งกล้องวงจรปิด ฝึกอบรมการตรวจค้น และประสานงานกับชุมชน

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ การแก้ปัญหาต้องอาศัยทั้งมาตรการทางทหารและสันติวิธี เช่น การเจรจาสร้างความไว้วางใจกับชาวมุสลิม การพัฒนาเศรษฐกิจ และการศึกษา เพื่อลดแรงจูงใจของกลุ่มก่อการร้าย นอกจากนี้ เทคโนโลยีอย่างโดรนตรวจการณ์และ AI วิเคราะห์พฤติกรรม อาจช่วยป้องกันเหตุในอนาคตได้

เราควรติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และสนับสนุนเจ้าหน้าที่ที่เสียสละเพื่อความสงบสุข หากคุณมีข้อมูลหรือเห็นเหตุน่าสงสัย โปรดแจ้งเจ้าหน้าที่ทันที เพื่อช่วยป้องกันเหตุรุนแรง

สุดท้ายนี้ เหตุการณ์นี้เตือนใจว่าความมั่นคงต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ร่วมกันสร้างสันติภาพในภาคใต้ให้ยั่งยืน

ที่มา – คนร้ายลอบวางระเบิด หน้าป้อมยุทธศาสตร์ปะนาเระ ทำเจ้าหน้าที่บาดเจ็บ 5 นาย

ประกันสังคม รายงานเหตุลอบวางระเบิดชายแดนใต้

เหตุการณ์ลอบวางระเบิดในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ สร้างความเสียหายและความหวาดกลัวให้กับประชาชนไม่น้อย โดยเฉพาะผู้ประกันตนที่ได้รับผลกระทบโดยตรง สำนักงานประกันสังคมได้ออกมาแสดงความห่วงใยและยืนยันว่าจะดูแลสิทธิประโยชน์อย่างเต็มที่ ล่าสุด ประกันสังคม รายงานเหตุลอบวางระเบิดชายแดนใต้ เมื่อวันที่ 11 มกราคม 2569 ที่สถานีบริการน้ำมัน ปตท. รวม 11 จุด ในจังหวัดยะลา นราธิวาส และปัตตานี ทำให้มีผู้บาดเจ็บหลายราย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33

ประกันสังคม รายงานเหตุลอบวางระเบิดชายแดนใต้

นางสาวกาญจนา พูลแก้ว เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม กล่าวแสดงความห่วงใยต่อผู้ประกันตนที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์นี้ โดยสำนักงานได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และพร้อมให้ความช่วยเหลือทุกกรณีตามกฎหมายประกันสังคม ประกันสังคม รายงานเหตุลอบวางระเบิดชายแดนใต้ โดยละเอียดดังนี้

เหตุการณ์ในจังหวัดยะลา

จังหวัดยะลามีจุดเกิดเหตุ 4 แห่ง ได้แก่ สถานี ปตท. บ้านบันนังดามา อ.กาบัง, สถานี ปตท. บันนังสตา อ.บันนังสตา, สถานี ปตท. บูเกะคละ ริมถนนสายยะลา-รามัน ต.บุดี อ.เมือง, และสถานี ปตท. ถนนสาย 418 ขาเข้าตัวเมืองยะลา ต.ทำสาป มีผู้บาดเจ็บ 2 ราย คือ น.ส.โนรีซัน เจะมะสอง และ น.ส.ซูไมยะห์ เจะมะสอง ทั้งคู่เป็นผู้ประกันตนมาตรา 33 โชคดีที่อาการปลอดภัยและกลับบ้านพักฟื้นแล้ว

เหตุการณ์ในจังหวัดนราธิวาส

นราธิวาสหนักสุด มีจุดเกิดเหตุ 5 จุด ได้แก่ สถานี ปตท. สาขาบ้านโคก ต.จวบ อ.เจาะไอร้อง, สาขาปาเสมัส อ.สุไหงโก-ลก, สาขาตันหยงมัส อ.ระแงะ, สาขาดุซงญอ อ.จะแนะ, และสาขาแว้ง อ.แว้ง ผู้บาดเจ็บ 2 ราย คือ นายอารีมี เจ๊ะแว อายุ 20 ปี และนางสาวแวรุสรี แวมามะ อายุ 33 ปี ทั้งสองเป็นผู้ประกันตนมาตรา 33 กำลังรักษาตัวที่โรงพยาบาลแว้ง

เหตุการณ์ในจังหวัดปัตตานี

ปัตตานีเกิดเหตุ 2 จุด คือ สถานี ปตท. บานา อ.เมืองปัตตานี และสาขากะพ้อ อ.กะพ้อ ผู้บาดเจ็บ 3 ราย ได้แก่ นายรอมซี แวนาแว, นางสาวอิบติซัม เซ็งสะ (กลับบ้านแล้ว), และนางสาวรอฮานี หามะ (อาการดีขึ้น) ทั้งหมดเป็นผู้ประกันตนมาตรา 33

นอกจากผู้บาดเจ็บแล้ว ยังมีสถานประกอบการเสียหายหลายแห่ง ทำให้มีการหยุดงานชั่วคราวและเลิกจ้างผู้ประกันตนถึง 139 คน สำนักงานประกันสังคมจึงเร่งให้ความช่วยเหลือด้านสิทธิว่างงาน โดยจ่ายเงินทดแทน 60% ของค่าจ้าง สูงสุดไม่เกิน 180 วัน

สิทธิประโยชน์ผู้ประกันตนจากประกันสังคม รายงานเหตุลอบวางระเบิดชายแดนใต้

สำหรับผู้ประกันตนที่ได้รับผลกระทบ ประกันสังคม รายงานเหตุลอบวางระเบิดชายแดนใต้ ยังครอบคลุมสิทธิจากกองทุนเงินทดแทนกรณีประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยเนื่องจากงาน ซึ่งให้ความคุ้มครองสูงสุดถึง 1 ล้านบาท โดยแบ่งเป็น

  • ค่ารักษาพยาบาล: ถ้ารักษาในโรงพยาบาลรัฐ จ่ายจริงจนหายสนิท ถ้าเอกชน สูงสุด 65,000 – 1,000,000 บาท ตามระยะเวลา
  • ค่าทดแทนการขาดรายได้: 70% ของค่าจ้างรายเดือน ไม่เกิน 1 ปี
  • ค่าทดแทนสูญเสียอวัยวะหรือสมรรถนะ: ตามสัดส่วนที่กำหนด
  • กรณีทุพพลภาพถาวร: 70% ของค่าจ้างตลอดชีวิต

ประกันสังคมมาตรา 33 เหมาะสำหรับลูกจ้างประจำที่นายจ้างหักสมทบเงินให้ เหมาะกับสถานการณ์ไม่แน่นอนในพื้นที่ชายแดนใต้ ที่มีความเสี่ยงจากเหตุการณ์ความรุนแรง หากคุณทำงานในพื้นที่เหล่านี้ ควรตรวจสอบสถานะผู้ประกันตนให้ชัวร์ เพื่อรับสิทธิเต็มที่

นอกจากนี้ สำนักงานประกันสังคมยังมีบริการอื่นๆ เช่น สิทธิสปา สิทธิคลอดบุตร สิทธิชราภาพ ที่ช่วยลดภาระครอบครัว ในยุคที่เศรษฐกิจยากลำบากและความมั่นคงยังเปราะบาง ประกันสังคมคือเครื่องมือสำคัญที่รัฐจัดให้ประชาชน

จากข้อมูล ประกันสังคม รายงานเหตุลอบวางระเบิดชายแดนใต้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของหน่วยงานในการคุ้มครองแรงงาน หากคุณหรือคนใกล้ชิดได้รับผลกระทบ อย่าลังเลที่จะติดต่อสำนักงานประกันสังคมจังหวัด หรือสายด่วน 1506 เพื่อขอคำปรึกษาและยื่นสิทธิทันที ตรวจสอบสิทธิประกันสังคมของคุณวันนี้ เพื่อความอุ่นใจในวันพรุ่งนี้

ประกันสังคมไม่ใช่แค่ประกัน แต่คือเกราะป้องกันชีวิตที่มั่นคง โดยเฉพาะในพื้นที่เสี่ยงภัยแบบนี้ การมีสิทธิครบถ้วนช่วยให้ลุกขึ้นยืนได้อีกครั้ง

ที่มา – ประกันสังคม รายงานเหตุลอบวางระเบิด 3 จังหวัดชายแดนใต้ พร้อมดูแลผู้ประกันตนเต็มที่

แกะรอยบึมปั๊ม! พบโกดังน้ำมันเถื่อน ยึด 9,230 ลิตร

เจ้าหน้าที่สนธิกำลัง แกะรอยหลักฐานตามกลุ่มคนร้ายวางระเบิดปั๊มน้ำมัน จ.นราธิวาส ตรวจพบโกดังเก็บน้ำมันเถื่อน คาดลักลอบนำเข้าจากมาเลเซีย ตรวจยึดของกลางกว่า 9,230 ลิตร

เมื่อเวลา 17.00 น. วันที่ 14 ม.ค. 69 นายซูปียัน แดเมาะเล็งง นายอำเภอสุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส พล.ต.ต.ชุมพล ศักดิ์สุรีย์มงคล ผบก.สส.จชต. น.ท.พีรพงษ์ วงษ์จิระเจริญกุล ผบ.ฉก.นย.ทร.33 พ.ตอ.ธัญ ศิริขันธ์ ผกก.สภ.สุไหงโก-ลก เจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษและสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ เจ้าหน้าที่ทหาร ร้อย ปชด.ที่ 5 ได้ร่วมสนธิกำลังกันติดตามความเคลื่อนไหวแกะรอยพิสูจน์ทราบ พร้อมทั้งไล่ล่ากลุ่มคนร้ายที่ร่วมก่อเหตุลอบวางระเบิดปั๊มน้ำมัน บ้านกวาลอซีรา ม.3 ต.ปาเสมัส อ.สุไหงโก-ลก ตามบริเวณตะเข็บชายแดนด้านอำเภอสุไหงโก-ลก

โดยขณะปฏิบัติหน้าที่พบโกดังแห่งหนึ่ง ซึ่งอยู่ในซอยตันตรงกันข้ามกับปั๊มน้ำมัน พบรถเทรลเลอร์ รถยนต์กระบะ รถบรรทุก 10 ล้อ จำนวนกว่า 30 คัน และที่บริเวณท้ายรถยนต์กระบะมีการบรรทุกแกลลอนน้ำมันเชื้อเพลิง พบนายแวอาแซ ยานยา อายุ 55 ปี เป็นเจ้าของโกดัง เจ้าหน้าที่จึงได้ขอตรวจสอบ

พบว่าที่บริเวณท่าเรือ มีเรือติดเครื่องยนต์จอดอยู่ 4 ลำ และบนตลิ่งมีจุดระบายน้ำมันเชื้อเพลิงด้วยปั๊มไฟฟ้า จำนวน 2 เครื่อง และถังเหล็กขนาดบรรจุ 200 ลิตร จำนวน 4 ถัง และจากการตรวจสอบโกดังพบแกลลอนน้ำมันพลาสติกคละสีที่บรรจุน้ำมันเบนซิน และน้ำมันดีเซลเป็นจำนวนมาก

นอกจากนี้เจ้าหน้าที่ยังพบถังพลาสติกบรรจุน้ำมันเชื้อเพลิงที่วางอยู่ท้ายของรถยนต์กระบะอีกจำนวนหลายคัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีรถเทรลเลอร์อีกจำนวนหลายคัน มีการดัดแปลงถังน้ำมันเชื้อเพลิงจากขนาดบรรจุปกติ เป็นขนาดบรรจุ 1,200 ลิตร เจ้าหน้าที่พบความพิรุธ จึงสอบถามนายแวอาแซ แต่ได้รับคำตอบที่เชื่อถือไม่ได้

แกะรอยคนร้ายลอบบึมปั๊ม พบโกดังเก็บน้ำมันเถื่อน ยึดของกลางกว่า 9,230 ลิตร

และจากการรวบรวมน้ำมันเถื่อน ชนิดเบนซินและดีเซล ที่ตั้งและบรรจุในที่ต่างๆ รวม 6 จุด มีปริมาณน้ำมันทั้งสิ้น จำนวน 9,230 ลิตร โดยแยกเป็นน้ำมันเบนซิน 1,200 ลิตร น้ำมันดีเซล 8,030 ลิตร เจ้าหน้าที่จึงได้มีการประสานไปยังเจ้าหน้าที่สรรพสามิต อ.สุไหงโก-ลก มาร่วมตรวจสอบ พบว่าน้ำมันดังกล่าว น่าจะมีการลักลอบมาจากฝั่งประเทศมาเลเซีย โดยที่ผ่านมากลุ่มค้าน้ำมันเถื่อนจะรับซื้อน้ำมันดีเซลจากมาเลเซีย ในราคาลิตรละ 27 บาท ขายต่อในพื้นที่ลิตรละ 30 บาท ส่วนน้ำมันเบนซินรับซื้อลิตรละ 23 บาท ขายลิตรละ 26 บาท ซึ่งใน 1 ลิตร จะได้กำไรลิตรละ 3 บาท เจ้าหน้าที่จึงได้ทำการตรวจยึดของกลาง และควบคุมตัวนายแวอาแซ ส่งพนักงานสอบสวน สภ.สุไหงโก-ลก ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

การปฏิบัติการ แกะรอยคนร้ายลอบบึมปั๊ม

การปฏิบัติการนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของเจ้าหน้าที่ในการติดตามและจับกุมผู้กระทำผิด รวมถึงการป้องกันและปราบปรามการลักลอบค้าน้ำมันเถื่อน ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและความมั่นคงของประเทศ การแกะรอยคนร้ายลอบบึมปั๊มครั้งนี้ นำไปสู่การค้นพบโกดังเก็บน้ำมันเถื่อน และการยึดของกลางกว่า 9,230 ลิตร ถือเป็นความสำเร็จที่สำคัญ

แกะรอยคนร้ายลอบบึมปั๊มครั้งนี้ยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของการบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานต่างๆ ทั้งตำรวจ ทหาร ฝ่ายปกครอง และสรรพสามิต ในการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมและความมั่นคงในพื้นที่ชายแดน

การลักลอบค้าน้ำมันเถื่อนไม่เพียงแต่สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจ แต่ยังอาจเป็นแหล่งเงินทุนสนับสนุนกิจกรรมที่ผิดกฎหมายอื่นๆ ดังนั้นการปราบปรามอย่างต่อเนื่องและจริงจังจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง

การ แกะรอยคนร้ายลอบบึมปั๊ม พบโกดังเก็บน้ำมันเถื่อน ยึดของกลางกว่า 9,230 ลิตร เป็นสัญญาณที่ดีในการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน

ที่มา – จนท. แกะรอยคนร้ายลอบบึมปั๊ม พบโกดังเก็บน้ำมันเถื่อน ยึดของกลางกว่า 9,230 ลิตร

นราธิวาส ประกาศเคอร์ฟิว ห้ามออกนอกเคหะสถาน 21.00-05.00 น.

สถานการณ์ล่าสุดในจังหวัดนราธิวาส ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจนราธิวาสประกาศเคอร์ฟิว ห้ามประชาชนออกนอกเคหะสถานในช่วงเวลา 21.00 น. ถึง 05.00 น. ทั่วทั้งจังหวัด โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 11 มกราคม 2569 เป็นต้นไป มาตรการนี้ถูกนำมาใช้เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยและความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน

นราธิวาส ประกาศเคอร์ฟิว ห้ามออกนอกเคหะสถาน 21.00-05.00 น.

พล.ต. ยอดอาวุธ พึ่งพักตร์ ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส ได้ออกประกาศเรื่องมาตรการบริเวณเขตควบคุมพิเศษ โดยใช้อำนาจตามพระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พ.ศ. 2457 ประกาศที่ 29/2569 เพื่อเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยในพื้นที่จังหวัดนราธิวาส ซึ่งรวมถึงการประกาศ นราธิวาส ประกาศเคอร์ฟิวห้ามออกนอกเคหะสถาน 21.00-05.00 น.

ประกาศนี้มีเป้าหมายเพื่อควบคุมสถานการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในพื้นที่ โดยเฉพาะเหตุการณ์วางระเบิดและการก่อเหตุความไม่สงบต่างๆ ที่ส่งผลกระทบต่อความสงบสุขของประชาชน ทางเจ้าหน้าที่จึงจำเป็นต้องใช้กำลังทหาร ตำรวจ และฝ่ายพลเรือน ในการปฏิบัติหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อยอย่างเข้มงวด

รายละเอียดมาตรการ นราธิวาส ประกาศเคอร์ฟิว

  • ห้ามออกนอกเคหะสถาน: ห้ามบุคคลใดๆ ออกนอกเคหะสถานในช่วงเวลา 21.00 น. ถึง 05.00 น. ทั่วพื้นที่จังหวัดนราธิวาส
  • ข้อยกเว้น: กรณีมีเหตุจำเป็นเร่งด่วน สามารถขออนุญาตจากเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหาร ตำรวจ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน หรือเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองในพื้นที่
  • เข้มงวดชายแดน: เพิ่มความเข้มงวดในการผ่านเข้า–ออกจุดผ่านแดนตามแนวชายแดนไทยมาเลเซีย ตรวจสอบยานพาหนะทุกประเภท การเดินทางของประชาชน และการค้าขายสินค้าทุกชนิด
  • อำนาจเจ้าหน้าที่: มอบอำนาจให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารดำเนินการด้านยุทธการ การตรวจค้น และการรักษาความมั่นคงตามอำนาจที่กฎหมายกำหนด

การ นราธิวาส ประกาศเคอร์ฟิวห้ามออกนอกเคหะสถาน 21.00-05.00 น. นี้มีผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันของประชาชนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะผู้ที่ต้องทำงานในช่วงเวลากลางคืน หรือผู้ที่ต้องเดินทางในช่วงเวลาดังกล่าว อย่างไรก็ตาม ทางเจ้าหน้าที่ได้ขอความร่วมมือจากประชาชนในการปฏิบัติตามมาตรการ เพื่อให้การรักษาความสงบเรียบร้อยเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

มาตรการนี้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 11 มกราคม 2569 เป็นต้นไป จนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลง ซึ่ง พล.ต.ยอดอาวุธ พึ่งพักตร์ ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส ได้ลงนามในประกาศครั้งนี้ เพื่อยืนยันถึงความจำเป็นในการบังคับใช้มาตรการดังกล่าว

สถานการณ์ในนราธิวาสยังคงต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด การประกาศเคอร์ฟิวนี้ถือเป็นมาตรการที่เข้มงวด แต่มีความจำเป็นเพื่อรักษาความปลอดภัยและสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนในพื้นที่ ขอให้ประชาชนติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดและให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ในการปฏิบัติตามมาตรการต่างๆ

แม้ว่าการประกาศเคอร์ฟิวอาจสร้างความไม่สะดวกให้กับหลายๆ ท่าน แต่มาตรการนี้ก็มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการรักษาความสงบในพื้นที่ และเพื่อป้องกันเหตุร้ายที่อาจเกิดขึ้นได้ การร่วมมือกันของทุกภาคส่วนจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้สถานการณ์กลับสู่สภาวะปกติโดยเร็ว

ที่มา – นราธิวาส ประกาศเคอร์ฟิวทั้งจังหวัด ห้ามออกนอกเคหะสถาน 21.00-05.00 น.

ทบ. ประณามเหตุวางระเบิด-เผาปั๊มน้ำมัน ไร้มนุษยธรรม

กองทัพบก ประณามเหตุวางระเบิด-เผาปั๊มน้ำมัน 11 จุด 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ไร้มนุษยธรรม-จงใจทำผิดกฎหมาย ผบ.ทบ. สั่งการเร่งบังคับใช้กฎหมายจับกุมผู้ก่อเหตุมาลงโทษ คืนความสงบสุขให้พื้นที่

วันที่ 11 มกราคม 2569 ตามที่เกิดเหตุการณ์ลอบวางระเบิดและวางเพลิงปั๊มน้ำมันรวม 11 จุด ในพื้นที่จังหวัดปัตตานี ยะลา และนราธิวาส เมื่อเวลาประมาณ 01.00 น. ของวันที่ 11 มกราคม 2569 ที่ผ่านมา กองทัพบกขอประณามการกระทำอันไร้มนุษยธรรมของกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงดังกล่าว ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อความปลอดภัยในชีวิต ทรัพย์สิน และระบบสาธารณูปโภคของพลเรือน ถือเป็นการมุ่งสร้างสถานการณ์ความรุนแรง ความหวาดกลัว และบ่อนทำลายความสงบสุขในพื้นที่

พลตรีวินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก เปิดเผยว่า ผู้บัญชาการทหารบก ในฐานะรองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (รอง ผอ.รมน.) ได้สั่งการให้ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า เร่งเข้าควบคุมสถานการณ์และสนับสนุนให้หน่วยที่เกี่ยวข้องเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบโดยด่วน พร้อมกำชับให้บังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดเพื่อนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษตามกระบวนการยุติธรรม ทั้งนี้ เหตุการณ์ดังกล่าวมีลักษณะเป็นกระบวนการที่จงใจละเมิดกฎหมายอย่างร้ายแรง ไร้ซึ่งมนุษยธรรม และส่งผลกระทบต่อความสงบสุขของประชาชนอย่างกว้างขวาง

โฆษกกองทัพบก เน้นย้ำด้วยว่า พฤติกรรมดังกล่าวสะท้อนเจตนาในการใช้ความรุนแรง ซึ่งขัดกับหลักสันติวิธีตามมาตรฐานสากล ยืนยันว่าการใช้ความรุนแรงทุกรูปแบบไม่ใช่ทางออกของปัญหาและไม่อาจยอมรับได้ การกระทำนี้จึงไม่ใช่เรื่องของอุดมการณ์ แต่เป็นการเจตนากระทำผิดกฎหมายที่ไม่สามารถอ้างความชอบธรรมใดๆ ได้ ขอเรียกร้องให้กลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงดังกล่าวยุติการกระทำที่เป็นภัยต่อสังคม และขอให้ทุกภาคส่วนร่วมกันปฏิเสธกลุ่มผู้กระทำผิดเหล่านี้ โดยหลีกเลี่ยงการสนับสนุนทุกรูปแบบไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม รวมทั้งให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ในการแจ้งเบาะแสเพื่อติดตามจับกุมผู้กระทำผิดมาดำเนินคดี เพื่อคืนความสงบสุขให้แก่พื้นที่อย่างยั่งยืน.

ทบ. ประณามเหตุวางระเบิด-เผาปั๊มน้ำมัน ไร้มนุษยธรรม

จากเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ กองทัพบกได้ออกมาประณามการกระทำดังกล่าวอย่างรุนแรง โดยมองว่าเป็นการกระทำที่ ทบ. ประณามเหตุวางระเบิด-เผาปั๊มน้ำมัน ไร้มนุษยธรรม และจงใจละเมิดกฎหมายอย่างชัดเจน การกระทำเหล่านี้ไม่เพียงแต่สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สินและชีวิต แต่ยังส่งผลกระทบต่อความรู้สึกและความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ ทำให้หลายฝ่ายต้องหันกลับมาทบทวนถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งและความรุนแรงในพื้นที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสร้างความเข้าใจและการอยู่ร่วมกันอย่างสันติวิธี การใช้ความรุนแรงไม่ใช่ทางออก และมีแต่จะนำไปสู่ความสูญเสียและความเจ็บปวดที่มากยิ่งขึ้น

กองทัพบกเร่งบังคับใช้กฎหมาย หลังเกิดเหตุ ทบ. ประณามเหตุวางระเบิด-เผาปั๊มน้ำมัน ไร้มนุษยธรรม

หลังจากเกิดเหตุการณ์ ทบ. ประณามเหตุวางระเบิด-เผาปั๊มน้ำมัน ไร้มนุษยธรรม ผู้บัญชาการทหารบกได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด เพื่อนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษตามกระบวนการยุติธรรม การดำเนินการนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน และแสดงให้เห็นว่าการใช้ความรุนแรงและการละเมิดกฎหมายจะไม่ได้รับการยอมรับ

  • การบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด
  • การเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ
  • การสร้างความเข้าใจและการอยู่ร่วมกันอย่างสันติวิธี

อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาความรุนแรงในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยการบังคับใช้กฎหมายเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน ในการสร้างความเข้าใจ สร้างความไว้วางใจ และส่งเสริมการพัฒนาในทุกด้าน เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุขและมีความเจริญก้าวหน้า

เหตุการณ์ ทบ. ประณามเหตุวางระเบิด-เผาปั๊มน้ำมัน ไร้มนุษยธรรม ครั้งนี้ถือเป็นบทเรียนสำคัญที่ทำให้เราต้องตระหนักถึงความสำคัญของการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งและความรุนแรงอย่างยั่งยืน โดยการสร้างความเข้าใจ การส่งเสริมการอยู่ร่วมกันอย่างสันติวิธี และการพัฒนาในทุกด้าน เพื่อให้พื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้กลับคืนสู่ความสงบสุขและมีความเจริญก้าวหน้าอย่างยั่งยืน

เราทุกคนมีบทบาทในการสร้างสันติสุขในพื้นที่ชายแดนใต้ การให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ การแจ้งเบาะแส และการสนับสนุนการพัฒนาในทุกด้าน ล้วนเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้เราสามารถแก้ไขปัญหาความรุนแรงและสร้างสังคมที่สงบสุขและเจริญก้าวหน้าได้

ที่มา – ทบ. ประณามไร้มนุษยธรรม เหตุวางระเบิด-เผาปั๊มน้ำมัน เร่งบังคับใช้กฎหมายจับผู้ก่อเหตุ

“กัณวีร์” ย้ำ สันติภาพใต้ต้องเป็นวาระแห่งชาติ!

“กัณวีร์” หัวหน้าพรรคพลวัต ประณามเหตุระเบิดปั๊มน้ำมัน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ทำลายความสงบและความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ ลั่น สันติภาพใต้ต้องเป็นวาระแห่งชาติ อย่าปล่อยให้เป็นเหตุรายวัน

วันที่ 11 มกราคม 2569 นายกัณวีร์ สืบแสง หัวหน้าพรรคพลวัต และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ตนขอประณามการก่อเหตุระเบิดปั๊มน้ำมัน 11 แห่งใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ มุ่งทำลายความสงบสุขของประชาชนในพื้นที่และความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ ผ่านมา 22 ปี ไม่ควรปล่อยให้เป็นเหตุรายวัน ที่จับคนร้ายไม่ได้ สันติภาพชายแดนใต้ต้องเป็นวาระแห่งชาติ

นายกัณวีร์ กล่าวต่อไปว่า เหตุการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ครบรอบ 22 ปีมาเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา 4 มกราคม 2569 ผ่านมา 7 วันเกิดเหตุระเบิดใหญ่ในปั๊มน้ำมัน 11 แห่งในจังหวัดปัตตานี จังหวัดยะลา และจังหวัดนราธิวาส เมื่อคืนที่ผ่านมา สร้างความเสียหายอย่างหนัก

“แน่นอนนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดเหตุความรุนแรงเช่นนี้กับธุรกิจปั๊มน้ำมัน การพุ่งเป้าก่อเหตุระเบิดที่เป้าหมายธุรกิจน้ำมัน จะมีเหตุผลอื่นใดแอบแฝงหรือไม่ เป็นหน้าที่ของหน่วยงานความมั่นคงต้องสืบสวนสอบสวนหาสาเหตุและจับตัวผู้กระทำผิดให้ได้”

หัวหน้าพรรคพลวัต ระบุว่า ในขณะที่ผู้ก่อเหตุหากยังใช้ความรุนแรง ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด หรือจะก่อกวนสร้างสถานการณ์ ก็เป็นสิ่งที่ต้องประณามอย่างร้ายแรง เพราะเป็นการทำลายความสงบสุข ทำลายความเชื่อมั่นของประชาชนและเศรษฐกิจอย่างสิ้นเชิง และปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ใช้งบประมาณไปกว่า 5 แสนล้านบาท หรือเกือบครึ่งหนึ่งของงบประมาณแผ่นดินในแต่ละปี จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องให้สันติภาพชายแดนใต้ สันติภาพปาตานี เป็นวาระแห่งชาติ

“อย่างที่ผมย้ำและเสนอแนะมาตลอดว่า การพูดคุยเพื่อสันติภาพต้องให้ประชาชนในพื้นที่มีส่วนร่วม ต้องเกิดขึ้นในประเทศไทย การกระจายอำนาจโดยให้ประชาชนเป็นศูนย์กลาง การหาทางออกทางการเมืองร่วมกัน เป็นสิ่งที่ผู้นำรัฐบาลต้องทำให้ได้ ขอให้กำลังใจพี่น้องประชาชนและแสดงความเสียใจกับทุกการสูญเสียครับ”

สันติภาพใต้ต้องเป็นวาระแห่งชาติ

เหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นสิ่งที่สะท้อนให้เห็นว่าการแก้ไขปัญหาที่ผ่านมายังไม่ประสบผลสำเร็จอย่างแท้จริง การที่นายกัณวีร์เน้นย้ำว่า สันติภาพใต้ต้องเป็นวาระแห่งชาติ นั้น เป็นการตอกย้ำถึงความสำคัญของการให้ความสนใจและแก้ไขปัญหาอย่างจริงจังและต่อเนื่อง จากทุกภาคส่วนของสังคม

การแก้ไขปัญหาความไม่สงบในภาคใต้ไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน การเปิดโอกาสให้ประชาชนในพื้นที่มีส่วนร่วมในการพูดคุยสันติภาพ การกระจายอำนาจ และการหาทางออกทางการเมืองร่วมกัน เป็นแนวทางที่น่าสนใจและควรได้รับการพิจารณา

อะไรคือความหมายของ “สันติภาพใต้ต้องเป็นวาระแห่งชาติ”

เมื่อกล่าวถึง “สันติภาพใต้ต้องเป็นวาระแห่งชาติ” นั้น หมายถึงการที่รัฐบาลและทุกภาคส่วนในสังคมไทย จะต้องให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างจริงจัง โดยถือเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่องและบูรณาการความร่วมมือจากทุกฝ่าย เพื่อสร้างสันติสุขและความมั่นคงให้กับพื้นที่

  • การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรอย่างเพียงพอ
  • การดำเนินนโยบายที่ตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนในพื้นที่
  • การส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการแก้ไขปัญหา
  • การสร้างความเข้าใจและความไว้วางใจซึ่งกันและกันระหว่างทุกฝ่าย
  • การบังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรมและโปร่งใส

นอกจากนี้ การสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับสถานการณ์ในภาคใต้ และการส่งเสริมความหลากหลายทางวัฒนธรรม ก็เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยลดอคติและความขัดแย้ง และนำไปสู่สันติภาพที่ยั่งยืนได้

เราต้องไม่ลืมว่าเบื้องหลังเหตุการณ์ความรุนแรงแต่ละครั้ง คือชีวิตและความรู้สึกของผู้คน การสูญเสียและความเจ็บปวดที่เกิดขึ้น ไม่ควรถูกมองข้าม การสร้างสันติภาพที่แท้จริง จึงไม่ใช่แค่การหยุดยั้งความรุนแรง แต่เป็นการสร้างสังคมที่ทุกคนอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุขและปลอดภัย

การทำให้ สันติภาพใต้ต้องเป็นวาระแห่งชาติ ไม่ใช่แค่หน้าที่ของรัฐบาลเท่านั้น แต่เป็นความรับผิดชอบของพวกเราทุกคน ที่จะร่วมกันสร้างสังคมที่สงบสุขและเป็นธรรมสำหรับทุกคน

ที่มา – “กัณวีร์” ประณามเหตุระเบิด 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ย้ำสันติภาพใต้ต้องเป็นวาระแห่งชาติ

คนร้ายป่วนยะลา ยิงปืนขึ้นฟ้า-วางระเบิด

คนร้ายป่วนยะลา ยิงปืนขึ้นฟ้า-วางระเบิด

สถานการณ์ความไม่สงบเกิดขึ้นอีกครั้ง เมื่อเกิดเหตุคนร้ายป่วนยะลา โดยมีการยิงปืนขึ้นฟ้า ไล่เด็กปั๊ม และวางระเบิดหัวจ่ายน้ำมัน ทำให้เกิดเพลิงไหม้และความเสียหายในหลายพื้นที่ของจังหวัดยะลา เหตุการณ์นี้สร้างความตื่นตระหนกและความกังวลให้กับประชาชนในพื้นที่เป็นอย่างมาก

เมื่อวันที่ 11 มกราคม 2569 เวลาประมาณ 01.14 น. กองกำกับการปฏิบัติการพิเศษ ตำรวจภูธรจังหวัดยะลา ได้รับรายงานว่าเกิดเหตุคนร้ายป่วนยะลา ลอบวางระเบิดและวางเพลิงปั๊มน้ำมัน รวมถึงร้านสะดวกซื้อหลายแห่งในจังหวัดยะลา ปัตตานี และนราธิวาส

จากการตรวจสอบเบื้องต้น พบว่าในพื้นที่จังหวัดยะลา มีการก่อเหตุ 4 จุดด้วยกัน:

  • ปั๊มน้ำมัน ปตท. พื้นที่บ้านบันนังดามา อำเภอกาบัง จังหวัดยะลา
  • บริเวณหน้าปั๊มน้ำมัน ปตท.บันนังสตา อำเภอบันนังสตา จังหวัดยะลา
  • ภายในปั๊มน้ำมัน ปตท.บูเกะคละ ริมถนนสายยะลา–รามัน ตำบลบุดี อำเภอเมือง จังหวัดยะลา
  • ภายในปั๊มน้ำมัน ปตท. ถนนสาย 418 (ปัตตานี–ยะลา) ขาเข้าตัวเมืองยะลา ตำบลท่าสาป อำเภอเมืองยะลา จังหวัดยะลา

เหตุการณ์คนร้ายป่วนยะลา ครั้งนี้ ส่งผลให้ทรัพย์สินได้รับความเสียหาย แต่เบื้องต้นยังไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงได้เข้าควบคุมสถานการณ์และปิดกั้นพื้นที่เกิดเหตุเพื่อความปลอดภัย พร้อมทั้งรอเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานเข้าตรวจสอบอย่างละเอียดเพื่อหาสาเหตุและรวบรวมพยานหลักฐาน

จากการสอบสวนพยานแวดล้อม ทราบว่า ลักษณะของคนร้ายที่ก่อเหตุในปั๊มน้ำมัน ปตท. ถนนสาย 418 (ปัตตานี–ยะลา) เป็นชายวัยรุ่น ขับขี่รถจักรยานยนต์มาจอดแล้วยิงปืนขึ้นฟ้า ก่อนจะไล่ให้เด็กปั๊มออกไป และลงมือก่อเหตุวางระเบิดจำนวน 3 ลูกไว้ที่หัวจ่ายน้ำมันจนเกิดระเบิดและเพลิงไหม้

ผู้ว่าราชการจังหวัดยะลาเร่งติดตามสถานการณ์ คนร้ายป่วนยะลา

นายก้องสกุล จันทราช ผู้ว่าราชการจังหวัดยะลา ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบที่เกิดเหตุ พร้อมทั้งสั่งกำชับให้เจ้าหน้าที่ควบคุมพื้นที่อย่างเข้มงวด และเร่งดำเนินการสืบสวนสอบสวนเพื่อติดตามผู้ก่อเหตุมาดำเนินคดีโดยเร็ว พร้อมทั้งจะแจ้งความคืบหน้าให้ประชาชนทราบต่อไป

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ ถือเป็นภัยคุกคามต่อความสงบสุขและความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่จังหวัดยะลาและจังหวัดใกล้เคียง การกระทำของคนร้ายป่วนยะลา เป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ และต้องได้รับการประณามจากทุกภาคส่วนของสังคม

ทางหน่วยงานภาครัฐและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกำลังเร่งดำเนินการเพื่อนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษตามกฎหมาย และเสริมสร้างมาตรการรักษาความปลอดภัยให้เข้มงวดยิ่งขึ้น เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีกในอนาคต

สถานการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นสิ่งที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างจริงจังและยั่งยืน โดยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนในพื้นที่ เพื่อสร้างสันติสุขและความมั่นคงให้เกิดขึ้นอย่างแท้จริง การแก้ไขปัญหาความยากจน การส่งเสริมการศึกษา และการสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างผู้คนในต่างวัฒนธรรม เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยลดเงื่อนไขที่นำไปสู่ความรุนแรงได้

เหตุการณ์ คนร้ายป่วนยะลา ครั้งนี้ เป็นเครื่องเตือนใจให้เราทุกคนตระหนักถึงความสำคัญของการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ และร่วมมือกันสร้างสังคมที่เข้มแข็งและปลอดภัยสำหรับทุกคน เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าสถานการณ์จะคลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้นโดยเร็ว และความสงบสุขจะกลับคืนสู่พื้นที่จังหวัดยะลาและจังหวัดชายแดนภาคใต้ในที่สุด

ที่มา – คนร้ายป่วนยะลา ยิงปืนขึ้นฟ้า-ไล่เด็กปั๊ม ก่อนวางระเบิดหัวจ่าย ไฟไหม้เสียหาย

พลังงาน เร่งส่งน้ำมัน สตูล ปัตตานี ยะลา นราธิวาส

สถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ภาคใต้ยังคงส่งผลกระทบอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดกระทรวงพลังงานเร่งแก้ไขปัญหาน้ำมันและก๊าซหุงต้ม (LPG) ขาดแคลนในจังหวัด สตูล ปัตตานี ยะลา นราธิวาส หลังเส้นทางขนส่งถูกตัดขาดจากอุทกภัย

นายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ปลัดกระทรวงพลังงาน ในฐานะผู้บัญชาการเหตุการณ์ศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ฉุกเฉินด้านพลังงาน เผยว่า ปัญหา พลังงาน เร่งส่งน้ำมัน สตูล ปัตตานี ยะลา นราธิวาส เกิดขึ้นเนื่องจากเส้นทางหลักถูกตัดขาด และสัญญาณอินเทอร์เน็ตขัดข้อง ทำให้การขนส่งเป็นไปได้ยากลำบาก แต่กระทรวงพลังงานได้ประสานงานกับกรมธุรกิจพลังงาน พลังงานจังหวัด และผู้ประกอบการ ปรับแผนการขนส่งและเส้นทางใหม่

ความคืบหน้าล่าสุด พบว่าสถานการณ์เริ่มคลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้น โดยเมื่อคืนวันที่ 27 พฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมา สามารถขนส่งเชื้อเพลิงเข้าไปในบางส่วนของพื้นที่ได้แล้ว และจะเร่งดำเนินการขนส่ง พลังงาน เร่งส่งน้ำมัน สตูล ปัตตานี ยะลา นราธิวาส ให้เพียงพอต่อความต้องการของประชาชน โดยเป็นไปตามนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานที่ให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการพลังงานในภาวะวิกฤต เพื่อไม่ให้กระทบต่อการดำรงชีพของประชาชนและการปฏิบัติงานของหน่วยงานบรรเทาสาธารณภัย

พลังงาน เร่งส่งน้ำมัน สตูล ปัตตานี ยะลา นราธิวาส

ปลัดกระทรวงพลังงานกล่าวเพิ่มเติมว่า “กระทรวงพลังงานติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งแก้ไขปัญหาโดยด่วน โดยปรับวิธีการขนส่งและเส้นทางลำเลียง พร้อมทั้งตรวจสอบความปลอดภัยของทุกเส้นทาง ปัจจุบัน พลังงาน เร่งส่งน้ำมัน สตูล ปัตตานี ยะลา นราธิวาส เริ่มทยอยเข้าสู่พื้นที่ได้บ้างแล้ว ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดี”

ความช่วยเหลือด้านพลังงานในพื้นที่ประสบภัย

นอกจากนี้ กระทรวงพลังงานยังได้เตรียมแผนฟื้นฟูพื้นที่หลังน้ำลด เพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบ และพร้อมให้กำลังใจและสนับสนุนพี่น้องผู้ประสบภัยอย่างเต็มที่

สถานการณ์น้ำท่วมครั้งนี้เป็นบทพิสูจน์ถึงความสำคัญของการเตรียมพร้อมรับมือกับภัยพิบัติ และการมีแผนสำรองด้านพลังงานเพื่อให้ประชาชนสามารถดำรงชีวิตได้อย่างปกติสุข แม้ในยามยากลำบาก การที่กระทรวงพลังงานสามารถแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าได้อย่างทันท่วงที แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการดูแลประชาชนอย่างแท้จริง

การประสานงานที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพระหว่างหน่วยงานภาครัฐและเอกชน เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้การแก้ไขปัญหา พลังงาน เร่งส่งน้ำมัน สตูล ปัตตานี ยะลา นราธิวาส ประสบความสำเร็จ หวังว่าสถานการณ์จะกลับสู่สภาวะปกติโดยเร็ว และประชาชนจะได้รับการช่วยเหลืออย่างทั่วถึง

ที่มา – “พลังงาน” เร่งส่งน้ำมัน-LPG ไป สตูล ปัตตานี ยะลา นราธิวาส หลังเส้นทางถูกตัดขาด

Scroll to top