ปืนเถื่อน

ปกครอง-ตร. ผนึกกำลังปราบอาชญากรรมในชลบุรี ยึดปืนเถื่อน 71 กระบอก

เชื่อว่าหลายคนคงได้เห็นข่าวคราวความเคลื่อนไหวในพื้นที่จังหวัดชลบุรีกันมาบ้างแล้ว กับปฏิบัติการครั้งสำคัญที่เจ้าหน้าที่ทุกภาคส่วนต่างเร่งมือกันอย่างหนัก เพื่อคืนความสงบสุขให้กับพี่น้องประชาชนและนักท่องเที่ยวครับ สำหรับหัวข้อหลักที่ต้องพูดถึงวันนี้คือ ปกครอง-ตร. ผนึกกำลังปราบอาชญากรรมในชลบุรี ยึดปืนเถื่อน 71 กระบอก กระสุนเพียบ ซึ่งถือเป็นมาตรการเร่งด่วนตามนโยบายรัฐบาลที่เน้นความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินเป็นที่ตั้ง

ปกครอง-ตร. ผนึกกำลังปราบอาชญากรรมในชลบุรี ยึดปืนเถื่อน 71 กระบอก กระสุนเพียบ

เหตุการณ์ความรุนแรงจากการใช้อาวุธปืนในช่วงที่ผ่านมาสร้างความกังวลให้กับสังคมเป็นอย่างมากครับ ทำให้นายนริศ นิรามัยวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี ร่วมกับพล.ต.ต.พงศ์พันธ์ วงษ์มณีเทศ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดชลบุรี และเหล่าเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง ประกาศเดินหน้ากวาดล้างอาชญากรรมทุกรูปแบบ โดยเน้นหนักในเรื่องของอาวุธปืนเถื่อนที่ไม่มีทะเบียน ซึ่งเป็นต้นเหตุสำคัญของความรุนแรงต่างๆ

ผลงานความสำเร็จจากความร่วมมือของทุกภาคส่วน

จากปฏิบัติการอย่างเข้มข้นระหว่างเดือนมิถุนายนจนถึงปัจจุบัน เจ้าหน้าที่สามารถสร้างผลงานที่น่าประทับใจ ดังนี้:

  • ตรวจยึดอาวุธปืนรวม 88 กระบอก โดยเป็นปืนเถื่อนถึง 71 กระบอก
  • ยึดเครื่องกระสุนปืนได้มากกว่า 209 นัด
  • ดำเนินคดีด้านยาเสพติดไปแล้วกว่า 1,231 คดี
  • ตรวจยึดทรัพย์สินเครือข่ายยาเสพติดมูลค่ารวมกว่า 204 ล้านบาท

นอกจากนี้ ในประเด็น ปกครอง-ตร. ผนึกกำลังปราบอาชญากรรมในชลบุรี ยึดปืนเถื่อน 71 กระบอก กระสุนเพียบ ทางเจ้าหน้าที่ยังขยายผลไปถึงการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี การจัดการกับบัญชีม้า ไปจนถึงการตรวจเข้มบริษัทนอมินีที่กระทำผิดกฎหมายอีกด้วยครับ ถือเป็นการทำงานที่ครอบคลุมทุกมิติเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับภาคธุรกิจและการท่องเที่ยวในพื้นที่

การที่หน่วยงานรัฐบาลและตำรวจทำงานประสานกันอย่างเป็นเนื้อเดียวกันแบบนี้ เป็นสัญญาณที่ดีมากครับว่า จังหวัดชลบุรีจะมีความปลอดภัยมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องหนี้นอกระบบ หรืออิทธิพลมืดที่เคยสร้างความเดือดร้อนให้ชาวบ้าน ก็ได้รับการแก้ไขอย่างต่อเนื่อง สำหรับพี่น้องประชาชนหากพบเห็นเบาะแสการกระทำผิด ก็สามารถแจ้งเจ้าหน้าที่ได้ทันที เพื่อช่วยกันเป็นหูเป็นตาให้สังคมน่าอยู่ครับ

ในฐานะประชาชน ผมมองว่าความเข้มงวดเหล่านี้เป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่งครับ แม้การปราบปรามจะทำได้ดีเพียงใด แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการป้องกันอย่างยั่งยืน การมีโครงการตำรวจชุมชนสัมพันธ์ที่เพิ่มขึ้นนั้นช่วยให้ประชาชนเข้าถึงเจ้าหน้าที่ได้ง่ายขึ้น ซึ่งจะนำไปสู่การลดปัญหาอาชญากรรมตั้งแต่ต้นตอ ขอเป็นกำลังใจให้เจ้าหน้าที่ทุกท่านที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความมุ่งมั่นเพื่อความปลอดภัยของพวกเราทุกคนครับ

ที่มา – ปกครอง-ตร. ผนึกกำลังปราบอาชญากรรมในชลบุรี ยึดปืนเถื่อน 71 กระบอก กระสุนเพียบ

โฆษกปชป. จี้ นายกฯ เร่งปราบปืนเถื่อนทางออนไลน์-การครอบครองเปลี่ยนมือ

ในสถานการณ์ปัจจุบัน ปัญหาอาชญากรรมที่เกี่ยวข้องกับอาวุธปืนกลับมาเป็นประเด็นร้อนที่สังคมให้ความสนใจอย่างมาก ล่าสุดทางฝั่งพรรคประชาธิปัตย์ โดยคุณพงศกร ขวัญเมือง ในฐานะโฆษกพรรค ได้ออกมาแสดงความกังวลและเรียกร้องให้รัฐบาลให้ความสำคัญกับเรื่องนี้อย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะการปราบปรามการซื้อขายในโลกออนไลน์และการจัดการปืนที่เปลี่ยนมือผิดกฎหมาย ซึ่งถือเป็นต้นตอสำคัญของปัญหาในขณะนี้

โฆษกปชป. จี้ นายกฯ เร่งปราบปืนเถื่อนทางออนไลน์-การครอบครองเปลี่ยนมือ

ทางพรรคประชาธิปัตย์ได้ตั้งข้อสังเกตว่า นโยบายการระงับการออกใบอนุญาตอาวุธปืนประเภทต่างๆ ทั้ง ป.3, ป.4 และ ป.12 ของรัฐบาลนั้น แม้จะมีเจตนาดีเพื่อลดความรุนแรง แต่ในทางปฏิบัติกลับส่งผลกระทบต่อประชาชนทั่วไปรวมถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจจบใหม่ที่ต้องการอาวุธปืนไว้ปฏิบัติหน้าที่ การทำเช่นนี้อาจกลายเป็นดาบสองคมที่ทำให้คนดีไม่มีสิทธิ์เข้าถึงอาวุธอย่างถูกต้อง ในขณะที่อาชญากรยังคงเข้าถึงปืนเถื่อนได้ง่ายผ่านช่องทางออนไลน์ โฆษกปชป. จี้ นายกฯ เร่งปราบปืนเถื่อนทางออนไลน์-การครอบครองเปลี่ยนมือ เพื่อให้เห็นผลอย่างเป็นรูปธรรมมากกว่าการจำกัดสิทธิ์ผู้บริสุทธิ์เพียงอย่างเดียว

ปัญหาการครอบครองปืนเปลี่ยนมือที่ต้องแก้ไข

อีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่ถูกหยิบยกขึ้นมาคือปัญหา "ปืนเปลี่ยนมือ" ซึ่งเป็นช่องโหว่ทางกฎหมายที่อันตรายมาก คุณพงศกรได้ชี้ให้เห็นว่าปัจจุบันมีการนำชื่อผู้อื่นหรืออดีตนักการเมืองมาครอบครองอาวุธปืน ซึ่งเมื่อเกิดเหตุรุนแรงขึ้น การติดตามตัวผู้กระทำความผิดหรือตรวจสอบที่มาของอาวุธจึงทำได้ยากลำบากมาก โฆษกปชป. จี้ นายกฯ เร่งปราบปืนเถื่อนทางออนไลน์-การครอบครองเปลี่ยนมือ โดยขอให้ภาครัฐเร่งทำฐานข้อมูลการครอบครองอาวุธปืนให้ทันสมัยและตรวจสอบการโอนย้ายสิทธิ์อย่างเข้มงวด เพื่อลดความเสี่ยงที่อาวุธจะถูกนำไปใช้ก่อเหตุซ้ำซาก

  • เร่งตรวจสอบแพลตฟอร์มออนไลน์ที่ผิดกฎหมายอย่างจริงจัง
  • ปรับปรุงฐานข้อมูลการถือครองอาวุธปืนให้เป็นระบบดิจิทัล
  • เข้มงวดกับมาตรการการโอนสิทธิ์ครอบครองปืนเพื่อป้องกันการสวมสิทธิ์
  • เพิ่มขีดความสามารถในการปฏิบัติหน้าที่ให้ตำรวจโดยให้เข้าถึงอุปกรณ์ป้องกันตัวอย่างเหมาะสม

ในมุมมองของเรา ปัญหาปืนเถื่อนไม่ใช่เรื่องที่แก้ได้ด้วยการออกคำสั่งห้ามเพียงด้านเดียว แต่ต้องอาศัยการบังคับใช้กฎหมายที่เข้มงวดควบคู่ไปกับการปิดช่องโหว่ทางเทคโนโลยี หากรัฐบาลไม่สามารถจัดการกับตลาดมืดออนไลน์ที่เข้าถึงได้ง่ายนี้ได้ สุดท้ายผู้ที่จะเดือดร้อนที่สุดก็คือประชาชนทั่วไปที่ตกเป็นเหยื่อของความรุนแรงนั่นเอง

ที่มา – โฆษกปชป. จี้ นายกฯ เร่งปราบปืนเถื่อนทางออนไลน์-การครอบครองเปลี่ยนมือ

“ธนกร” ฝากรัฐบาลปูพรมค้นปืนทุกพื้นที่ ลั่นปืนเถื่อนต้องปราบ ปืนถูกกฎหมายต้องคุม

เชื่อว่าช่วงนี้หลายคนคงรู้สึกกังวลกับสถานการณ์ความปลอดภัยในบ้านเมืองเราไม่น้อยเลยนะครับ โดยเฉพาะประเด็นเรื่องอาวุธปืนที่มีข่าวออกมาให้เห็นอยู่บ่อยครั้ง ล่าสุด นายธนกร วังบุญคงชนะ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ได้ออกมาแสดงทัศนะและฝากข้อเสนอแนะถึงรัฐบาลอย่างตรงไปตรงมาว่า “ธนกร” ฝากรัฐบาลปูพรมค้นปืนทุกพื้นที่ ลั่นปืนเถื่อนต้องปราบ ปืนถูกกฎหมายต้องคุม เพื่อคืนความมั่นใจให้กับพี่น้องประชาชนทุกคน

“ธนกร” ฝากรัฐบาลปูพรมค้นปืนทุกพื้นที่ ลั่นปืนเถื่อนต้องปราบ ปืนถูกกฎหมายต้องคุม

จากการให้สัมภาษณ์ของคุณธนกร เราจะเห็นได้ว่าตัวเลขการครอบครองปืนในประเทศไทยนั้นสูงถึง 10 ล้านกระบอก จากประชากร 70 ล้านคน ซึ่งถือว่าเป็นตัวเลขที่น่าตกใจมากครับ หากเราต้องการสร้างสังคมที่ปลอดภัย ไม่ว่าจะในสถานศึกษาหรือพื้นที่สาธารณะ รัฐบาลจำเป็นต้องมีมาตรการเชิงรุกในการเข้าจัดการปัญหาเหล่านี้อย่างจริงจัง

ทำไมต้องปูพรมค้นปืนทั้งประเทศ?

คุณธนกรเน้นย้ำชัดเจนว่า ปัจจุบันปัญหานี้ไม่ได้มีแค่เรื่องของปืนที่ถูกกฎหมายเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีเรื่องของปืนเถื่อนที่แพร่ระบาดไปทั่ว ซึ่งการที่ “ธนกร” ฝากรัฐบาลปูพรมค้นปืนทุกพื้นที่ ลั่นปืนเถื่อนต้องปราบ ปืนถูกกฎหมายต้องคุม นั้น ถือเป็นการมองปัญหาแบบรอบด้าน เพราะเราต้องจัดการทั้งต้นตอของอาวุธเถื่อน และควบคุมการใช้ปืนที่อยู่ในระบบไม่ให้ถูกนำมาใช้ในทางที่ผิด

  • เร่งปราบปรามปืนเถื่อนอย่างเด็ดขาด
  • จัดระเบียบการครอบครองปืนที่ถูกกฎหมายให้เข้มงวดขึ้น
  • กวาดล้างผู้มีอิทธิพลและแหล่งยาเสพติดที่เป็นต้นตอของอาชญากรรม

หลายคนอาจสงสัยว่าแล้วจะมีกฎหมายอะไรออกมาใหม่หรือไม่? ในตอนนี้ทางรัฐบาลเองก็กำลังอยู่ในขั้นตอนการจัดทำรายละเอียดกฎหมายและมาตรการควบคุมต่างๆ ครับ ซึ่งคุณธนกรเชื่อมั่นว่าหากทุกฝ่ายหันหน้าเข้าหากัน ไม่มัวแต่ถกเถียงเรื่องประเด็นการเมือง เราจะสามารถสร้างมาตรการที่ช่วยลดความเสี่ยงในการพกพาอาวุธลงได้อย่างแน่นอน

ท้ายที่สุดแล้ว ความปลอดภัยของพวกเราทุกคนสำคัญที่สุดครับ การที่ “ธนกร” ฝากรัฐบาลปูพรมค้นปืนทุกพื้นที่ ลั่นปืนเถื่อนต้องปราบ ปืนถูกกฎหมายต้องคุม ถือเป็นเสียงสะท้อนที่ต้องการให้ทุกภาคส่วนหันมาใส่ใจและลงมือทำอย่างจริงจัง เพื่อให้ลูกหลานของเราได้เติบโตในสังคมที่ไร้อาวุธปืนและปลอดภัยมากขึ้น เราในฐานะประชาชนก็ต้องช่วยกันเป็นหูเป็นตาและสนับสนุนมาตรการดีๆ เพื่อให้ประเทศของเราน่าอยู่ยิ่งขึ้นครับ

ที่มา – “ธนกร” ฝากรัฐบาลปูพรมค้นปืนทุกพื้นที่ ลั่นปืนเถื่อนต้องปราบ ปืนถูกกฎหมายต้องคุม

ตร.เอาจริงยกระดับคุมเข้มอาวุธปืน ดำเนินคดีเท่าเทียมทุกฝ่าย

ช่วงนี้เชื่อว่าหลายคนคงได้เห็นข่าวคราวความรุนแรงที่เกิดขึ้นในสังคมบ่อยครั้ง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของอาวุธปืนหรือเหตุการณ์ความไม่สงบต่างๆ ล่าสุดทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ออกมาขยับตัวครั้งใหญ่ประกาศว่า ตร.เอาจริงยกระดับคุมเข้มอาวุธปืน ดำเนินคดีเท่าเทียมทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นประชาชนทั่วไป ตำรวจด้วยกันเอง หรือแม้แต่นักการเมือง หากทำผิดกฎหมายต้องได้รับโทษเท่าเทียมกันหมด เพื่อตัดวงจรความรุนแรงให้สิ้นซาก

ตร.เอาจริงยกระดับคุมเข้มอาวุธปืน ดำเนินคดีเท่าเทียมทุกฝ่าย

การเคลื่อนไหวครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากที่ พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร รอง ผบ.ตร. ได้รับนโยบายจากรัฐบาลให้ดำเนินการเชิงรุก โดยจะเน้นไปที่การปราบปรามปืนเถื่อน ปืนผิดมือ และการพกพาอาวุธผิดกฎหมายในที่สาธารณะ ซึ่งที่ผ่านมามาตรการอาจเน้นการเกลี้ยกล่อม แต่ในยุคนี้ต้องเปลี่ยนเป็นการบังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาดและจริงจังครับ

มาตรการเข้มงวดเพื่อความปลอดภัยของทุกคน

นอกจากนี้ ในส่วนของการ ตร.เอาจริงยกระดับคุมเข้มอาวุธปืน ดำเนินคดีเท่าเทียมทุกฝ่าย ยังครอบคลุมไปถึงมิติออนไลน์ด้วย โดยมีการใช้ AI เข้ามาช่วยตรวจจับการซื้อขายอาวุธปืนและสิ่งเทียมอาวุธปืนผ่านแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ เพื่อปิดกั้นตั้งแต่ต้นทาง ไม่ให้มีอาวุธหลุดรอดเข้ามาในสังคมได้ง่ายๆ โดยมีรายละเอียดมาตรการที่น่าสนใจดังนี้ครับ:

  • การบังคับใช้กฎหมาย: จะไม่มีการประนีประนอมหรือไกล่เกลี่ยในคดีที่เกี่ยวกับความรุนแรงในครอบครัวหรือการพกพาอาวุธ
  • การคัดกรองผู้ป่วยจิตเวช: มีการเฝ้าระวังผู้ป่วยกลุ่มสีแดงไม่ให้ก่อเหตุซ้ำ หากพบการกระทำผิดจะดำเนินคดีอาญาควบคู่ไปกับการรักษา
  • การตั้งด่านตรวจค้น: เน้นความโปร่งใสและตรวจสอบอย่างเข้มข้นเพื่อยึดอาวุธปืนที่ไม่ได้รับอนุญาต
  • ตรวจสอบนักการเมือง: ใครที่มีอาวุธปืนในครอบครองโดยไม่ถูกต้อง จะต้องถูกตรวจสอบและดำเนินคดีโดยไม่มีการยกเว้น

หลายคนอาจสงสัยว่าแล้วเจ้าหน้าที่ตำรวจจะได้รับอภิสิทธิ์หรือไม่ คำตอบคือไม่ครับ เพราะทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติยืนยันชัดเจนว่า หากเจ้าหน้าที่ตำรวจพกพาอาวุธปืนไปใช้ในทางที่ผิด หรือทำนอกเหนือหน้าที่ ก็จะโดนทั้งโทษทางอาญาและวินัยไม่ต่างจากประชาชนเลย ถือเป็นสัญญาณที่ดีว่าสังคมเรากำลังมุ่งไปสู่ความยุติธรรมที่เท่าเทียมมากขึ้น

ในฐานะประชาชน เราคงต้องช่วยกันเป็นหูเป็นตา หากพบเห็นพฤติกรรมที่สุ่มเสี่ยงหรือการพกพาอาวุธในที่สาธารณะ สามารถแจ้งเจ้าหน้าที่เพื่อให้เข้ามาจัดการได้ทันที การร่วมมือกันระหว่างภาครัฐและประชาชนถือเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้บ้านเมืองของเราปลอดภัยขึ้นครับ

ที่มา – ตร.เอาจริงยกระดับคุมเข้มอาวุธปืน ย้ำผิดกฎหมายดำเนินคดีเท่าเทียม ตำรวจ-นักการเมือง โดนหมด

นพดล กรรณิกา หนุนนายกฯ คุมเข้มปืนถึงต้นตอ ตัดวงจรปืนเถื่อน

นพดล กรรณิกา หนุนนายกฯ คุมเข้มปืนถึงต้นตอ ตัดวงจรปืนเถื่อน

ในช่วงเวลาที่สังคมไทยกำลังถกเถียงกันอย่างหนักเกี่ยวกับประเด็นการป้องกันตัวเมื่อมีโจรเข้าบ้าน ผศ.ดร.นพดล กรรณิกา กรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (ก.ต.ช.) ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นที่น่าสนใจและชวนให้เรามองภาพรวมให้ใหญ่ขึ้น โดย นพดล กรรณิกา หนุนนายกฯ คุมเข้มปืนถึงต้นตอ ตัดวงจรปืนเถื่อน อย่างจริงจัง เพื่อมุ่งเน้นไปที่ความปลอดภัยของชีวิตประชาชนมากกว่าการเถียงกันเพียงแค่เรื่องข้อกฎหมายว่าใครผิดใครถูก

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้ริเริ่มนโยบายควบคุมอาวุธปืนอย่างเข้มงวด ซึ่งได้รับเสียงสนับสนุนเป็นอย่างดีจากดร.นพดล โดยมองว่านี่เป็นจังหวะเวลาที่เหมาะสมในการวางระบบใหม่ให้กับประเทศไทย เราควรแยกเรื่องสิทธิการป้องกันตัวตามกฎหมาย ออกจากการอนุญาตให้มีอาวุธปืนในครอบครองอย่างชัดเจน เช่นเดียวกับโมเดลของประเทศสิงคโปร์ที่ประสบความสำเร็จในการควบคุมอาวุธปืนได้เป็นอย่างดี

5 แนวทาง นพดล กรรณิกา หนุนนายกฯ คุมเข้มปืนถึงต้นตอ ตัดวงจรปืนเถื่อน

เพื่อให้การแก้ไขปัญหาเป็นไปอย่างยั่งยืน ดร.นพดล ได้นำเสนอหลักการ นพดล กรรณิกา หนุนนายกฯ คุมเข้มปืนถึงต้นตอ ตัดวงจรปืนเถื่อน ผ่าน 5 แนวทางหลักที่จะช่วยลดจำนวนปืนเถื่อนในสังคมไทยได้จริง ดังนี้:

  • ตัดต้นทาง: ปิดการผลิต ดัดแปลง ประกอบ และนำเข้าปืนอย่างผิดกฎหมาย
  • ตัดตลาด: สาวถึงเครือข่ายผู้ซื้อ ผู้ขาย และผู้สนับสนุนทางการเงิน
  • ตัดการรั่วไหล: ป้องกันปืนที่ถูกกฎหมายไม่ให้สูญหายหรือถูกขโมยเข้าสู่ตลาดมืด
  • ตัดวงจรด้วยนิติวิทยาศาสตร์: เชื่อมโยงข้อมูลปืนที่พบในคดีเพื่อสาวไปถึงต้นตอ
  • ตัดแรงจูงใจ: ดึงปืนผิดกฎหมายออกจากสังคมด้วยมาตรการที่เหมาะสม

นอกเหนือจากการคุมเข้มในเชิงโครงสร้างแล้ว ดร.นพดล ยังเน้นย้ำเรื่อง ‘ระบบสัญญาณเตือนก่อนเกิดเหตุ’ โดยเชื่อว่าหากชุมชน สังคม และรัฐสามารถประสานงานกันในการแจ้งเหตุความขัดแย้งหรือพฤติการณ์อันตรายได้รวดเร็วขึ้น เราจะสามารถป้องกันการสูญเสียก่อนที่เสียงปืนจะดังขึ้นได้ การวัดความสำเร็จของนโยบายนี้จึงไม่ใช่แค่การนับจำนวนปืนที่ยึดได้ แต่คือการวัดว่าชีวิตของประชาชนปลอดภัยขึ้นหรือไม่

เราทุกคนในฐานะคนในสังคมควรช่วยกันสอดส่องดูแลและสนับสนุนการทำงานของรัฐบาล เพื่อให้ประเทศไทยกลายเป็นพื้นที่ที่ปลอดภัยสำหรับทุกคนอย่างแท้จริง การลดจำนวนปืนที่อยู่ผิดที่ผิดทางคือหัวใจสำคัญของการสร้างสันติสุขให้กลับคืนสู่สังคมไทยอีกครั้ง

ที่มา – “นพดล กรรณิกา” หนุนนายกฯ คุมเข้มปืนถึงต้นตอ พร้อมเสนอ 5 แนวทางตัดวงจรปืนเถื่อน

รัฐบาล ปัดปิดโอกาสทางกีฬา ชี้ใช้ปืนป้องกันตัวในบ้าน มีข้อกฎหมาย ม.68

กลายเป็นประเด็นที่หลายคนให้ความสนใจอย่างมาก เมื่อรองโฆษกรัฐบาลได้ออกมาไขข้อข้องใจเกี่ยวกับแนวทางการควบคุมอาวุธปืน ซึ่งมีกระแสวิพากษ์วิจารณ์ว่าจะส่งผลกระทบต่อสิทธิในการป้องกันตัวและวงการกีฬายิงปืน โดยล่าสุดรัฐบาลได้ออกมาเน้นย้ำว่า รัฐบาล ปัดปิดโอกาสทางกีฬา ชี้ใช้ปืนป้องกันตัวในบ้าน มีข้อกฎหมาย ม.68 รองรับไว้อยู่แล้ว เพื่อไม่ให้ประชาชนเกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อน

รัฐบาล ปัดปิดโอกาสทางกีฬา ชี้ใช้ปืนป้องกันตัวในบ้าน มีข้อกฎหมาย ม.68

หลายคนอาจกังวลว่ามาตรการที่รัฐบาลกำลังเข้มงวดอยู่นี้ จะเป็นการตัดสิทธิการครอบครองอาวุธปืนโดยสิ้นเชิง แต่ในความเป็นจริง รัฐบาลเพียงแต่ต้องการจัดระเบียบให้ชัดเจนยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการแยกแยะระหว่างสิทธิในการครอบครองเพื่อป้องกันตัวกับสิทธิในการพกพา ซึ่งที่ผ่านมาอาจมีความเข้าใจผิดเกิดขึ้นได้ง่าย การที่ รัฐบาล ปัดปิดโอกาสทางกีฬา ชี้ใช้ปืนป้องกันตัวในบ้าน มีข้อกฎหมาย ม.68 นั้น เป็นการยืนยันว่าหลักกฎหมายในปัจจุบันยังคุ้มครองผู้ที่ป้องกันตัวโดยชอบด้วยกฎหมายอยู่

ทำความเข้าใจมาตรการคุมเข้มของรัฐบาล

รัฐบาลได้ดำเนินมาตรการเชิงรุกเพื่อจัดระเบียบอาวุธปืนอย่างจริงจัง เพื่อสร้างความปลอดภัยให้กับสังคม ดังนี้:

  • ระงับโครงการปืนสวัสดิการและตรวจสอบการออกใบอนุญาตใหม่
  • ตรวจสอบผู้ค้าอาวุธปืนและเครื่องกระสุนทั่วประเทศ
  • เชื่อมโยงฐานข้อมูลปืนด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์เพื่อการตรวจสอบที่แม่นยำ
  • ปราบปรามปืนเถื่อนอย่างเด็ดขาดควบคู่ไปกับการคุมปืนในระบบ

ในส่วนของประเด็นที่ว่า รัฐบาล ปัดปิดโอกาสทางกีฬา ชี้ใช้ปืนป้องกันตัวในบ้าน มีข้อกฎหมาย ม.68 นั้น รัฐบาลยังได้ชี้แจงเพิ่มเติมว่า มาตรการที่กำลังทำไม่ได้มุ่งเป้าไปที่การห้ามเล่นกีฬายิงปืน แต่เป็นการจัดเก็บอาวุธในสถานที่ที่เหมาะสม เพื่อป้องกันเหตุไม่คาดฝัน และต้องการให้คนไทยทุกคนตระหนักว่าปืนเป็นอาวุธที่มีความเสี่ยงสูง ไม่ใช่สิ่งที่ควรพกพาไปใช้ในชีวิตประจำวันเพื่อข่มขู่ผู้อื่น

บทสรุปของเรื่องนี้คือ รัฐบาลมุ่งเน้นความปลอดภัยของประชาชนเป็นที่ตั้ง หากคุณเป็นผู้ที่ปฏิบัติตามกฎหมายและใช้ปืนอย่างถูกต้อง ไม่ว่าจะเป็นเพื่อการกีฬาหรือการป้องกันตัวตามขอบเขตของกฎหมาย ก็ไม่จำเป็นต้องกังวลว่าจะถูกจำกัดสิทธิเกินความจำเป็น สิ่งสำคัญที่สุดคือการร่วมมือกันสร้างสังคมที่ปลอดภัย ลดการใช้ความรุนแรง และหันมาสื่อสารกันด้วยความเข้าใจในข้อกฎหมายอย่างถูกต้อง

ที่มา – รัฐบาล ปัดปิดโอกาสทางกีฬา ชี้ใช้ปืนป้องกันตัวในบ้าน มีข้อกฎหมาย ม.68

จับปืนเถื่อนออนไลน์ หนุ่มโพสต์โชว์กลุ่มลับ ตำรวจรวบคาบ้าน

ยุคนี้การซื้อขายของผิดกฎหมายขยับเข้ามาอยู่บนโลกออนไลน์มากขึ้น และล่าสุดสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ออกมาขานรับนโยบายกวาดล้างอาชญากรรมทางเทคโนโลยีอย่างหนัก จนนำไปสู่เหตุการณ์จับปืนเถื่อนออนไลน์ หนุ่มโพสต์โชว์กลุ่มลับเฟซบุ๊ก ตำรวจไซเบอร์ตามถึงบ้าน เร่งขยายผล หลังจากมีหนุ่มวัย 28 ปีรายหนึ่งคิดคึกคะนองนำอาวุธปืนมาโพสต์โชว์อวดเพื่อนในกลุ่มลับบนเฟซบุ๊ก จนถูกเจ้าหน้าที่แกะรอยตามถึงบ้านพักในพื้นที่ จ.ปทุมธานี

เบื้องลึกการจับปืนเถื่อนออนไลน์ หนุ่มโพสต์โชว์กลุ่มลับเฟซบุ๊ก ตำรวจไซเบอร์ตามถึงบ้าน เร่งขยายผล

เหตุการณ์นี้เริ่มต้นจากการที่ตำรวจไซเบอร์ได้รับเบาะแสเกี่ยวกับพฤติกรรมของนายปฏิมา ที่มักโพสต์ขายปืนและกระสุนผ่านโซเชียลมีเดีย ซึ่งนับว่าเป็นความผิดร้ายแรงตามกฎหมาย การจับปืนเถื่อนออนไลน์ หนุ่มโพสต์โชว์กลุ่มลับเฟซบุ๊ก ตำรวจไซเบอร์ตามถึงบ้าน เร่งขยายผลในครั้งนี้ เจ้าหน้าที่ใช้เวลาสืบสวนรอยต่อของข้อมูลอยู่นานนับเดือน จนสามารถรวบรวมพยานหลักฐานและขอหมายค้นศาลเข้าตรวจสอบบ้านพักได้สำเร็จ ของกลางที่พบถือว่ามีจำนวนไม่น้อยเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นปืนไทยประดิษฐ์และกระสุนปืนหลายขนาดรวมกว่า 245 นัด

เส้นทางอาชญากรรมออนไลน์ที่ไปไม่รอด

จากการสอบสวนเพิ่มเติมพบว่า ผู้ต้องหารายนี้ยึดอาชีพนี้มานานกว่า 1 ปี โดยมีวงจรการจัดหาที่น่าสนใจคือ:

  • ติดต่อซื้อปืนมาจากกลุ่มเพื่อนในราคาต้นทุน 5,000-6,000 บาท
  • นำมาขายทำกำไรในตลาดมืดราคา 8,000-10,000 บาทต่อกระบอก
  • จัดหากระสุนปืนจากสนามยิงปืนหลายแห่งเพื่อมาขายบวกกำไรกล่องละ 400-500 บาท

พฤติกรรมลักษณะนี้ถือว่าเป็นการทำลายความปลอดภัยของสังคมโดยตรง ต่อให้คุณจะหลบอยู่ในกลุ่มลับแค่ไหน บนโลกออนไลน์ทิ้งร่องรอยไว้เสมอ และเจ้าหน้าที่ตำรวจไซเบอร์ก็เชี่ยวชาญการแกะรอยดิจิทัลเป็นอย่างดี

สุดท้ายนี้ ฝากเตือนไว้เป็นอุทาหรณ์สำหรับผู้ที่คิดจะแสวงหาผลกำไรจากสิ่งผิดกฎหมาย โดยเฉพาะอาวุธปืนที่นำไปสู่ความสูญเสียใหญ่หลวงได้ การถูกจับปืนเถื่อนออนไลน์ หนุ่มโพสต์โชว์กลุ่มลับเฟซบุ๊ก ตำรวจไซเบอร์ตามถึงบ้าน เร่งขยายผลครั้งนี้ ไม่ใช่แค่เรื่องของการโดนจับกุม แต่มันคือจุดเริ่มต้นของคดีความที่ทำลายอนาคตและสร้างภาระให้ครอบครัว อยากให้ทุกคนใช้โซเชียลมีเดียในทางที่สร้างสรรค์และถูกต้องตามกฎหมายจะดีที่สุดครับ

ที่มา – จับปืนเถื่อนออนไลน์ หนุ่มโพสต์โชว์กลุ่มลับเฟซบุ๊ก ตำรวจไซเบอร์ตามถึงบ้าน เร่งขยายผล

ตำรวจไซเบอร์ ล่อซื้อจับหนุ่มขายปืนเถื่อนเฟซบุ๊ก

ในยุคที่โซเชียลมีเดียกลายเป็นแพลตฟอร์มซื้อขายทุกอย่าง ตำรวจไซเบอร์ ล่อซื้อจับหนุ่มลักลอบขายปืนเถื่อน กลายเป็นข่าวใหญ่ที่สะเทือนใจสังคมไทย กรณีนี้เกิดขึ้นเมื่อตำรวจกองบังคับการสืบสวนสอบสวนทางเทคโนโลยีการเงิน (สอท.) วางแผนอย่างแนบเนียน จับกุมผู้ต้องหาที่ลักลอบขายอาวุธปืนผ่านกลุ่มเฟซบุ๊กได้สำเร็จ เหตุการณ์นี้ไม่เพียงแสดงให้เห็นถึงความเด็ดขาดของเจ้าหน้าที่ แต่ยังเป็นเครื่องเตือนใจถึงอันตรายของการค้าขายสิ่งผิดกฎหมายออนไลน์

ตำรวจไซเบอร์ ล่อซื้อจับหนุ่มลักลอบขายปืนเถื่อน

เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2569 พล.ต.ท.สุรพล เปรมบุตร ผู้บัญชาการสถานีตำรวจไซเบอร์ (ผบช.สอท.) พร้อมด้วย พล.ต.ท.นราเดช ทิพย์รักษ์ ผู้บัญชาการประจำสำนักงานผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ช่วยราชการ บช.สอท. พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ ผู้บังคับการสอท.1 และ พ.ต.อ.กฤติน ตปสีโล ผู้กำกับการวิเคราะห์ข่าวและเครื่องมือพิเศษ บก.สอท.1 ได้นำกำลังเข้าจับกุมนายเฉลิม แจ่มจำรัส อายุ 30 ปี ชาวจังหวัดชลบุรี

ของกลางที่พบคืออาวุธปืนขนาด .380 จำนวน 1 กระบอก ซึ่งผู้ต้องหานำมาส่งมอบตามที่นัดหมาย การจับกุมเกิดขึ้นบริเวณหน้าร้านสะดวกซื้อหน้าวัดบ้านเก่า หมู่ที่ 4 ตำบลบ้านเก่า อำเภอพานทอง จังหวัดชลบุรี หลังจากตำรวจชุดสืบสวนตรวจพบโพสต์เสนอขายปืนเถื่อนในกลุ่มซื้อขายอาวุธปืนบนเฟซบุ๊ก

ขั้นตอนการล่อซื้อของตำรวจไซเบอร์ ล่อซื้อจับหนุ่มลักลอบขายปืนเถื่อน

ตำรวจได้ติดต่อล่อซื้อปืนขนาด .380 ในราคา 10,000 บาท โดยนัดส่งของที่จุดดังกล่าว เมื่อผู้ต้องหามาถึงและส่งมอบปืน ตำรวจจึงแสดงตัวจับกุมทันที วิธีการนี้เป็นเทคนิคมาตรฐานของกองปราบไซเบอร์ที่ใช้สืบสวนอาชญากรรมออนไลน์ โดยเฉพาะการค้าขายอาวุธเถื่อนที่แพร่หลายในโซเชียลมีเดีย

  • ตรวจพบโพสต์ในกลุ่มเฟซบุ๊ก
  • ติดต่อล่อซื้อราคา 10,000 บาท
  • นัดส่งที่ร้านสะดวกซื้อพานทอง
  • จับกุมพร้อมของกลางปืน .380

สารภาพของผู้ต้องหา

จากการสอบสวน นายเฉลิมให้การว่าเพิ่งโพสต์ขายเป็นครั้งแรก โดยซื้อมาเองจากช่องทางออนไลน์ในราคาเพียง 5,000 บาท แล้วนำมาขายต่อเพื่อกำไร 5,000 บาท อ้างว่าเพื่อหาเงินเลี้ยงลูก 5 คน แม้เหตุผลจะน่าสงสาร แต่การกระทำดังกล่าวผิดกฎหมายอย่างชัดเจน และไม่สามารถยืนยันความจริงได้ทั้งหมด

ปัญหาการลักลอบขายปืนเถื่อนผ่านเฟซบุ๊กไม่ได้เกิดขึ้นครั้งแรก ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ตำรวจไซเบอร์จับกุมผู้กระทำผิดนับร้อยราย โดยเฉพาะในกลุ่มลับที่แลกเปลี่ยนอาวุธปืน เครื่องกระสุน และอุปกรณ์แต่งกายทหาร สถิติจากกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ปอท.) ชี้ว่าคดีอาวุธเถื่อนออนไลน์เพิ่มขึ้นกว่า 30% ในปี 2566-2567

ข้อหาที่ผู้ต้องหาต้องรับผิดชอบ

นายเฉลิมถูกดำเนินคดีใน 2 ข้อหาหลัก ได้แก่

  • “มีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครอง โดยไม่ได้รับอนุญาตจากนายทะเบียน”
  • “พาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะ โดยไม่ได้รับอนุญาตจากนายทะเบียน”

โทษสูงสุดคือจำคุก 5-10 ปี และปรับหนัก หากมีประวัติหรือเกี่ยวข้องเครือข่าย อาจรุนแรงยิ่งขึ้น เหตุการณ์ ตำรวจไซเบอร์ ล่อซื้อจับหนุ่มลักลอบขายปืนเถื่อน นี้เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนว่ากฎหมายไม่มีข้อยกเว้น แม้จะอ้างเลี้ยงลูกก็ตาม

ความสำคัญของการปราบปรามอาชญากรรมไซเบอร์

การค้าอาวุธเถื่อนออนไลน์ส่งผลกระทบต่อความมั่นคง โดยเฉพาะปืนที่นำไปใช้ก่อเหตุอาชญากรรมรุนแรง ตำรวจไซเบอร์มีบทบาทสำคัญในการเฝ้าระวัง สืบสวน และล่อซื้อเพื่อตัดวงจร ประชาชนควรช่วยกันรายงานโพสต์น่าสงสัยผ่านช่องทาง hotline 1441 หรือเพจตำรวจไซเบอร์

นอกจากนี้ แนะนำให้หลีกเลี่ยงการเข้ากลุ่มซื้อขายผิดกฎหมาย เพราะอาจถูกหลอกหรือถูกจับโดยไม่รู้ตัว ในยุคดิจิทัล การตรวจสอบผู้ขายและสินค้าอย่างละเอียดเป็นสิ่งจำเป็น

เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่าความยากจนไม่ใช่ข้อแก้ตัวสำหรับการทำผิดกฎหมาย สังคมควรหาทางช่วยเหลือครอบครัวยากจนผ่านช่องทางที่ถูกต้อง เช่น กองทุนช่วยเหลือเด็กหรือหน่วยงานรัฐ หากคุณพบเห็นการลักลอบขายปืนเถื่อน รีบแจ้งเบาะแสทันทีเพื่อความปลอดภัยของทุกคน แชร์บทความนี้เพื่อสร้างความตระหนัก และติดตามข่าวอาชญากรรมไซเบอร์เพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ของเรา!

ที่มา – ตำรวจไซเบอร์ ล่อซื้อจับหนุ่มลักลอบขายปืนเถื่อน ผ่านเฟซบุ๊ก อ้างหาเงินไปเลี้ยงลูก 5 คน

กรมราชทัณฑ์ เผยหนุ่มจีนสะสมอาวุธ ถูกหามส่ง รพ.

사건ที่กำลังเป็นที่สนใจของประชาชนในขณะนี้คือกรณีที่ กรมราชทัณฑ์ เผยหนุ่มจีนสะสมอาวุธ ถูกหามส่ง รพ. สาเหตุคาดกินยาเกินขนาด ซึ่งเกิดขึ้นกับนายหมิงเฉิน ซัน ผู้ต้องหาชาวจีนที่ถูกจับกุมในคดีสะสมอาวุธสงครามและระเบิดซีโฟร์จำนวนมาก เรื่องนี้ไม่เพียงแต่สะท้อนถึงความรุนแรงของคดี แต่ยังแสดงให้เห็นถึงระบบการดูแลผู้ต้องขังของเรือนจำไทยที่เข้มงวดอย่างไร

กรมราชทัณฑ์ เผยหนุ่มจีนสะสมอาวุธ ถูกหามส่ง รพ. สาเหตุคาดกินยาเกินขนาด

จากรายงานของกรมราชทัณฑ์ เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2569 กรณีดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อเวลา 19.30 น. ของวันที่ 11 พฤษภาคม เจ้าหน้าที่เรือนจำพิเศษพัทยาได้นำตัวนายหมิงเฉิน ซัน ไปส่งโรงพยาบาลพัทยาปัทมคุณอย่างเร่งด่วน หลังจากที่ผู้ต้องหามีอาการชักเกร็งขณะเข้าสู่ระบบจำแนกแรกรับผู้ต้องขังใหม่ ปัจจุบันผู้ต้องหายังคงรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลดังกล่าว โดยยังไม่มีการย้ายไปโรงพยาบาลชลบุรี

สาเหตุเบื้องต้นและการตรวจสอบ

นายยุทธนา นาคเรืองศรี รองอธิบดีกรมราชทัณฑ์และโฆษกกรม เปิดเผยว่าสาเหตุเบื้องต้นคาดว่าเกิดจากการกินยาเกินขนาด ซึ่งเป็นยาที่ผู้ต้องหาพกติดตัวมาเองเพื่อรักษาโรคประจำตัว โดยยานี้ถูกกินก่อนที่จะมาถึงเรือนจำ เนื่องจากกระบวนการนำยาเข้าคุกต้องผ่านการขออนุญาตและตรวจสอบจากเจ้าหน้าที่อย่างเคร่งครัดเท่านั้น

นอกจากนี้ ผู้ต้องหายังอดอาหารมา 3 วันตั้งแต่ถูกพนักงานสอบสวนควบคุมตัว แต่มีการดื่มน้ำเปล่าบ้าง สถานการณ์นี้ชี้ให้เห็นถึงความเครียดสูงที่ผู้ต้องหาเผชิญ โดยยังไม่มีญาติมาดูแลหรือเยี่ยม ทำให้อาการทรุดตัวลงอย่างรวดเร็ว

มาตรการดูแลความปลอดภัยเข้มข้น

เพื่อความปลอดภัย กรมราชทัณฑ์ได้จัดเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์และตำรวจคอยประกบดูแลผู้ต้องหาอย่างใกล้ชิดที่โรงพยาบาลพัทยาปัทมคุณ รองอธิบดีฯ ยังยืนยันว่าจะมีรายงานสรุปเพิ่มเติมจากส่วนประชาสัมพันธ์เพื่อแจ้งสื่อมวลชนต่อไป เรื่องนี้ย้ำถึงความรับผิดชอบของหน่วยงานในการดูแลสุขภาพผู้ต้องขัง โดยเฉพาะผู้ต้องหาคดีร้ายแรงอย่างการสะสมอาวุธสงคราม

  • ผู้ต้องหา: นายหมิงเฉิน ซัน ชาวจีน
  • คดี: ซุกระเบิด C4 และอาวุธสงครามจำนวนมาก
  • สถานที่เกิดเหตุ: เรือนจำพิเศษพัทยา
  • โรงพยาบาล: พัทยาปัทมคุณ
  • สาเหตุ: กินยาเกินขนาด + เครียด + อดอาหาร

คดีของหนุ่มจีนรายนี้เริ่มต้นจากการจับกุมที่สร้างความตกใจให้สังคม หลังพบอาวุธปริมาณมหาศาลในครอบครอง ซึ่งอาจเป็นภัยคุกคามความมั่นคง กรมราชทัณฑ์ เผยหนุ่มจีนสะสมอาวุธ ถูกหามส่ง รพ. สาเหตุคาดกินยาเกินขนาด จึงเป็นข่าวอัปเดตล่าสุดที่แสดงถึงการติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ การจัดการสุขภาพจิตผู้ต้องขังเป็นเรื่องสำคัญ โดยเฉพาะชาวต่างชาติที่อาจเผชิญอุปสรรคด้านภาษาและการปรับตัว เรือนจำไทยมีระบบแพทย์พื้นฐาน แต่กรณีฉุกเฉินอย่างนี้แสดงให้เห็นถึงการตอบสนองที่รวดเร็ว

นอกจากนี้ ยังมีข่าวเก่าที่เกี่ยวข้อง เช่น การจัดตำรวจคุมเข้มระหว่างรักษาตัว หากอาการไม่ดีขึ้นอาจย้ายโรงพยาบาลประจำจังหวัด สังคมควรติดตามเพื่อเข้าใจกระบวนการยุติธรรมไทยให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น

สุดท้ายแล้ว กรณีนี้เป็นเครื่องเตือนใจว่าการสะสมอาวุธผิดกฎหมายไม่เพียงนำมาซึ่งโทษจำคุก แต่ยังกระทบสุขภาพร่างกายและจิตใจอย่างรุนแรง หากคุณสนใจข่าวอาชญากรรมหรือระบบราชทัณฑ์ ติดตามบล็อกของเราเพื่ออัปเดตข้อมูลล่าสุดและเคล็ดลับป้องกันตัวเองจากภัยรอบข้าง

ที่มา – กรมราชทัณฑ์ เผยหนุ่มจีนสะสมอาวุธ ถูกหามส่ง รพ. สาเหตุคาดกินยาเกินขนาด

Scroll to top