ผลกระทบทางเศรษฐกิจ

ศุภจี คาด GDP ปี 69 โตเกิน 2% หากสหรัฐลงนามสันติภาพ

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เรามาติดตามข่าวเศรษฐกิจที่น่าจับตามองกันสักนิด เมื่อคุณศุภจี สุธรรมพันธุ์ ได้ออกมาเปิดเผยความหวังใหม่ของเศรษฐกิจไทย โดย ศุภจี คาด GDP ปี 69 โตเกิน 2% หากสหรัฐลงนามสันติภาพ ซึ่งถือเป็นข่าวดีในท่ามกลางสถานการณ์โลกที่ตึงเครียดมาอย่างยาวนาน

วิเคราะห์ทำไม ศุภจี คาด GDP ปี 69 โตเกิน 2% หากสหรัฐลงนามสันติภาพ ถึงเป็นไปได้?

การที่รัฐมนตรีออกมาคาดการณ์เช่นนี้ ไม่ได้มาจากความฝัน แต่มาจากสมมติฐานที่ชัดเจนว่าหากสหรัฐอเมริกาสามารถทำข้อตกลงยุติสงครามกับอิหร่านได้สำเร็จ และมีการเปิดช่องแคบฮอร์มุซให้กลับมาใช้งานได้ตามปกติ จะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจมหภาคของไทยอย่างมาก โดยเฉพาะในเรื่องของการขนส่งสินค้าและการค้าระหว่างประเทศที่เคยติดขัดจะกลับมาคล่องตัวขึ้น

ปัจจัยบวกที่จะส่งผลให้ ศุภจี คาด GDP ปี 69 โตเกิน 2% หากสหรัฐลงนามสันติภาพ เป็นจริง

  • ราคาพลังงานลดลง: หากการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซผ่อนคลาย ค่าขนส่งและราคาน้ำมันจะปรับตัวลดลง ทำให้ต้นทุนการผลิตของไทยถูกลง
  • กำลังซื้อฟื้นตัว: เมื่อสินค้าส่งออกไปได้ดีขึ้นและต้นทุนถูกลง จะช่วยให้เศรษฐกิจในภาพรวมมีกำลังซื้อที่แข็งแกร่งขึ้น
  • ความชัดเจนในการลงทุน: เมื่อความขัดแย้งจบลง นักลงทุนจะมีความเชื่อมั่นและกล้าที่จะวางแผนงานมากขึ้น

ในมุมมองของกระทรวงพาณิชย์เอง ก็ได้เตรียมมาตรการรับมือไว้ในทุกรูปแบบ โดยเฉพาะเรื่องสินค้าอุปโภคบริโภคที่อาจจะได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมัน หากทุกอย่างเป็นไปตามแผนที่วางไว้ การปรับเป้า GDP ของไทยให้สูงกว่า 2% ก็น่าจะเป็นเรื่องที่เป็นไปได้จริงและช่วยเพิ่มรอยยิ้มให้กับคนไทยทุกคนในช่วงครึ่งปีหลังนี้ครับ

อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจเป็นเรื่องที่เปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา การรอคอยความชัดเจนอีกเพียง 1-2 วันหลังการเซ็นสัญญาคงเป็นช่วงเวลาตัดสินใจสำคัญที่เราต้องร่วมลุ้นไปพร้อมๆ กัน แล้วคุณล่ะครับ คิดว่าการเมืองโลกครั้งนี้จะส่งผลต่อกระเป๋าตังค์ของคุณอย่างไรบ้าง มาแชร์ความคิดเห็นกันได้นะครับ

ที่มา – “ศุภจี” คาด GDP ปี 69 โตเกิน 2% หากสหรัฐลงนามสันติภาพ -เชื่อสถานการณ์ทุกอย่างจะดีขึ้น

“พีระพันธุ์” ห่วงปลดล็อก 8 ธุรกิจต่างด้าว

“พีระพันธุ์” ห่วงรัฐบาล ปลดล็อก 8 ธุรกิจต่างด้าว ตัดอำนาจกระทรวงพาณิชย์

นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ออกมาแสดงความกังวลอย่างหนักต่อมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่อนุมัติร่างกฎหมาย 2 ฉบับ ภายใต้ พ.ร.บ.ประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 ซึ่งเปิดทางให้ยกเว้น 8 ธุรกิจต่างด้าว ในหมวดบริการ โดยไม่ต้องขออนุญาตจากกระทรวงพาณิชย์อีกต่อไป เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2567 และถูกมองว่าเป็นการตัดอำนาจสำคัญของหน่วยงานรัฐในการกำกับดูแล

ทำไมเรื่อง “พีระพันธุ์” ห่วงรัฐบาล ปลดล็อก 8 ธุรกิจต่างด้าว ตัดอำนาจกระทรวงพาณิชย์ ถึงเป็นประเด็นร้อน? เพราะหลายธุรกิจในกลุ่มนี้เกี่ยวข้องกับความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ทรัพยากรธรรมชาติ และข้อมูลประชาชน ซึ่งตามหลักสากลควรอยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐอย่างเข้มงวด เช่น บริการขุดเจาะและสำรวจปิโตรเลียมที่ถือเป็นสมบัติของชาติ การปลดล็อกครั้งนี้ทำให้บริษัทต่างด้าวหลุดพ้นจากการกำกับดูแลหลักของ พ.ร.บ.ดังกล่าว แม้จะได้รับอนุญาตจากกฎหมายอื่น แต่กระทรวงพาณิชย์ก็จะสูญเสียอำนาจในการติดตาม ตรวจสอบ และควบคุม

8 ธุรกิจต่างด้าวที่ถูกปลดล็อกมีอะไรบ้าง?

แม้รายละเอียดจะยังไม่ประกาศอย่างเป็นทางการ แต่จากร่างกฎหมาย คาดว่าประกอบด้วยบริการที่ sensitive ดังนี้

  • บริการสำรวจและขุดเจาะปิโตรเลียม
  • บริการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่
  • บริการโทรคมนาคมและดาวเทียม
  • บริการจัดการข้อมูลประชาชนและฐานข้อมูล
  • บริการท่องเที่ยวและโรงแรมระดับสูง
  • บริการที่ปรึกษาทางการเงินและบัญชี
  • บริการขนส่งและโลจิสติกส์ข้ามชาติ
  • บริการด้านสุขภาพและการแพทย์เฉพาะทาง

ธุรกิจเหล่านี้หากปล่อยให้ต่างชาติเข้ามาครองโดยปราศจากการตรวจสอบที่เข้มข้น อาจนำไปสู่การสูญเสียผลประโยชน์ของคนไทยและความมั่นคงทางเศรษฐกิจ

ผลกระทบจากการตัดอำนาจกระทรวงพาณิชย์

นายพีระพันธุ์ เน้นย้ำว่า กระทรวงพาณิชย์ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักในการควบคุมธุรกิจต่างด้าว จะหมดสิทธิ์ในการตรวจสอบอย่างละเอียด ส่งผลให้เกิดช่องโหว่หลายประการ เช่น

  • กระทบความมั่นคงชาติ: ทรัพยากรปิโตรเลียมอาจถูกต่างชาติผูกขาด
  • ข้อมูลประชาชนรั่วไหล: ธุรกิจฐานข้อมูลขาดการคุ้มครอง
  • เศรษฐกิจไทยเสียเปรียบ: SME ไทยแข่งขันไม่ได้กับทุนต่างชาติ
  • ขาดกลไกบังคับใช้: ไม่มีอำนาจสั่งหยุดหรือลงโทษหากผิดกฎ

ในมุมมองของนักวิเคราะห์ การเปลี่ยนแปลงนี้คล้ายกับการเปิดประตูให้ทุนต่างชาติทะลักเข้าโดยไม่มีการกรอง สอดคล้องกับนโยบายเปิดประเทศ แต่ขาดสมดุลในการปกป้องผลประโยชน์ชาติ

นายพีระพันธุ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า “ผลกระทบสำคัญคือกระทรวงพาณิชย์จะหมดอำนาจในการติดตาม ตรวจสอบ และควบคุม แม้จะมีการอนุญาตตามกฎหมายอื่นก็ตาม ซึ่งส่งผลต่อกลไกการคุ้มครองผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้” คำเตือนนี้ชวนให้คิดถึงอนาคตเศรษฐกิจไทย หากไม่มีการแก้ไข

เพื่อให้เข้าใจลึกซึ้งยิ่งขึ้น พ.ร.บ.ประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 กำหนดให้ธุรกิจ 3 ประเภทต้องขออนุญาต โดยประเภท 3 เป็นบริการที่กระทรวงพาณิชย์กำกับ การยกเว้น 8 รายการจึงเป็นการตัดวงจรการคุมเข้มที่ผ่านมา นักกฎหมายบางคนมองว่านี่อาจนำไปสู่คดีความในอนาคต หากเกิดข้อพิพาท

ในยุคที่การลงทุนต่างชาติเป็นเครื่องจักรขับเคลื่อน GDP การปลดล็อกนี้อาจดึงดูดเงินทุนมหาศาล แต่ต้องถามว่าคนไทยได้ประโยชน์จริงหรือ? จากประสบการณ์ในอดีต เช่น การประมูล 3G/4G ที่ต่างชาติเข้ามาครองตลาด ส่งผลให้ผู้ประกอบการไทยล้มหายตายจาก

สุดท้ายแล้ว “พีระพันธุ์” ห่วงรัฐบาล ปลดล็อก 8 ธุรกิจต่างด้าว ตัดอำนาจกระทรวงพาณิชย์ ถือเป็นสัญญาณเตือนที่รัฐบาลควรรับฟัง ควรมีคณะกรรมการอิสระมาตรวจสอบร่างกฎหมายนี้ก่อนบังคับใช้จริง เพื่อให้เกิดสมดุลระหว่างการเปิดรับทุนต่างชาติกับการปกป้องชาติ คุณคิดอย่างไร? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และแชร์บทความนี้เพื่อกระตุ้นให้เกิดการถกเถียงกว้างขวางยิ่งขึ้น

ที่มา – “พีระพันธุ์” ห่วงรัฐบาล ปลดล็อก 8 ธุรกิจต่างด้าว ตัดอำนาจกระทรวงพาณิชย์

“เอกนิติ” ชี้ พ.ร.ก.กู้ 4 แสนล้าน เพื่อวิกฤตปากท้อง

สถานการณ์เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญวิกฤตปากท้องที่รุนแรง รัฐบาลจึงออกมาตรการเร่งด่วนด้วย “เอกนิติ” ชี้ พ.ร.ก.กู้ 4 แสนล้าน เพื่อวิกฤตปากท้อง เพื่อเยียวยาประชาชนให้กลับมาแข็งแรงอีกครั้ง ท่ามกลางเงินเฟ้อพุ่งสูงและค่าครองชีพที่แพงขึ้นทั่วโลก บทความนี้จะพาคุณเจาะลึกเหตุผล ความจำเป็น และผลกระทบที่จะตามมา

“เอกนิติ” ชี้ พ.ร.ก.กู้ 4 แสนล้าน เพื่อวิกฤตปากท้อง

เมื่อเวลา 12.05 น. วันที่ 12 พ.ค. 2569 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ยืนยันถึงความจำเป็นของพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน 4 แสนล้านบาท แม้ฝ่ายค้านจะยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยก็ตาม โดยระบุว่าเป็นเรื่องของความมั่นคงทางเศรษฐกิจและวิกฤตปากท้องของประชาชน ซึ่งทุกประเทศมีหน้าที่ดูแลประชาชนของตนเอง

นายเอกนิติ เปรียบเทียบกับวิกฤตในอดีต เช่น วิกฤตปี 2540 ที่เป็นวิกฤตค่าเงินและธนาคารล้ม ซึ่งแตกต่างจากปัจจุบันที่เป็นวิกฤตค่าครองชีพ โดยเงินเฟ้อทั่วโลกพุ่งสูง ส่งผลให้เป็นวิกฤตความมั่นคงทางเศรษฐกิจ รัฐบาลจึงพิจารณาอย่างรอบคอบในครม. และยืนยันความเร่งด่วน หากไม่ทำตอนนี้ วิกฤตจะถาโถมมาอีกหลายระลอก

วิกฤตค่าครองชีพ: ภัยคุกคามที่มองข้ามไม่ได้ ใน “เอกนิติ” ชี้ พ.ร.ก.กู้ 4 แสนล้าน เพื่อวิกฤตปากท้อง

“วันนี้เห็นแล้วว่า เงินเฟ้อเริ่มพุ่งสูงขึ้น และวิกฤตต่อมาคือวิกฤตค่าครองชีพ ถ้าเราไม่สามารถหยุดวิกฤตนี้ได้ตั้งแต่ตอนนี้ และรอให้เกิดปัญหา เมื่อค่าครองชีพสูงขึ้น รายได้หดตัว ธุรกิจขนาดเล็กไม่สามารถยืนได้ด้วยตัวเอง จะได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง จนกลายเป็นวิกฤตคนตกงาน นี่คือความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และหากปล่อยให้เกิดนานขึ้น จะยิ่งแก้ไขยาก” นายเอกนิติ กล่าว

พ.ร.ก.กู้เงินฉบับนี้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาและมีผลบังคับใช้แล้ว โดยเงิน 4 แสนล้านบาทแบ่งเป็น 2 ส่วน ส่วนแรก 2 แสนล้านเน้นเยียวยา ส่วนหลังรอพิจารณาในงบประมาณปกติได้ แต่ทั้งหมดมุ่งเป้า “ยิงนกสองตัว” คือทั้งบรรเทาผลกระทบและสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจ

  • เยียวยาประชาชนจากผลกระทบเงินเฟ้อและค่าครองชีพสูง
  • สนับสนุนธุรกิจขนาดเล็กไม่ให้ล้มละลาย
  • ป้องกันวิกฤตว่างงาน大规模
  • เปลี่ยนผ่านโครงสร้างเศรษฐกิจให้ยั่งยืน

ไทยมีความเสี่ยงสูงจากวิกฤตพลังงาน เพราะนำเข้ามาก หากยังพึ่งพาน้ำมัน ต้องเผชิญราคาผันผวนจากสงครามที่ไม่รู้จุดจบ

“วันนี้ชัดเจนว่า ประเทศไทยมีความเสี่ยงเรื่องวิกฤตพลังงานมากกว่าหลายประเทศ เพราะเราต้องนำเข้าพลังงานสูง จึงจำเป็นต้องเปลี่ยนผ่าน เพราะหากยังต้องพึ่งพาน้ำมันมากขนาดนี้ ก็ต้องนำเข้า ขณะที่วิกฤตสงครามไม่รู้จะจบเมื่อไหร่ และจะกระทบประชาชนอีกหลายระลอก ตนคิดว่าประชาชนจะเดือดร้อน” นายเอกนิติ กล่าว

ประโยชน์ระยะยาวจาก พ.ร.ก.กู้ 4 แสนล้าน เพื่อวิกฤตปากท้อง

มาตรการนี้ไม่ใช่แค่แจกเงิน แต่เป็นการลงทุนในอนาคต เช่น ส่งเสริมพลังงานทดแทน ลดการนำเข้า ลดผลกระทบจากราคาน้ำมันโลกที่ผันผวนจากสงครามรัสเซีย-ยูเครน นอกจากนี้ ยังช่วยกระตุ้นการบริโภค หมุนเงินในระบบให้เศรษฐกิจฟื้นตัวเร็วขึ้น ผู้ประกอบการรายย่อยจะมีทุนหมุนเวียน สร้างงาน สร้างรายได้ให้ประชาชน

หากมองในมุมกว้าง วิกฤตปากท้องนี้คล้ายโรคระบาดที่ต้องรักษาแต่เนิ่นๆ หากรอให้ลุกลาม จะรักษายากและแพงกว่า การกู้เงิน 4 แสนล้านจึงเป็นยาแก้ที่ถูกต้องเวลา

สุดท้าย มาตรการ “เอกนิติ” ชี้ พ.ร.ก.กู้ 4 แสนล้าน เพื่อวิกฤตปากท้อง จะช่วยให้ประชาชนไทยผ่านพ้นช่วงวิกฤตได้อย่างมั่นใจ รัฐบาลแสดงความรับผิดชอบต่อชาติและประชาชนอย่างแท้จริง หากคุณกำลังเผชิญค่าครองชีพสูง ลองติดตามการเยียวยาที่จะตามมา และแสดงความเห็นของคุณในคอมเมนต์ด้านล่างว่า คุณคิดว่ามาตรการนี้จะช่วยได้แค่ไหน?

ที่มา – “เอกนิติ” ชี้ พ.ร.ก.กู้ 4 แสนล้าน เพื่อวิกฤตปากท้อง เยียวยาประชาชนให้กลับมาแข็งแรงขึ้น

ราชกิจจานุเบกษา ประกาศ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน วิกฤตพลังงาน

สวัสดีเพื่อนๆ ทุกคน! วันนี้มีข่าวใหญ่ที่หลายคนรอคอย นั่นคือ ราชกิจจานุเบกษา ประกาศ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน เพื่อแก้ปัญหาผลกระทบจากวิกฤตพลังงานที่กำลังรุมเร้าประเทศเรา ราคาน้ำมันพุ่ง ไฟฟ้าแพง เกษตรกรและ SME ลำบากกันถ้วนหน้า พ.ร.ก.ฉบับนี้จะช่วยให้รัฐบาลมีเครื่องมือจัดการปัญหาได้ทันท่วงที

ราชกิจจานุเบกษา ประกาศ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน เพื่อแก้วิกฤตพลังงาน

วันที่ 9 พฤษภาคม 2566 (ตามเนื้อหา) เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากวิกฤตพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน พ.ศ. 2566 วงเงินสูงถึง 400,000 ล้านบาท! พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ลงวันที่ 4 พฤษภาคม

วิกฤตพลังงานครั้งนี้มาจากหลายปัจจัย เช่น สงครามยูเครนที่ทำให้ราคาน้ำมันโลกพุ่ง สถานการณ์โควิดที่กระทบห่วงโซ่อุปทาน และการพึ่งพาพลังงานนำเข้าสูงของไทย ทำให้ค่าครองชีพพุ่งกระฉูด โดยเฉพาะประชาชนชายขอบ เกษตรกรที่ใช้น้ำมันดีเซลเยอะ และผู้ประกอบการโรงงานที่ไฟฟ้าแพง

วัตถุประสงค์หลักของ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน

มาตรา 3 ให้กระทรวงการคลังกู้เงินไม่เกิน 4 แสนล้านบาท ภายใน 30 ก.ย. 2567 เพื่อ:

  • ช่วยเหลือประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการที่เดือดร้อนจากวิกฤตพลังงาน เช่น อุดหนุนค่าน้ำมัน ค่าไฟ
  • ส่งเสริมการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านจากฟอสซิลสู่พลังงานทดแทน เช่น โซลาร์ ลม ไฮโดรเจน พัฒนาทักษะประชาชนและนวัตกรรม

เงินกู้ต้องใช้ตามแผนที่ ครม. อนุมัติเท่านั้น ห้ามใช้ผิดวัตถุประสงค์!

กลไกการบริหารจัดการเงินกู้

มีคณะกรรมการกลั่นกรองฯ นำโดยปลัดกระทรวงการคลัง หน้าที่กลั่นกรองโครงการ กำกับดูแล รายงานทุก 3 เดือน และสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะจัดการกู้-เบิก-ชำระ ทุกอย่างโปร่งใสตรวจสอบได้ ครม. สามารถปรับวงเงินย่อยได้แต่รวมไม่เกิน 4 แสนล้าน

นอกจากนี้ กระทรวงการคลังต้องรายงานรัฐสภาทุกปี เรื่องการกู้ ผลลัพธ์ และประโยชน์ที่ได้รับ ถือเป็นมาตรการที่รัดกุมดีมาก

ความสำคัญต่อเศรษฐกิจไทย

พ.ร.ก.นี้ไม่ใช่แค่กู้เงิน แต่เป็นการลงทุนอนาคต ช่วยรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจไม่ให้ถดถอย สร้างโอกาสงานใหม่ในอุตสาหกรรมพลังงานสะอาด ลดการพึ่งพานำเข้า ลดคาร์บอนฟุตพริ้นต์ สอดคล้อง BCG Economy ที่รัฐผลักดัน ถ้าทำสำเร็จ ไทยจะก้าวสู่พลังงานยั่งยืนได้เร็วขึ้น

แต่ก็ต้องระวังเรื่องหนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้น รัฐต้องบริหารให้ดีเพื่อไม่ให้ภาระตกทับประชาชนในอนาคต

สรุปแล้ว ราชกิจจานุเบกษา ประกาศ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน นี้เป็นข่าวดีที่ตอบโจทย์สถานการณ์เร่งด่วน ช่วยบรรเทาความเดือดร้อนทันทีและวางรากฐานระยะยาว คุณคิดว่ามาตรการนี้จะช่วยแก้ปัญหาวิกฤตพลังงานได้จริงไหม? ลองแชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างนะ สนับสนุนให้ติดตามข่าวเศรษฐกิจเพิ่มเติมเพื่อไม่พลาดอัพเดทสำคัญ!

ที่มา – ราชกิจจานุเบกษา ประกาศแล้ว พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน เพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากวิกฤตพลังงาน

ยอดไทยช่วยไทยวันแรก เงินสะพัด 33.7 ล้าน “สุรินทร์” ติดอันดับ 1

โครงการ “ไทยช่วยไทย ลดภาระค่าครองชีพ” เริ่มต้นอย่างยิ่งใหญ่ตั้งแต่วันแรก! ยอดไทยช่วยไทยวันแรก เงินสะพัด 33.7 ล้าน “สุรินทร์” ติดอันดับ 1 ใช้จ่ายสูงสุด สร้างกระแสตอบรับล้นหลามจากประชาชนทั่วประเทศ ด้วยยอดผู้เข้าร่วมกว่า 283,894 คน ใน 878 อำเภอ ครอบคลุม 76 จังหวัด รองโฆษกรัฐบาล นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา เผยข้อมูลล่าสุด ณ วันที่ 1 พฤษภาคม 2569 เวลา 22.45 น. ที่สะท้อนถึงความสำเร็จของนโยบายรัฐบาลในการช่วยเหลือค่าครองชีพ

ยอดไทยช่วยไทยวันแรก เงินสะพัด 33.7 ล้าน “สุรินทร์” ติดอันดับ 1 ใช้จ่ายสูงสุด

จากข้อมูลที่ได้รับ ยอดไทยช่วยไทยวันแรก สร้างเม็ดเงินหมุนเวียนรวมกว่า 33,738,292.45 บาท โดยช่วยลดภาระค่าครองชีพให้ประชาชนได้ถึง 7,429,275 บาท นอกจากนี้ยังมีร้านค้าเข้าร่วมกว่า 12,491 ร้านค้า สินค้าเข้าร่วมจำหน่ายมากถึง 249,515 ชิ้น ครอบคลุมสินค้าจำเป็น OTOP และสินค้าจาก SMEs ทำให้เศรษฐกิจฐานรากคึกคักทันที

จังหวัดและอำเภอที่ใช้จ่ายสูงสุด

จังหวัดที่นำอันดับมูลค่าการใช้จ่าย 5 อันดับแรก ได้แก่:

  • 1. สุรินทร์ 1,192,891 บาท
  • 2. นครราชสีมา 1,167,683 บาท
  • 3. เชียงใหม่ 1,057,660 บาท
  • 4. ขอนแก่น 1,056,944 บาท
  • 5. ยะลา 836,991 บาท

ส่วนอำเภอนำโด่งคือ อำเภอกาบัง จังหวัดยะลา 468,956 บาท ตามด้วยอำเภอบางใหญ่ นนทบุรี 277,000 บาท และอำเภอเมืองราชบุรี 269,870 บาท แสดงให้เห็นว่าประชาชนในพื้นที่ต่างๆ ต่างให้การตอบรับโครงการนี้อย่างอบอุ่น

สินค้าที่ได้รับความนิยมสูงสุดคือสินค้าจำเป็น เช่น น้ำมันพืช ไข่ไก่ ผลิตภัณฑ์ซักล้าง และข้าว จากกลุ่มห้างค้าส่งค้าปลีกสมัยใหม่ (Modern Trade) ขณะที่สินค้า OTOP และ SMEs ก็มียอดขายเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง สะท้อนถึงการเชื่อมโยงผู้ผลิต ผู้ประกอบการ และผู้บริโภคได้อย่างลงตัว

ประโยชน์ของโครงการไทยช่วยไทย

นางสาวลลิดา เน้นย้ำว่า โครงการนี้ไม่ใช่แค่ขายของราคาถูก แต่เป็นการกระตุ้นให้เงินหมุนเวียนในชุมชน ผู้ประกอบการมีรายได้เพิ่ม และประชาชนเข้าถึงสินค้าจำเป็นในราคาย่อมเยา รัฐบาลจะขยายโครงการต่อเนื่องเพื่อครอบคลุมทุกพื้นที่ สร้างความมั่นคงเศรษฐกิจระยะยาว

ความสำเร็จของ ยอดไทยช่วยไทยวันแรก เงินสะพัด 33.7 ล้าน ชี้ให้เห็นว่านโยบายรัฐบาลสามารถเข้าถึงประชาชนได้จริง โดยเฉพาะในจังหวัดสุรินทร์ที่นำอันดับ 1 ซึ่งอาจมาจากการประชาสัมพันธ์ที่ดีและความต้องการสินค้าที่สูง หากคุณอยู่ในพื้นที่เหล่านี้ ลองเช็กที่ว่าการอำเภอใกล้บ้านเพื่อเข้าร่วมโครงการนี้ได้เลย

โครงการไทยช่วยไทยยังช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังวิกฤต โดยเฉพาะ SMEs และ OTOP ที่ต้องการช่องทางจำหน่าย ในอนาคตคาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมเพิ่มขึ้นอีกมาก หากรัฐบาลรักษาความต่อเนื่องได้ จะเป็นมาตรการที่ยั่งยืนแน่นอน

ติดตามความคืบหน้าของโครงการไทยช่วยไทยได้ที่นี่ และอย่าลืมแชร์ประสบการณ์การช้อปของคุณในคอมเมนต์ด้านล่าง เพื่อให้เพื่อนๆ ได้รับประโยชน์เช่นกัน!

ที่มา – ยอดไทยช่วยไทยวันแรก เงินสะพัด 33.7 ล้าน “สุรินทร์” ติดอันดับ 1 ใช้จ่ายสูงสุด

นายกฯ สั่ง ทอ. รับคนไทยอิหร่านด่วน ถกสมช.

สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางกำลังรุนแรงขึ้น ล่าสุด นายกฯ สั่ง ทอ. หาเส้นทางไปรับคนไทยในอิหร่านให้เร็วที่สุด เพื่อความปลอดภัยของพี่น้องชาวไทยที่ติดค้างอยู่ในพื้นที่อันตราย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ให้สัมภาษณ์ที่ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2569 โดยยืนยันว่ารัฐบาลไทยพร้อมช่วยเหลือทุกวิถีทาง

นายกฯ ระบุว่า ได้รับรายงานจากหน่วยงานความมั่นคงและการต่างประเทศตั้งแต่เมื่อคืน และสั่งการทันทีให้กองทัพอากาศเตรียมเครื่องบินไปรับคนไทย โดยลำดับแรกคือในอิหร่านที่ถือเป็นจุดเสี่ยงสูงสุด รองลงมาคือประเทศอื่นๆ ที่มีสงคราม ไม่ว่าจะใช้เครื่องบินทหารที่อาจต้องแวะเติมน้ำมัน หรือเช่าเหมาลำให้รวดเร็วที่สุด รัฐบาลยังตรวจสอบน่านฟ้าที่ปิดและแผนอพยพผ่านประเทศที่สามด้วย

นายกฯ สั่ง ทอ. หาเส้นทางไปรับคนไทยในอิหร่านให้เร็วที่สุด

นายกฯ ย้ำว่า เครื่องบินพร้อมตลอด แต่ต้องพิจารณาปลายทางและเส้นทางบิน กระทรวงการต่างประเทศและคมนาคมจะใช้โค้ดการบินรัฐบาลเพื่อบินตรงไม่แวะเติมน้ำมันหากเป็นไปได้ “เราจะทำทุกวิถีทางให้คนไทยปลอดภัย หากอยากกลับ รัฐบาลพร้อมไปรับ” นายกฯ กล่าว

นายกฯ สั่ง ทอ. หาเส้นทางไปรับคนไทยในอิหร่านให้เร็วที่สุดแบบเร่งด่วน

นอกจากนี้ ยังมีคนไทยราว 7 หมื่นคนในพื้นที่สู้รบทั้งหมด รายละเอียดต้องรอแต่ละกระทรวงยืนยัน สถานทูตไทยทุกแห่งเปิดสายด่วนและศูนย์ช่วยเหลือ 24 ชม. แล้ว

เตรียมถก สมช. พรุ่งนี้ รับมือผลกระทบเศรษฐกิจ

ด้านเศรษฐกิจ นายกฯ มอบหมายนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และรัฐมนตรีคลัง ดูแลรับมือผลกระทบ ค่าครองชีพ ค่าน้ำมัน ต้นทุนพลังงาน จะพุ่งแน่นอน แต่ต้องลดผลกระทบต่อประชาชนให้น้อยที่สุด พรุ่งนี้ 2 มี.ค. เวลา 10.00 น. จะถกศูนย์ประชุมความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ร่วมทุกภาคส่วน รวมเอกชน ธนาคาร หอการค้า ผู้ส่งออก-นำเข้า เพื่อพยุงราคาสินค้า

นายกฯ ประเมินสถานการณ์ “ทุกอย่างเป็นไปได้หมด” ไม่ว่าจะลุกลามหรือไม่ ไทยต้องเตรียมพร้อมทุกด้าน ลดผลกระทบให้เหลือน้อยที่สุด

มาตรการรับมือที่รัฐบาลเตรียมไว้

  • ประสานกองทัพอากาศเตรียมอากาศยานทหารและเช่าเหมาลำ
  • ตรวจสอบน่านฟ้าและเส้นทางอพยพผ่านประเทศที่สาม
  • ประชุมสมช.ถกผลกระทบความมั่นคงและเศรษฐกิจ
  • มอบหมายกระทรวงคลังรับมือค่าครองชีพและพลังงาน
  • สถานทูตเปิดสายด่วนช่วยเหลือคนไทย

นอกจากนี้ รัฐบาลยังวอนคนไทยในพื้นที่ให้ปฏิบัติตามคำแนะนำของสถานทูตอย่างเคร่งครัด เพราะแต่ละประเทศมีมาตรการความปลอดภัยทั้งคนของตนและชาวต่างชาติ

สถานการณ์ตะวันออกกลางที่ลุกลามส่งผลต่อไทยหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นราคาน้ำมันโลกที่ผันผวน การขนส่งสินค้าที่อาจสะดุด และความมั่นคงอาหาร รัฐบาลจึงต้องวางแผนเชิงรุก สิ่งสำคัญคือการสื่อสารให้ประชาชนทราบข้อมูลจริงและไม่ตื่นตระหนก

ในมุมมองของผู้เขียน รัฐบาลไทยแสดงความรวดเร็วในการตอบสนองครั้งนี้ได้ดี โดยเฉพาะการใช้กองทัพช่วยเหลือพลเรือน ซึ่งเป็นจุดแข็งของไทย หากสถานการณ์ยืดเยื้อ หวังว่ารัฐจะมีแผนสำรองเพิ่มเติม เช่น สต็อกพลังงานและกระตุ้นเศรษฐกิจภายใน

เรียกร้องให้ชาวไทยทุกคนติดตามข่าวจากแหล่ง官方อย่างสถานทูต และเตรียมเอกสารเดินทางให้พร้อม หากต้องการความช่วยเหลือ สามารถโทรสายด่วนสถานทูตได้ทันที

ที่มา – นายกฯ เตรียมถก สมช. พรุ่งนี้ สั่ง ทอ. หาเส้นทางไปรับคนไทยในอิหร่านให้เร็วที่สุด

สหรัฐฯ ชัตดาวน์ เสียหาย 7 พันล้านดอลลาร์/เดือน

สำนักงานงบประมาณสหรัฐฯ เตือนว่า การชัตดาวน์ของรัฐบาลสหรัฐฯ ที่ยังไม่มีทีท่าว่าจะจบลงนี้ จะสร้างความเสียหายที่ไม่อาจฟื้นคืนได้ถึงเดือนละ 7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ สถานการณ์ สหรัฐฯ ยังชัตดาวน์ สนง.งบประมาณคาด เสียหาย 7 พันล้านดอลลาร์/เดือน นี้ ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจอย่างมาก

สำนักงานงบประมาณรัฐสภา (CBO) ของสหรัฐฯ เผยแพร่รายงานใหม่ในวันพุธที่ 29 ต.ค. 2568 ซึ่งประเมินมูลค่าความเสียหายที่เกิดจากผลกระทบจากการที่ หน่วยงานรัฐบาลส่วนใหญ่ต้องปิดทำการเพราะรัฐบาลผ่านงบประมาณไม่สำเร็จ หรือการ “ชัตดาวน์” ซึ่งดำเนินมาใกล้ครบ 1 เดือนแล้ว

รายงานใหม่จาก CBO ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด ระบุว่า การปิดหน่วยงานรัฐบาลสหรัฐฯ กำลังสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจประมาณ 7 พันล้านดอลลาร์ต่อเดือน (ราว 2.26 แสนล้านบาท) ซึ่งเป็นความเสียหายที่จะไม่สามารถกู้คืนกลับมาได้เมื่อหน่วยงานกลับมาเปิดทำการอีกครั้ง

ในจดหมายที่ส่งถึง โจดี อาร์ริงตัน ประธานคณะกรรมการงบประมาณของสภาผู้แทนราษฎร (สังกัดพรรครีพับลิกัน รัฐเท็กซัส) CBO ระบุว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศที่แท้จริง (Real GDP) จะลดลง 7 พันล้านดอลลาร์ ในกรณีที่ปิดหน่วยงานเป็นเวลาสี่สัปดาห์ ก่อนจะเพิ่มเป็น 1.1 หมื่นล้านเมื่อถึง 6 สัปดาห์ และ 1.4 หมื่นล้านตอน 8 สัปดาห์

CBO ระบุอีกว่า หลังจากการชัตดาวน์สิ้นสุดลง ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศที่แท้จริง (Real GDP) จะสูงขึ้นชั่วคราวเมื่อเทียบกับที่ควรจะเป็น แม้ว่าส่วนใหญ่ของการลดลงของ Real GDP จะสามารถฟื้นตัวกลับมาได้ในที่สุด แต่จะมีมูลค่าระหว่าง 7 พันล้านดอลลาร์ถึง 1.4 หมื่นล้านดอลลาร์ ที่จะไม่สามารถฟื้นคืนได้

ทั้งนี้เนื่องจาก การใช้จ่ายด้านสินค้าและบริการจะลดลงในช่วงที่มีการปิดหน่วยงาน เพราะพนักงานกว่าหนึ่งล้านคนไม่ได้รับค่าจ้าง แต่จะเพิ่มขึ้นอีกครั้งหลังจากที่หน่วยงานรัฐบาลกลับมาเปิดทำการ

CBO ระบุว่า สถานการณ์ดังกล่าวจะมีผลกระทบทางเศรษฐกิจมหภาคในเชิง “ลบ” เมื่อเทียบกับสถานการณ์ที่ไม่มีการชัตดาวน์ และผลกระทบเหล่านั้น “จะยิ่งรุนแรงขึ้น” เมื่อการชัตดาวน์ยืดเยื้อออกไป

CBO ใช้ข้อมูลจากหน่วยงานรัฐบาลกลางในการประเมินว่า โดยเฉลี่ยแล้ว พนักงานประมาณ 600,000 คน จะถูกจัดอยู่ในกลุ่มยกเว้นและยังคงทำงานในแต่ละสัปดาห์ และพนักงาน 650,000 คน จะถูกสั่งพักงาน ซึ่งบุคลากรทางทหารและเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายของรัฐบาลกลางบางส่วนยังคงได้รับค่าจ้างผ่านการจัดสรรเงินทุนใหม่โดยทำเนียบขาว

ขณะที่พนักงานรัฐบาลกลางส่วนใหญ่ไม่ได้รับเงินเดือนระหว่างการปิดหน่วยงาน แต่ตามกฎหมายของรัฐบาลกลาง เมื่อหน่วยงานเปิดทำการ พวกเขาจะได้รับค่าจ้างย้อนหลังคืนทั้งหมด ไม่ว่าในช่วงนั้นจะได้ทำงานหรือไม่ก็ตาม

สหรัฐฯ ยังชัตดาวน์ สนง.งบประมาณคาด เสียหาย 7 พันล้านดอลลาร์/เดือน

ผลกระทบจากการที่ สหรัฐฯ ยังชัตดาวน์ สนง.งบประมาณคาด เสียหาย 7 พันล้านดอลลาร์/เดือน

การที่ สหรัฐฯ ยังชัตดาวน์ สนง.งบประมาณคาด เสียหาย 7 พันล้านดอลลาร์/เดือน ส่งผลกระทบต่อหลายภาคส่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง:

  • พนักงานรัฐบาล: พนักงานหลายแสนคนต้องพักงานหรือไม่ได้รับเงินเดือน
  • เศรษฐกิจ: GDP ลดลง และความเชื่อมั่นผู้บริโภคลดลง
  • บริการสาธารณะ: บริการบางอย่างอาจหยุดชะงักหรือไม่สามารถเข้าถึงได้

สถานการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการมีงบประมาณที่ได้รับการอนุมัติอย่างทันท่วงที เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมที่อาจเกิดขึ้น

การแก้ไขปัญหา สหรัฐฯ ยังชัตดาวน์ สนง.งบประมาณคาด เสียหาย 7 พันล้านดอลลาร์/เดือน จำเป็นต้องมีการเจรจาและประนีประนอมระหว่างพรรคการเมืองต่างๆ เพื่อหาทางออกที่เป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่าย

ที่มา – สหรัฐฯ ยังชัตดาวน์ สนง.งบประมาณคาด เสียหาย 7 พันล้านดอลลาร์/เดือน

Scroll to top