ปีใหม่ 2569

7 วันอันตราย สังเวย 207 ศพ! ขับรถเร็วสาเหตุหลัก

7 วันอันตราย วันที่ 5 เกิดอุบัติเหตุรวม 1,185 ครั้ง ยอดผู้เสียชีวิตรวม 207 ศพ สาเหตุหลัก ขับรถเร็วเกินกำหนดและตัดหน้ากระชั้นชิด เตือนผู้ขับขี่ใช้รถใช้ถนนด้วยความระมัดระวัง

วันนี้ (4 ม.ค. 69) เวลา 10.15 น. ที่กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานแถลงข่าวสรุปผลการดำเนินงานของศูนย์อำนวยการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลปีใหม่ พ.ศ. 2569 เปิดเผยว่า ศูนย์อำนวยการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลปีใหม่ พ.ศ. 2569 โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยและความร่วมมือของภาคีเครือข่ายได้รวบรวมสถิติอุบัติเหตุทางถนน ประจำวันที่ 4 มกราคม 2569 ซึ่งเป็นวันที่ 5 ของการรณรงค์ “ขับขี่ปลอดภัย ลดความเร็ว ลดอุบัติเหตุ”

เกิดอุบัติเหตุ 191 ครั้ง ผู้บาดเจ็บ 188 คน ผู้เสียชีวิต 27 ศพ สาเหตุที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุสูงสุด ได้แก่ ขับรถเร็วเกินกำหนด ร้อยละ 33.51 ตัดหน้ากระชั้นชิด ร้อยละ 22.51 ยานพาหนะที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุด ได้แก่ รถจักรยานยนต์ ร้อยละ 72.62 ส่วนใหญ่เกิดบนเส้นทางตรง ร้อยละ 84.82 ถนนกรมทางหลวง ร้อยละ 40.84 ถนนใน อบต./หมู่บ้าน ร้อยละ 31.41 ช่วงเวลาที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุด ได้แก่ ช่วงเวลา 09.01 – 12.00 น. 12.01 – 15.00 น. และ 18.01 – 21.00 น. ร้อยละ 16.75 ผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตสูงสุด อยู่ในช่วงอายุ 20 – 29 ปี ร้อยละ 16.28 โดยจังหวัดที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุด ได้แก่ ลำปาง (10 ครั้ง) จังหวัดที่มีผู้บาดเจ็บสูงสุด ได้แก่ ลำปาง (10 คน) จังหวัดที่มีผู้เสียชีวิตสูงสุด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร (3 ศพ)

สรุปอุบัติเหตุทางถนนสะสมในช่วง 5 วัน (30 ธ.ค. 68 – 3 ม.ค. 69) เกิดอุบัติเหตุรวม 1,185 ครั้ง ผู้บาดเจ็บ รวม 1,141 คน ผู้เสียชีวิต รวม 207 ศพ จังหวัดที่เกิดอุบัติเหตุสะสมสูงสุดได้แก่ ภูเก็ต (47 ครั้ง) จังหวัดที่มีผู้บาดเจ็บสะสมสูงสุด ได้แก่ ภูเก็ต (51 คน) จังหวัดที่มีผู้เสียชีวิตสะสมสูงสุด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร (18 ศพ) จังหวัดที่ไม่มีผู้เสียชีวิต (ตายเป็นศูนย์) มี 9 จังหวัด

นายพัฒนา กล่าวต่อว่า ในวันนี้ (4 ม.ค. 69) คาดว่าจะมีประชาชนเดินทางกลับกรุงเทพมหานครและพื้นที่ต่าง ๆ ที่เป็นจังหวัดเศรษฐกิจ ทำให้มีปริมาณรถบนเส้นทางสายหลักและเส้นทางเชื่อมต่อระหว่างจังหวัดเป็นจำนวนมาก ศปถ. จึงได้เน้นย้ำจังหวัด อำเภอ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการจัดตั้งด่านตรวจ จุดตรวจ จุดสกัด จุดบริการ เพื่อรองรับการเดินทางสัญจรของประชาชนในการเดินทางกลับ รวมถึงบริหารจัดการการจราจร ทั้งสายหลักและสายรอง เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาจราจรติดขัดคับคั่ง

อีกทั้งเน้นย้ำหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการอย่างเข้มงวดในการบังคับใช้กฎหมาย ตาม “มาตรการ 10 ข้อหาหลัก” กับผู้ขับขี่ที่มีพฤติกรรมเสี่ยงอย่างเข้มข้น จริงจัง และต่อเนื่อง ทั้งการขับรถเร็ว ดื่มแล้วขับ ไม่สวมหมวกนิรภัย ไม่คาดเข็มขัดนิรภัย และง่วงแล้วขับ ตลอดจนอำนวยความสะดวก ดูแลความปลอดภัยของประชาชน ตรวจสอบประชาชนและนักท่องเที่ยวในสถานีขนส่งต่าง ๆ ให้เกิดความเรียบร้อย พร้อมให้สำนักงานขนส่งจังหวัดตรวจสอบความปลอดภัยของรถโดยสารสาธารณะทุกประเภทอย่างเคร่งครัด ทั้งความพร้อมของรถและพนักงานขับรถ โดยเฉพาะรถที่มีการใช้งานต่อเนื่องเป็นเวลาหลายวัน ต้องเข้ารับการตรวจความพร้อม ณ จุดตรวจ Check Point และจัดเตรียมรถโดยสารให้เพียงพอต่อความต้องการของประชาชน เพื่อป้องกันผู้โดยสารตกค้าง ดูแลความปลอดภัยบริเวณสถานีขนส่ง และจัดเตรียมรถโดยสารสาธารณะ รถรับจ้างส่วนบุคคล ให้สามารถรองรับการเดินทางและส่งต่อผู้โดยสารถึงจุดหมายปลายทางได้อย่างสะดวกและปลอดภัย

ทั้งนี้ ในส่วนการดำเนินงานของกระทรวงสาธารณสุข ได้เตรียมความพร้อมบริการการแพทย์ฉุกเฉินเพื่อรองรับผู้ประสบเหตุในช่วงเทศกาลปีใหม่ โดยสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) มีหน่วยปฏิบัติการแพทย์ทั่วประเทศ จำนวน 10,723 แห่ง โดยได้นำระบบ NDEMS (National Digital Emergency Medical Services) มาใช้ในช่วงเทศกาลปีใหม่นี้ เพื่อยกระดับการโทรแจ้งเหตุฉุกเฉินผ่านสายด่วน 1669 โดยระบบนี้สามารถระบุตำแหน่งจุดเกิดเหตุและติดต่อกับผู้ประสบเหตุผ่าน Video Call ได้ เพื่อให้ข้อมูลในการปฐมพยาบาลเบื้องต้นก่อนเจ้าหน้าที่จะเดินทางไปถึงจุดเกิดเหตุ ทำให้ได้ข้อมูลผู้ป่วยรวดเร็ว ลดเวลาในการช่วยเหลือ และเพิ่มโอกาสการรอดชีวิตจากอุบัติเหตุ

โดยข้อมูล ณ วันที่ 3 มกราคม 2569 มีผู้แจ้งเหตุผ่านสายด่วนแจ้งเหตุฉุกเฉิน 1669 เฉพาะเรื่องของอุบัติเหตุจราจร จำนวนกว่า 8,500 สาย ในส่วนของผลการดำเนินงานและการบังคับใช้กฎหมายตามพระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2551 และที่แก้ไขเพิ่มเติม และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ในช่วงเทศกาลปีใหม่ พ.ศ. 2569 (ข้อมูล ณ วันที่ 3 มกราคม 2569) ได้มีการออกตรวจสะสม จำนวน 25,070 ราย พบความผิด จำนวน 1,543 ราย ร้าน/ผู้กระทำผิด จำนวน 170 ราย

สำหรับการดำเนินงานประเมินการมึนเมาสุราในชุมชน/ด่านชุมชน ได้มีการประเมินอาการมึนเมาสุรา จำนวน 394,566 ราย มีอาการมึนเมา 11,917 ราย คิดเป็นร้อยละ 3.02 ทั้งนี้ กระทรวงสาธารณสุขยังคงจัดเตรียมทีมปฏิบัติการด้านการแพทย์และสาธารณสุขไว้บริการประชาชน เพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยในพื้นที่ต่าง ๆ ได้อย่างทันท่วงที ตลอด 24 ชั่วโมง และเฝ้าระวังการจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ให้เด็กอายุต่ำกว่า 20 ปี และบังคับใช้กฎหมายควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างเข้มงวด เพื่อลดการสูญเสียจากอุบัติเหตุดื่มแล้วขับและให้ประชาชนเดินทางในช่วงปีใหม่อย่างปลอดภัย

นายธีรพัฒน์ คัชมาตย์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เลขานุการศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนนช่วงเทศกาลปีใหม่ 2569 เปิดเผยว่า วันนี้ประชาชนมีการเดินทางกลับกรุงเทพมหานครและพื้นที่ต่างๆ เป็นจำนวนมากต่อเนื่อง ศปถ. ได้กำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกวดขันพฤติกรรมเสี่ยงขับรถเร็วและการขับรถตัดหน้าในระยะกระชั้นชิดบนเส้นทางสายหลัก เนื่องจากเป็นสาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุทางถนนค่อนข้างสูง รวมถึงขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องประชาสัมพันธ์ข้อมูลสภาพการจราจร เส้นทางทางเลือก และคำเตือนด้านความปลอดภัยอย่างต่อเนื่องผ่านทุกช่องทาง รวมถึงให้เตรียมความพร้อมของหน่วยกู้ชีพและกู้ภัย และระบบการช่วยเหลือต่าง ๆ ในการช่วยเหลือผู้ประสบเหตุ ณ จุดเกิดเหตุ และขอฝากให้ประชาชนผู้ใช้รถใช้ถนนเตรียมความพร้อมของยานพาหนะก่อนการเดินทาง ปฏิบัติตามกฎจราจร มีน้ำใจกับผู้ร่วมใช้เส้นทาง และประเมินสภาพความพร้อมในการขับขี่ของตนเองอยู่เสมอ

หากมีอาการง่วง อ่อนเพลีย หรือรู้สึกเหนื่อยล้าจากการเดินทาง ขอให้แวะพักยังจุดพักรถหรือจุดบริการประชาชนที่ทางราชการจัดสรรไว้ให้ อย่าฝืนขับรถต่อเพราะอาจทำให้เกิดอุบัติเหตุและความสูญเสียได้ นอกจากนี้ จากการพยากรณ์อากาศใน 24 ชั่วโมงข้างหน้า พบว่า ภาคใต้ตอนล่างอาจมีฝนฟ้าคะนองกระจายบางพื้นที่ ส่วนภาคกลางต้องเฝ้าระวังน้ำทะเล หนุนสูง ซึ่งส่งผลให้ระดับน้ำในแม่น้ำเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งอาจทำให้มีน้ำท่วมผิวจราจรบริเวณถนนพระราม 2 ขาเข้ากรุงเทพฯ จึงขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องประชาสัมพันธ์ประชาชนให้เพิ่มความระมัดระวังในการสัญจรผ่านเส้นทางดังกล่าวด้วย

ท้ายนี้ ประชาชนที่ประสบหรือพบเห็นอุบัติเหตุสามารถแจ้งเหตุได้ทางสายด่วน 1784 ตลอด 24 ชั่วโมง และไลน์ “ปภ.รับแจ้งเหตุ1784” โดยเพิ่มเพื่อน Line ID @1784DDPM เพื่อประสานให้การช่วยเหลือโดยด่วนต่อไป

7 วันอันตราย กับสถิติอุบัติเหตุที่น่าตกใจ

สถิติจาก7 วันอันตราย ช่วงเทศกาลปีใหม่นี้ แสดงให้เห็นว่าการขับรถเร็วเกินกำหนด ยังคงเป็นสาเหตุหลักของการเกิดอุบัติเหตุทางถนน การลดความเร็วและขับขี่ด้วยความระมัดระวังจึงเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งในการป้องกันการเกิดอุบัติเหตุ

ข้อควรระวังเพื่อความปลอดภัยในช่วง 7 วันอันตราย

  • ตรวจสอบสภาพรถให้พร้อมก่อนเดินทาง
  • พักผ่อนให้เพียงพอก่อนขับรถ
  • ไม่ขับรถเร็วเกินกำหนด
  • ไม่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ขณะขับรถ
  • คาดเข็มขัดนิรภัยทุกครั้ง
  • สวมหมวกนิรภัยหากขับขี่รถจักรยานยนต์
  • มีน้ำใจให้เพื่อนร่วมทาง

7 วันอันตราย ยังไม่จบ อย่าประมาทในการเดินทาง เพื่อความปลอดภัยของตัวท่านเองและเพื่อนร่วมทาง

ที่มา – 7 วันอันตราย สะสม 5 วัน ยอดผู้เสียชีวิตพุ่ง 207 ศพ สาเหตุหลักขับรถเร็ว

4 วันปีใหม่ จับฝ่าฝืนกฎจราจร ทะลุ 3 แสนราย!

เทศกาลปีใหม่ที่ผ่านมา หลายคนคงเดินทางกลับบ้านหรือไปเที่ยวพักผ่อนกันอย่างเต็มที่ แต่ก็มีข่าวคราวเรื่องอุบัติเหตุและการจับกุมผู้กระทำผิดกฎจราจรให้เห็นกันอยู่บ้าง ล่าสุดมีรายงานสรุปผลการจับกุมในช่วง 4 วันของเทศกาลปีใหม่นี้ ซึ่งพบว่ามีผู้ฝ่าฝืนกฎจราจรถูกจับกุมไปแล้วกว่า 3 แสนราย! โดยเฉพาะข้อหา “4 วันปีใหม่ ยอดจับกุมฝ่าฝืนกฎจราจร 10 ข้อหาหลัก พุ่งทะลุ 3 แสนราย เมาขับ 1.5 หมื่นราย” ที่เป็นปัญหาใหญ่

พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กำชับให้ตำรวจทางหลวงและตำรวจจราจรทั่วประเทศเข้มงวดกวดขันจับกุมผู้ฝ่าฝืนกฎจราจร 10 ข้อหาหลักอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงโค้งสุดท้ายของการเดินทางกลับ เพื่อให้ประชาชนเดินทางกลับบ้านอย่างปลอดภัย และย้ำเตือนเรื่อง “เมาไม่ขับ” อย่างจริงจัง หลังพบว่ามีการจับกุมผู้ที่เมาแล้วขับไปแล้วกว่า 15,000 ราย

4 วันปีใหม่ ยอดจับกุมฝ่าฝืนกฎจราจร 10 ข้อหาหลัก พุ่งทะลุ 3 แสนราย เมาขับ 1.5 หมื่นราย

จากสถิติในช่วง 4 วันของเทศกาลปีใหม่ (30 ธันวาคม 2568 – 2 มกราคม 2569) พบว่ามีผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนน 171 ราย และบาดเจ็บ 956 ราย แม้ว่าตัวเลขจะลดลงจากปีที่ผ่านมา แต่ก็ยังถือว่าสูงอยู่ดี ในส่วนของการบังคับใช้กฎหมาย พบว่ามีการจับกุมผู้กระทำผิดใน 10 ข้อหาหลักที่เป็นสาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุรวมแล้วถึง 313,622 ราย โดยเป็นการจับกุมผู้ที่เมาแล้วขับจำนวน 15,404 ราย และในจำนวนนี้มีผู้ที่กระทำผิดซ้ำข้อหาเมาแล้วขับถึง 100 ราย ซึ่งผู้ที่กระทำผิดซ้ำภายใน 2 ปี จะมีโทษสูงขึ้นตามกฎหมาย

10 ข้อหาหลัก ที่ต้องระวังในช่วง 4 วันปีใหม่ ยอดจับกุมฝ่าฝืนกฎจราจร

  • ขับรถเร็วเกินกำหนด
  • ฝ่าฝืนสัญญาณไฟจราจร
  • ไม่คาดเข็มขัดนิรภัย
  • ไม่สวมหมวกนิรภัย
  • ขับรถย้อนศร
  • ใช้โทรศัพท์ขณะขับรถ
  • แซงในที่ห้ามแซง
  • เมาแล้วขับ
  • ไม่มีใบอนุญาตขับขี่
  • ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน

เจ้าหน้าที่ตำรวจได้มีการตั้งด่านตรวจ จุดตรวจ จุดสกัด และจุดบริการ เพื่อดูแลการจราจร อำนวยความสะดวก และบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด ควบคู่ไปกับการรณรงค์สร้างจิตสำนึกขับขี่ปลอดภัย นอกจากนี้ การตั้งด่านตรวจยังช่วยให้สามารถจับกุมผู้กระทำผิดอื่นๆ ได้อีกจำนวนมาก เช่น คดียาเสพติด คนต่างด้าวลักลอบเข้าเมือง คดีครอบครองอาวุธปืน และจับกุมบุคคลตามหมายจับ

พล.ต.อ.สำราญฯ ได้กำชับให้เจ้าหน้าที่ตำรวจติดตามสถานการณ์อุบัติเหตุอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงโค้งสุดท้ายของ 7 วันควบคุมเข้มข้น พร้อมทั้งเพิ่มมาตรการป้องกันและลดความเสี่ยงในจุดเสี่ยง จุดตัด จุดที่เกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง และเส้นทางสายหลักที่มีปริมาณการจราจรหนาแน่น รวมถึงเข้มงวดตรวจผู้ขับขี่ทั้งรถส่วนตัวและรถสาธารณะ เพื่อป้องกันและลดความสูญเสียจากอุบัติเหตุทางถนนให้ได้มากที่สุด

พล.ต.ท.นิธิธร จินตกานนท์ ผู้บัญชาการศึกษา ในฐานะหัวหน้าคณะทำงานฝ่ายเสริมสร้างภาพลักษณ์ตำรวจจราจร เน้นย้ำว่า การบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดมีเป้าหมายเพื่อปกป้องชีวิตของประชาชนทุกคน และขอความร่วมมือให้ทุกคนปฏิบัติตามกฎหมายจราจรอย่างเคร่งครัด ขับขี่ด้วยความปลอดภัย มีน้ำใจต่อเพื่อนร่วมทาง ตรวจสอบความพร้อมของยานพาหนะ พักผ่อนให้เพียงพอ สวมหมวกนิรภัย คาดเข็มขัดนิรภัย และงดดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

การเดินทางในช่วงเทศกาลต่างๆ มักจะมีการจราจรที่หนาแน่น และมีความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุสูง ดังนั้น การขับขี่ด้วยความระมัดระวัง ปฏิบัติตามกฎจราจร และมีน้ำใจต่อเพื่อนร่วมทางจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้ทุกคนสามารถเดินทางถึงจุดหมายได้อย่างปลอดภัยและมีความสุข หากใครที่ยังเดินทางอยู่ หรือกำลังจะเดินทางในช่วงนี้ อย่าลืมตรวจสอบความพร้อมของรถและคน เตรียมตัวให้พร้อม และขับขี่อย่างปลอดภัยนะครับ

ที่มา – 4 วันปีใหม่ ยอดจับกุมฝ่าฝืนกฎจราจร 10 ข้อหาหลัก พุ่งทะลุ 3 แสนราย เมาขับ 1.5 หมื่นราย

รถติด! ประชาชนทยอยเดินทางกลับหลังปีใหม่

บรรยากาศการเดินทางกลับกรุงเทพฯ ของประชาชนหลังหยุดยาวช่วงเทศกาลปีใหม่ ทำให้ถนนมิตรภาพมีการจราจรติดขัดอย่างมาก คาดการณ์ว่าช่วงบ่ายและตลอดคืนนี้ ปริมาณรถยนต์จะเพิ่มสูงขึ้นอีก ทำให้การเดินทางอาจต้องใช้เวลานานกว่าปกติ

เมื่อวันที่ 2 มกราคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตั้งแต่ช่วงเที่ยงที่ผ่านมา ประชาชนจำนวนมากเริ่มทยอยเดินทางกลับหลังปีใหม่ ทำให้การจราจรบนถนนมิตรภาพฝั่งขาเข้ากรุงเทพฯ บริเวณแยกบ้านวัด ตำบลเทพาลัย อำเภอคง และแยกตลาดแค ตำบลธารปราสาท อำเภอโนนสูง จังหวัดนครราชสีมา เริ่มมีรถสะสมเป็นจำนวนมาก

โดยเฉพาะบริเวณจุดพักรถตามปั๊มน้ำมันต่างๆ มีผู้ใช้บริการจำนวนมาก เจ้าหน้าที่ตำรวจทางหลวงแนะนำให้ใช้เส้นทางเลี่ยง บัวใหญ่ – อำเภอคง – ขามสะแกแสง – โนนไทย – ขึ้นวงแหวนเลี่ยงเมืองที่โคกสูง (จอหอ) เพื่อไปใช้มอเตอร์เวย์ M6 เพื่อหลีกเลี่ยงรถติดบนถนนมิตรภาพ คาดการณ์ว่าในช่วงบ่ายวันนี้และตลอดทั้งคืน ปริมาณรถยนต์จะเพิ่มสูงขึ้นอีก เนื่องจากมีประชาชนเดินทางกลับหลังปีใหม่เป็นจำนวนมาก

ประชาชนทยอยเดินทางกลับ หลังหยุดยาวฉลองปีใหม่ ทำถนนมิตรภาพรถติด

สำหรับผู้ที่กำลังวางแผนเดินทางกลับเข้ากรุงเทพฯ ในวันนี้ ควรตรวจสอบสภาพการจราจรก่อนออกเดินทาง และเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับการเดินทางที่อาจใช้เวลานานกว่าปกติ

เตรียมตัวอย่างไรเมื่อต้องเดินทางไกลในช่วงรถติด?

  • ตรวจเช็คสภาพรถ: ตรวจสอบเครื่องยนต์, ยาง, เบรก และของเหลวต่างๆ ให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน
  • เตรียมน้ำและอาหาร: เตรียมน้ำดื่มและอาหารว่างให้เพียงพอสำหรับทุกคนในรถ
  • พักผ่อนให้เพียงพอ: ผู้ขับขี่ควรพักผ่อนให้เพียงพอก่อนออกเดินทาง
  • วางแผนเส้นทาง: ศึกษาเส้นทางและเตรียมเส้นทางสำรองเผื่อกรณีรถติด
  • ขับรถอย่างระมัดระวัง: รักษาระยะห่างจากรถคันหน้า และปฏิบัติตามกฎจราจรอย่างเคร่งครัด
  • เตรียมอุปกรณ์อำนวยความสะดวก: เตรียม Power Bank สำหรับชาร์จโทรศัพท์, ยาประจำตัว, และอุปกรณ์อื่นๆ ที่จำเป็น

สถานการณ์ประชาชนทยอยเดินทางกลับหลังปีใหม่ ทำให้การจราจรบนถนนสายหลักหนาแน่น แม้จะมีการแนะนำเส้นทางเลี่ยง แต่ก็อาจจะไม่เพียงพอต่อปริมาณรถที่มาก ดังนั้นการเตรียมตัวให้พร้อมและวางแผนการเดินทางล่วงหน้าจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้การเดินทางกลับบ้านเป็นไปอย่างราบรื่นและปลอดภัย

ขอให้ทุกท่านเดินทางกลับถึงบ้านโดยสวัสดิภาพ และเริ่มต้นปีใหม่ด้วยความสดใสครับ

ที่มา – ประชาชนทยอยเดินทางกลับ หลังหยุดยาวฉลองปีใหม่ ทำถนนมิตรภาพรถติด

“ยิ่งลักษณ์” ขอพรปี 69 เศรษฐกิจปากท้องกินดีอยู่ดี

อดีตนายกรัฐมนตรี “ยิ่งลักษณ์” อวยพรปี 2569 ขอให้พี่น้องชาวไทยมีกำลังใจเข้มแข็ง เจริญก้าวหน้า ก้าวผ่านอุปสรรค สู่สิ่งดีๆ มีอนาคตที่สดใส และมีเศรษฐกิจปากท้องกินดีอยู่ดี

เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2569 น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว เนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ว่า “สวัสดีปีใหม่ 2569 ค่ะ ดิฉันขอส่งความปรารถนาดีมายังพี่น้องประชาชนชาวไทยทุกคนนะคะ ขอให้ทุกท่านและครอบครัว ประสบแต่ความสุข ความเจริญ มีสุขภาพแข็งแรง มีกำลังใจที่เข้มแข็ง”

พร้อมกันนี้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ยังได้อวยพรให้ปี 2569 เป็นปีแห่งความเจริญก้าวหน้า ก้าวผ่านอุปสรรค ก้าวข้ามความยากจน และก้าวไปสู่สิ่งดีๆ ที่จะนำมาซึ่งอนาคตที่สดใส ขอให้เศรษฐกิจปากท้องกินดีอยู่ดี และมีรายได้กันทุกครอบครัว

“ยิ่งลักษณ์” ขอคนไทย มีเศรษฐกิจปากท้องกินดีอยู่ดีในปี 69

คำอวยพรปีใหม่จากอดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ได้รับการตอบรับอย่างอบอุ่นจากประชาชนจำนวนมากที่เข้ามาร่วมอวยพรปีใหม่และแสดงความคิดเห็นต่างๆ นานา หลายคนยังคงระลึกถึงผลงานของเธอในอดีตและหวังว่าประเทศไทยจะกลับมาเจริญรุ่งเรืองอีกครั้ง

การอวยพรให้ประชาชนเศรษฐกิจปากท้องกินดีอยู่ดีในปี 2569 นี้ สะท้อนให้เห็นถึงความห่วงใยที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ มีต่อประชาชนคนไทย และความปรารถนาที่จะเห็นทุกคนมีความสุขและมีชีวิตที่ดีขึ้น

ปัจจัยที่จะทำให้เศรษฐกิจปากท้องกินดีอยู่ดี

การที่ประชาชนจะมีเศรษฐกิจปากท้องกินดีอยู่ดีได้นั้น ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็น:

  • เสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ: หากเศรษฐกิจของประเทศมีความมั่นคง มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ก็จะส่งผลให้ประชาชนมีงานทำ มีรายได้ และมีกำลังซื้อมากขึ้น
  • นโยบายของรัฐบาล: รัฐบาลมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมเศรษฐกิจ และช่วยเหลือประชาชน โดยการออกมาตรการต่างๆ เช่น การลดภาษี การเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำ การสนับสนุนธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลาง (SMEs)
  • การศึกษาและพัฒนาทักษะ: การที่ประชาชนได้รับการศึกษาที่ดี และมีทักษะที่ตรงกับความต้องการของตลาดแรงงาน จะช่วยให้พวกเขามีโอกาสในการทำงานที่ดี และมีรายได้ที่สูงขึ้น
  • การบริหารจัดการหนี้สิน: การที่ประชาชนสามารถบริหารจัดการหนี้สินของตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ จะช่วยลดภาระค่าใช้จ่าย และเพิ่มเงินออม

แน่นอนว่าการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจปากท้องไม่ใช่เรื่องง่าย แต่หากทุกภาคส่วนร่วมมือกัน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน เราก็สามารถสร้างเศรษฐกิจปากท้องกินดีอยู่ดีให้กับคนไทยได้อย่างยั่งยืน

ปี 2569 ที่กำลังจะมาถึงนี้ ขอให้เป็นปีที่ดีสำหรับทุกท่าน ขอให้ทุกท่านประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน มีสุขภาพแข็งแรง และมีความสุขตลอดปีค่ะ

ที่มา – “ยิ่งลักษณ์” ขอคนไทย มีเศรษฐกิจปากท้องกินดีอยู่ดีในปี 69

บวรศักดิ์ ลงนามถวายพระพรชัยมงคลในหลวง-ราชินี ปีใหม่ 69

เนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช 2569 นายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรี บวรศักดิ์ อุวรรณโณ เป็นผู้แทนในการลงนามถวายพระพรชัยมงคลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี แสดงความจงรักภักดีและความเคารพอย่างสูงยิ่ง

เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2569 เวลา 08.30 น. ณ ห้องแดง อาคารหน่วยราชการในพระองค์ 904 ด้านตะวันออก ในพระบรมมหาราชวัง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้มอบหมายให้นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นผู้แทนทูลเกล้าฯ ถวายแจกันดอกไม้เบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ และลงนามถวายพระพรชัยมงคลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช 2569 โดยมีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ร่วมในพิธีด้วย

ในพิธีอันเป็นมงคลนี้ นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี ได้ทูลเกล้าฯ ถวายแจกันดอกไม้เบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ ชุดที่ 1 ในนาม “นายกรัฐมนตรีและคู่สมรส” เพื่อแสดงความเคารพและถวายพระพร

ต่อมา นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ทูลเกล้าฯ ถวายแจกันดอกไม้เบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ ชุดที่ 2 ในนาม “คณะรัฐมนตรี” เพื่อแสดงความจงรักภักดีและถวายพระพรชัยมงคล

จากนั้น รองนายกรัฐมนตรี บวรศักดิ์ ลงนามถวายพระพรชัยมงคลในหลวง-ราชินี ในวันปีใหม่ 69 และถวายความเคารพพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เป็นอันเสร็จพิธี

บวรศักดิ์ ลงนามถวายพระพรชัยมงคลในหลวง-ราชินี ในวันปีใหม่ 69

การที่นายกรัฐมนตรีมอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรีเป็นผู้แทนในการบวรศักดิ์ ลงนามถวายพระพรชัยมงคลในหลวง-ราชินี ในวันปีใหม่ 69 แสดงให้เห็นถึงความสำคัญที่รัฐบาลให้ต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ และเป็นการแสดงออกถึงความจงรักภักดีของประชาชนชาวไทยที่มีต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี

ความสำคัญของการถวายพระพรชัยมงคล

การถวายพระพรชัยมงคลในวาระสำคัญต่างๆ เช่น วันขึ้นปีใหม่ เป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่แสดงถึงความเคารพและความปรารถนาดีที่ประชาชนมีต่อพระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็นศูนย์รวมจิตใจของคนในชาติ การที่รัฐบาลเป็นผู้แทนในการดำเนินการดังกล่าว ยิ่งแสดงให้เห็นถึงความเชื่อมโยงและความสัมพันธ์อันดีระหว่างสถาบันพระมหากษัตริย์กับประชาชน

นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงห่วงใยพสกนิกรชาวไทยเสมอมา และทรงเป็นศูนย์รวมแห่งความรักและความสามัคคีของคนในชาติ ขอพระองค์ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน

การบวรศักดิ์ ลงนามถวายพระพรชัยมงคลในหลวง-ราชินี ในวันปีใหม่ 69 ถือเป็นกิจกรรมที่เป็นสิริมงคลในช่วงเริ่มต้นปีใหม่ และเป็นแบบอย่างที่ดีงามในการแสดงความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์

ที่มา – นายกฯ มอบ “บวรศักดิ์” ลงนามถวายพระพรชัยมงคลในหลวง-ราชินี ในวันปีใหม่ 69

นักท่องเที่ยวแห่รับแสงแรกแห่งสยามที่ผาชะนะได


นักท่องเที่ยวนับพันแห่ชมความงาม รับแสงแรกแห่งสยาม ปี 2569 ณ จุดชมวิวผาชะนะได ท่ามกลางอุณหภูมิ 13 องศาเซลเซียส พร้อมอวยพรขอให้แสงแรกแห่งสยามนี้เป็นแสงสว่างนำทางประเทศไทย

เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2569 ซึ่งเป็นวันขึ้นปีใหม่ ได้มีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติกว่า 1,000 คน มารวมตัวกันที่จุดชมวิวผาชะนะได อำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี เพื่อชมบรรยากาศแสงแรกแห่งสยามก่อนใคร เพื่อเสริมพลังความเป็นสิริมงคลให้กับชีวิต และรับความสดใสสว่างรุ่งโรจน์เหมือนแสงตะวันในวันปีใหม่ ปี 2569 โดยในวันนี้พระอาทิตย์ขึ้นจากขอบฟ้าในเวลา 06:30 น. ท่ามกลางอุณหภูมิที่ลดต่ำลงถึง 13 องศาเซลเซียส

นักท่องเที่ยวแห่รับแสงแรกแห่งสยาม

นายปรีดา ด๊ะศิริ นักท่องเที่ยวจากกรุงเทพฯ วัย 24 ปี ได้กล่าวว่า ในทุกๆ ปีใหม่ เขาจะเดินทางมาเยี่ยมคุณยายที่จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งเป็นบ้านเกิดของคุณแม่ สำหรับผาชะนะไดนั้นเป็นสถานที่ท่องเที่ยวอันซีนที่สวยงามมานานแล้ว แต่หลายคนอาจจะยังไม่รู้จัก ปีใหม่ปีนี้จึงเป็นปีแรกในชีวิตของเขาและครอบครัวที่ได้มาเยือนสถานที่แห่งนี้ ซึ่งสร้างความประทับใจเป็นอย่างมาก ผาชะนะไดมีความพิเศษตรงที่ความสวยงามของธรรมชาติและวลีเด็ดที่ว่า “แสงแรกแห่งสยาม

บรรยากาศผาชะนะได

ในปี 2569 นี้ ขอเชิญชวนทุกท่านให้มาท่องเที่ยวที่ผาชะนะได เพราะถนนหนทางสะดวกสบายกว่าเมื่อก่อน สามารถขับรถขึ้นมาได้ง่าย และขอฝากกำลังใจให้กับแนวรบของจังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งเป็นพื้นที่เสี่ยงที่มีการปะทะกับประเทศเพื่อนบ้าน ถึงแม้สถานการณ์จะผ่อนคลายลงบ้างแล้ว แต่ก็ยังคงส่งกำลังใจให้กับทหารแนวหน้าที่ปกป้องรักษาแผ่นดินไทย และรักษาชีวิตของประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัย ขอให้แสงแรกแห่งสยาม ณ จุดนี้ เป็นแสงสว่างนำทางให้กับประชาชน และพี่น้องทหารแนวหน้าทุกคน

แสงแรกแห่งสยาม

นักท่องเที่ยวแห่รับแสงแรกแห่งสยามที่ผาชะนะได

นักท่องเที่ยวจำนวนมากเดินทางมายังผาชะนะได จังหวัดอุบลราชธานี เพื่อชมและสัมผัสบรรยากาศของแสงแรกแห่งสยามในวันขึ้นปีใหม่ 2569 ท่ามกลางอากาศหนาวเย็น อุณหภูมิลดต่ำถึง 13 องศาเซลเซียส กิจกรรมนี้ไม่เพียงแต่เป็นการเริ่มต้นปีใหม่ด้วยความเป็นสิริมงคล แต่ยังเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวในพื้นที่อีกด้วย

ทำไมต้องไปชมแสงแรกแห่งสยามที่ผาชะนะได?

ผาชะนะไดเป็นจุดชมวิวที่ขึ้นชื่อในเรื่องของความสวยงามของทัศนียภาพ และเป็นที่รู้จักกันดีว่าเป็นจุดที่สามารถมองเห็นแสงแรกของวันใหม่ได้ก่อนใครในประเทศไทย ทำให้สถานที่แห่งนี้กลายเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมของนักท่องเที่ยวที่ต้องการเริ่มต้นปีใหม่ด้วยประสบการณ์ที่พิเศษและน่าจดจำ การเดินทางไปชมแสงแรกแห่งสยามที่ผาชะนะไดจึงเป็นเหมือนการเติมพลังให้กับชีวิต และเป็นการเริ่มต้นปีใหม่ด้วยความหวังและความสดใส

นอกจากนี้ การเดินทางไปยังผาชะนะไดในปัจจุบันก็สะดวกสบายมากยิ่งขึ้น ถนนหนทางได้รับการพัฒนา ทำให้การเดินทางเป็นไปอย่างราบรื่นและปลอดภัย นักท่องเที่ยวสามารถขับรถยนต์ส่วนตัวขึ้นไปยังจุดชมวิวได้โดยง่าย

เตรียมตัวให้พร้อมก่อนไปรับแสงแรกแห่งสยาม

หากคุณวางแผนที่จะเดินทางไปชมนักท่องเที่ยวแห่รับแสงแรกแห่งสยาม ที่ผาชะนะได สิ่งสำคัญคือการเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับการเดินทางและสภาพอากาศที่หนาวเย็น ควรเตรียมเสื้อผ้าที่อบอุ่น หมวก ถุงมือ และผ้าพันคอ เพื่อป้องกันความหนาวเย็น นอกจากนี้ ควรตรวจสอบสภาพอากาศก่อนออกเดินทาง และเตรียมอุปกรณ์จำเป็นอื่นๆ เช่น กล้องถ่ายรูป เพื่อบันทึกภาพความประทับใจ

การเดินทางไปสัมผัสแสงแรกแห่งสยามที่ผาชะนะได เป็นประสบการณ์ที่คุ้มค่าและน่าจดจำ ไม่ว่าคุณจะเป็นนักท่องเที่ยวที่ต้องการเริ่มต้นปีใหม่ด้วยความเป็นสิริมงคล หรือผู้ที่ต้องการสัมผัสความสวยงามของธรรมชาติ ที่นี่ก็พร้อมต้อนรับและมอบประสบการณ์ที่พิเศษให้กับคุณอย่างแน่นอน

ที่มา – นักท่องเที่ยวแห่รับแสงแรกแห่งสยาม ที่ผาชะนะได ท่ามกลางอุณหภูมิ 13 องศาฯ

เอเชียฉลองปีใหม่ 2026: ประมวลภาพสุดตระการตา

เตรียมพบกับภาพบรรยากาศสุดอลังการจากการเฉลิมฉลอง เอเชียฉลองปีใหม่ 2026! ทั่วทั้งทวีปเอเชียต่างร่วมใจกันจัดงานส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ พ.ศ. 2569 อย่างยิ่งใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นประเทศจีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ หรือประเทศในอาเซียนอย่างประเทศไทย เวียดนาม และสิงคโปร์ ต่างก็มีการแสดงดอกไม้ไฟสุดตระการตา การบินโดรนที่น่าตื่นตาตื่นใจ และคอนเสิร์ตสุดมันส์เพื่อเฉลิมฉลองเทศกาลแห่งความสุขนี้

ประมวลภาพ เอเชียฉลองปีใหม่ 2026 จุดพลุ-บินโดรนตระการตา

เราได้รวบรวมภาพบรรยากาศส่วนหนึ่งของการเฉลิมฉลองปีใหม่ที่เกิดขึ้นในประเทศต่างๆ ทั่วเอเชียมาให้คุณได้ชมกัน ไปดูกันเลยว่าแต่ละประเทศจะมีการจัดงานที่น่าสนใจแค่ไหน:

งานแสดงดอกไม้ไฟต้อนรับปีใหม่ที่ตึก ไทเป 101 ของไต้หวัน
งานแสดงดอกไม้ไฟต้อนรับปีใหม่ที่ตึก ไทเป 101 ของไต้หวัน
ชาวเวียดนามชมดอกไม้ไฟในคืนส่งท้ายปีเก่าจากบนสะพานเทฮุก ในกรุงฮานอย
ชาวเวียดนามชมดอกไม้ไฟในคืนส่งท้ายปีเก่าจากบนสะพานเทฮุก ในกรุงฮานอย
ศรีลังกาจุดพลุฉลองปีใหม่ ที่กรุงโคลอมโบ
ศรีลังกาจุดพลุฉลองปีใหม่ ที่กรุงโคลอมโบ
นครมุมไบ อินเดีย ประดับไฟสวยงาม ในคืนส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่
นครมุมไบ อินเดีย ประดับไฟสวยงาม ในคืนส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่
งานฉลองปีใหม่ที่ “ด่านจูหยง” บนกำแพงเมืองจีน ในกรุงปักกิ่ง
งานฉลองปีใหม่ที่ “ด่านจูหยง” บนกำแพงเมืองจีน ในกรุงปักกิ่ง
การจัดแสดงโดรนฉลองปีใหม่ ที่ปูซาน เกาหลีใต้
การจัดแสดงโดรนฉลองปีใหม่ ที่ปูซาน เกาหลีใต้
ญี่ปุ่นลั่นระฆังยักษ์รับปีใหม่ ที่วัด โซโจจิ ในกรุงโตเกียว
ญี่ปุ่นลั่นระฆังยักษ์รับปีใหม่ ที่วัด โซโจจิ ในกรุงโตเกียว
การแสดงดอกไม้ไฟ ที่อนุสาวรีย์ เซลามัต ดาตัง กรุงจาการ์ตา อินโดนีเซีย
การแสดงดอกไม้ไฟ ที่อนุสาวรีย์ เซลามัต ดาตัง กรุงจาการ์ตา อินโดนีเซีย
สิงคโปร์จุดพลุฉลองปีใหม่ที่มารินา เบย์
สิงคโปร์จุดพลุฉลองปีใหม่ที่มารินา เบย์
งานแสดงดอกไม้ไฟที่เมืองเกซอน ของฟิลิปปินส์
งานแสดงดอกไม้ไฟที่เมืองเกซอน ของฟิลิปปินส์

ไฮไลท์เด่นของการเฉลิมฉลอง เอเชียฉลองปีใหม่ 2026

  • การแสดงดอกไม้ไฟสุดอลังการ: หลายประเทศต่างจัดเต็มกับการแสดงดอกไม้ไฟที่ยิ่งใหญ่ สร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับผู้ที่มาร่วมงาน
  • การบินโดรนที่น่าตื่นตาตื่นใจ: เกาหลีใต้เป็นหนึ่งในประเทศที่นำเทคโนโลยีโดรนมาใช้ในการแสดง สร้างสรรค์เป็นลวดลายต่างๆ บนท้องฟ้า
  • คอนเสิร์ตสุดมันส์: หลายประเทศมีการจัดคอนเสิร์ตจากศิลปินชื่อดัง เพื่อสร้างความสนุกสนานและมอบความสุขให้กับผู้คน

จากภาพที่ได้เห็น เอเชียฉลองปีใหม่ 2026 นี้ แสดงให้เห็นถึงความพร้อมเพรียงและความร่วมมือร่วมใจของประเทศต่างๆ ในทวีปเอเชีย ที่ต้องการส่งมอบความสุขและเริ่มต้นปีใหม่ด้วยสิ่งดีๆ หวังว่าปี 2569 จะเป็นปีที่ดีของทุกคนนะครับ

ที่มา – ประมวลภาพ เอเชียฉลองปีใหม่ 2026 จุดพลุ-บินโดรนตระการตา

สี จิ้นผิง อวยพรปีใหม่ 2026 มุ่งพัฒนาชาติ!

สี จิ้นผิง อวยพรปีใหม่ 2026 เน้นย้ำความสำเร็จในการพัฒนาเทคโนโลยีและการป้องกันประเทศ พร้อมเดินหน้าสู่ความเจริญก้าวหน้ายิ่งขึ้นไปอีก

เมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2568 ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ได้กล่าวสุนทรพจน์เนื่องในโอกาสสี จิ้นผิง อวยพรปีใหม่ 2026 แก่ประชาชนชาวจีน โดยยืนยันว่าจีนได้บรรลุเป้าหมายสำคัญในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมระยะ 5 ปี ฉบับที่ 14 (พ.ศ. 2564-2568) และมีความก้าวหน้าอย่างเป็นรูปธรรมในการสร้างความทันสมัยแบบจีน ความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจ ความสามารถทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ศักยภาพด้านการป้องกันประเทศ และความแข็งแกร่งโดยรวมของชาติได้ก้าวเข้าสู่ระดับที่สูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

สี จิ้นผิง กล่าวว่า ปี 2568 เป็นปีสุดท้ายของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมระยะ 5 ปี ฉบับที่ 14 ซึ่งเป็นปีที่เต็มไปด้วยความทรงจำที่ยากจะลืมเลือน จีนได้เฉลิมฉลองวาระครบรอบ 80 ปี ชัยชนะในสงครามประชาชนจีนต่อต้านการรุกรานของญี่ปุ่น และสงครามต่อต้านลัทธิฟาสซิสต์โลก รวมถึงกำหนดวันรำลึกการฟื้นคืนไต้หวัน ความพยายามเหล่านี้เป็นการระดมพลังอันยิ่งใหญ่สำหรับการฟื้นฟูประเทศชาติ

สี จิ้นผิง อวยพรปีใหม่ 2026

ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง เน้นย้ำว่า จีนมุ่งมั่นที่จะกระตุ้นการพัฒนาคุณภาพสูงผ่านการสร้างสรรค์นวัตกรรม และกำลังก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในประเทศที่มีขีดความสามารถในการสร้างสรรค์นวัตกรรมที่เติบโตเร็วที่สุดในโลก ประชาชนชาวจีนพยายามที่จะบ่มเพาะจิตใจด้วยการพัฒนาทางวัฒนธรรม ทำให้เกิดความสนใจในวัตถุทางวัฒนธรรม พิพิธภัณฑ์ และมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้เพิ่มขึ้นอย่างมาก วัฒนธรรมจีนกำลังรุ่งเรืองอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน

นอกจากนี้ สี จิ้นผิงกล่าวว่าประชาชนชาวจีนร่วมมือกันสร้างสรรค์และใช้ชีวิตที่ดีขึ้นด้วยกัน โดยย้ำว่าทุกเรื่องของประชาชนเป็นเรื่องสำคัญ และรัฐบาลให้ความใส่ใจดูแลความเป็นอยู่ของประชาชนอย่างใกล้ชิด เมื่อทุกครอบครัวมีความสุข ประเทศชาติก็จะยิ่งแข็งแกร่ง

สุนทรพจน์สำคัญใน สี จิ้นผิง อวยพรปีใหม่ 2026

  • การบรรลุเป้าหมายแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม
  • ความก้าวหน้าของการสร้างความทันสมัยแบบจีน
  • การพัฒนาเทคโนโลยีและศักยภาพการป้องกันประเทศ
  • การส่งเสริมวัฒนธรรมและคุณภาพชีวิตของประชาชน

การพัฒนาเทคโนโลยีและการป้องกันประเทศ: สี จิ้นผิงเน้นย้ำถึงความสำคัญของการพัฒนาเทคโนโลยีและศักยภาพการป้องกันประเทศเพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับชาติ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญในสี จิ้นผิง อวยพรปีใหม่ 2026

การส่งเสริมวัฒนธรรม: นอกจากนี้ยังกล่าวถึงความสำคัญของการส่งเสริมวัฒนธรรมและความภาคภูมิใจในชาติ เพื่อสร้างความสมัครสมานสามัคคีและความเข้มแข็งภายในประเทศ

คุณภาพชีวิตของประชาชน: การยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนเป็นเป้าหมายหลักที่รัฐบาลจีนให้ความสำคัญมาโดยตลอด โดยมุ่งเน้นการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนและการกระจายรายได้ที่เป็นธรรม

การอวยพรปีใหม่ของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง เป็นการตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นของจีนในการพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้าในทุกด้าน และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนให้ดียิ่งขึ้นไปอีกในอนาคต จีนยังคงมุ่งมั่นที่จะมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาโลกอย่างสันติและยั่งยืนต่อไป

ในขณะที่จีนเดินหน้าพัฒนาประเทศอย่างต่อเนื่อง การให้ความสำคัญกับการสร้างสมดุลระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจ การพัฒนาเทคโนโลยี และการดูแลสังคม ก็เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้การพัฒนาเป็นไปอย่างยั่งยืนและเป็นประโยชน์ต่อประชาชนทุกคน

ที่มา – สี จิ้นผิง อวยพรปีใหม่ 2026 เดินหน้าพัฒนาเทคโนโลยี-การป้องกันประเทศ

7 วันอันตรายปีใหม่ 2569: ห่วงหลับใน

เทศกาล7 วันอันตรายปีใหม่ 2569 เริ่มต้นขึ้นแล้ว ประธานมูลนิธิประชาปลอดภัยแสดงความห่วงใยต่ออุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นในช่วงวันหยุดยาว โดยเฉพาะอย่างยิ่งความอ่อนล้าของผู้เดินทางขากลับที่อาจนำไปสู่การหลับใน นอกจากนี้ ยังมีความกังวลเกี่ยวกับมาตรการผ่อนปรนการขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่อาจเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุ

นายนิกร จำนง ประธานมูลนิธิประชาปลอดภัย กล่าวถึงการเดินทางในช่วงหยุดยาวเทศกาล7 วันอันตรายปีใหม่ 2569 ว่ามีความกังวลต่ออัตราการเสียชีวิตที่อาจเกิดขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากความอ่อนล้าของผู้ขับขี่ที่เดินทางไกลและอาจพักผ่อนไม่เพียงพอจนเกิดอาการหลับในได้ ดังนั้น การดูแลและพักผ่อนให้เพียงพอจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

7 วันอันตรายปีใหม่ 2569

อีกประเด็นที่น่ากังวลคือ พระราชบัญญัติควบคุมแอลกอฮอล์ที่ได้มีการผ่อนปรนเวลาในการขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ให้สามารถขายได้ตั้งแต่เวลา 11.00 – 24.00 น. ซึ่งอาจเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุจากการดื่มแล้วขับได้ แม้ว่าจะมีการควบคุมการขายให้กับผู้ที่อยู่ในอาการมึนเมา แต่ยังไม่มีนิยามที่ชัดเจนจากกรมควบคุมโรค นอกจากนี้ ยังมีกรณีเด็กที่ได้รับบาดเจ็บและเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลที่มีการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ร่วมด้วย ซึ่งยังเป็นประเด็นที่ไม่ชัดเจนระหว่างหน่วยงานตำรวจและกระทรวงสาธารณสุข

นายนิกรยังกล่าวถึงการผ่อนปรนเวลาขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ว่า หากไม่มีการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดในการห้ามขายให้กับเยาวชนและผู้ที่มีอาการมึนเมา อาจส่งผลให้เกิดปัญหาอุบัติเหตุจากการเมาแล้วขับเพิ่มมากขึ้นในช่วงเทศกาล 7 วันอันตรายปีใหม่ 2569 จึงขอให้ผู้ประกอบการเพิ่มความรับผิดชอบต่อสังคมและดูแลความปลอดภัยของลูกค้าอย่างจริงจัง

เป้าหมายลดอุบัติเหตุช่วง 7 วันอันตรายปีใหม่ 2569

สำหรับเป้าหมายในการควบคุมตัวเลขผู้เสียชีวิตในช่วง 7 วันอันตรายปีใหม่ 2569 ที่ตั้งเป้าหมายไว้ว่าจะลดลง 5% จาก 321 ราย (ในปีที่ผ่านมา) หรือลดลง 16 ราย ให้เหลือ 304 รายนั้น อาจมีความเป็นไปได้ แต่ก็ไม่ควรประมาท เนื่องจากมีรายงานผู้เสียชีวิตก่อนช่วงเทศกาลแล้ว โดยข้อมูลจากบริษัทกลางคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ จำกัด, ศูนย์ข้อมูลอุบัติเหตุทางถนน และเครือข่ายเพื่อเสริมสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยทางถนน พบว่ามีผู้เสียชีวิตไปแล้วถึง 49 รายก่อนวันที่ 30 ธันวาคม 2568 ซึ่งไม่ได้ถูกนับรวมกับตัวเลขผู้เสียชีวิตในช่วงเทศกาลนี้

ดังนั้น จึงขอให้ผู้ที่มีหน้าที่รับผิดชอบในภาครัฐและประชาชนทุกคนร่วมมือกันดูแลตนเอง ครอบครัว และผู้ร่วมทางให้ดี เพื่อให้เทศกาลปีใหม่ 2569 เป็นช่วงเวลาแห่งความสุขและความปลอดภัยสำหรับทุกคน

การเดินทางอย่างปลอดภัยในช่วงเทศกาลปีใหม่เป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง การวางแผนการเดินทางล่วงหน้า การพักผ่อนให้เพียงพอ การปฏิบัติตามกฎจราจรอย่างเคร่งครัด และการมีน้ำใจต่อเพื่อนร่วมทาง จะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุและทำให้เทศกาลปีใหม่นี้เป็นช่วงเวลาแห่งความสุขอย่างแท้จริง

ที่มา – 7 วันอันตรายปีใหม่ 2569 วันแรก “นิกร” ห่วงคนอ่อนล้าหวั่นหลับใน ย้ำต้องพักผ่อนให้ดี

Scroll to top