ผลสํารวจความคิดเห็น

อนุทิน น้อมรับโพลร่วง ขู่ปรับ รัฐมนตรีโลกลืม

อนุทิน น้อมรับโพลร่วง ขู่ปรับ รัฐมนตรีโลกลืม

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงการเมืองไทย หลังจากที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงกรณีผลสำรวจความคิดเห็นจากนิด้าโพลที่คะแนนนิยมลดลง โดยเจ้าตัวมองว่าเรื่องนี้เป็นเหมือนกระจกสะท้อนการทำงานที่ต้องรีบหยิบมาปรับปรุงอย่างเร่งด่วน

นายอนุทินกล่าวอย่างชัดเจนว่า แม้ที่ผ่านมาจะทำงานอย่างหนัก แต่หากคะแนนที่เคยได้รับความนิยมร่วงลงมา ก็ถือเป็นสัญญาณเตือนว่ามีบางอย่างที่ขาดหายไป โดยเฉพาะเรื่องการสื่อสารกับสาธารณชน เขาเชื่อว่าหลายเรื่องอาจสื่อสารไม่ชัดเจนพอ ทั้งที่ผลงานเชิงประจักษ์อย่างตัวเลขจีดีพีที่เติบโต หรือการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติมีทิศทางที่ดีขึ้น แต่หากรัฐมนตรีในกำกับดูแลไม่เร่งชี้แจงให้สังคมรับรู้ ก็เท่ากับว่าสิ่งที่ทำไปนั้นสูญเปล่า

มาตรการเด็ดขาดจัดการ รัฐมนตรีโลกลืม

ปัญหาสำคัญที่นายอนุทินเน้นย้ำคือกลุ่ม “รัฐมนตรีโลกลืม” ซึ่งหมายถึงผู้ที่ทำงานในหน้าที่แต่ไม่มีการสื่อสารออกสู่ภายนอก เขาได้ขู่ปรับคณะรัฐมนตรีโดยระบุว่าหากใครไม่สามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมได้ ก็อาจไม่มีพื้นที่ใน ครม. ต่อไป โดยมีหลักเกณฑ์การพิจารณาจากผลงาน ความสามารถ และความทุ่มเทเป็นสำคัญ ไม่ใช่ระบบสมบัติผลัดกันชม

แนวทางการแก้ไขสถานการณ์ของนายอนุทินมีดังนี้:

  • เร่งปรับกลยุทธ์การสื่อสาร ผลงานต้องไปถึงหูประชาชน
  • ตรวจสอบรัฐมนตรีรายบุคคล หากใครเงียบหายจะถือว่าไม่ผ่านเกณฑ์
  • เปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่และผู้มีความสามารถในพรรคภูมิใจไทยได้แสดงฝีมือ
  • ติดตามโพลทุกสำนักเพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลในการปรับทิศทางการทำงาน

นายอนุทินยังเสริมอีกว่า แม้ตนเองจะเป็นคนพูดเก่งและเข้าถึงง่าย แต่การบริหารประเทศนั้นต้องทำงานเป็นทีม รัฐมนตรีทุกคนต้องเป็นผู้รอบรู้และสามารถชี้แจงงานของตัวเองได้ ไม่ใช่ให้หัวหน้าพรรคออกมาตอบคำถามเพียงลำพัง การออกมายอมรับความจริงครั้งนี้ถือเป็นการก้าวข้ามอีโก้และพร้อมที่จะรับฟังเสียงสะท้อนจากประชาชนอย่างแท้จริง

ในมุมมองของนักสังเกตการณ์ทางการเมือง นี่อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในคณะรัฐมนตรีชุดปัจจุบัน การส่งสัญญาณเตือนเรื่องการสั่งปลดรัฐมนตรีไม่ใช่แค่การขู่เพื่อให้ตกใจ แต่เป็นกลยุทธ์กดดันเพื่อให้เกิดแรงขับเคลื่อนในการทำงานจริง ทุกสายตาจึงต้องจับจ้องต่อไปว่า หลังจากการ “เข้าห้องเย็น” ของบรรดารัฐมนตรีที่ถูกหมายหัว เราจะได้เห็นการสื่อสารที่ฉับไวและผลงานที่โดดเด่นขึ้นจริงหรือไม่

ที่มา – “อนุทิน” น้อมรับโพลร่วงต้องเร่งแก้ เชื่อหลายเรื่องอาจสื่อสารไม่ชัดเจน ขู่ปรับ “รัฐมนตรีโลกลืม”

นิด้าโพลชี้ “ชัชชาติ” นอนมาอันดับ 1 ทิ้งห่าง “มัลลิกา-ชัยวัฒน์” ไม่เห็นฝุ่น

นิด้าโพลชี้ “ชัชชาติ” นอนมาอันดับ 1 ทิ้งห่าง “มัลลิกา-ชัยวัฒน์” ไม่เห็นฝุ่น

กระแสความนิยมของการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ปี 2569 กำลังเป็นที่จับตามองอย่างมาก โดยเฉพาะล่าสุด นิด้าโพลชี้ “ชัชชาติ” นอนมาอันดับ 1 ทิ้งห่าง “มัลลิกา-ชัยวัฒน์” ไม่เห็นฝุ่น ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของชาวกรุงเทพมหานครที่มีต่อการทำงานของแชมป์เก่าอย่างชัดเจน จากผลสำรวจที่จัดทำขึ้นเมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2569 ครอบคลุมกลุ่มตัวอย่างกว่า 3,000 หน่วยตัวอย่างทั่วทั้ง 50 เขต

เปิดผลวิเคราะห์: ทำไมกระแส “ชัชชาติ” ยังคงนำโด่ง?

ผลสำรวจระบุชัดเจนว่า นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ (อิสระ) มีคะแนนความนิยมนำเป็นอันดับ 1 อยู่ที่ร้อยละ 73.70 ตามมาด้วยนางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข (อิสระ) ที่ร้อยละ 12.10 และนายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร (พรรคประชาชน) ที่ร้อยละ 8.37 การที่ นิด้าโพลชี้ “ชัชชาติ” นอนมาอันดับ 1 ทิ้งห่าง “มัลลิกา-ชัยวัฒน์” ไม่เห็นฝุ่น เช่นนี้ ทำให้หลายฝ่ายวิเคราะห์ว่านโยบายและความต่อเนื่องในการบริหารงานเป็นปัจจัยหลักที่คนกรุงให้การยอมรับ

นอกเหนือจากผลสำรวจรายบุคคลแล้ว ทางนิด้าโพลยังได้ทำการจำลองคะแนนเสียงตามจำนวนผู้มาใช้สิทธิจริง ซึ่งหากมีผู้มาใช้สิทธิสูงสุดที่ร้อยละ 65 คาดการณ์ว่าคะแนนของนายชัชชาติอาจพุ่งสูงถึงกว่า 2.1 ล้านคะแนนเลยทีเดียว นี่คือจุดที่แสดงถึงความแข็งแกร่งของฐานเสียงในปัจจุบัน

ตัวเลขที่น่าสนใจจากผลสำรวจ:

  • อันดับ 1: ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ (อิสระ) – 73.70%
  • อันดับ 2: มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข (อิสระ) – 12.10%
  • อันดับ 3: ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร (พรรคประชาชน) – 8.37%
  • อันดับ 4: อนุชา บูรพชัยศรี (พรรคประชาธิปัตย์) – 3.43%

ขณะที่สำนักโพลอื่นอย่าง KPI Poll เองก็มีผลลัพธ์ไปในทิศทางเดียวกัน แม้สัดส่วนคะแนนจะแตกต่างกันบ้างตามระเบียบวิธีวิจัย แต่ภาพรวมที่เห็นได้ชัดคือ นิด้าโพลชี้ “ชัชชาติ” นอนมาอันดับ 1 ทิ้งห่าง “มัลลิกา-ชัยวัฒน์” ไม่เห็นฝุ่น ยังคงเป็นจุดยึดเหนี่ยวสำคัญที่ชี้วัดทิศทางการเลือกตั้งในครั้งนี้

เราคงต้องรอลุ้นกันต่อไปครับว่า เมื่อถึงวันลงคะแนนจริง ผลลัพธ์จะออกมาลอยลำตามโพลคาดการณ์หรือไม่ แต่ที่แน่ๆ หากดูจากตัวเลขเหล่านี้ ผู้สมัครท่านอื่นจำต้องเร่งทำคะแนนและเข้าถึงใจชาวกรุงให้มากขึ้นกว่าเดิมเป็นเท่าตัว หากต้องการไล่ตามผู้นำในขณะนี้ให้ทัน ความตื่นตัวของประชาชนในการออกมาใช้สิทธิครั้งนี้จะเป็นตัวตัดสินอนาคตของกรุงเทพฯ อย่างแท้จริง

ที่มา – นิด้าโพลชี้ “ชัชชาติ” นอนมาอันดับ 1 ทิ้งห่าง “มัลลิกา-ชัยวัฒน์” ไม่เห็นฝุ่น

กกต. เตือน ห้ามเผยแพร่ผลโพลเลือกตั้ง กทม.-พัทยา ก่อนเลือกตั้ง 7 วัน

กกต. เตือน ห้ามเผยแพร่ผลโพลเลือกตั้ง กทม.-พัทยา ก่อนเลือกตั้ง 7 วัน

ในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนถึงวันหย่อนบัตรเลือกตั้งแบบนี้ เรื่องที่ชาวกรุงเทพฯ และเมืองพัทยาต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษคือเรื่องของกฎระเบียบต่างๆ ครับ ล่าสุดทางสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งก็ได้ออกมาเน้นย้ำเรื่องสำคัญ คือ กกต. เตือน ห้ามเผยแพร่ผลโพลเลือกตั้ง กทม.-พัทยา ก่อนเลือกตั้ง 7 วัน ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ผู้ที่เกี่ยวข้องทุกคนต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด เพื่อให้บรรยากาศการเลือกตั้งเป็นไปด้วยความยุติธรรมมากที่สุด

หลายคนอาจจะสงสัยว่าทำไมต้องมีกฎเหล็กข้อนี้? คำตอบคือเพื่อป้องกันไม่ให้ผลสำรวจความคิดเห็นกลายเป็นตัวชี้นำการตัดสินใจของประชาชนมากจนเกินไป ในช่วงเวลา 7 วันก่อนวันจริง กกต. ต้องการให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งทุกคนได้ใช้ดุลพินิจของตัวเองอย่างอิสระ ปราศจากกระแสที่ถูกสร้างขึ้นจากผลโพลต่างๆ ครับ

ทำไมการงดเผยแพร่ผลโพลในช่วงโค้งสุดท้ายถึงสำคัญ?

การที่ กกต. เตือน ห้ามเผยแพร่ผลโพลเลือกตั้ง กทม.-พัทยา ก่อนเลือกตั้ง 7 วัน นั้นมีเป้าหมายหลักเพื่อให้การเลือกตั้งมีความโปร่งใส โดยข้อบังคับนี้ครอบคลุมถึง:

  • ผู้สมัครรับเลือกตั้งทั้งใน กทม. และเมืองพัทยา
  • พรรคการเมืองที่สนับสนุนหรือเกี่ยวข้อง
  • สื่อมวลชนทุกแขนง
  • ผู้จัดทำผลสำรวจความคิดเห็นหรือสำนักโพลต่างๆ

ข้อห้ามนี้เริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันอาทิตย์ที่ 21 มิ.ย. 2569 จนถึงเวลา 17.00 น. ของวันอาทิตย์ที่ 28 มิ.ย. 2569 ซึ่งเป็นวันเลือกตั้งนั่นเองครับ ใครที่เป็นสายโซเชียลหรือชอบแชร์ข้อมูลข่าวสาร ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษนะครับ เพราะอาจเข้าข่ายผิดระเบียบ กกต. ว่าด้วยวิธีการหาเสียงและลักษณะต้องห้ามในการหาเสียงเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นได้

นอกจากการปฏิบัติตามกฎแล้ว สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับพวกเราในฐานะพลเมือง คือการออกไปใช้สิทธิให้เต็มที่ครับ ในวันอาทิตย์ที่ 28 มิถุนายน 2569 นี้ ตั้งแต่เวลา 08.00 – 17.00 น. อย่าลืมไปเช็กชื่อที่หน่วยเลือกตั้งใกล้บ้าน แล้วไปใช้สิทธิ์เลือกผู้บริหารในดวงใจด้วยตัวคุณเองนะครับ แล้วคุณคิดว่าโพลมีผลต่อการตัดสินใจของคุณมากน้อยแค่ไหนกันบ้าง? มาแชร์ความคิดเห็นกันได้ แต่ต้องอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมายด้วยนะครับ เพื่อร่วมกันสร้างการเมืองที่โปร่งใสและสร้างสรรค์ไปพร้อมๆ กันครับ

ที่มา – กกต. เตือน ห้ามเผยแพร่ผลโพลเลือกตั้ง กทม.-พัทยา ก่อนเลือกตั้ง 7 วัน

โพลเผยคนหนุนปรับโครงสร้างราคาพลังงาน

ในช่วงที่ราคาพลังงานทั่วโลกกำลังผันผวนหนัก สวนดุสิตโพลได้ทำการสำรวจความเห็นประชาชนเรื่องการรับมือวิกฤตพลังงานของรัฐบาล ซึ่งผลออกมาแบบชัดเจนว่า โพล เผย คนหนุนแนวทางปรับโครงสร้างราคาพลังงาน แต่อยากให้รัฐบาลลดภาษีน้ำมันเพิ่ม โดยประชาชนส่วนใหญ่เห็นด้วยกับนโยบายที่นายกรัฐมนตรีแถลงไว้ ทำให้หลายคนมองว่านี่อาจเป็นทางออกสำคัญในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจที่กระทบชีวิตประจำวัน

โพล เผย คนหนุนแนวทางปรับโครงสร้างราคาพลังงาน แต่อยากให้รัฐบาลลดภาษีน้ำมันเพิ่ม

สวนดุสิตโพลจากมหาวิทยาลัยสวนดุสิต ได้ทำการสำรวจความคิดเห็นจากกลุ่มตัวอย่าง 1,266 คนทั่วประเทศ ทั้งทางออนไลน์และภาคสนาม ระหว่างวันที่ 7-10 เมษายน 2569 และเผยแพร่ผลเมื่อวันที่ 12 เมษายน 2569 ผลการสำรวจพบว่าประชาชนเห็นด้วยกับแนวทางปรับโครงสร้างราคาพลังงาน ทั้งน้ำมันและค่าไฟฟ้ามากที่สุด ร้อยละ 72.27 จาก 3 แนวทางที่นายกฯ แถลง นอกจากนี้ยังคาดหวังว่านโยบายเหล่านี้จะช่วยแก้ปัญหาวิกฤตพลังงานได้สำเร็จถึงร้อยละ 34.36 แม้บางส่วนจะไม่แน่ใจร้อยละ 32.23 แต่ที่ชัดเจนคือประชาชนอยากให้รัฐบาลดำเนินการลดภาษีน้ำมันและภาษีสรรพสามิตเพิ่มเติมถึงร้อยละ 76.07

โพล เผย คนหนุนแนวทางปรับโครงสร้างราคาพลังงาน: ตัวเลขสำคัญที่ควรรู้

  • เห็นด้วยกับการปรับโครงสร้างราคาพลังงาน: 72.27%
  • เชื่อว่าจะแก้ปัญหาได้สำเร็จ: 34.36%
  • ไม่แน่ใจในผลลัพธ์: 32.23%
  • อยากให้ลดภาษีน้ำมันเพิ่ม: 76.07%

วิกฤตพลังงานที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะจากราคาน้ำมันโลกที่พุ่งสูง สงครามการค้า หรือปัญหาซัพย์พลังงานในประเทศ ทำให้ค่าครองชีพของประชาชนเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด การปรับโครงสร้างราคาพลังงานจึงถูกมองว่าเป็นแนวทางระยะยาวที่ช่วยลดภาระ โดยแยกส่วนภาษี อัตราผลกำไร และต้นทุนนำเข้าให้ชัดเจนยิ่งขึ้น แต่ประชาชนยังกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายทันที จึงเรียกร้องให้รัฐลดภาษีน้ำมันก่อน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของผู้ใช้รถใช้ถนนและธุรกิจขนาดเล็ก

นโยบายนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ครั้งนี้มาจากการสำรวจจริงจากประชาชน ทำให้มีความน่าเชื่อถือสูง หากรัฐบาลนำไปปฏิบัติจริง โดยเฉพาะการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันที่ปัจจุบันคิดเป็นสัดส่วนสูง อาจช่วยให้ราคาน้ำมันลดลง 5-10 บาทต่อลิตร ซึ่งจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจทั้งระบบ ไม่ว่าจะเป็นการขนส่ง สินค้าอุปโภคบริโภค และกำลังซื้อของประชาชน

อย่างไรก็ตาม การปรับโครงสร้างต้องคำนึงถึงรายได้ของรัฐด้วย เพราะภาษีน้ำมันเป็นแหล่งรายได้หลัก หากลดมากเกินไปอาจกระทบงบประมาณสาธารณะ เช่น การซ่อมแซมถนนหรือสวัสดิการสังคม ดังนั้น รัฐควรหาแหล่งรายได้ทางเลือก เช่น พัฒนาพลังงานทดแทนอย่างก๊าซธรรมชาติหรือพลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อให้ยั่งยืนในระยะยาว

จากมุมมองของผู้เขียน คิดว่านี่เป็นสัญญาณบวกที่ประชาชนยังเชื่อมั่นในรัฐบาล หากดำเนินการรวดเร็วและโปร่งใส จะช่วยฟื้นฟูความเชื่อมั่นได้มาก โดยเฉพาะในช่วงเศรษฐกิจฟื้นตัวหลังโควิด

คุณคิดอย่างไรกับผลโพลนี้? การปรับโครงสร้างราคาพลังงานจะช่วยแก้ปัญหาจริงหรือไม่? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง แล้วแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ รับรู้ด้วยนะครับ!

ที่มา – โพล เผย คนหนุนแนวทางปรับโครงสร้างราคาพลังงาน แต่อยากให้รัฐบาลลดภาษีน้ำมันเพิ่ม

Scroll to top