ผลงานรัฐบาล

ไชยชนก ลั่นไม่กังวลศึกซักฟอก ยันเป็น สายล่อฟ้า ก็มีข้อดี

ในแวดวงการเมืองไทยช่วงนี้ ประเด็นที่หลายคนกำลังจับตามองคงหนีไม่พ้นการเตรียมตัวรับมือศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจ ซึ่งล่าสุด ไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้ออกมาเปิดใจถึงประเด็นนี้อย่างตรงไปตรงมา โดยยืนยันว่าตนเองไม่มีความกังวลใจแต่อย่างใด และมองว่านี่คือโอกาสสำคัญที่จะได้พิสูจน์ผลงานให้ประชาชนได้เห็น

ไชยชนก ลั่นไม่กังวลศึกซักฟอก ยันเป็น สายล่อฟ้า ก็มีข้อดี

หลายคนมองว่ารัฐมนตรีไชยชนกตกอยู่ในสถานะที่น่าจับตาเป็นพิเศษ หรือที่เรียกกันว่ารัฐมนตรี สายล่อฟ้า แต่เจ้าตัวกลับมองในมุมบวกมากกว่า โดยมองว่าการเป็นจุดสนใจของสังคมมีทั้งข้อดีและข้อเสีย ซึ่งถ้าหากเราทำงานอย่างโปร่งใสและสร้างประโยชน์ให้แก่กระทรวงได้จริง ก็ถือเป็นโอกาสที่จะทำให้ผลงานเหล่านั้นเป็นที่ประจักษ์แก่สายตาประชาชนมากขึ้น

มุมมองต่อสถานะ สายล่อฟ้า กับโอกาสในการทำงาน

การถูกเพ่งเล็งหรือเป็น สายล่อฟ้า ในสนามการเมืองนั้น สำหรับไชยชนกไม่ได้ถือเป็นอุปสรรคในการทำงาน แต่เป็นการกระตุ้นให้หน่วยงานต้องมีความพร้อมและเตรียมข้อมูลให้แม่นยำอยู่เสมอ เพื่อให้สามารถตอบคำถามและชี้แจงประเด็นต่างๆ ต่อสภาฯ และประชาชนได้อย่างมั่นใจ โดยมีแนวทางการรับมือดังนี้:

  • รวบรวมข้อมูลการทำงานตลอดช่วงที่ผ่านมาให้เป็นระบบ
  • เตรียมความพร้อมในประเด็นที่ฝ่ายค้านให้ความสนใจ
  • มุ่งมั่นเดินหน้าสร้างผลงานเพื่อยกระดับงานด้านดิจิทัลให้เห็นผลเป็นรูปธรรม

นอกจากเรื่องงานแล้ว อีกหนึ่งคำถามที่หลายคนอยากรู้คือกรณีที่ถูกโยงไปถึงคุณพ่ออย่าง นายเนวิน ชิดชอบ ซึ่งรัฐมนตรีไชยชนกก็ได้ให้คำตอบที่น่าสนใจว่า ในฐานะที่เป็นเลขาธิการพรรคการเมือง การถูกตั้งคำถามหรือเชื่อมโยงเป็นเรื่องธรรมดาที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ท้ายที่สุดแล้ว ประชาชนจะเป็นผู้ตัดสินจากผลงานที่ปรากฏชัดเจนมากกว่าการวิพากษ์วิจารณ์ทางการเมืองเพียงอย่างเดียว

โดยสรุปแล้ว การรับมือกับศึกซักฟอกของรัฐมนตรีท่านนี้สะท้อนให้เห็นถึงทัศนคติเชิงบวกและการมองปัญหาให้เป็นโอกาส สำหรับแฟนข่าวการเมือง นี่คือบทเรียนที่น่าสนใจว่า การเป็นรัฐมนตรีที่ถูกจับตามอง หรือ ไชยชนก ลั่นไม่กังวลศึกซักฟอก ยันเป็น สายล่อฟ้า ก็มีข้อดี นั้น แท้จริงแล้วอยู่ที่การมีผลงานที่ตรวจสอบได้เป็นเครื่องพิสูจน์นั่นเอง

ที่มา – “ไชยชนก” ลั่นไม่กังวลศึกซักฟอก ยันเป็น “สายล่อฟ้า” ก็มีข้อดี

แนน สวน สส.ประชาธิปัตย์ ดีแต่พูด ต้องเรียนรู้จากอดีต

แนน สวน สส.ประชาธิปัตย์ ดีแต่พูด ต้องเรียนรู้จากอดีต

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงการเมืองไทยอีกครั้ง เมื่อ แนน บุณย์ธิดา สมชัย สส.อุบลราชธานีและโฆษกพรรคภูมิใจไทย ได้ออกมาเคลื่อนไหวผ่านสื่อโซเชียลมีเดีย ตอบโต้การวิพากษ์วิจารณ์จาก สส.พรรคประชาธิปัตย์อย่างถึงพริกถึงขิง โดยเน้นย้ำถึงประโยคที่ว่า แนน สวน สส.ประชาธิปัตย์ ดีแต่พูด ต้องเรียนรู้จากอดีต เพื่อตอกกลับผู้ที่พยายามสร้างวาทกรรมโจมตีรัฐบาลชุดปัจจุบัน

ทำไม แนน สวน สส.ประชาธิปัตย์ ดีแต่พูด ต้องเรียนรู้จากอดีต อยู่ตลอด?

ความเคลื่อนไหวครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นลอยๆ แต่มีการตอบโต้ในประเด็นที่รัฐบาลเพิ่งเริ่มบริหารประเทศมาได้เพียง 3 เดือน ซึ่งทางคุณแนนมองว่ารัฐบาลชุดนี้กำลังดำเนินงานอย่างเป็นรูปธรรม โดยมีตัวอย่างผลงานที่เห็นได้ชัดเจน เช่น:

  • นโยบายด้านเทคโนโลยีที่ได้รับคำชมอย่างกว้างขวาง
  • การจัดการปัญหาโกงสอบท้องถิ่นที่เด็ดขาด
  • ความพยายามในการลดค่าครองชีพและค่าไฟฟ้าให้กับประชาชน

คุณแนนระบุว่าพวกเราผ่านการทำงานการเมืองมาอย่างยาวนาน เข้าใจถึงความต้องการที่แท้จริงของประชาชน ดังนั้นการที่ฝ่ายค้านจะมาโจมตีด้วยวาทกรรมเดิมๆ นั้นอาจจะไม่ได้ผลอีกต่อไป เพราะ แนน สวน สส.ประชาธิปัตย์ ดีแต่พูด ต้องเรียนรู้จากอดีต ว่าสิ่งที่ประชาชนต้องการคือผลงาน ไม่ใช่การโต้ตอบกันไปมาด้วยคำพูดที่ไม่ได้สร้างสรรค์

ทางด้านโฆษกพรรคภูมิใจไทยยังย้ำอีกว่า การที่บางคนในบ้านหลังเก่าที่เคยอยู่ยังคงใช้วิธีการแบบเดิม มันทำให้ตนรู้สึกว่าคนเหล่านั้นจำเป็นต้องย้อนกลับไปมองข้อผิดพลาดของตนเองในอดีต เพราะคำว่าดีแต่พูดนั้น เป็นคำที่หลอกหลอนการเมืองไทยมาอย่างยาวนาน และถึงเวลาแล้วที่ฝ่ายการเมืองทุกฝั่งควรจะร่วมกันมุ่งเน้นไปที่การแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนมากกว่าการมุ่งเน้นสร้างกระแสผ่านวาทกรรมทางการเมือง

ในส่วนของรัฐบาลเอง แม้จะเพิ่งทำงานได้ไม่นาน แต่ก็มีความมุ่งมั่นที่จะพิสูจน์ผลงานให้เห็น ทั้งในเรื่องของเศรษฐกิจดิจิทัลและการป้องกันการทุจริต การที่คุณแนนออกมาแสดงจุดยืนที่แข็งกร้าวในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงแนวทางการทำงานของพรรคภูมิใจไทยที่เน้น “พูดแล้วทำ และทำแล้วยังไม่พูดก็มีอีกเยอะ” ซึ่งถือเป็นกลยุทธ์ที่น่าจับตามองว่าในอนาคตอันใกล้ ผลงานเหล่านี้จะพิสูจน์ความเชื่อมั่นจากประชาชนได้มากน้อยเพียงใด

สุดท้ายแล้ว การเมืองไทยต้องการความร่วมมือและการตรวจสอบที่สร้างสรรค์ หากนักการเมืองต่างสำนึกถึงข้อผิดพลาดในอดีตและปรับเปลี่ยนมาใช้ผลงานเป็นเครื่องพิสูจน์ตัวตน เชื่อว่าประชาชนจะเป็นผู้ได้รับผลประโยชน์สูงสุดจากเรื่องนี้อย่างแน่นอน

ที่มา – “แนน” สวน สส.ประชาธิปัตย์ “ดีแต่พูด” เหน็บบางคนต้องเรียนรู้ข้อผิดพลาดจากอดีต

ไชยชนก ลั่น ภูมิใจไทย เร่งสร้างผลงาน

“ไชยชนก” ไม่ตอบเลือกตั้งรอบหน้าตั้งเป้า “ภูมิใจไทย” เป็นพรรคอันดับหนึ่งหรือไม่ ลั่นขอลุยงานเต็มที่ทำผลงานให้ประชาชนตัดสิน

เมื่อเวลา 12.30 น. วันที่ 18 พ.ย. 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ในฐานะเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย (ภท.) กล่าวถึงกรณีที่มีคนไหลเข้าพรรค ภท.มากขึ้น ยังคาดหวังจะเป็นพรรคอันดับหนึ่งในการเลือกตั้งครั้งหน้าหรือไม่ว่า ต้องรอให้ประชาชนตัดสินใจ เพราะยังมีเวลาทำงานอีกเยอะ ตอนนี้รัฐบาลผ่านไปยังไม่ถึง 2 เดือน แต่ได้ทำงานกันมาแล้วพอสมควร

เมื่อถามถึงกระแสนายกฯอนุทิน นำขึ้นมาเช่นกัน นายไชยชนก กล่าวว่า ทุกพรรคมีโอกาส โดยเฉพาะพรรคที่เป็นรัฐบาลมีโอกาสที่จะแสดงผลงานก่อนการเลือกตั้ง ก็แล้วแต่ทุกพรรคว่าจะทำอย่างไร

เมื่อถามว่า ก่อนหมดอายุของรัฐบาล มีนโยบายอะไรที่จะตึงกระแสความนิยมเอาไว้ นายไชยชนก กล่าวว่า จริงๆ มีปัญหาใหญ่ๆ ที่ชัดเจนหลายเรื่องอยู่แล้ว ส่วนจะกำหนดนโยบายอย่างไร ต้องรอดูอีกครั้ง งานข้างหน้ายังมีอีกเยอะ

เมื่อถามว่า จะทันในช่วงอายุรัฐบาลนี้หรือไม่ นายไชยชนก กล่าวว่า จะทันหรือไม่ทันเราก็ต้องทำ นั่นหมายความว่าต้องทำให้เต็มที่ และหวังว่าจะทัน

ไชยชนก ลั่น ภูมิใจไทย เร่งสร้างผลงาน

นายไชยชนก ชิดชอบ เลขาธิการพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงทิศทางและเป้าหมายของพรรคในการเลือกตั้งครั้งหน้า โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการทำงานอย่างเต็มที่เพื่อสร้างผลงานให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินใจ แม้จะยังไม่สามารถตอบได้ว่าจะตั้งเป้าให้พรรคภูมิใจไทยเป็นพรรคอันดับหนึ่งหรือไม่ แต่ไชยชนก ลั่น ภูมิใจไทย จะมุ่งมั่นทำงานอย่างหนักเพื่อตอบสนองความต้องการของประชาชน

ความเห็นของ ไชยชนก ต่อโอกาสของพรรค

นายไชยชนกกล่าวถึงกระแสของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ที่ถูกพูดถึงในฐานะแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีว่า ทุกพรรคการเมืองมีโอกาส โดยเฉพาะพรรคที่เป็นรัฐบาลย่อมมีโอกาสในการแสดงผลงานก่อนการเลือกตั้ง ซึ่งขึ้นอยู่กับแต่ละพรรคว่าจะสามารถทำได้ดีเพียงใด

นอกจากนี้ นายไชยชนกยังกล่าวถึงนโยบายของรัฐบาลที่จะใช้เพื่อรักษาความนิยมในช่วงท้ายของอายุรัฐบาลว่า ยังมีปัญหาใหญ่อีกหลายเรื่องที่ต้องแก้ไข และต้องรอดูว่าจะสามารถกำหนดนโยบายที่ตอบโจทย์ประชาชนได้อย่างไร ซึ่งงานในอนาคตยังมีอีกมากที่ต้องดำเนินการ

เมื่อถูกถามถึงความทันเวลาในการดำเนินงานตามนโยบายต่างๆ นายไชยชนกเน้นย้ำว่า ไม่ว่าจะทันหรือไม่ทัน ก็จะต้องทำให้เต็มที่ และหวังว่าจะสามารถดำเนินการได้ทันตามกรอบเวลาที่กำหนด

การออกมาให้สัมภาษณ์ของนายไชยชนกในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของพรรคภูมิใจไทยในการทำงานเพื่อประชาชน และการเตรียมพร้อมสำหรับการเลือกตั้งครั้งหน้า โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการสร้างผลงานที่เป็นรูปธรรมเพื่อให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินใจในที่สุด ไชยชนก ลั่น ภูมิใจไทย พร้อมที่จะทำงานอย่างหนักเพื่อตอบสนองความต้องการของประชาชนและพัฒนาประเทศให้ก้าวหน้าต่อไป

พรรคภูมิใจไทยภายใต้การนำของนายไชยชนก ชิดชอบ ดูเหมือนจะมุ่งเน้นไปที่การทำงานอย่างหนักและการสร้างผลงานให้เป็นที่ประจักษ์ ก่อนที่จะประกาศเป้าหมายที่ชัดเจนสำหรับการเลือกตั้งครั้งหน้า การเน้นย้ำถึงการตัดสินใจของประชาชนแสดงให้เห็นถึงความเคารพต่อกระบวนการประชาธิปไตยและความต้องการที่จะได้รับความไว้วางใจจากประชาชนอย่างแท้จริง

การที่ไชยชนก ลั่น ภูมิใจไทย จะ ‘ลุยงานเต็มที่’ นั้น เป็นสัญญาณที่ดีที่พรรคการเมืองให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาและพัฒนาประเทศอย่างจริงจัง อย่างไรก็ตาม การทำงานให้ทันตามกรอบเวลาและสามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนได้อย่างแท้จริงนั้น ยังคงเป็นความท้าทายที่พรรคจะต้องเผชิญต่อไป

ที่มา – “ไชยชนก” ลั่น “ภูมิใจไทย” ขอลุยงานเต็มที่เร่งสร้างผลงานให้ประชาชนตัดสิน

ผลโพลชี้ “อนุทิน” โดดเด่น “ไอซ์ รักชนก” ที่ 1

สวนดุสิตโพล เผยผลสำรวจ คะแนนดัชนีการเมืองไทยประจำตุลาคม 2568 เท่าเดือนก่อน “อนุทิน” นักการเมืองโดดเด่นฝ่ายรัฐบาล คนชอบคนละครึ่งพลัส “ไอซ์ รักชนก” อันดับ 1 ของฝ่ายค้านแซงหัวหน้าพรรค

วันที่ 2 พฤศจิกายน 2568 สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง “ดัชนีการเมืองไทย ประจำเดือนตุลาคม 2568” กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 2,126 คน (สำรวจทางออนไลน์และภาคสนาม) ระหว่างวันที่ 28-31 ตุลาคม 2568 โดยมีตัวชี้วัด 25 ประเด็นที่บ่งบอกถึงความเชื่อมั่นต่อการเมืองไทยในด้านต่างๆ ซึ่งแต่ละตัวชี้วัดจะมีคะแนนเต็ม 10 คะแนน สรุปผลเรียงลำดับจากค่าคะแนนสูงสุดไปถึงต่ำสุด พบว่า

1. ดัชนีการเมืองไทย เดือนตุลาคม 2568 ภาพรวมคะแนนเต็ม 10 ได้ 4.02 คะแนน (เดือนกันยายน 2568 ได้ 4.02 คะแนน)

2. ประชาชนให้คะแนน 25 ตัวชี้วัดดัชนีการเมืองไทยเดือนตุลาคม 2568 โดยคะแนนเต็ม 10 เรียงลำดับจากมากไปหาน้อย ได้ดังนี้

  • ผลงานของฝ่ายค้าน ได้คะแนน 4.60 เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน
  • การมีส่วนร่วมของประชาชน 4.44 เท่าเดิม
  • สิทธิและเสรีภาพของประชาชน 4.40 เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน
  • ความมั่นคงของประเทศ 4.32 เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน
  • การพัฒนาด้านการศึกษาสำหรับประชาชน 4.26 ลดลงจากเดือนก่อน
  • เสถียรภาพทางการเมือง 4.22 เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน
  • สภาพสังคมโดยรวม 4.19 เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน
  • การแก้ปัญหาต่างๆ ในภาพรวม 4.18 เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน
  • การดำเนินงานของพรรคการเมืองโดยภาพรวม 4.14 เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน
  • การเปิดเผยข้อมูลข่าวสารของภาครัฐ 4.10 ลดลงจากเดือนก่อน
  • ผลงานของรัฐบาล 4.07 เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน
  • การพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้า 4.06 เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน
  • การบริหารประเทศตามนโยบายที่ประกาศไว้ 4.04 เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน
  • ผลงานของนายกรัฐมนตรี 3.99 ลดลงจากเดือนก่อน
  • ชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน 3.97 เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน
  • ค่าครองชีพ เงินเดือน ค่าจ้าง สวัสดิการ 3.97 เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน
  • ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน 3.92 ลดลงจากเดือนก่อน
  • การปฏิบัติตนและพฤติกรรมของนักการเมือง 3.90 ลดลงจากเดือนก่อน
  • กฎหมาย กระบวนการยุติธรรม 3.81 ลดลงจากเดือนก่อน
  • ราคาสินค้า 3.75 ลดลงจากเดือนก่อน
  • สภาพเศรษฐกิจโดยภาพรวม 3.73 ลดลงจากเดือนก่อน
  • การแก้ปัญหาความยากจน 3.67 เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน
  • การแก้ปัญหาการว่างงาน 3.64 ลดลงจากเดือนก่อน
  • การแก้ปัญหายาเสพติดและผู้มีอิทธิพล 3.64 ลดลงจากเดือนก่อน
  • การแก้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน ความโปร่งใส 3.58 ลดลงจากเดือนก่อน

3. นักการเมืองฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านที่ประชาชนคิดว่ามีบทบาทโดดเด่นในเดือนตุลาคม 2568

นักการเมืองฝ่ายรัฐบาล

  • อันดับ 1 อนุทิน ชาญวีรกูล 48.01%
  • อันดับ 2 ชาบีดา ไทยเศรษฐ์ 28.99%
  • อันดับ 3 ภราดร ปริศนานันทกุล 23.00%

นักการเมืองฝ่ายค้าน

  • อันดับ 1 รักชนก ศรีนอก 37.85%
  • อันดับ 2 ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ 33.23%
  • อันดับ 3 รังสิมันต์ โรม 28.92%

4. ผลงานของฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านที่ประชาชนชื่นชอบในเดือนตุลาคม 2568

ผลงานฝ่ายรัฐบาล

  • อันดับ 1 เปิดใช้จ่ายคนละครึ่งพลัส 64.42%
  • อันดับ 2 นายกฯ ลงนามสันติภาพไทย-กัมพูชา 21.31%
  • อันดับ 3 เที่ยวดีมีคืน 2568 14.27%

ผลงานฝ่ายค้าน

  • อันดับ 1 ตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล 53.34%
  • อันดับ 2 ติดตามการแก้ไขปัญหาไทย-กัมพูชา 24.52%
  • อันดับ 3 เร่งปราบแก๊งสแกมเมอร์ 22.14%

พร้อมสรุปว่า กลุ่มตัวอย่างให้คะแนนภาพรวมดัชนีการเมืองไทยประจำเดือนตุลาคม 2568 เฉลี่ย 4.02 คะแนน เท่ากับเดือนกันยายน 2568 ที่ได้ 4.02 คะแนน ตัวชี้วัดที่ได้คะแนนสูงสุด คือ ผลงานของฝ่ายค้าน เฉลี่ย 4.60 คะแนน ส่วนตัวชี้วัดที่ได้คะแนนต่ำสุด คือ การแก้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน ความโปร่งใส 3.58 คะแนน ขณะที่นักการเมืองฝ่ายรัฐบาลที่มีบทบาทโดดเด่นประจำเดือน คือ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ร้อยละ 48.01 ด้านนักการเมืองฝ่ายค้านที่มีบทบาทโดดเด่นประจำเดือน คือ น.ส.รักชนก ศรีนอก ร้อยละ 37.85 ผลงานฝ่ายรัฐบาลที่ชื่นชอบประจำเดือน คือ เปิดใช้จ่ายคนละครึ่งพลัส ร้อยละ 64.42 ผลงานฝ่ายค้านที่ชื่นชอบประจำเดือน คือ ตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล ร้อยละ 53.34

ดร.พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล ระบุว่า ดัชนีการเมืองไทยเดือนตุลาคม 2568 ทรงตัวจากเดือนก่อนหน้า สะท้อนภาพรวมที่ประชาชน “เฝ้าดูแต่ยังไม่มั่นใจ” ต่อผลงานรัฐบาลชุดนี้ แม้จะพยายามเร่งขับเคลื่อนนโยบายทั้งคนละครึ่งพลัส และการแก้ปัญหาไทย–กัมพูชา แต่กระแสสังคมต่อประเด็นสแกมเมอร์ และกรณี MOU แรร์เอิร์ธ ยังเป็นเรื่องที่ถูกตั้งคำถามทำให้กระทบต่อความเชื่อมั่นรวมถึงความโปร่งใสของรัฐบาลในสายตาประชาชน

ทางด้าน ผศ.ดร.เบญจพร พึงไชย ประธานหลักสูตรรัฐศาสตรบัณฑิต โรงเรียนกฎหมายและการเมือง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต วิเคราะห์ว่า เดือนตุลาคมกล่าวได้ว่ามีสถานการณ์ต่างๆ เกิดขึ้นมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางด้านการเมือง ส่วนของรัฐบาลที่ดูเหมือนจะต้องพยายามรักษาความเป็นรัฐบาลในระยะเวลา 4 เดือนให้ได้ แต่ด้วยเหตุการณ์ความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา ที่ยืดเยื้อแผ่ขยายไปถึงเรื่องสแกมเมอร์ การฟอกเงิน รวมไปถึงการค้ามนุษย์ และที่สำคัญคงหนีไม่พ้นประเด็น MOU แรร์เอิร์ธ ที่ประชาชนไม่ได้รับทราบมาก่อน ซึ่งเหตุการณ์เหล่านี้ล้วนส่งผลต่อดัชนีการเมืองไทย ประจำเดือนนี้

ส่วนผลงานของฝ่ายค้านที่มีคะแนนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องแสดงให้เห็นว่าประชาชนไม่มั่นใจต่อรัฐบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแก้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน ความโปร่งใส ที่ได้คะแนนต่ำสุด น่าจะเป็นผลพวงจากรัฐมนตรีที่มีชื่อพัวพันกับปัญหาสแกมเมอร์ที่กล่าวได้ว่าเป็นวาระแห่งชาติ ส่วนผลงานของรัฐบาลในเรื่องคนละครึ่งพลัสที่ได้คะแนนอันดับ 1 น่าจะเป็นเพียงผลงานเดียวที่ช่วยยกระดับความเชื่อมั่นของรัฐบาลได้ซึ่งอาจจะส่งผลต่อคะแนนดัชนีที่คงที่ในเดือนนี้ อย่างไรก็ตาม หากรัฐบาลยังไม่สามารถแสดงออกถึงความโปร่งใสและความเชื่อมั่นต่อปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น อาจส่งผลให้ความเชื่อมั่นลดลงและกระทบต่อเสถียรภาพและการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในปีหน้า.

ผลโพลชี้ “อนุทิน” โดดเด่นฝ่ายรัฐบาล “ไอซ์ รักชนก” คะแนนอันดับ 1 ฝ่ายค้าน

ผลสำรวจความคิดเห็นประชาชน: ใครโดดเด่นในสายตาประชาชน?

จากผลสำรวจล่าสุด ผลโพลชี้ “อนุทิน” โดดเด่นฝ่ายรัฐบาล “ไอซ์ รักชนก” คะแนนอันดับ 1 ฝ่ายค้าน สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นและความคาดหวังของประชาชนที่มีต่อนักการเมืองทั้งสองท่าน ซึ่งเป็นประเด็นที่น่าสนใจและควรจับตามองต่อไปถึงบทบาทและผลงานที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

การที่ผลโพลชี้ “อนุทิน” โดดเด่นฝ่ายรัฐบาล “ไอซ์ รักชนก” คะแนนอันดับ 1 ฝ่ายค้าน อาจเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงทิศทางและความต้องการของสังคมที่กำลังเปลี่ยนแปลงไป การติดตามและวิเคราะห์ข้อมูลเหล่านี้อย่างใกล้ชิด จะช่วยให้เราเข้าใจถึงพลวัตทางการเมืองและสังคมไทยได้ดียิ่งขึ้น

ในภาพรวมแล้ว ข้อมูลจากผลโพลชี้ “อนุทิน” โดดเด่นฝ่ายรัฐบาล “ไอซ์ รักชนก” คะแนนอันดับ 1 ฝ่ายค้าน เป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการวิเคราะห์สถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบัน และเป็นข้อมูลสำคัญสำหรับผู้ที่สนใจและติดตามข่าวสารบ้านเมืองอย่างใกล้ชิด

ที่มา – ผลโพลชี้ “อนุทิน” โดดเด่นฝ่ายรัฐบาล “ไอซ์ รักชนก” คะแนนอันดับ 1 ฝ่ายค้าน

โรม สวน ดนุพร ถามทักษิณ ตั๋วช้าง หยุดแกว่งปาก

ในวงการการเมืองไทยที่เต็มไปด้วยการโต้ตอบร้อนแรง ล่าสุดมีประเด็นน่าสนใจเกิดขึ้นระหว่าง ส.ส. รังสิมันต์ โรม จากพรรคประชาชน กับ ส.ส. ดนุพร ปุณณกันต์ โฆษกพรรคเพื่อไทย ที่กำลังกลายเป็นหัวข้อสนทนาบนโซเชียลมีเดีย

โรม สวน ดนุพร ไล่ถามทักษิณเรื่องตั๋วช้าง

วันที่ 28 กันยายน 2567 นายรังสิมันต์ โรม ได้โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊กเพื่อตอบโต้คำกล่าวอ้างของนายดนุพร ที่ระบุว่าพรรคสีน้ำเงินได้รับการชุบชีวิตจาก ‘ตั๋วช้าง’ สีส้ม โรมได้ย้อนกลับไปบอกว่าถ้าอยากรู้เรื่องตั๋วช้างจริงๆ ก็ให้ไปถามนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีคนนั้นรู้ดีที่สุด นอกจากนี้ โรมยังแนะนำให้ดนุพรหัดโทษตัวเองบ้าง อย่ามัวแต่โทษคนอื่น เพราะรัฐบาลที่เป็นอยู่มานานสองปีแล้ว แต่กลับไม่มีผลงานที่เป็นรูปธรรม สร้างแต่ปัญหาใหม่ๆ ให้ประชาชน

คำพูดของโรมนี้ชัดเจนและตรงไปตรงมา โดยเฉพาะประโยคที่ว่า “เวลาที่เหลืออยู่ หยุดแกว่งปากหาเสี้ยนได้แล้ว ทำงานบ้างอะไรบ้าง” ซึ่งสะท้อนถึงความคับข้องใจต่อฝ่ายรัฐบาลที่มัวแต่เล่นเกมการเมืองแทนการแก้ปัญหาให้ประชาชน

บริบทของประเด็นตั๋วช้างในพรรคการเมือง

เพื่อให้เข้าใจมากขึ้น ‘ตั๋วช้าง’ ในที่นี้หมายถึงอิทธิพลหรือการสนับสนุนจากบุคคลสำคัญที่มีน้ำหนักในวงการการเมือง โดยเฉพาะนายทักษิณที่ถูกมองว่าเป็นผู้มีบทบาทเบื้องหลังพรรคเพื่อไทยมาอย่างยาวนาน ประเด็นนี้ถูกหยิบยกขึ้นมาหลายครั้งในอดีต โดยเฉพาะในช่วงเลือกตั้งและการจัดตั้งรัฐบาล ทำให้เกิดการถกเถียงว่าอิทธิพลดังกล่าวช่วย ‘ชุบชีวิต’ พรรคการเมืองที่เคยอ่อนแอได้จริงหรือไม่

โรมในฐานะ ส.ส. จากพรรคประชาชน ซึ่งเป็นฝ่ายค้านที่เน้นการตรวจสอบรัฐบาล มองว่าการโจมตีแบบนี้จากฝ่ายรัฐบาลเป็นเพียงการเบี่ยงเบนประเด็น โดยเฉพาะเมื่อรัฐบาลเพื่อไทยซึ่งเป็นพันธมิตรหลัก บริหารงานมาเกือบสองปี แต่ผลงานที่จับต้องได้ยังไม่ชัดเจน เช่น การแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ค่าครองชีพ และการปฏิรูปที่เคยสัญญาไว้

  • ผลงานรัฐบาลสองปี: ยังไม่มีนโยบายเด่นที่ช่วยลดความเหลื่อมล้ำได้จริง
  • ปัญหาที่เกิดใหม่: การเมืองภายในพรรคและการทุจริตที่ถูกตั้งคำถาม
  • คำแนะนำจากโรม: หยุดการโต้เถียงไร้สาระ เริ่มทำงานเพื่อประชาชน

การโต้ตอบครั้งนี้ไม่ใช่แค่การสวนกันไปมา แต่สะท้อนถึงความแตกแยกในสภาไทยที่ยังคงรุนแรง โดยเฉพาะระหว่างพรรคฝ่ายค้านกับรัฐบาล นักวิเคราะห์การเมืองมองว่าประเด็นตั๋วช้างอาจถูกขุดขึ้นมาอีกในอนาคต หากมีการเลือกตั้งใหญ่หรือการปรับคณะรัฐมนตรี

นอกจากนี้ โรมยังใช้โอกาสนี้เรียกร้องให้ ส.ส. ทุกคนหันมาโฟกัสที่การทำงานจริงจัง โดยเฉพาะในช่วงที่ประเทศกำลังเผชิญวิกฤตเศรษฐกิจจากโควิด-19 ที่ทิ้งร่องรอยไว้มากมาย การแกว่งปากหรือหาเสี้ยนในเนื้อของคนอื่นอาจทำให้ประชาชนสูญเสียความเชื่อมั่นในระบบการเมืองเข้าไปอีก

จากมุมมองของผู้เขียน คำพูดของโรมนี้เป็นเครื่องเตือนใจที่ดีให้กับนักการเมืองทุกฝ่ายว่า การตรวจสอบซึ่งกันและกันเป็นเรื่องปกติ แต่ต้องมาพร้อมกับผลงานที่พิสูจน์ตัวเองได้ หากรัฐบาลอยากให้ฝ่ายค้านเงียบ ก็ควรแสดงผลงานให้เห็นชัดเจน

สุดท้ายนี้ ชวนผู้อ่านติดตามข่าวการเมืองไทยต่อไป เพราะทุกการโต้ตอบอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงใหญ่ในอนาคต คุณคิดเห็นอย่างไรกับประเด็นนี้ ลองแสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง

ที่มา – “โรม” สวน “ดนุพร” ไล่ไปถาม “ทักษิณ” รู้ดีเรื่องตั๋วช้าง แนะหยุดแกว่งปากหาเสี้ยนได้แล้ว

“สุขุม” แย้มสังคมมีความหวัง หลังอนุทินจัด ครม.

รศ.ดร.สุขุม นวลสกุล อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง ออกมาแสดงความคิดเห็นถึงสถานการณ์บ้านเมืองในปัจจุบัน โดยชี้ให้เห็นว่าสังคมเริ่มมีความหวังอีกครั้ง หลังจากที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีคนใหม่ ได้เริ่มเดินหน้าจัดตั้งคณะรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจและเร่งรัดนโยบายที่ตอบโจทย์ประชาชน หนึ่งในนั้นคือการรื้อฟื้นโครงการ “คนละครึ่ง” ที่เคยประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก

อดีตอธิการบดี ม.รามคำแหง เน้นย้ำว่าเนื่องจากรัฐบาลมีเวลาจำกัด การเร่งสร้างผลงานให้เป็นรูปธรรมโดยเร็ว จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง และการตัดสินใจปัดฝุ่นโครงการคนละครึ่ง ถือเป็นสัญญาณที่ดี

“สุขุม” แย้มสังคมมีความหวัง หลังอนุทินจัด ครม.

นอกจากนี้ รศ.ดร.สุขุม ยังกล่าวชื่นชมการจัดทัพคณะรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจที่มีการเลือกบุคคลภายนอกซึ่งเป็น “มืออาชีพ” เข้ามาทำงาน สะท้อนให้เห็นว่านายอนุทินเข้าใจปัญหาและความต้องการของประชาชนที่กำลังเผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจและค่าครองชีพที่สูงขึ้น การเลือกบุคคลที่มีความรู้ความสามารถมาดูแลเรื่องนี้จึงเป็นการอ่านใจประชาชนได้อย่างถูกต้อง และสิ่งที่ รศ.ดร.สุขุม เห็นว่าเป็นเรื่องที่น่ายินดีคือ การที่สังคมเริ่มมีความหวังมากขึ้นจากการจัดตั้งรัฐบาลในครั้งนี้

การที่รัฐบาลใหม่ตัดสินใจที่จะฟื้นโครงการคนละครึ่งขึ้นมาอีกครั้ง แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนอย่างแท้จริง โครงการนี้เป็นที่รู้จักกันดีในเรื่องของการช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน และกระตุ้นเศรษฐกิจในระดับฐานราก การที่รัฐบาลชุดใหม่ให้ความสำคัญกับโครงการนี้จึงเป็นสัญญาณที่ดีต่ออนาคตของประเทศ

อนาคตและความหวังของสังคม

รศ.ดร.สุขุม นวลสกุล ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า การที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล เลือกที่จะดึงเอามืออาชีพจากภายนอกเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของคณะรัฐมนตรี แสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลและความเข้าใจในความซับซ้อนของปัญหาเศรษฐกิจที่ประเทศกำลังเผชิญอยู่ การมีบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถเฉพาะทาง จะช่วยให้การแก้ไขปัญหาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและตรงจุดมากยิ่งขึ้น

การที่สังคมเริ่มมีความหวังใหม่หลังจากที่ได้เห็นการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ ถือเป็นเรื่องที่น่ายินดีเป็นอย่างยิ่ง ความหวังเป็นสิ่งสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้า และการที่รัฐบาลสามารถสร้างความหวังให้กับประชาชนได้ แสดงให้เห็นถึงความไว้วางใจที่ประชาชนมีต่อรัฐบาล

  • การเร่งรัดนโยบาย: รัฐบาลควรเร่งผลักดันนโยบายต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน
  • การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ: มุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและค่าครองชีพที่สูงขึ้น
  • การสร้างความเชื่อมั่น: สร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนและประชาชน

โดยรวมแล้ว รศ.ดร.สุขุม มองว่าการที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้เข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรีและได้จัดตั้งคณะรัฐมนตรีที่มีความสามารถ ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีสำหรับการแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่ประเทศกำลังเผชิญอยู่ และการที่สังคมเริ่มมีความหวังจากการกระทำของรัฐบาลในครั้งนี้ ถือเป็นสัญญาณที่ดีว่าประเทศไทยกำลังเดินไปในทิศทางที่ถูกต้อง การฟื้นโครงการคนละครึ่งเป็นเเพียงจุดเริ่มต้น รัฐบาลยังคงต้องทำงานอย่างหนักเพื่อสร้างความเจริญรุ่งเรืองให้กับประเทศชาติ

การที่สังคมมีความหวังหลังการจัดตั้ง ครม. อนุทิน ถือเป็นแรงผลักดันสำคัญให้รัฐบาลมุ่งมั่นทำงานเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง

ที่มา – “สุขุม” แย้มสังคมมีความหวัง หลัง “อนุทิน” จัดทัพ ครม. ปัดฝุ่นคนละครึ่ง

Scroll to top