ผลประโยชน์ชาติ

“สีหศักดิ์” ย้ำ UNCLOS ไม่ใช่การขึ้นศาล เป็นกรอบกติกาสากล

กลายเป็นประเด็นที่หลายคนกำลังจับตามองสำหรับการเจรจาพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลระหว่างไทยและกัมพูชา โดยล่าสุดทางด้านกระทรวงการต่างประเทศได้ออกมาสร้างความเข้าใจใหม่ให้ชัดเจนว่า “สีหศักดิ์” ย้ำ UNCLOS ไม่ใช่การขึ้นศาล เป็นกรอบกติกาสากล ในการหาทางออกร่วมกันเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและรักษาผลประโยชน์ของชาติให้ได้มากที่สุด

เข้าใจชัดเจนทำไม “สีหศักดิ์” ย้ำ UNCLOS ไม่ใช่การขึ้นศาล เป็นกรอบกติกาสากล

นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้ชี้แจงต่อที่ประชุมสภาฯ ถึงความสำคัญของการใช้ UNCLOS 1982 เป็นเครื่องมือหลักในการเจรจา โดยย้ำว่าการเข้าสู่กระบวนการที่กัมพูชาเป็นภาคีนั้น ไม่ได้หมายถึงการที่เราต้องไปขึ้นศาลหรือยอมรับอำนาจศาลระหว่างประเทศแต่อย่างใด แต่เป็นการใช้ “กติกาที่เป็นกลาง” เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือให้กับประเทศไทยในเวทีโลก

ทำไมเราต้องใช้กรอบ UNCLOS ในการเจรจา?

  • สร้างความเชื่อมั่นระหว่างประเทศ: การปฏิบัติตามกติกาสากลช่วยให้ไทยมีภาพลักษณ์ที่เป็นมิตรและเคารพต่อกฎหมายระหว่างประเทศ
  • ไม่ใช่การสู้คดี: กระบวนการนี้เน้นไปที่การประนอมโดยตัวแทนผู้เชี่ยวชาญจากทั้งสองฝ่าย ไม่ใช่การตัดสินแบบตัดสินชี้ขาดแพ้ชนะ
  • ลดผลกระทบต่ออธิปไตย: การเจรจาทวิภาคียังคงเป็นหัวใจสำคัญ และหากผลการประนอมไม่เป็นที่น่าพอใจ ทั้งสองฝ่ายยังสามารถกลับมาเจรจากันต่อได้

หลายคนมีความกังวลเรื่องเส้นเขตแดน โดยเฉพาะประเด็นพื้นที่รอบเกาะกูด ซึ่งรัฐบาลยืนยันชัดเจนว่าจะรักษาผลประโยชน์และอธิปไตยของไทยเป็นที่ตั้ง การที่ “สีหศักดิ์” ย้ำ UNCLOS ไม่ใช่การขึ้นศาล เป็นกรอบกติกาสากล นั้น เพื่อต้องการให้ประชาชนเข้าใจว่าเรากำลังใช้ช่องทางการทูตและกฎหมายเพื่อแก้ปัญหาที่ค้างคามานาน ไม่ใช่การเสียเปรียบหรือเสียดินแดนให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งแต่อย่างใด

นอกเหนือจากประเด็นพื้นที่ทับซ้อนแล้ว รัฐบาลยังมุ่งเน้นไปที่ความร่วมมือในด้านอื่นๆ ที่กระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน เช่น ปัญหามลพิษทางอากาศและปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าการมีกรอบความร่วมมือที่ชัดเจนภายใต้กติกาสากล จะช่วยให้การบริหารจัดการปัญหาข้ามชาติเหล่านี้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

โดยสรุปแล้ว การยึดกติกาสากลถือเป็นทางเลือกที่ชาญฉลาดในยุคที่ทุกประเทศต้องพึ่งพาอาศัยกัน การเจรจาด้วยความรอบคอบและตั้งอยู่บนหลักกฎหมายจะเป็นกุญแจสำคัญที่นำไปสู่ทางออกที่ยอมรับได้ทั้งสองฝ่าย และช่วยให้ไทยก้าวไปข้างหน้าได้อย่างสง่างามโดยไม่สูญเสียอำนาจการต่อรองใดๆ ครับ

ที่มา – “สีหศักดิ์” ย้ำ UNCLOS ไม่ใช่การขึ้นศาล เป็นกรอบกติกาสากล

สรศักดิ์แนะรัฐบาลรอบคอบกระบวนการประนอมภาคบังคับ UNCLOS

ในสภาวะที่กัมพูชาได้ยื่นเรื่องเข้าสู่กระบวนการประนอมภาคบังคับ UNCLOS ท่ามกลางความตึงเครียดเรื่องพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล ล่าสุด นายสรศักดิ์ สมรไกรสรกิจ สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน ได้ออกมาแสดงความเห็นตั้งข้อสังเกตต่อยุทธศาสตร์ของรัฐบาลไทย โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการเลือกนักกฎหมายระดับโลกเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของชาติอย่างถึงที่สุด

จับตา สรศักดิ์แนะรัฐบาลรอบคอบกระบวนการประนอมภาคบังคับ UNCLOS

นายสรศักดิ์ชี้ให้เห็นว่า การที่รัฐบาลพยายามสร้างความมั่นใจต่อสาธารณะว่าไทยพร้อมรับมือกับกระบวนการประนอมภาคบังคับ UNCLOS นั้น อาจเป็นเพียงการลดกระแสทางการเมืองในประเทศ แต่ในทางกฎหมายระหว่างประเทศสถานการณ์มีความซับซ้อนและกดดันกว่าที่คิด เพราะคำว่า “ภาคบังคับ” หมายความว่าเราไม่สามารถปฏิเสธกระบวนการนี้ได้ตามกลไกของสหประชาชาติ

ก้าวสำคัญในการเลือกทีมกฎหมายเพื่อสู้ศึกเจรจา

ปัญหาสำคัญที่ฝ่ายค้านมองเห็น คือเรื่องของกรอบการเจรจาที่มีความเปราะบาง โดยนายสรศักดิ์ได้ยกประเด็นที่น่าสนใจดังนี้:

  • การยกเลิก MOU 44 ฝ่ายเดียวโดยไม่มีแผนสำรองที่ชัดเจน ทำให้ไทยเสียเปรียบในเวทีโลก
  • ความเข้าใจในมาตรา 74(3) และ 83(3) ของ UNCLOS ที่เรียกร้องให้มีข้อตกลงชั่วคราวระหว่างรอผลเขตแดน
  • บทเรียนจากกรณีติมอร์-เลสเต กับ ออสเตรเลีย ที่ผลการประนอมแม้ไม่ผูกมัดแต่สามารถสร้างบรรทัดฐานกดดันประเทศคู่กรณีได้

ดังนั้น โจทย์ใหญ่ที่รัฐบาลต้องเร่งทำภายใน 21 วัน คือการคัดเลือกผู้ประนอมที่มีศักยภาพสูงสุด นายสรศักดิ์ย้ำว่า กระบวนการประนอมภาคบังคับ UNCLOS ในครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องที่มองข้ามได้ รัฐบาลต้องเลิกใช้วิธีการแต่งตั้งนักกฎหมายตามความคุ้นเคย แต่ต้องเฟ้นหาผู้ที่มีเชี่ยวชาญด้านกฎหมายทะเลระดับสากลเท่านั้น เพื่อให้มั่นใจว่าเสียงของประเทศไทยในคณะกรรมการจะไม่เป็นเพียงเสียงที่ถูกมองข้าม

ในมุมมองของเรา ความโปร่งใสและการเปิดเผยข้อมูลการเจรจาให้กับประชาชนได้รับทราบอย่างต่อเนื่องคือหัวใจสำคัญ เพราะเรื่องพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลส่งผลกระทบต่อทรัพยากรพลังงานและอธิปไตยของชาติในระยะยาว รัฐบาลควรเปลี่ยนมุมมองจากการตั้งรับมาเป็นการวางยุทธศาสตร์เชิงรุก เพื่อให้มั่นใจว่าผลประโยชน์ของคนไทยทั้งประเทศจะเป็นที่ตั้งในเวทีโลก

ที่มา – “สรศักดิ์” แนะรัฐบาลรอบคอบกระบวนการประนอมภาคบังคับ UNCLOS ย้ำเลือกนักกฎหมายปกป้องผลประโยชน์ชาติ

“โรม” ย้อน “ธรรมนัส” ฟ้องปิดปาก

“โรม” ย้อน “ธรรมนัส” ฟ้องปิดปากทำไม แนะเอาข้อมูล “เบน สมิธ” ไปให้ตำรวจดีกว่า

ในวงการการเมืองไทยที่เต็มไปด้วยดราม่าร้อนระอุ บทวิจารณ์ระหว่างนักการเมืองมักจุดประกายให้เกิดการถกเถียงกันอย่างกว้างขวาง ล่าสุดกรณี “โรม” ย้อน “ธรรมนัส” ฟ้องปิดปากทำไม แนะเอาข้อมูล “เบน สมิธ” ไปให้ตำรวจดีกว่า ได้กลายเป็นประเด็นที่ชาวเน็ตและสื่อมวลชนให้ความสนใจอย่างมาก เรื่องนี้เกิดขึ้นจากโพสต์ของนายรังสิมันต์ โรม ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน ที่ออกมาโต้กลับการขู่ฟ้องร้องจากร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

“โรม” ย้อน “ธรรมนัส” ฟ้องปิดปากทำไม แนะเอาข้อมูล “เบน สมิธ” ไปให้ตำรวจดีกว่า

จากเหตุการณ์วันที่ 2 ตุลาคม 2568 นายรังสิมันต์ โรม ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก เพื่อชี้แจงและโต้แย้งต่อกรณีที่ร.อ.ธรรมนัสเตรียมฟ้องร้องปมการอภิปรายที่พาดพิงถึงการเอี่ยวกับสแกมเมอร์ “โรม” ยืนยันชัดเจนว่า เขายังไม่ได้กล่าวหาว่าร.อ.ธรรมนัสทำธุรกิจสแกมหรือฟอกเงินโดยตรง เพียงแต่ชี้ให้เห็นว่าคนใกล้ชิดสมเด็จฮุนเซ็น ชื่อเบน สมิธ มีความสัมพันธ์อันดีกับท่าน และบุคคลนี้ออกชื่อเกี่ยวข้องกับการฟอกเงินมหาศาลที่เชื่อมโยงกับสแกมเมอร์ในกัมพูชา

คำถามที่ “โรม” ย้อนถามกลับไปยัง “ธรรมนัส” คือ ทำไมต้องฟ้องเพื่อปิดปาก ในเมื่อข้อมูลเหล่านี้เป็นเรื่องสาธารณะและควรถูกตรวจสอบเพื่อประโยชน์ของชาติ “โรม” แนะนำให้ร.อ.ธรรมนัส นำข้อมูลเกี่ยวกับเบน สมิธ ไปมอบให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อช่วยเหลือในการสืบสวนคดีที่อาจกระทบต่อประเทศไทย โดยเฉพาะปัญหาสแกมเมอร์ที่ฐานในกัมพูชา ซึ่งทำให้ประชาชนไทยสูญเสียทรัพย์สินจำนวนมาก

บริบทการเมืองเบื้องหลัง “โรม” ย้อน “ธรรมนัส”

ปัญหาสแกมเมอร์และการฟอกเงินข้ามชาติเป็นภัยร้ายที่รัฐบาลไทยต้องเผชิญมานาน โดยเฉพาะการเชื่อมโยงกับบุคคลในต่างประเทศอย่างฮุนเซ็นและเครือข่ายในกัมพูชา “โรม” ในฐานะนักการเมืองรุ่นใหม่ที่เน้นการตรวจสอบและปกป้องผลประโยชน์ชาติ ได้ออกมาแฉประเด็นนี้ในที่สาธารณะ เพื่อกระตุ้นให้เกิดการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง แทนที่จะใช้กลไกกฎหมายปิดปากผู้วิจารณ์

หลายคนมองว่าการขู่ฟ้องครั้งนี้เป็นการตอบโต้ที่รุนแรงเกินกว่าเหตุ โดยเฉพาะเมื่อ “โรม” ย้ำว่าประเทศไทยควรปกป้องผู้ที่กล้าออกมาเปิดโปงมากกว่าจะปิดกั้นเสียงนั้น นอกจากนี้ ยังมีผู้ได้รับผลกระทบจากสแกมจำนวนมากที่สูญเสียเงินทรัพย์ ครอบครัวแตกแยก บางรายถึงขั้นฆ่าตัวตาย ทำให้ประเด็นนี้ยิ่งมีความสำคัญและควรได้รับการพิจารณาอย่างรอบด้าน

  • ข้อมูลเบน สมิธ: บุคคลที่เชื่อมโยงกับเครือข่ายฟอกเงินในกัมพูชา
  • บทบาทของ “ธรรมนัส”: รองนายกฯ ควรนำข้อมูลไปสู่การตรวจสอบ
  • ผลกระทบต่อประชาชน: ผู้เสียหายจากสแกมต้องการความยุติธรรม

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญด้านการเมือง การเคลื่อนไหวเช่นนี้สะท้อนถึงความขัดแย้งภายในที่อาจส่งผลต่อเสถียรภาพของรัฐบาล หาก “โรม” ย้อน “ธรรมนัส” ฟ้องปิดปากทำไม แนะเอาข้อมูล “เบน สมิธ” ไปให้ตำรวจดีกว่า ถูกนำไปใช้เป็นเครื่องมือโจมตีทางการเมือง อาจนำไปสู่การแบ่งขั้วที่รุนแรงยิ่งขึ้น

เพื่อให้เข้าใจลึกซึ้งยิ่งขึ้น เราสามารถดูตัวอย่างกรณีคล้ายกันในอดีตที่นักการเมืองใช้วิธีฟ้องร้องเพื่อปิดปากคู่แข่ง ซึ่งมักไม่นำไปสู่การแก้ปัญหาที่แท้จริง แต่กลับทำให้ประชาชนขาดความเชื่อมั่นในระบบยุติธรรม นายรังสิมันต์ โรม ยังย้ำถึงหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐว่า อย่าตกเป็นเครื่องมือในการปิดปาก แต่ให้คิดถึงผลประโยชน์ชาติและผู้เสียหายเป็นหลัก

บทความนี้หวังว่าจะช่วยให้ผู้อ่านเข้าใจบริบทของ “โรม” ย้อน “ธรรมนัส” ฟ้องปิดปากทำไม แนะเอาข้อมูล “เบน สมิธ” ไปให้ตำรวจดีกว่า อย่างครบถ้วน หากคุณเป็นหนึ่งในผู้ที่เคยตกเป็นเหยื่อสแกมเมอร์ อย่าลืมแบ่งปันประสบการณ์เพื่อสร้างกระแสเรียกร้องความยุติธรรม รัฐบาลควรเร่งดำเนินการตรวจสอบและปราบปรามเครือข่ายเหล่านี้ เพื่อปกป้องประชาชนในอนาคต

ในฐานะนักการเมืองที่มุ่งมั่น “โรม” กำลังทำหน้าที่ของเขาได้อย่างโดดเด่น และหวังว่ารัฐบาลจะรับฟังเพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่แท้จริง

ที่มา – “โรม” ย้อน “ธรรมนัส” ฟ้องปิดปากทำไม แนะเอาข้อมูล “เบน สมิธ” ไปให้ตำรวจดีกว่า

Scroll to top